ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5213/2566, เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร, ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485, ความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542, การยึดและริบทรัพย์ในคดีฟอกเงิน, เงินของกลางไม่ใช่เครื่องมือกระทำความผิด, การนำเงินเกิน 20000 ดอลลาร์เข้าประเทศ, การตีความมาตรา 3 (7) พรบฟอกเงิน, การใช้กฎหมายศุลกากรกับเงินตราต่างประเทศ, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการริบเงินดอลลาร์

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีการนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรและเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน แต่หากไม่ปรากฏว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ เงินดังกล่าวก็ไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดและไม่อาจถูกริบตกเป็นของแผ่นดินได้

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่แจ้งศุลกากร ถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่

2 เงินของกลางจากการฝ่าฝืนหน้าที่ในการแจ้งรายการเงินตรา จะถือเป็นเครื่องมือแห่งการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินได้เพียงใด

3 อำนาจรัฐในการริบทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินมีขอบเขตเพียงใดเมื่อทรัพย์มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เงินตราต่างประเทศที่ผู้คัดค้านนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และกฎหมายศุลกากร หรือเป็น “ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดมูลฐาน” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งอาจถูกริบตกเป็นของแผ่นดินได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 25 ข้อ 10 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 58

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร

หมายถึงการนำเงินตราต่างประเทศเกินวงเงินที่กำหนดเข้ามาในประเทศโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นฐานให้เกิดความรับผิดทางอาญา

2 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

ศาลฎีกาย้ำว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดจากการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงตามมาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 โดยมีลักษณะเป็นการงดเว้นปฏิบัติหน้าที่ มิใช่การใช้เงินตราต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

3 ความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 3 (7)

กฎหมายฟอกเงินกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐาน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การกระทำของผู้คัดค้านจะเข้าลักษณะความผิดมูลฐานดังกล่าว ก็ยังจำเป็นต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าเงินตราต่างประเทศนั้นเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่อาจริบได้หรือไม่

4 ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด

ประเด็นแกนกลางคือ เงินตราต่างประเทศของกลางจะนับเป็น “เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด” ตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการกระทำความผิดเกิดจากการงดเว้นไม่แจ้งรายการ เงินตราต่างประเทศจึงมิใช่เครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด แต่เป็นเพียงวัตถุแห่งการรายงานที่ถูกละเลย

5 การริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ศาลฎีกาวางหลักว่า การริบทรัพย์ตามมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จะกระทำได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบหรือใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด จึงไม่อาจริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต้องคืนแก่ผู้คัดค้าน

เนื้อหาสรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และขยายความทางกฎหมาย

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนียเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 โดยผ่านช่องผู้โดยสารไม่มีของต้องสำแดง เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นพบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐซุกซ่อนอยู่ในถุงเท้าทั้งสองข้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎกระทรวง ผู้คัดค้านไม่แจ้งรายการเงินตราต่างประเทศตามที่กฎหมายกำหนด จึงถูกดำเนินคดีและยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลาง

ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านฎีกา

ประเด็นข้อกฎหมาย

เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ และสามารถริบเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นความผิดโดยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมาย มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เงินตราต่างประเทศของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้กฎหมายจะบัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้เรื่องการยึดและริบก็ตาม แต่ลักษณะการกระทำความผิดไม่ใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือโดยตรง จึงไม่เข้าหลักทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า การที่จะริบทรัพย์เป็นของแผ่นดินได้ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรง หากเป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องจากการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ แม้จะเป็นความผิดมูลฐานก็ไม่อาจริบได้ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินตามหลักนิติธรรม

IRAC 

Issue

เงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาโดยไม่แจ้งต่อศุลกากรสามารถถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินและริบเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่

Rule

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7)

พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และ 8 ทวิ

กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 และ ฉบับที่ 25

Application

ศาลวินิจฉัยว่าการไม่แจ้งเงินเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เงินไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดโดยตรง

Conclusion

เงินตราต่างประเทศของกลางไม่อาจริบตกเป็นของแผ่นดิน ต้องคืนแก่ผู้คัดค้าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5213/2566 

การที่ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร อันเป็นการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นเงินตราที่ได้มาโดยมิชอบ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร จึงไม่อาจริบเงินของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,862 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 58

