
| เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีการนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งแม้จะเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรและเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน แต่หากไม่ปรากฏว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ เงินดังกล่าวก็ไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดและไม่อาจถูกริบตกเป็นของแผ่นดินได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่แจ้งศุลกากร ถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ 2 เงินของกลางจากการฝ่าฝืนหน้าที่ในการแจ้งรายการเงินตรา จะถือเป็นเครื่องมือแห่งการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินได้เพียงใด 3 อำนาจรัฐในการริบทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินมีขอบเขตเพียงใดเมื่อทรัพย์มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เงินตราต่างประเทศที่ผู้คัดค้านนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และกฎหมายศุลกากร หรือเป็น “ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดมูลฐาน” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งอาจถูกริบตกเป็นของแผ่นดินได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 25 ข้อ 10 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 58 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร หมายถึงการนำเงินตราต่างประเทศเกินวงเงินที่กำหนดเข้ามาในประเทศโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นฐานให้เกิดความรับผิดทางอาญา 2 ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ศาลฎีกาย้ำว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดจากการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงตามมาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 โดยมีลักษณะเป็นการงดเว้นปฏิบัติหน้าที่ มิใช่การใช้เงินตราต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด 3 ความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 3 (7) กฎหมายฟอกเงินกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐาน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การกระทำของผู้คัดค้านจะเข้าลักษณะความผิดมูลฐานดังกล่าว ก็ยังจำเป็นต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าเงินตราต่างประเทศนั้นเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่อาจริบได้หรือไม่ 4 ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ประเด็นแกนกลางคือ เงินตราต่างประเทศของกลางจะนับเป็น “เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด” ตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการกระทำความผิดเกิดจากการงดเว้นไม่แจ้งรายการ เงินตราต่างประเทศจึงมิใช่เครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด แต่เป็นเพียงวัตถุแห่งการรายงานที่ถูกละเลย 5 การริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลฎีกาวางหลักว่า การริบทรัพย์ตามมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จะกระทำได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบหรือใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด จึงไม่อาจริบให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต้องคืนแก่ผู้คัดค้าน เนื้อหาสรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และขยายความทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี ผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนียเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 โดยผ่านช่องผู้โดยสารไม่มีของต้องสำแดง เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นพบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐซุกซ่อนอยู่ในถุงเท้าทั้งสองข้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎกระทรวง ผู้คัดค้านไม่แจ้งรายการเงินตราต่างประเทศตามที่กฎหมายกำหนด จึงถูกดำเนินคดีและยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านฎีกา ประเด็นข้อกฎหมาย เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ และสามารถริบเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นความผิดโดยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมาย มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เงินตราต่างประเทศของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้กฎหมายจะบัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้เรื่องการยึดและริบก็ตาม แต่ลักษณะการกระทำความผิดไม่ใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือโดยตรง จึงไม่เข้าหลักทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า การที่จะริบทรัพย์เป็นของแผ่นดินได้ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรง หากเป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องจากการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ แม้จะเป็นความผิดมูลฐานก็ไม่อาจริบได้ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินตามหลักนิติธรรม IRAC Issue เงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาโดยไม่แจ้งต่อศุลกากรสามารถถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินและริบเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่ Rule พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และ 8 ทวิ กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 และ ฉบับที่ 25 Application ศาลวินิจฉัยว่าการไม่แจ้งเงินเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เงินไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดโดยตรง Conclusion เงินตราต่างประเทศของกลางไม่อาจริบตกเป็นของแผ่นดิน ต้องคืนแก่ผู้คัดค้าน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5213/2566 การที่ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร อันเป็นการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นเงินตราที่ได้มาโดยมิชอบ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร จึงไม่อาจริบเงินของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,862 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 58 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,828 บาท (ที่ถูก 4,810,862 บาท) พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้าน โดยให้คืนเมื่อคดีถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผล ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 2 ส่วนบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจค้นผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนีย ซึ่งเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่บริเวณช่องตรวจผู้โดยสารไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) โซนซี อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ พบธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1,586 ฉบับ เป็นเงิน 156,800 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 36 ฉบับ เป็นเงิน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุในซองสีน้ำตาลซุกซ่อนอยู่ในถุงเท้าทั้งสองข้างที่ผู้คัดค้านสวมใส่ เจ้าหน้าที่ศุลกากรแจ้งข้อหาผู้คัดค้านว่า กระทำความผิดฐานส่ง หรือนำ หรือพยายามส่ง หรือนำ หรือช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ หรือไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องในการส่ง หรือนำเงินตราต่างประเทศหรือธนบัตรต่างประเทศ หรือหลักทรัพย์ ไม่ว่าของไทยหรือต่างประเทศออกไปนอก หรือเข้ามาในประเทศไทยโดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงการคลัง หรือประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 เจ้าหน้าที่ประจำด่านยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดเงินดังกล่าวชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เงินตราต่างประเทศดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้พร้อมดอกผลเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเท่านั้น ประเด็นเรื่องอื่นที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในชั้นนี้จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า เงินตราต่างประเทศพร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบส่งหรือนำเงินออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และวรรคสองบัญญัติว่า