ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2651/2568, สัญญาว่าจ้างก่อสร้างมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ, เจตนาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545, มาตรา11 มาตรา14 มาตรา45, บริษัทจำกัดในประเทศไทยทำสัญญาภาษาจีน-อังกฤษ, คู่สัญญาทำโครงการก่อสร้างโรงงานในไทย, ฟ้องศาลโดยไม่ผ่านอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดสัญญา, กระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นส่งสำนวนอุทธรณ์ผิด, ส่งผลให้คำสั่งศาลฎีกาต้องยก, วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ, บทวิเคราะห์กฎหมายอนุญาโตตุลาการในไทย

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อตกลงในสัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งคู่สัญญาเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงาน โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปอนุญาโตตุลาการตามกฎของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ต่อมาคู่สัญญาไม่ดำเนินตามข้อตกลงดังกล่าว แต่กลับฟ้องคดีต่อศาลไทย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ไปพิจารณาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้คำสั่งและพิพากษานั้นเพิกถอน และวินิจฉัยว่าเมื่อสัญญามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามก่อนฟ้องต่อศาลทั่วไป

ข้อเท็จจริงของคดี

คู่ความ (โจทก์และจำเลย) ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย (ไม่โต้แย้ง)

ก่อนฟ้องคดีนี้ คู่สัญญาทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ (สัญญา 1–6)

o สัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พ.ย. 2560 ค่าจ้าง 130,000,000 บาท เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อตกลงเรื่องระงับข้อพิพาทโดยใช้กฎอนุญาโตตุลาการของ “ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้”

o สัญญาฉบับที่ 2 และ 3 เป็นเพิ่มเติมของฉบับที่ 1 (ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พ.ย. 2560 ลดค่าจ้างเหลือ 123,500,000 บาท; ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2560 ปรับขึ้นเป็น 139,000,000 บาท)

โจทก์ยื่นสัญญา 1–3 ต่อสำนักงานสรรพากร เพื่อชำระอากร แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับเพราะไม่มีข้อความภาษาไทย และให้จัดทำสัญญาภาษาไทยรวมอยู่ด้วย และให้มีข้อสัญญาว่า หากข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทย

จึงมีสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2560 เป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยฉบับที่ 4 คือค่าจ้าง 139,000,000 บาท มีข้อตกลงระงับข้อพิพาทให้นำไปฟ้องศาลไทย ณ ที่ตั้งโครงการก่อสร้าง; ฉบับที่ 5 เป็นเพิ่มเติมของฉบับที่ 4 คิดค่าจ้างเพิ่มเติม 15,500,000 บาท รวมเป็น 139,000,000 บาท

ต่อมาอีกประมาณ 2 ปี โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 ม.ค. 2562 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ว่าจ้างเพิ่มเติม 24,980,000 บาท รวมค่าจ้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นมา

จำเลยให้การและแก้คำให้การ พร้อมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่ง จำหน่ายคดี ตาม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 (ม.14) เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ม.14 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์โจทก์แล้วพิจารณาพิพากษา

ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาต

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ “พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545” โดยเฉพาะ มาตรา 11, มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และมาตรา 45 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้

1. มาตรา 11

บัญญัติว่าข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว หมายความว่าหากคู่สัญญาได้ตกลงกันล่วงหน้าว่าจะใช้อนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาต้องเคารพและดำเนินการตามสัญญานั้นก่อน ไม่สามารถฟ้องศาลได้โดยตรง

2. มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

กำหนดให้คู่สัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงดังกล่าวจริงหรือไม่ หากมี ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่สัญญาไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้สั่งจำหน่ายคดี

3. มาตรา 45 วรรคสอง

บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษานั้น

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาใช้บทบัญญัตินี้เพื่อหยิบยกปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง โดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกขึ้น ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ากระบวนพิจารณาที่ผิดลำดับศาลเป็นเรื่องที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง

คีย์สำคัญที่สุดของคดีนี้ 

1. ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ 

คือหัวใจของคดี คู่สัญญาตกลงกันว่าจะระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาล แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จึงฟ้องศาลโดยตรง ทำให้ศาลต้องจำหน่ายคดี

2. มาตรา 14 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ

เป็นกลไกสำคัญที่ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่ หากมีต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้ไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

3. การอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา (มาตรา 45 วรรคสอง)

ศาลฎีกาชี้ว่าในคดีอนุญาโตตุลาการ การอุทธรณ์ต้องส่งตรงต่อศาลฎีกาเท่านั้น การส่งไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 ถือว่าผิดระเบียบและขัดต่อกฎหมาย

4. เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา

ศาลวิเคราะห์ว่าการทำสัญญาหลายฉบับ (บางฉบับภาษาไทย บางฉบับภาษาจีน-อังกฤษ) ต้องดูเจตนาที่แท้จริง ไม่ใช่ถ้อยคำในเอกสารภาษี แต่เป็นเจตนาที่จะใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท

5. กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและการเพิกถอนคำพิพากษา

ศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิด (ส่งสำนวนผิดศาล) และยืนยันหลักว่า ศาลต้องดำเนินการตามลำดับศาลที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาความถูกต้องตามระบบยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สรุปได้ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความเจตนาคู่สัญญาในข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ และการใช้บังคับกฎหมายมาตรา 11, 14, และ 45 ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 อย่างเคร่งครัด โดยศาลฎีกาย้ำว่าการละเลยข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการทั้งหมดเป็นโมฆะและต้องเพิกถอนคำพิพากษาที่ดำเนินการผิดขั้นตอน.

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษา ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เนื่องจากตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรค สอง บัญญัติว่า “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ดังนั้น ขั้นตอนโดยส่งไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงผิดระเบียบ และเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง

ต่อมา ศาลวินิจฉัยประเด็นว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลได้หรือไม่ ในเมื่อสัญญามีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ

o ศาลเห็นว่า เจตนาของคู่สัญญาเดิม (ในสัญญา 1–3) คือให้ใช้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ทั้งที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและโครงการตั้งอยู่ในไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ต้องการใช้ศาลไทย

o ถึงแม้สัญญาฉบับที่ 4 และ 5 จะมีข้อความภาษาไทย-จีน และระบุศาลไทยหากมีข้อพิพาท แต่ให้แก่สรรพากรเพื่อวัตถุประสงค์ด้านอากร และไม่มีน้ำหนักยืนยันว่าเป็นเจตนาแท้จริงของคู่สัญญาเรื่องวิธีระงับข้อพิพาท

o สัญญาฉบับที่ 6 ซึ่งจัดทำภายหลัง (ภาษาจีน-อังกฤษ) ระบุว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมของสัญญา 1–3 และยังมีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาที่มีข้ออนุญาโตตุลาการ

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว สัญญาพิพาทมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องเสนอเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลทั่วไป ตาม มาตรา 11 และ มาตรา 14 วรรค หนึ่ง ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

จากนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษา ดังนี้

o ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2

o ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

o ยกฎีกาของโจทก์

o พิพากษายืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ตาม ม.14)

o คืนค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์ และส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2

o ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1 ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการและผลบังคับใช

สัญญาที่มีข้อตกลงระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ถือเป็น “ข้อตกลงในการระงับข้อพิพาท” ซึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 บัญญัติว่า “ข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาได้ตกลงกันล่วงหน้าให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทนั้นให้เป็นไปตามสัญญา” และมาตรา 14 วรรค หนึ่ง กำหนดให้ศาลชั้นต้นเมื่อมีคำร้องของคู่สัญญาให้ไต่สวนว่า ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการมีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามี ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 

ในคดีนี้ คู่สัญญาได้ตกลงใช้กฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ซึ่งแม้จะมีลักษณะเป็นข้อตกลงต่างประเทศ แต่ด้วยที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและโครงการอยู่ในไทย ศาลเห็นว่าเจตนาของคู่สัญญาคือให้ใช้อนุญาโตตุลาการ โดยไม่ใช้ศาลไทย ซึ่งมีผลให้การฟ้องศาลไทยโดยมิได้เสนออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการ “ขัดสัญญา”

2 เจตนาของคู่สัญญาและภาษาของสัญญา

คำพิพากษาให้ความสำคัญ“เจตนาที่แท้จริง”ของคู่สัญญา เช่นสัญญา 1–3 เป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้ออนุญาโตตุลาการ ไม่มีข้อความไทย ซึ่งชี้ว่าไม่ต้องการใช้ศาลไทย ส่วนสัญญา 4–5 แม้เป็นภาษาไทยและภาษาจีน และมีข้อความให้ฟ้องศาลไทยนั้น แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ภาษี /อากร ไม่ใช่เพื่อเจตนาระงับข้อพิพาทจริง

3 กระบวนพิจารณาที่ชอบ – ส่งอุทธรณ์ผิดศาล

ตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 45 วรรค สอง “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว และเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง ( ซึ่งกำหนดว่า ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยปัญหาที่มีผลต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ )

4 ผลทางปฏิบัติสำหรับคู่สัญญา

ในกรณีที่สัญญามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาจำเป็นต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน หรือได้รับการยกเว้นโดยคู่สัญญาอย่างชัดเจน มิฉะนั้นการฟ้องศาลทั่วไปอาจถูกปัดตกหรือถูกจำหน่ายคดี

ให้ตรวจสอบสัญญาอย่างรอบด้าน ทั้งภาษาของสัญญา (ไทย/อังกฤษ/จีน) ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ข้อกำหนดศาลไทย รวมถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา

ฝ่ายที่ถูกเรียกร้องคดีควรยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นไต่สวนตามมาตรา 14 ก่อนที่ศาลจะรับฟ้อง

หากมีปัญหากระบวนพิจารณาว่า “ส่งข้อ อุทธรณ์ผิดศาล” หรือนำสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค อื่น โดยไม่ใช่ศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรค ๒ อาจถูกศาลฎีกายกคำพิพากษาได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

สัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ มีผลให้คู่สัญญามีหน้าที่ดำเนินการตามนั้นก่อนฟ้องศาลทั่วไป

ตรวจสอบ “เจตนาที่แท้จริง”ของคู่สัญญาและรายละเอียดภาษาของสัญญา (ไทย/อังกฤษ/จีน) เป็นปัจจัยสำคัญในการตีความ

กระบวนพิจารณาทางอุทธรณ์ในคดีอนุญาโตตุลาการต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 45 วรรค สอง มิฉะนั้นถือว่าผิดกระบวนพิจารณา

ฝ่ายที่ถูกเรียกร้องคดีควรใช้มาตรา 14 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เพื่อป้องกันการฟ้องคดีที่อาจถูกเพิกถอน

สำหรับนักกฎหมาย สัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการควรปรับให้ชัดเจนทั้งวิธีระงับ ข้อศาล ถ้อยคำ และภาษาสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 “เมื่อคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ และในระหว่างนั้นได้มีคดีที่คู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทดังกล่าวต่อศาล ศาลให้สั่งระงับคดีไว้จนกว่าจะได้มีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงนั้น เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือไม่อาจปฏิบัติได้”  มาตรา 14 วรรคหนึ่ง “เมื่อคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากคู่พิพาทได้ตกลงกันให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัตินี้ และคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน ศาลให้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากศาลเห็นว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิใช่เป็นโมฆะ ใช้บังคับได้ และสามารถปฏิบัติได้”  มาตรา 45 วรรคสอง “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา”  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีกและเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,689,776.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานคิดค่าจ้างเป็นเงิน 130,000,000 บาท โดยสัญญาดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และในสัญญามีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ สัญญาฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 1 โดยสัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงลดค่าจ้างก่อสร้างเหลือเป็นเงิน 123,500,000 บาท ส่วนสัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์จำเลยตกลงปรับราคาค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 139,000,000 บาท ต่อมาหลังจากทำสัญญาฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว โจทก์ได้นำสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรในเขตท้องที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อชำระค่าอากรตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับดำเนินการให้โดยแจ้งว่าสัญญาทั้งสามฉบับไม่มีข้อความเป็นภาษาไทย จึงให้โจทก์ไปจัดทำสัญญาที่มีข้อความเป็นภาษาไทยรวมอยู่ด้วยและให้มีข้อสัญญาว่า ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องคดีต่อศาลในประเทศไทย โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาจ้างก่อสร้างขึ้นอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 4 และที่ 5 ทั้งสองฉบับต่างลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยในสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานโดยตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 139,000,000 บาท และมีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากเกิดข้อพิพาทให้ยื่นฟ้อง ณ ศาลซึ่งพื้นที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ ส่วนสัญญาฉบับที่ 5 เป็นสัญญาก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 15,500,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 139,000,000 บาท จากนั้นอีกประมาณ 2 ปี โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 มกราคม 2562 โดยจัดทำเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 24,980,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษามานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างโรงงาน ฉบับที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ทั้งที่โจทก์และจำเลยเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยและมีการก่อสร้างที่ประเทศไทย แสดงให้เห็นเจตนาแต่แรกของโจทก์และจำเลยที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีทางเลือกด้วยการอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของศูนย์อนุญาโตตุลาการเซี่ยงไฮ้ แทนการฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น นอกจากนี้สัญญาก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ทำขึ้นด้วยภาษาจีนและภาษาอังกฤษยังชี้ให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยด้วยว่าไม่ต้องการระงับข้อพิพาทที่ศาลในประเทศไทยซึ่งใช้ภาษาไทยในกระบวนพิจารณา แม้โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างฉบับที่ 4 และที่ 5 เป็นภาษาไทยและภาษาจีนระบุว่ากรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องต่อศาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็เพียงเพื่อนำไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรและชำระค่าอากรตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาท ทั้งการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 อันเป็นฉบับหลังสุดโดยระบุในตอนต้นว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาก่อสร้างโรงงานซึ่งคู่สัญญาได้ลงนามไว้ในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงเจตนาล่าสุดของคู่สัญญาที่ต้องการจะผูกพันตามสัญญาฉบับที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งสัญญาก่อสร้างพิพาทมีมูลค่าสูง เมื่อพิเคราะห์ปกติประเพณีและวิธีปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยตั้งแต่การทำสัญญาฉบับที่ 1 เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่อยมาแสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาว่าให้ความสำคัญกับข้อตกลงในสัญญาลายลักษณ์อักษรดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาฉบับที่ 6 อ้างอิงถึงสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 โดยผิดหลง และอ้างว่าการที่จำเลยไม่เคยคัดค้านว่าโจทก์ออกใบแจ้งหนี้โดยระบุเลขที่สัญญาฉบับที่ 4 ไม่ถูกต้องจึงมีเจตนาผูกพันตามสัญญาฉบับดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนี้ เมื่อสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฎีกาของโจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 1. คำพิพากษาศาลฎีกา 3940/2563