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,828 บาท (ที่ถูก 4,810,862 บาท) พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้าน โดยให้คืนเมื่อคดีถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผล ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 2 ส่วนบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจค้นผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนีย ซึ่งเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่บริเวณช่องตรวจผู้โดยสารไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) โซนซี อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ พบธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1,586 ฉบับ เป็นเงิน 156,800 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 36 ฉบับ เป็นเงิน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุในซองสีน้ำตาลซุกซ่อนอยู่ในถุงเท้าทั้งสองข้างที่ผู้คัดค้านสวมใส่ เจ้าหน้าที่ศุลกากรแจ้งข้อหาผู้คัดค้านว่า กระทำความผิดฐานส่ง หรือนำ หรือพยายามส่ง หรือนำ หรือช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ หรือไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องในการส่ง หรือนำเงินตราต่างประเทศหรือธนบัตรต่างประเทศ หรือหลักทรัพย์ ไม่ว่าของไทยหรือต่างประเทศออกไปนอก หรือเข้ามาในประเทศไทยโดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงการคลัง หรือประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 เจ้าหน้าที่ประจำด่านยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดเงินดังกล่าวชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เงินตราต่างประเทศดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้พร้อมดอกผลเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเท่านั้น ประเด็นเรื่องอื่นที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในชั้นนี้จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า เงินตราต่างประเทศพร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบส่งหรือนำเงินออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และวรรคสองบัญญัติว่า การส่งหรือนำ หรือพยายามส่งหรือนำ หรือช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย โดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทยอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วย และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ว่าด้วยการตรวจของและป้องกันลักลอบหนีศุลกากร การตรวจค้น การยึดและริบของหรือการจับกุมผู้กระทำ การแสดงเท็จและการฟ้องร้องมาใช้บังคับแก่การกระทำดังกล่าวรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง และมาตรา 8 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ หรือจำคุก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) ข้อ 10 บัญญัติว่า บุคคลใดนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์อันมีมูลค่ารวมกันเกินจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศต้องแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศนั้นตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรทุกแห่ง หรือเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดน หรือช่องทางอื่นใดซึ่งใช้เป็นทางออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในขณะที่ผ่านด่านหรือช่องทางดังกล่าว โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากประเทศไทยได้เปิดเสรีทางด้านการเงินและผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศได้โดยไม่จำกัด ในบางครั้งจึงเกิดการลักลอบส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ จึงกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนไหวของเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกันการกระทำดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วถูกตรวจค้นจับกุม ลักษณะความผิดของผู้คัดค้านจึงเป็นเรื่องการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งหากผู้คัดค้านแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่นำติดตัวเข้ามาต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรก็จะไม่มีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อการกระทำความผิดของผู้คัดค้านเกิดจากการงดเว้นกระทำการตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้คัดค้านจะเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วยก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายมาใช้บังคับเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึดและริบของกลาง หรือการจับกุมผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ โดยที่ลักษณะการกระทำความผิดของผู้คัดค้านยังคงเป็นเช่นเดิม กรณีจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทำให้เงินตราต่างประเทศที่ยึดไว้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เงินตราต่างประเทศตามคำร้องพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ด้วยเหตุเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินตราต่างประเทศของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน เป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน จึงมีคำสั่งยกคำร้องและให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้านเมื่อคดีถึงที่สุด

2 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงสั่งให้เงินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นเพียงการงดเว้นไม่แจ้งรายการเงิน มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือกระทำความผิด เงินไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงพิพากษากลับให้คืนเงินของกลางแก่ผู้คัดค้าน

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนียเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยนำเงินตราต่างประเทศจำนวน 158600 ดอลลาร์สหรัฐ ซุกซ่อนไว้ในถุงเท้าและผ่านช่องผู้โดยสารไม่มีสิ่งของต้องสำแดง โดยมิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และเข้าลักษณะเป็นความผิดลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่

ธงคำตอบ

การนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 25 ข้อ 10 ซึ่งบัญญัติให้การฝ่าฝืนดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรด้วย เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึด และการริบของกลาง อย่างไรก็ดี ความผิดดังกล่าวเป็นลักษณะความผิดจากการงดเว้นไม่แจ้งรายการ มิใช่ความผิดที่เกิดจากการใช้เงินเป็นเครื่องมือกระทำความผิดโดยตรง แม้จะถูกจัดให้เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) แต่ก็ยังต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าเงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่จึงจะริบได้

ข้อ 2

เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดเงินตราต่างประเทศไว้ชั่วคราวและผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 การที่เงินดังกล่าวมิได้ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ จะมีผลอย่างไรต่อการใช้บังคับมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ธงคำตอบ

การริบทรัพย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 และมาตรา 51 ต้องตั้งอยู่บนหลักว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นเงินที่ผู้คัดค้านมีอยู่โดยชอบ ไม่ปรากฏว่าได้มาโดยการกระทำความผิด และมิได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดใด ๆ นอกจากเป็นเพียงวัตถุแห่งการแจ้งรายการตามกฎหมาย การจะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินจึงไม่อาจกระทำได้ การริบเงินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 3

ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เงินตราต่างประเทศเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายใดในการกลับคำพิพากษาดังกล่าว และหลักกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาใช้หลักการตีความความหมายของคำว่า “ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของผู้คัดค้านเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการแจ้งรายการเงินตราต่างประเทศ มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรง ดังนั้น เงินตราต่างประเทศจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้กฎหมายจะบัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรเพื่อประโยชน์ในการยึดและจับกุมก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของเงินให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งการกระทำความผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน

ข้อ 4

การที่กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินบัญญัติให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายศุลกากร และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับ มีผลในทางการริบทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินโดยอัตโนมัติหรือไม่

ธงคำตอบ

บทบัญญัติดังกล่าวในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึด และการป้องกันการลักลอบหนีศุลกากรเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เปลี่ยนสถานะของเงินตราต่างประเทศให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยอัตโนมัติ การที่เงินจะตกอยู่ในบังคับของการริบตามกฎหมายฟอกเงินยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดโดยตรง ไม่อาจอาศัยเพียงบทบัญญัติกฎหมายศุลกากรเพื่อริบทรัพย์ได้

ข้อ 5

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา 5213/2566 คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจรัฐในการริบทรัพย์สินของประชาชนไว้อย่างไร และมีผลต่อแนวทางการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินในอนาคตอย่างไร

ธงคำตอบ

คดีนี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่สำคัญว่า แม้รัฐจะมีอำนาจตามกฎหมายฟอกเงินในการยึดและริบทรัพย์ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด มิใช่สามารถขยายความโดยอาศัยเพียงความเกี่ยวข้องของทรัพย์กับการกระทำความผิดในทางอ้อม ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า ทรัพย์จะถูกริบได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน และเป็นกรอบจำกัดการใช้อำนาจของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินมิให้เกินเลยจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย 




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์ article
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article