
| สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อตกลงในสัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งคู่สัญญาเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงาน โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปอนุญาโตตุลาการตามกฎของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ต่อมาคู่สัญญาไม่ดำเนินตามข้อตกลงดังกล่าว แต่กลับฟ้องคดีต่อศาลไทย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ไปพิจารณาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้คำสั่งและพิพากษานั้นเพิกถอน และวินิจฉัยว่าเมื่อสัญญามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามก่อนฟ้องต่อศาลทั่วไป ข้อเท็จจริงของคดี • คู่ความ (โจทก์และจำเลย) ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย (ไม่โต้แย้ง) • ก่อนฟ้องคดีนี้ คู่สัญญาทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ (สัญญา 1–6) o สัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พ.ย. 2560 ค่าจ้าง 130,000,000 บาท เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อตกลงเรื่องระงับข้อพิพาทโดยใช้กฎอนุญาโตตุลาการของ “ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้” o สัญญาฉบับที่ 2 และ 3 เป็นเพิ่มเติมของฉบับที่ 1 (ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พ.ย. 2560 ลดค่าจ้างเหลือ 123,500,000 บาท; ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2560 ปรับขึ้นเป็น 139,000,000 บาท) • โจทก์ยื่นสัญญา 1–3 ต่อสำนักงานสรรพากร เพื่อชำระอากร แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับเพราะไม่มีข้อความภาษาไทย และให้จัดทำสัญญาภาษาไทยรวมอยู่ด้วย และให้มีข้อสัญญาว่า หากข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทย • จึงมีสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2560 เป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยฉบับที่ 4 คือค่าจ้าง 139,000,000 บาท มีข้อตกลงระงับข้อพิพาทให้นำไปฟ้องศาลไทย ณ ที่ตั้งโครงการก่อสร้าง; ฉบับที่ 5 เป็นเพิ่มเติมของฉบับที่ 4 คิดค่าจ้างเพิ่มเติม 15,500,000 บาท รวมเป็น 139,000,000 บาท • ต่อมาอีกประมาณ 2 ปี โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 ม.ค. 2562 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ว่าจ้างเพิ่มเติม 24,980,000 บาท รวมค่าจ้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท • โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นมา • จำเลยให้การและแก้คำให้การ พร้อมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่ง จำหน่ายคดี ตาม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 (ม.14) เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ • ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ม.14 วรรคหนึ่ง • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์โจทก์แล้วพิจารณาพิพากษา • ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ “พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545” โดยเฉพาะ มาตรา 11, มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และมาตรา 45 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ 1. มาตรา 11 บัญญัติว่าข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทนั้นให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว หมายความว่าหากคู่สัญญาได้ตกลงกันล่วงหน้าว่าจะใช้อนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาต้องเคารพและดำเนินการตามสัญญานั้นก่อน ไม่สามารถฟ้องศาลได้โดยตรง 2. มาตรา 14 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่สัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงดังกล่าวจริงหรือไม่ หากมี ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่สัญญาไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้สั่งจำหน่ายคดี 3. มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษานั้น 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาใช้บทบัญญัตินี้เพื่อหยิบยกปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง โดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกขึ้น ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ากระบวนพิจารณาที่ผิดลำดับศาลเป็นเรื่องที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง คีย์สำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คือหัวใจของคดี คู่สัญญาตกลงกันว่าจะระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาล แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จึงฟ้องศาลโดยตรง ทำให้ศาลต้องจำหน่ายคดี 2. มาตรา 14 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ เป็นกลไกสำคัญที่ให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่ หากมีต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้ไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ 3. การอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา (มาตรา 45 วรรคสอง) ศาลฎีกาชี้ว่าในคดีอนุญาโตตุลาการ การอุทธรณ์ต้องส่งตรงต่อศาลฎีกาเท่านั้น การส่งไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 ถือว่าผิดระเบียบและขัดต่อกฎหมาย 4. เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา ศาลวิเคราะห์ว่าการทำสัญญาหลายฉบับ (บางฉบับภาษาไทย บางฉบับภาษาจีน-อังกฤษ) ต้องดูเจตนาที่แท้จริง ไม่ใช่ถ้อยคำในเอกสารภาษี แต่เป็นเจตนาที่จะใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท 5. กระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและการเพิกถอนคำพิพากษา ศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิด (ส่งสำนวนผิดศาล) และยืนยันหลักว่า ศาลต้องดำเนินการตามลำดับศาลที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาความถูกต้องตามระบบยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน สรุปได้ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความเจตนาคู่สัญญาในข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ และการใช้บังคับกฎหมายมาตรา 11, 14, และ 45 ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 อย่างเคร่งครัด โดยศาลฎีกาย้ำว่าการละเลยข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการทั้งหมดเป็นโมฆะและต้องเพิกถอนคำพิพากษาที่ดำเนินการผิดขั้นตอน. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษา ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เนื่องจากตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรค สอง บัญญัติว่า “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ดังนั้น ขั้นตอนโดยส่งไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงผิดระเบียบ และเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง • ต่อมา ศาลวินิจฉัยประเด็นว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลได้หรือไม่ ในเมื่อสัญญามีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ o ศาลเห็นว่า เจตนาของคู่สัญญาเดิม (ในสัญญา 1–3) คือให้ใช้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ทั้งที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและโครงการตั้งอยู่ในไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ต้องการใช้ศาลไทย o ถึงแม้สัญญาฉบับที่ 4 และ 5 จะมีข้อความภาษาไทย-จีน และระบุศาลไทยหากมีข้อพิพาท แต่ให้แก่สรรพากรเพื่อวัตถุประสงค์ด้านอากร และไม่มีน้ำหนักยืนยันว่าเป็นเจตนาแท้จริงของคู่สัญญาเรื่องวิธีระงับข้อพิพาท o สัญญาฉบับที่ 6 ซึ่งจัดทำภายหลัง (ภาษาจีน-อังกฤษ) ระบุว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมของสัญญา 1–3 และยังมีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาที่มีข้ออนุญาโตตุลาการ • เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว สัญญาพิพาทมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องเสนอเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลทั่วไป ตาม มาตรา 11 และ มาตรา 14 วรรค หนึ่ง ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 • จากนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษา ดังนี้ o ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 o ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 o ยกฎีกาของโจทก์ o พิพากษายืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ตาม ม.14) o คืนค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์ และส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 o ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1 ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการและผลบังคับใช สัญญาที่มีข้อตกลงระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ถือเป็น “ข้อตกลงในการระงับข้อพิพาท” ซึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 บัญญัติว่า “ข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาได้ตกลงกันล่วงหน้าให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทนั้นให้เป็นไปตามสัญญา” และมาตรา 14 วรรค หนึ่ง กำหนดให้ศาลชั้นต้นเมื่อมีคำร้องของคู่สัญญาให้ไต่สวนว่า ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการมีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามี ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ในคดีนี้ คู่สัญญาได้ตกลงใช้กฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ซึ่งแม้จะมีลักษณะเป็นข้อตกลงต่างประเทศ แต่ด้วยที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและโครงการอยู่ในไทย ศาลเห็นว่าเจตนาของคู่สัญญาคือให้ใช้อนุญาโตตุลาการ โดยไม่ใช้ศาลไทย ซึ่งมีผลให้การฟ้องศาลไทยโดยมิได้เสนออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการ “ขัดสัญญา” 2 เจตนาของคู่สัญญาและภาษาของสัญญา คำพิพากษาให้ความสำคัญ“เจตนาที่แท้จริง”ของคู่สัญญา เช่นสัญญา 1–3 เป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้ออนุญาโตตุลาการ ไม่มีข้อความไทย ซึ่งชี้ว่าไม่ต้องการใช้ศาลไทย ส่วนสัญญา 4–5 แม้เป็นภาษาไทยและภาษาจีน และมีข้อความให้ฟ้องศาลไทยนั้น แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ภาษี /อากร ไม่ใช่เพื่อเจตนาระงับข้อพิพาทจริง 3 กระบวนพิจารณาที่ชอบ – ส่งอุทธรณ์ผิดศาล ตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 45 วรรค สอง “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว และเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง ( ซึ่งกำหนดว่า ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยปัญหาที่มีผลต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ ) 4 ผลทางปฏิบัติสำหรับคู่สัญญา • ในกรณีที่สัญญามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาจำเป็นต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน หรือได้รับการยกเว้นโดยคู่สัญญาอย่างชัดเจน มิฉะนั้นการฟ้องศาลทั่วไปอาจถูกปัดตกหรือถูกจำหน่ายคดี • ให้ตรวจสอบสัญญาอย่างรอบด้าน