สรุปย่อ: คู่ความในคดีนี้เป็นคู่สัญญาที่มีสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ภายหลังหนึ่งฝ่ายยื่นคำร้องขอให้ศาลไทยบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ฝ่ายตรงข้ามคัดค้านโดยอ้างว่า อำนาจของศาลไทยต้องตรวจสอบกระบวนพิจารณาว่าคำชี้ขาดนั้นครบถ้วนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สัญญาจะมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่หากคำร้องขอบังคับเกินขอบเขตคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลไทยไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ โดยอ้างบทบัญญัติ มาตรา 42 และ มาตรา 43 ของ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 อันเป็นผลให้คำร้องถูกยก การพิจารณาคดีนี้ช่วยเน้นว่า แม้จะมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของคำชี้ขาดและกระบวนการอนุญาโตตุลาการจึงจะบังคับให้ศาลไทยมีคำสั่งได้ 

ข้อ 2. คำพิพากษาศาลฎีกา 4183/2565

สรุปย่อ: คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ทำสัญญาซึ่งมีข้อกำหนดให้ “ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเท่านั้น” (no court-jurisdiction clause) ฝ่ายหนึ่งฟ้องศาลไทย โดยอ้างว่าข้อตกลงนั้นไม่เป็นธรรมและขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็น “ข้อสัญญาที่บังคับให้ใช้อนุญาโตตุลาการเท่านั้น โดยมิให้สิทธิฟ้องศาล” ซึ่งอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่สัญญาเป็นผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการรายย่อย ศาลจึงถือว่าแม้จะเป็นข้อตกลงอนุญาโตตุลาการก็อาจถูกพิจารณาว่าไม่บังคับใช้ได้หากขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue (ปัญหาข้อกฎหมาย):

คู่สัญญาที่เป็นบริษัทจำกัดในไทย ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโดยมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อฝ่ายหนึ่งฟ้องต่อศาลไทยโดยไม่ผ่านอนุญาโตตุลาการก่อน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยไม่ใช่ศาลฎีกาในอุทธรณ์นั้น ขั้นตอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลจะดำเนินการอย่างไรตาม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง?

Rule (กฎกติกาที่ใช้):

มาตรา 11 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545: ข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการ ให้ข้อพิพาทนั้นเป็นไปตามสัญญา

มาตรา 14 วรรค หนึ่ง: เมื่อมีคำร้องของคู่สัญญาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการนั้นหรือไม่ หากเห็นว่ามี ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

มาตรา 45 วรรค สอง: การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้ยื่นต่อศาลฎีกา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง: ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยปัญหาที่มีผลเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้

Application (การใช้กฎกติกาในกรณีนี้):

ในคดีนี้ คู่สัญญามีสัญญาฉบับ 1–3 ซึ่งเป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการไม่ใช่ศาลไทย

แม้จะมีสัญญาฉบับ 4–5 ซึ่งเป็นภาษาไทย-จีน และระบุศาลไทยไว้ แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพียงเพื่อใช้ยื่นต่อสรรพากร ไม่ได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา

เมื่อโจทก์ฟ้องต่อศาลไทยโดยไม่ได้เสนออนุญาโตตุลาการก่อน ถือว่าเป็นการขัดสัญญา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งผิดตามมาตรา 45 วรรค สอง ของพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ เพราะควรอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง

ศาลฎีกาใช้มาตรา 27 วรรค หนึ่ง ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิจารณาว่ากระบวนการพิจารณาที่ผิดนั้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเพิกถอน

Conclusion (ข้อสรุป):

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลทั่วไป และการที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นผิดกระบวนพิจารณา คำสั่งและคำพิพากษาที่ออกไปจึงถูกเพิกถอน ผลคือ โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีในศาลทั่วไปตามสัญญาได้ และการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาคือขั้นตอนที่ถูกต้อง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อที่ 1

ในคดีนี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย ได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงานหลายฉบับ โดยสัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 ทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามกฎของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ แต่ต่อมาได้ทำสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยระบุว่าหากมีข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทยในพื้นที่ที่ตั้งโครงการก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลไทยโดยตรง โดยมิได้ยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน คำถามคือ การฟ้องศาลของโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

การฟ้องศาลของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในสัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 ว่าจะระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การตกลงเช่นนี้ถือเป็น “ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ” ที่มีผลผูกพันตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคู่สัญญามีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติตามและนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน การที่โจทก์ไม่ดำเนินการเช่นนั้น แต่กลับฟ้องศาลโดยตรง จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและขัดต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยชอบ

ข้อที่ 2

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาและพิพากษาในเนื้อหาคดี ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา ปัญหาคือ การส่งสำนวนอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกาสามารถหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

คำตอบ

การส่งสำนวนอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติชัดว่า “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งหมด

ข้อที่ 3

ในคดีนี้มีสัญญาหลายฉบับ โดยบางฉบับเป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่บางฉบับเป็นภาษาไทยและภาษาจีน ระบุว่าข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทย ปัญหาคือ ศาลจะใช้สัญญาฉบับใดเป็นหลักในการวินิจฉัยเรื่องเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีระงับข้อพิพาท และสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 มีผลเปลี่ยนเจตนาของคู่สัญญาหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 เป็นหลักฐานแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา เพราะทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อตกลงให้ใช้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ทั้งที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและมีโครงการในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาต้องการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่ศาลไทย ส่วนสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ที่เป็นภาษาไทยและภาษาจีน ศาลเห็นว่าเป็นเพียงสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ยื่นต่อสำนักงานสรรพากร เพื่อชำระค่าอากรแสตมป์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมเกี่ยวกับวิธีระงับข้อพิพาท ดังนั้น สัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 จึงเป็นสัญญาหลักที่ผูกพันคู่สัญญาในเรื่องอนุญาโตตุลาการ

ข้อที่ 4

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว ศาลฎีกาจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ และมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความในคดีนี้อย่างไร

คำตอบ

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นส่งสำนวนอุทธรณ์ผิดศาลและศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาดังกล่าวทั้งหมด แต่เนื่องจากอุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนคดีได้ส่งมาถึงศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลชั้นต้นออกคำสั่งส่งสำนวนใหม่อีก ศาลฎีกาจึงดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเอง และเมื่อเห็นว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลได้โดยไม่ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ผลคือ คู่สัญญายังคงต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเท่านั้น ไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้อีกจนกว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นครบถ้วน.

 




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566) article
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง
ระบอบการเมืองการปกครอง