การส่งหรือนำ หรือพยายามส่งหรือนำ หรือช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย โดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทยอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วย และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ว่าด้วยการตรวจของและป้องกันลักลอบหนีศุลกากร การตรวจค้น การยึดและริบของหรือการจับกุมผู้กระทำ การแสดงเท็จและการฟ้องร้องมาใช้บังคับแก่การกระทำดังกล่าวรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง และมาตรา 8 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ หรือจำคุก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) ข้อ 10 บัญญัติว่า บุคคลใดนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์อันมีมูลค่ารวมกันเกินจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศต้องแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศนั้นตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรทุกแห่ง หรือเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดน หรือช่องทางอื่นใดซึ่งใช้เป็นทางออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในขณะที่ผ่านด่านหรือช่องทางดังกล่าว โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากประเทศไทยได้เปิดเสรีทางด้านการเงินและผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศได้โดยไม่จำกัด ในบางครั้งจึงเกิดการลักลอบส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ จึงกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนไหวของเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกันการกระทำดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วถูกตรวจค้นจับกุม ลักษณะความผิดของผู้คัดค้านจึงเป็นเรื่องการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งหากผู้คัดค้านแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่นำติดตัวเข้ามาต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรก็จะไม่มีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อการกระทำความผิดของผู้คัดค้านเกิดจากการงดเว้นกระทำการตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้คัดค้านจะเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วยก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายมาใช้บังคับเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึดและริบของกลาง หรือการจับกุมผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ โดยที่ลักษณะการกระทำความผิดของผู้คัดค้านยังคงเป็นเช่นเดิม กรณีจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทำให้เงินตราต่างประเทศที่ยึดไว้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เงินตราต่างประเทศตามคำร้องพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ด้วยเหตุเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้คืนเงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินตราต่างประเทศของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน เป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน จึงมีคำสั่งยกคำร้องและให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้านเมื่อคดีถึงที่สุด 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงสั่งให้เงินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นเพียงการงดเว้นไม่แจ้งรายการเงิน มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือกระทำความผิด เงินไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงพิพากษากลับให้คืนเงินของกลางแก่ผู้คัดค้าน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนียเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยนำเงินตราต่างประเทศจำนวน 158600 ดอลลาร์สหรัฐ ซุกซ่อนไว้ในถุงเท้าและผ่านช่องผู้โดยสารไม่มีสิ่งของต้องสำแดง โดยมิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และเข้าลักษณะเป็นความผิดลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ ธงคำตอบ การนำเงินตราต่างประเทศเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 25 ข้อ 10 ซึ่งบัญญัติให้การฝ่าฝืนดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรด้วย เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึด และการริบของกลาง อย่างไรก็ดี ความผิดดังกล่าวเป็นลักษณะความผิดจากการงดเว้นไม่แจ้งรายการ มิใช่ความผิดที่เกิดจากการใช้เงินเป็นเครื่องมือกระทำความผิดโดยตรง แม้จะถูกจัดให้เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) แต่ก็ยังต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าเงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่จึงจะริบได้ ข้อ 2 เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดเงินตราต่างประเทศไว้ชั่วคราวและผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 การที่เงินดังกล่าวมิได้ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ จะมีผลอย่างไรต่อการใช้บังคับมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ธงคำตอบ การริบทรัพย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 และมาตรา 51 ต้องตั้งอยู่บนหลักว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นเงินที่ผู้คัดค้านมีอยู่โดยชอบ ไม่ปรากฏว่าได้มาโดยการกระทำความผิด และมิได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดใด ๆ นอกจากเป็นเพียงวัตถุแห่งการแจ้งรายการตามกฎหมาย การจะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินจึงไม่อาจกระทำได้ การริบเงินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 3 ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เงินตราต่างประเทศเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายใดในการกลับคำพิพากษาดังกล่าว และหลักกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาใช้หลักการตีความความหมายของคำว่า “ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของผู้คัดค้านเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการแจ้งรายการเงินตราต่างประเทศ มิใช่การใช้เงินเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรง ดังนั้น เงินตราต่างประเทศจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้กฎหมายจะบัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรเพื่อประโยชน์ในการยึดและจับกุมก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของเงินให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งการกระทำความผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้คืนเงินแก่ผู้คัดค้าน ข้อ 4 การที่กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินบัญญัติให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายศุลกากร และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับ มีผลในทางการริบทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินโดยอัตโนมัติหรือไม่ ธงคำตอบ บทบัญญัติดังกล่าวในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึด และการป้องกันการลักลอบหนีศุลกากรเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เปลี่ยนสถานะของเงินตราต่างประเทศให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยอัตโนมัติ การที่เงินจะตกอยู่ในบังคับของการริบตามกฎหมายฟอกเงินยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดโดยตรง ไม่อาจอาศัยเพียงบทบัญญัติกฎหมายศุลกากรเพื่อริบทรัพย์ได้ ข้อ 5 จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา 5213/2566 คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจรัฐในการริบทรัพย์สินของประชาชนไว้อย่างไร และมีผลต่อแนวทางการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินในอนาคตอย่างไร ธงคำตอบ คดีนี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่สำคัญว่า แม้รัฐจะมีอำนาจตามกฎหมายฟอกเงินในการยึดและริบทรัพย์ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด มิใช่สามารถขยายความโดยอาศัยเพียงความเกี่ยวข้องของทรัพย์กับการกระทำความผิดในทางอ้อม ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า ทรัพย์จะถูกริบได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน และเป็นกรอบจำกัดการใช้อำนาจของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินมิให้เกินเลยจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย |




