ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4909/2566 คดีสื่อลามกอนาจารเด็ก, การนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ลามกเข้าสู่ระบบตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14, ความผิดฐานทำให้แพร่หลายสื่อลามกอนาจารเด็ก, ความผิดฐานโฆษณาเพื่อการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก, หลักกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90, หลักความผิดต่างกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องเจตนาพิเศษเพื่อการค้า, การตีความความผิดเกี่ยวกับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย, ความแตกต่างระหว่างการเผยแพร่กับการโฆษณา

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่าการนำสื่อลามกอนาจารเด็กเข้าสู่เว็บไซต์และการโฆษณาเพื่อการค้า เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือเป็นความผิดต่างกรรม ตลอดจนการบังคับใช้บทกฎหมายระหว่างประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนวทางตีความที่ชัดเจนในการจำแนกลักษณะความผิดและการลงโทษ

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

การนำสื่อลามกอนาจารเด็กขึ้นเว็บไซต์และการโฆษณาเพื่อการค้า ถือเป็นกรรมเดียวหรือเป็นความผิดต่างกรรม

การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ใดเป็นสำคัญ

เจตนาพิเศษเพื่อการค้าเพียงประการเดียว เพียงพอหรือไม่ในการวินิจฉัยลักษณะกรรมของความผิด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในการนำสื่อลามกอนาจารเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการโฆษณาชักชวนเพื่อการค้า เป็นการกระทำความผิด “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” หรือเป็น “ความผิดต่างกรรม” โดยศาลฎีกาใช้หลักพิจารณาจากพฤติการณ์การกระทำ เวลา และวัตถุประสงค์ของการกระทำแต่ละช่วง มิใช่พิจารณาจากเจตนาพิเศษเพื่อการค้าเพียงประการเดียว จึงแยกการกระทำออกเป็นสองกรรมต่างกัน พร้อมทั้งวางหลักการบังคับใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องระหว่างประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1)

เป็นบทกฎหมายหลักที่ใช้ลงโทษกรณีทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการนำสื่อลามกเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ เป็นการทำให้แพร่หลายโดยตรง ต้องใช้บทนี้ซึ่งมีโทษหนักที่สุด

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3)

ใช้กับกรณีการโฆษณาหรือไขข่าวเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก ศาลเห็นว่าการชักชวนให้เข้าชมเว็บไซต์และเปิดให้ลงโฆษณา เป็นการกระทำคนละลักษณะกับการอัปโหลดสื่อโดยตรง

3. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4)

เกี่ยวกับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกและประชาชนเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดที่ซ้อนกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องพิจารณาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

4. หลักกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ศาลฎีกานำหลักนี้มาใช้กับการอัปโหลดสื่อลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการกระทำครั้งเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

5. หลักความผิดต่างกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลฎีกาวางหลักว่า การโฆษณาเพื่อการค้าในภายหลังเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่ง มีพฤติการณ์และวัตถุประสงค์แตกต่างจากการอัปโหลดสื่อในตอนแรก จึงต้องนับเป็นความผิดต่างกรรม ไม่อาจรวมเป็นกรรมเดียวกันได้

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างและดูแลเว็บไซต์ โดยอัปโหลดวิดีโอแสดงภาพและเสียงสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ และต่อมาได้มีการโฆษณาชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และอีเมล เพื่อดึงดูดให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ รวมทั้งเปิดให้มีการลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทน อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า

2. ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การกระทำตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดต่างกรรม และบทกฎหมายใดเป็นบทหลักที่ต้องลงโทษ

3. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการทำให้ประชาชนเข้าถึงผ่านเว็บไซต์ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) ตามหลักมาตรา 90

แต่สำหรับการโฆษณาและชักชวนเพื่อการค้าในภายหลัง เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นต่างหาก มีพฤติการณ์และองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน จึงถือเป็นความผิดต่างกรรม ไม่อาจถือว่าเป็นกรรมเดียวกันได้

4. หลักกฎหมายและแนวที่ศาลฎีกาวางไว้

ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การกระทำ เวลา วัตถุประสงค์ และผลของการกระทำ ไม่อาจยึดถือเพียงเจตนาพิเศษเพื่อการค้าเป็นเกณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว อีกทั้งการโฆษณาเพื่อช่วยการแพร่หลาย ถือเป็นความผิดเฉพาะบทตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ความผิดฐานนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจำแนกลักษณะการกระทำในคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การวินิจฉัยกรรมเดียวหรือความผิดต่างกรรมมีผลโดยตรงต่อการกำหนดโทษ และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับนักกฎหมายในการวิเคราะห์คดีลักษณะเดียวกันในอนาคต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4909/2566 