ทั้งภาษาของสัญญา (ไทย/อังกฤษ/จีน) ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ข้อกำหนดศาลไทย รวมถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา • ฝ่ายที่ถูกเรียกร้องคดีควรยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นไต่สวนตามมาตรา 14 ก่อนที่ศาลจะรับฟ้อง • หากมีปัญหากระบวนพิจารณาว่า “ส่งข้อ อุทธรณ์ผิดศาล” หรือนำสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค อื่น โดยไม่ใช่ศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรค ๒ อาจถูกศาลฎีกายกคำพิพากษาได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • สัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ มีผลให้คู่สัญญามีหน้าที่ดำเนินการตามนั้นก่อนฟ้องศาลทั่วไป • ตรวจสอบ “เจตนาที่แท้จริง”ของคู่สัญญาและรายละเอียดภาษาของสัญญา (ไทย/อังกฤษ/จีน) เป็นปัจจัยสำคัญในการตีความ • กระบวนพิจารณาทางอุทธรณ์ในคดีอนุญาโตตุลาการต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 45 วรรค สอง มิฉะนั้นถือว่าผิดกระบวนพิจารณา • ฝ่ายที่ถูกเรียกร้องคดีควรใช้มาตรา 14 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เพื่อป้องกันการฟ้องคดีที่อาจถูกเพิกถอน • สำหรับนักกฎหมาย สัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการควรปรับให้ชัดเจนทั้งวิธีระงับ ข้อศาล ถ้อยคำ และภาษาสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2568 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีกและเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,913,963.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,689,776.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างรวม 6 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานคิดค่าจ้างเป็นเงิน 130,000,000 บาท โดยสัญญาดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และในสัญญามีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ สัญญาฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 1 โดยสัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงลดค่าจ้างก่อสร้างเหลือเป็นเงิน 123,500,000 บาท ส่วนสัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีสาระสำคัญว่า โจทก์จำเลยตกลงปรับราคาค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 139,000,000 บาท ต่อมาหลังจากทำสัญญาฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว โจทก์ได้นำสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรในเขตท้องที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อชำระค่าอากรตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับดำเนินการให้โดยแจ้งว่าสัญญาทั้งสามฉบับไม่มีข้อความเป็นภาษาไทย จึงให้โจทก์ไปจัดทำสัญญาที่มีข้อความเป็นภาษาไทยรวมอยู่ด้วยและให้มีข้อสัญญาว่า ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องคดีต่อศาลในประเทศไทย โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาจ้างก่อสร้างขึ้นอีก 2 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 4 และที่ 5 ทั้งสองฉบับต่างลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 มีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยในสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงงานโดยตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 139,000,000 บาท และมีข้อตกลงเรื่องการระงับข้อพิพาทระบุว่า หากเกิดข้อพิพาทให้ยื่นฟ้อง ณ ศาลซึ่งพื้นที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ ส่วนสัญญาฉบับที่ 5 เป็นสัญญาก่อสร้างเพิ่มเติมของสัญญาฉบับที่ 4 มีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 15,500,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 139,000,000 บาท จากนั้นอีกประมาณ 2 ปี โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างก่อสร้างฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 มกราคม 2562 โดยจัดทำเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 24,980,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างก่อสร้างทั้งสิ้น 163,000,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์พร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษามานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนการพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวนั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ แต่เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนส่งมายังศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่อีก และเห็นสมควรพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างโรงงาน ฉบับที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้นำข้อพิพาทไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ทั้งที่โจทก์และจำเลยเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยและมีการก่อสร้างที่ประเทศไทย แสดงให้เห็นเจตนาแต่แรกของโจทก์และจำเลยที่ต้องการจะระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีทางเลือกด้วยการอนุญาโตตุลาการตามกฎอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของศูนย์อนุญาโตตุลาการเซี่ยงไฮ้ แทนการฟ้องคดีต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น นอกจากนี้สัญญาก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ทำขึ้นด้วยภาษาจีนและภาษาอังกฤษยังชี้ให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยด้วยว่าไม่ต้องการระงับข้อพิพาทที่ศาลในประเทศไทยซึ่งใช้ภาษาไทยในกระบวนพิจารณา แม้โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างฉบับที่ 4 และที่ 5 เป็นภาษาไทยและภาษาจีนระบุว่ากรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ฟ้องต่อศาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่โครงการก่อสร้างตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็เพียงเพื่อนำไปยื่นต่อสำนักงานสรรพากรและชำระค่าอากรตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเป็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาท ทั้งการที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาฉบับที่ 6 อันเป็นฉบับหลังสุดโดยระบุในตอนต้นว่าเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาก่อสร้างโรงงานซึ่งคู่สัญญาได้ลงนามไว้ในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงงานฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงเจตนาล่าสุดของคู่สัญญาที่ต้องการจะผูกพันตามสัญญาฉบับที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ทั้งสัญญาก่อสร้างพิพาทมีมูลค่าสูง เมื่อพิเคราะห์ปกติประเพณีและวิธีปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยตั้งแต่การทำสัญญาฉบับที่ 1 เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่อยมาแสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาว่าให้ความสำคัญกับข้อตกลงในสัญญาลายลักษณ์อักษรดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าสัญญาฉบับที่ 6 อ้างอิงถึงสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 โดยผิดหลง และอ้างว่าการที่จำเลยไม่เคยคัดค้านว่าโจทก์ออกใบแจ้งหนี้โดยระบุเลขที่สัญญาฉบับที่ 4 ไม่ถูกต้องจึงมีเจตนาผูกพันตามสัญญาฉบับดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนี้ เมื่อสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฎีกาของโจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระไว้ในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ข้อ 1. คำพิพากษาศาลฎีกา 3940/2563 สรุปย่อ: คู่ความในคดีนี้เป็นคู่สัญญาที่มีสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ภายหลังหนึ่งฝ่ายยื่นคำร้องขอให้ศาลไทยบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ฝ่ายตรงข้ามคัดค้านโดยอ้างว่า อำนาจของศาลไทยต้องตรวจสอบกระบวนพิจารณาว่าคำชี้ขาดนั้นครบถ้วนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สัญญาจะมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่หากคำร้องขอบังคับเกินขอบเขตคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลไทยไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ โดยอ้างบทบัญญัติ มาตรา 42 และ มาตรา 43 ของ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 อันเป็นผลให้คำร้องถูกยก การพิจารณาคดีนี้ช่วยเน้นว่า แม้จะมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของคำชี้ขาดและกระบวนการอนุญาโตตุลาการจึงจะบังคับให้ศาลไทยมีคำสั่งได้ ข้อ 2. คำพิพากษาศาลฎีกา 4183/2565 สรุปย่อ: คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ทำสัญญาซึ่งมีข้อกำหนดให้ “ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเท่านั้น” (no court-jurisdiction clause) ฝ่ายหนึ่งฟ้องศาลไทย โดยอ้างว่าข้อตกลงนั้นไม่เป็นธรรมและขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็น “ข้อสัญญาที่บังคับให้ใช้อนุญาโตตุลาการเท่านั้น โดยมิให้สิทธิฟ้องศาล” ซึ่งอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่สัญญาเป็นผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการรายย่อย ศาลจึงถือว่าแม้จะเป็นข้อตกลงอนุญาโตตุลาการก็อาจถูกพิจารณาว่าไม่บังคับใช้ได้หากขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ปัญหาข้อกฎหมาย): คู่สัญญาที่เป็นบริษัทจำกัดในไทย ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโดยมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อฝ่ายหนึ่งฟ้องต่อศาลไทยโดยไม่ผ่านอนุญาโตตุลาการก่อน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยไม่ใช่ศาลฎีกาในอุทธรณ์นั้น ขั้นตอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลจะดำเนินการอย่างไรตาม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง? Rule (กฎกติกาที่ใช้): • มาตรา 11 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545: ข้อพิพาทใด ๆ ที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการ ให้ข้อพิพาทนั้นเป็นไปตามสัญญา • มาตรา 14 วรรค หนึ่ง: เมื่อมีคำร้องของคู่สัญญาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการนั้นหรือไม่ หากเห็นว่ามี ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ • มาตรา 45 วรรค สอง: การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้ยื่นต่อศาลฎีกา • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรค หนึ่ง: ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยปัญหาที่มีผลเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ Application (การใช้กฎกติกาในกรณีนี้): • ในคดีนี้ คู่สัญญามีสัญญาฉบับ 1–3 ซึ่งเป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนที่จะใช้อนุญาโตตุลาการไม่ใช่ศาลไทย • แม้จะมีสัญญาฉบับ 4–5 ซึ่งเป็นภาษาไทย-จีน และระบุศาลไทยไว้ แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพียงเพื่อใช้ยื่นต่อสรรพากร ไม่ได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา • เมื่อโจทก์ฟ้องต่อศาลไทยโดยไม่ได้เสนออนุญาโตตุลาการก่อน ถือว่าเป็นการขัดสัญญา • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งผิดตามมาตรา 45 วรรค สอง ของพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ เพราะควรอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง • ศาลฎีกาใช้มาตรา 27 วรรค หนึ่ง ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิจารณาว่ากระบวนการพิจารณาที่ผิดนั้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเพิกถอน Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลทั่วไป และการที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นผิดกระบวนพิจารณา คำสั่งและคำพิพากษาที่ออกไปจึงถูกเพิกถอน ผลคือ โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีในศาลทั่วไปตามสัญญาได้ และการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาคือขั้นตอนที่ถูกต้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อที่ 1 ในคดีนี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย ได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างโรงงานหลายฉบับ โดยสัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 ทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามกฎของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ แต่ต่อมาได้ทำสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาจีน โดยระบุว่าหากมีข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทยในพื้นที่ที่ตั้งโครงการก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลไทยโดยตรง โดยมิได้ยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน คำถามคือ การฟ้องศาลของโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การฟ้องศาลของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในสัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 ว่าจะระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ การตกลงเช่นนี้ถือเป็น “ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ” ที่มีผลผูกพันตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคู่สัญญามีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติตามและนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน การที่โจทก์ไม่ดำเนินการเช่นนั้น แต่กลับฟ้องศาลโดยตรง จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและขัดต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยชอบ ข้อที่ 2 ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาและพิพากษาในเนื้อหาคดี ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา ปัญหาคือ การส่งสำนวนอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกาสามารถหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ การส่งสำนวนอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติชัดว่า “การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา” ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งหมด ข้อที่ 3 ในคดีนี้มีสัญญาหลายฉบับ โดยบางฉบับเป็นภาษาจีนและอังกฤษ มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แต่บางฉบับเป็นภาษาไทยและภาษาจีน ระบุว่าข้อพิพาทให้ฟ้องศาลไทย ปัญหาคือ ศาลจะใช้สัญญาฉบับใดเป็นหลักในการวินิจฉัยเรื่องเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเกี่ยวกับวิธีระงับข้อพิพาท และสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 มีผลเปลี่ยนเจตนาของคู่สัญญาหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 3 เป็นหลักฐานแสดงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา เพราะทำขึ้นเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีข้อตกลงให้ใช้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ทั้งที่คู่สัญญาเป็นบริษัทไทยและมีโครงการในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาต้องการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่ศาลไทย ส่วนสัญญาฉบับที่ 4 และ 5 ที่เป็นภาษาไทยและภาษาจีน ศาลเห็นว่าเป็นเพียงสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ยื่นต่อสำนักงานสรรพากร เพื่อชำระค่าอากรแสตมป์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมเกี่ยวกับวิธีระงับข้อพิพาท ดังนั้น สัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 จึงเป็นสัญญาหลักที่ผูกพันคู่สัญญาในเรื่องอนุญาโตตุลาการ ข้อที่ 4 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว ศาลฎีกาจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ และมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความในคดีนี้อย่างไร คำตอบ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นส่งสำนวนอุทธรณ์ผิดศาลและศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและคำพิพากษาดังกล่าวทั้งหมด แต่เนื่องจากอุทธรณ์ของโจทก์และสำนวนคดีได้ส่งมาถึงศาลฎีกาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลชั้นต้นออกคำสั่งส่งสำนวนใหม่อีก ศาลฎีกาจึงดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเอง และเมื่อเห็นว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์ไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลได้โดยไม่ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ผลคือ คู่สัญญายังคงต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเท่านั้น ไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้อีกจนกว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นครบถ้วน.
|





.jpg)