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ 1.1 จำเลยทั้งสองเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ร่วมกันทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร หรือส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก และยังร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยนำวิดีโอแสดงภาพและเสียงเด็กในลักษณะโป๊เปลือยและมีการร่วมประเวณี อัปโหลดเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล 1.2 ภายหลังจากที่กระทำความผิดดังกล่าว เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่าสื่อลามกอนาจารเด็กนั้นสามารถรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล ทั้งยังได้ร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์สื่อลามกอนาจารเด็กดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ โดยจำเลยทั้งสองใช้บัญชีเฟซบุ๊กและอีเมลเป็นช่องทางในการติดต่อโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไปว่าสื่อลามกอนาจารเด็กสามารถรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล ทั้งยังให้บุคคลทั่วไปสามารถติดต่อลงโฆษณาสินค้าหรือบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวได้โดยมีค่าใช้จ่าย อันเป็นการค้าสื่อลามกอนาจารเด็กของจำเลยทั้งสอง จากคำบรรยายฟ้องข้อ 1.1 เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งนำไปสู่การแพร่หลายแก่ประชาชนโดยเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (1) ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเจตนาทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กอันเป็นความประสงค์หลัก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนคำบรรยายฟ้องข้อ 1.2 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) มาด้วย แต่ตามพฤติการณ์กระทำความผิดข้อนี้เป็นการโฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าชมสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง และให้บุคคลลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/2 (3) การกระทำของจำเลยทั้งสองหาใช่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกโดยตรงแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและการค้าเท่านั้น การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287/3 เพียงบทเดียว ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดออกเป็นสองข้อต่างหากจากกัน โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่การกระทำความผิดข้อ 1.1 สำเร็จแล้ว และมีพฤติการณ์กระทำความผิดกับองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างจากกัน อีกทั้งจำเลยทั้งสองกระทำความผิดครั้งหลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อการค้าและดึงดูดให้ประชาชนรับชมเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสองมากขึ้น อันเป็นการเพิ่มความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดไปด้วย แม้จำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาพิเศษเพื่อทำให้แพร่หลายและเพื่อการค้าเช่นเดียวกัน แต่ไม่อาจถือเอาเจตนาพิเศษเพียงประการเดียวมาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวได้ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในข้อ 1.2 ถือได้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดในข้อ 1.1

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุกหลายกระทงและให้เรียงกระทงลงโทษ พร้อมริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขโทษบางส่วน ลดโทษในบางกระทง แต่ยังคงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรม

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขในส่วนบทกฎหมาย โดยยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) และยืนยันหลักว่าเป็นความผิดสองกรรมต่างกันในภาพรวม

แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก

บทความนี้มุ่งอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานสื่อลามกอนาจารเด็กในยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างยิ่ง การบังคับใช้กฎหมายในคดีลักษณะนี้จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำให้แพร่หลาย การโฆษณาเพื่อการค้า และการนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) หลักการทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) เป็นบทกฎหมายหลักที่ใช้ลงโทษการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการทำ ผลิต มีไว้ นำเข้า ส่งออก หรือกระทำการใด ๆ อันทำให้สื่อดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนทั่วไป บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเด็กและสังคมจากการถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถือเป็นบทกฎหมายที่มีโทษร้ายแรงกว่าบทอื่นที่เกี่ยวข้อง

แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้วางหลักชัดเจนว่า การนำวิดีโอหรือภาพสื่อลามกอนาจารเด็กขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ถือเป็นการทำให้แพร่หลายโดยตรง แม้จำเลยจะมิได้ส่งต่อสื่อดังกล่าวให้บุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่เพียงการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงได้ก็เพียงพอที่จะถือว่าการแพร่หลายได้เกิดขึ้นแล้ว ลักษณะความผิดจึงสำเร็จในขณะที่ข้อมูลถูกอัปโหลดและเปิดให้เข้าถึง

การใช้มาตรา 287/2 (1) เป็นบทลงโทษหลัก สะท้อนให้เห็นถึงหลักการเลือกใช้บทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด เมื่อการกระทำเดียวเข้าข่ายความผิดหลายบท ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อนและให้การลงโทษมีความเหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งการกระทำ

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) หลักการโฆษณาเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้า

มาตรา 287/2 (3) เป็นบทบัญญัติที่มุ่งลงโทษการกระทำที่มีลักษณะสนับสนุนหรือช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก โดยเฉพาะการโฆษณา การไขข่าว หรือการชักชวนในลักษณะต่าง ๆ แม้ผู้กระทำจะมิได้เป็นผู้ผลิตหรืออัปโหลดสื่อโดยตรงก็ตาม

ศาลฎีกาได้แยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างการทำให้แพร่หลายโดยตรงกับการโฆษณาเพื่อช่วยการแพร่หลาย โดยเห็นว่าการชักชวนให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ การเผยแพร่ลิงก์ หรือการเปิดให้มีการลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ที่มีสื่อลามกอนาจารเด็ก เป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างจากการอัปโหลดสื่อโดยตรง การกระทำเช่นนี้มีเจตนาพิเศษเพื่อการค้า หรือเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้กระทำ

ความสำคัญของมาตรา 287/2 (3) อยู่ที่การลงโทษพฤติการณ์ที่ขยายวงของอาชญากรรมให้กว้างขึ้น แม้จะไม่ได้กระทำต่อสื่อโดยตรง แต่กลับทำให้สื่อดังกล่าวเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสียหายต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ศาลจึงถือว่าการกระทำในลักษณะนี้สามารถแยกเป็นความผิดต่างกรรมจากการอัปโหลดสื่อได้ หากมีพฤติการณ์ เวลา และวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

3. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) กับหลักกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

มาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ บัญญัติถึงความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะลามก และประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ บทบัญญัตินี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า เมื่อการนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีวัตถุประสงค์และผลเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก อันเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) แล้ว การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้หลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยกำหนดขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายอาญา และสร้างความชัดเจนในการเลือกใช้บทกฎหมายให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งยังสะท้อนหลักความเป็นธรรมในการลงโทษและการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

กล่าวโดยสรุป หลักกฎหมายทั้งสามประการนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างการพิจารณาความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกระทำโดยตรง การกระทำสนับสนุน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ศาลฎีกาได้วางแนวทางตีความที่ชัดเจน ช่วยให้นักกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถนำไปปรับใช้กับคดีในลักษณะเดียวกันได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างและดูแลเว็บไซต์ซึ่งมีการอัปโหลดวิดีโอสื่อลามกอนาจารเด็กให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ และต่อมาได้มีการโฆษณาชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และอีเมล เพื่อดึงดูดให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ดังกล่าว รวมทั้งเปิดให้มีการลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์โดยมีค่าตอบแทน การกระทำดังกล่าวควรถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดต่างกรรม และศาลฎีกาใช้หลักเกณฑ์ใดในการวินิจฉัยแยกลักษณะของการกระทำดังกล่าว

ธงคำตอบ

การกระทำของจำเลยทั้งสองในส่วนของการอัปโหลดวิดีโอสื่อลามกอนาจารเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้สร้างและดูแล เป็นการกระทำที่มีพฤติการณ์ต่อเนื่องกันในคราวเดียว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (1) และยังเป็นการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อย่างไรก็ดี สำหรับการกระทำในภายหลังที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ และเปิดให้มีการลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทน ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการอัปโหลดสื่อลามกอนาจารเด็กได้สำเร็จแล้ว มีพฤติการณ์และองค์ประกอบความผิดแตกต่างจากการกระทำในตอนแรก อีกทั้งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายและเพื่อการค้า อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) การกระทำในส่วนนี้จึงเป็นความผิดต่างกรรมจากการอัปโหลดสื่อลามกอนาจารเด็ก ไม่อาจถือรวมเป็นกรรมเดียวกันได้ ต้องนับเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ข้อ 2.

ในกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าการโฆษณาและการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์สื่อลามกอนาจารเด็กเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) ควบคู่ไปกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลฎีกามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์หรือไม่ และควรใช้บทกฎหมายใดเป็นบทลงโทษ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) หรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะการกระทำโดยตรงว่าเป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้หรือไม่ ในคดีนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามก แต่จากพฤติการณ์ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงการโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าชมเว็บไซต์ที่มีสื่อลามกอนาจารเด็ก และเปิดให้มีการลงโฆษณาสินค้าและบริการในเว็บไซต์ดังกล่าว โดยมิได้เป็นการนำข้อมูลสื่อลามกอนาจารเด็กไปเผยแพร่หรือส่งต่อโดยตรงในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ทันที

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/2 (3) ซึ่งบัญญัติถึงการโฆษณาหรือไขข่าวเพื่อช่วยการทำให้แพร่หลายหรือการค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อการค้าเป็นสาระสำคัญ มิใช่ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) ที่มุ่งคุ้มครองกรณีการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ลามกโดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาโดยยกฟ้องความผิดตามมาตรา 14 (5) และใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลักในการลงโทษแทน




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน