ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5161/2566 การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 และมาตรา 15, ฎีกาว่าด้วยหลักห้ามฟ้องซ้ำในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4), ความสัมพันธ์ระหว่างคดีฉ้อโกงกับคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 ที่เกิดจากพฤติการณ์การแอบอ้างโครงการพระราชดำริเพื่อหลอกลวง, หลักเจตนาเดียวกรรมเดียวในทางอาญาและผลต่อการนับว่าเป็นกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม, การตีความเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในคดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากพฤติการณ์การแอบอ้างโครงการพระราชดำริเพื่อหลอกลวงบริษัทเอกชนให้มอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท โดยศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งประเด็นกระบวนวิธีว่าด้วยสิทธิอุทธรณ์และฎีกาตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 และมาตรา 15 และประเด็นเนื้อหาสาระสำคัญว่าการกระทำตามฟ้องในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กับคดีฉ้อโกงเดิมเป็นการกระทำอันเดียวกัน มีเจตนามุ่งหมายต่อผลเพียงอย่างเดียว ทำให้ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีเดิม สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) จนเป็นเหตุให้ต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 8 แม้ในทางรูปคดีจะเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญาก็ตาม

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

คดีนี้มีต้นเรื่องจากการที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันวางแผนหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยแอบอ้างว่ามีโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านพักชั้นเดียวหลายจังหวัด มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท และกำหนดให้บริษัท พ ต้องวางเงินมัดจำเริ่มแรก 20 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 50 ล้านบาท

จำเลยทั้งเก้ากับพวกกล่าวถ้อยคำแอบอ้างว่าเป็นโครงการในพระราชดำริ ต้องไปเซ็นสัญญาในวัง มีผู้ใหญ่ฝ่ายกฎหมายของสำนักพระราชวังมาดูแลสัญญา และกล่าวเพิ่มเติมว่าจำนวน 30 ล้านบาทจากเงินมัดจำจะต้องนำไปถวายส่วนพระองค์ หากไม่ปฏิบัติตามจะเป็นการหมิ่นเบื้องสูง ทำให้บริษัท พ หลงเชื่อและยอมทำสัญญารับเหมาก่อสร้างพร้อมส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาทให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวก

จำเลยที่ 8 มีบทบาทสำคัญโดยเป็นข้าราชการสำนักพระราชวัง แต่งกายชุดเครื่องแบบข้าราชการสีกากี ติดเข็มตราสัญลักษณ์ของสำนักพระราชวัง และลงชื่อเป็นพยานในสัญญา ก่อให้เกิดภาพลวงตาว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในพระราชดำริที่ชอบด้วยระเบียบของสำนักพระราชวัง

ต่อมาภายหลังเมื่อนายธนสารขอรายละเอียดเพื่อใช้ติดต่อธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกยังคงอ้างว่าโครงการเป็นความลับของสำนักพระราชวัง และมีถ้อยคำแอบอ้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินส่วนพระองค์ ทองคำจำนวนมากในวัง โครงการสวนเกษตร 555 และการจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพายหากโครงการสำเร็จ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อตอบแทนการให้สัญญา

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดคดีอาญาสองส่วน คือ

1 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งบริษัท พ เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยอาศัยพฤติการณ์การหลอกลวงทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์จำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 และคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560

2 คดีนี้ ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา มาตรา 112 โดยอาศัยถ้อยคำที่แอบอ้างพระมหากษัตริย์และสำนักพระราชวังในระหว่างการหลอกลวงเป็นฐานในการฟ้อง โดยแบ่งเป็น 3 กรรม ตามช่วงเวลาและถ้อยคำที่กล่าวต่างกัน

จำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 6 ปี 18 เดือน โดยเห็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนครั้งที่กล่าวข้อความโจทก์และจำเลยที่ 8 ไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 8 ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าการกระทำในคดีนี้เป็นการกระทำเดียวกับคดีฉ้อโกงที่ศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว และมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยอื่นในคดีแยกฟ้อง (หมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และ อ.2618/2561) โดยถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นควรรับคำร้องและให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ในที่สุดศาลชั้นต้นภายหลังการรื้อฟื้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิม จำเลยที่ 8 จึงฎีกา นำมาสู่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566 นี้

กระบวนพิจารณาเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญาและคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

ศาลชั้นต้นเดิม

พิพากษาว่าจำเลยที่ 8 มีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 เห็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง ใช้มาตรา 91 รวมโทษแล้วลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 6 ปี 18 เดือน และนับโทษต่อจากคดีฉ้อโกงเดิม

เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีฉ้อโกงเดิมและคดีแยกฟ้องจำเลยอื่น ซึ่งมีมูลเหตุการกระทำเดียวกัน ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญ

ศาลชั้นต้นในชั้นคำร้อง

เห็นว่ามีแต่กลไกตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เท่านั้น จึงส่งคำร้องพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับคำร้อง เห็นว่ามีมูลพอรื้อฟื้นคดี

ศาลชั้นต้นภายหลังรื้อฟื้นคดี

เมื่อรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 8 อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

ศาลอุทธรณ์ภายหลังรื้อฟื้นคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิม ลงโทษจำเลยที่ 8 ตามคำพิพากษาลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560

จำเลยที่ 8 ฎีกา

แม้ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 จะกำหนดให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้เป็นที่สุด และโดยหลักทั่วไปจำเลยที่ 8ไม่มีสิทธิฎีกาต่อไป แต่เมื่อปัญหาที่แท้จริงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

1 สถานะและขอบเขตสิทธิอุทธรณ์และฎีกาหลังจากศาลชั้นต้นรื้อฟื้นคดีอาญาและพิพากษาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 และมาตรา 15

2 การกระทำของจำเลยที่ 8 ตามฟ้องในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มาตรา 112 กับการกระทำตามฟ้องในคดีฉ้อโกงเดิมของศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นการกระทำอันเดียวกันที่มีเจตนาเดียวหรือเป็นหลายกรรมต่างกัน

3 เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีฉ้อโกงเดิมแล้ว การฟ้องคดีนี้ยังคงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ระงับไปแล้ว

4 แม้คดีจะเป็นประเภทที่ต้องห้ามฎีกาตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มาตรา 15 (1) ศาลฎีกายังมีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ และในขอบเขตใด

5 ผลของเหตุห้ามฟ้องซ้ำตามมาตรา 39 (4) ที่มีลักษณะเป็นคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน และความเชื่อมโยงกับคดีแยกฟ้องจำเลยอื่นหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และ อ.2618/2561

เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 เรื่องสิทธิอุทธรณ์และฎีกาตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาฯ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่และมีคำพิพากษายกคำพิพากษาเดิม พร้อมพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์ คดีดังกล่าวอยู่ในบังคับมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526

สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งกำหนดว่า หากคำพิพากษานั้นเป็นของศาลชั้นต้น คู่ความที่เป็นพนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ “ให้เป็นที่สุด”

ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วในคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

2 การกระทำเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน

ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องในคดีฉ้อโกงของศาลแขวงพระนครเหนือเทียบกับฟ้องในคดีนี้ เห็นได้ว่าทั้งสองคดีมีแก่นเดียวกัน คือ การที่จำเลยที่ 8 กับพวกใช้ถ้อยคำแอบอ้างโครงการพระราชดำริ โครงการของสำนักพระราชวัง การถวายเงินส่วนพระองค์ และการมีทองคำจำนวนมากในวังค้ำโครงการ เพื่อให้บริษัท พ หลงเชื่อและมอบเงิน 50 ล้านบาทให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวก

การกล่าวข้อความที่ถูกฟ้องเป็นความผิดมาตรา 112 แม้จะเกิดขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลา แต่ทุกคราวมีเจตนามุ่งหมายเพื่อผลเดียวกัน คือให้บริษัท พ หลงเชื่อวางเงินและทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของจำเลยที่ 8 กับพวกเป็นกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกันในทางกฎหมาย

3 หลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ถือเป็นเหตุแห่งกฎหมายที่จำเลยที่ 8 ไม่ต้องรับโทษ และเพราะเป็นคดีที่มีลักษณะเป็นการกระทำร่วมกันของจำเลยหลายคน เหตุระงับสิทธิดังกล่าวย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคนด้วย

4 อำนาจศาลฎีกาในการยกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง

แม้ตามบทบัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญาจะกำหนดให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อประเด็นเรื่องการฟ้องซ้ำและการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามมาตรา 39 (4) เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัย ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อให้ผลคำพิพากษาสอดคล้องกับคดีอื่นที่เกี่ยวพันกัน คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลยกฟ้องจำเลยอื่นเพราะเป็นฟ้องซ้ำในความผิดซึ่งได้ฟ้องและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเช่นเดียวกัน

5 คำพิพากษาศาลฎีกา

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวกเป็นกรรมเดียวที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีฉ้อโกงเดิมแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่อาจนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยที่ 8 ซ้ำอีกได้

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 และพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8

ข้อคิดทางกฎหมาย

1 คดีนี้ยืนยันหลักห้ามฟ้องซ้ำในทางอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) อย่างชัดเจน แม้จะมีการแบ่งฟ้องออกเป็นหลายคดี หรือฟ้องในข้อหาต่างกัน หากมูลเหตุการกระทำและเจตนาเป็นอันเดียวกัน ศาลย่อมถือว่าเป็นกรรมเดียว เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป

2 พนักงานอัยการและผู้เสียหายต้องใช้ความระมัดระวังในการแยกฟ้องหรือฟ้องเพิ่มในข้อหาต่างกันจากเหตุการณ์เดียวกัน เพราะหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหนึ่งแล้ว การฟ้องคดีอื่นที่มีมูลเหตุเดียวกันอาจขัดต่อหลักห้ามฟ้องซ้ำ และเสี่ยงต่อการถูกศาลวินิจฉัยให้ยกฟ้อง

3 คดีนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของกระบวนการยุติธรรม ศาลมีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คดีจะอยู่ในข่ายต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติเฉพาะก็ตาม

4 การใช้กลไกการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มิใช่ช่องทางให้คู่ความใช้เพื่ออุทธรณ์หรือฎีกาในทุกกรณี แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาภายหลังการรื้อฟื้นแล้ว สิทธิอุทธรณ์และฎีกาต้องเป็นไปตามมาตรา 15 อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี หากปรากฏปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายังมีอำนาจแทรกแซงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมได้

5 สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของคดีหลายคดีที่เกิดจากเหตุเดียวกัน การจำแนกกรรมเดียวหรือหลายกรรม การประเมินผลของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหนึ่งที่มีผลผูกพันคดีอื่น และการใช้บทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยไม่ให้ถูกดำเนินคดีซ้ำซ้อนเกินสมควรแก่เหตุ

IRAC วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566

Issue ประเด็นปัญหา

1 เมื่อศาลชั้นต้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยที่ 8 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มาตรา 15 หรือไม่ และจำเลยที่ 8 ยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่

2 การกระทำของจำเลยที่ 8 ที่ถูกฟ้องในคดีฉ้อโกงของศาลแขวงพระนครเหนือและคดีมาตรา 112 ในคดีนี้ เป็นการกระทำกรรมเดียวที่มีเจตนาเดียว หรือเป็นหลายกรรมต่างกันในทางอาญา

3 เมื่อศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ในคดีฉ้อโกงถึงที่สุดแล้ว ก่อนมีคำพิพากษาในคดีนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีมาตรา 112 นี้ยังมีอยู่หรือระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

4 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำและการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้คดีจะเป็นกรณีที่ในทางรูปคดีต้องห้ามฎีกาตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาฯ มาตรา 15 (1)

Rule กฎเกณฑ์กฎหมายที่ใช้บังคับ

พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 กำหนดกรณีที่ศาลอาจรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และการพิพากษาใหม่ของศาลชั้นต้น

พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 กำหนดสิทธิของพนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์เดิมในการอุทธรณ์หรือฎีกา และกำหนดให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดในกรณีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) บัญญัติว่าหากศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป

ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225 ให้อำนาจศาลฎีกาในการยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

หลักทั่วไปในกฎหมายอาญาเรื่องเจตนาเดียวกรรมเดียว หากการกระทำหลายครั้งต่อเนื่องกันมุ่งหมายต่อผลเดียวกัน ย่อมถือเป็นกรรมเดียวในทางกฎหมาย แม้จะเกิดขึ้นคนละวันหรือมีถ้อยคำต่างกัน

Application การปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง

1 ในส่วนสิทธิอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นภายหลังการรื้อฟื้นคดีได้พิพากษาแล้ว คดีดังกล่าวอยู่ในบังคับมาตรา 13 และการอุทธรณ์อยู่ในขอบเขตมาตรา 15 ซึ่งให้สิทธิแก่พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์เดิมเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา คำพิพากษานั้นย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 จึงไม่มีสิทธิฎีกาตามตัวบทมาตรา 15 และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 8 เป็นการไม่ชอบ

2 อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาตรวจดูข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องในคดีฉ้อโกงและคดีมาตรา 112 แล้วเห็นว่าถ้อยคำที่ถูกฟ้องในคดีนี้ แม้มีลักษณะเป็นการจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 แต่ในเชิงเจตนาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการหลอกลวงบริษัท พ เพื่อให้ยอมทำสัญญาและมอบเงิน 50 ล้านบาท จึงเป็นเพียงรายละเอียดของการฉ้อโกง มิใช่การกระทำอิสระที่แยกออกจากกัน

การกล่าวข้อความเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ เงินส่วนพระองค์ ทองคำมหาศาลในวัง และการถวายเงินจำนวน 30 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลอกลวงลูกค้าให้เชื่อว่ามีโครงการจริงและมีการสนับสนุนจากสำนักพระราชวัง การกระทำแต่ละครั้งจึงมีเจตนาเดียวกันและมุ่งหมายต่อผลเดียวกัน

3 เมื่อศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ในคดีฉ้อโกงซึ่งครอบคลุมพฤติการณ์เดียวกันทั้งหมด คดีดังกล่าวจึงเป็นคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีมาตรา 112 เพิ่มเติมจากเหตุเดียวกัน ย่อมขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว

4 แม้ในทางรูปคดี คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภายหลังการรื้อฟื้นคดีจะเป็นที่สุดและคดีต้องห้ามฎีกา แต่ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่าปัญหาการฟ้องซ้ำและการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 มาตรา 195 มาตรา 215 และมาตรา 225

ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตามบทบัญญัติวิธีพิจารณาดังกล่าว เพื่อให้ผลของคดีนี้สอดคล้องกับคดีแยกฟ้องจำเลยอื่นที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องด้วยเหตุฟ้องซ้ำเช่นเดียวกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยถูกลงโทษซ้ำจากเหตุเดียว

Conclusion ข้อสรุป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภายหลังรื้อฟื้นคดีจะเป็นที่สุดและจำเลยที่ 8 ไม่มีสิทธิฎีกาตามปกติ แต่เมื่อปัญหาฟ้องซ้ำและการระงับสิทธินำคดีอาญามาฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเอง

เมื่อเห็นว่าการกระทำในคดีฉ้อโกงเดิมและคดีมาตรา 112 เป็นกรรมเดียวที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป การฟ้องคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมที่ลงโทษจำเลยที่ 8 และพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566  

เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 13 แล้ว พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ดังนี้ (1) ถ้าคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด..." ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวแล้วคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 มาจึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่บริษัท พ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 คดีนี้ (คือจำเลยที่ 9 ในคดีดังกล่าว) กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกับพวก กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 กับพวก ร่วมกันกระทำความผิด 3 กรรม แม้การกล่าวข้อความหมิ่นประมาทจะกระทำขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำในแต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 8 กับพวก อันถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือนั้น ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยที่ 8 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 8 มิต้องรับโทษ และเป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 (1) ทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับผลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องช้ำซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว


คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกอีก 2 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดต่อกฎหายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2556 ถึงต้นเดือนธันวาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้จัดการบริษัท พ. ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ว่า "มีงานโครงการพระราชดำริ ของในหลวงก่อสร้างบ้านพักชั้นเดียวหลายจังหวัด มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาท โดยให้วางเงินมัดจำ 20 ล้านบาท" และได้พูดว่า "จะรับงานไหม หากสนใจให้ทำโปรไฟล์ของบริษัทมาให้เพื่อจะนำไปเสนอข้างใน" และพูดอีกว่า "การเซ็นสัญญา MOU ให้ไปเซ็นในวัง" ซึ่งคำว่า "ในหลวง" บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และคำว่า "วัง" คือสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คำพูดดังกล่าวเป็นการแอบอ้างว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนั้นมีพระราชดำริให้มีโครงการดังกล่าว ความจริงแล้ว ไม่ได้มีพระราชดำริโครงการดังกล่าวขึ้นและไม่ใช่โครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากการหลอกลวงแอบอ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งเก้ากับพวกเป็นเหตุให้นายธนสารหลงเชื่อ ไปจัดทำเอกสารเกี่ยวกับบริษัทเพื่อแสดงสถานะทางการเงิน เมื่อจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้รับเอกสารดังกล่าวจากนายธนสารแล้ว จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันพูดว่า "เดี๋ยวจะนำไปเสนอข้างในให้" อันเป็นการแสดงต่อนายธนสารว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกจะนำเอกสารของนายธนสารไปเสนอต่อสำนักพระราชวังหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมกันแจ้งนายธนสารว่า ขอเปลี่ยนเงินมัดจำจากเดิม 20 ล้าน เป็น 50 ล้านบาท ทั้งนี้การกระทำของจำเลยทั้งเก้ากับพวกทำให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ว่าการดำเนินการโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น พระองค์ทรงเรียกรับสินบน อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันจัดให้มีการทำสัญญาตามโครงการที่กล่าวอ้างที่โรงแรม ด. โดยจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แบ่งหน้าที่กันทำ แอบอ้างพูดกับนายธนสารว่า "เขาเปลี่ยนสถานที่ ในสำนักพระราชวังไม่สะดวก ให้มาเซ็นที่โรงแรมแทน แต่ไม่ต้องกลัว มีผู้ใหญ่ฝ่ายกฎหมายของสำนักพระราชวังมาดูแลเรื่องสัญญา" ในวันดังกล่าวนายธนสารเตรียมเงินค่ามัดจำมาไม่ครบ จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันพูดข่มขู่นายธนสารว่า "ไม่ได้ คุณต้องไปเตรียมมาให้ครบ เพราะว่าส่วน 30 ล้านเนี้ยะ ต้องนำไปถวายส่วนพระองค์ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมิ่นเบื้องสูง เพราะคนของท่านออกมาแล้ว เดี๋ยวบริษัทจะอยู่ลำบาก" และจำเลยทั้งเก้ากับพวกยังร่วมกันพูดอีกว่า "เดี๋ยวเซ็นสัญญาให้โชว์เช็ค 20 ล้านบาท ส่วนอีก 30 ล้านบาทไม่ต้องโชว์ เพราะพระองค์ท่านไม่ต้องการให้ใครรู้" และพูดอีกว่า "เช็คที่เหลืออีก 30 ล้าน ที่จะนำไปถวายอยู่ไหน" ในการทำสัญญาจำเลยที่ 8 ได้แต่งกายในชุดเครื่องแบบข้าราชการสีกากี ติดเข็มตราสัญลักษณ์เครื่องหมายของสำนักพระราชวัง รวมทั้งลงชื่อเป็นพยานในสัญญา ทั้งนี้เป็นการทำให้นายธนสารเข้าใจได้ว่าโครงการที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกแอบอ้างเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบริษัท พ. โดยนายธนสารได้รับอนุมัติให้ทำสัญญาและได้มอบเงินมัดจำ 30,000,000 บาท ให้แก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การกระทำของจำเลยทั้งเก้ากับพวกทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โครงการพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ต้องมีการมอบเงินให้จำเลยทั้งเก้ากับพวก แล้วจำเลยทั้งเก้ากับพวกจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ทำให้เสียหายต่อพระราชวงศ์จักรี ทำให้ผู้อื่น ประชาชน ดูหมิ่น เกลียดชังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ถึงปลายเดือนตุลาคม 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันแอบอ้างกับนายธนสารซึ่งได้ขอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ เพื่อประกอบการขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ว่า "มันเป็นความลับของสำนักพระราชวัง" และยังได้พูดอีกว่า "โครงการมีอยู่จริง เงินที่จะสร้างโครงการเป็นเงินส่วนพระองค์ และมีทองคำมหาศาลของในวังค้ำอยู่สร้างในที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 77 จังหวัด" และยังพูดอีกว่า "เดี๋ยวเราสบายแล้ว ทำงานรับใช้พ่อหลวง" อีกทั้งเมื่อนายธนสารติดต่อขอทราบรายละเอียดอีกครั้ง จำเลยทั้งเก้ากับพวกโดยจำเลยที่ 1 แอบอ้างว่ามีโครงการสวนเกษตร 555 และยังพูดว่า "จะนำเงินไปถวายพ่อหลวง จะนำเด็กมูลนิธิพระดาบสมาฝึกงานในที่ดังกล่าวให้เราช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติ หากทำสำเร็จแล้วทุกคนจะได้เครื่องราชสายสะพาย" และจำเลยที่ 1 ยังได้แอบอ้างอีกว่า "โครงการดังกล่าวเป็นของผม ผมทำเอง เราสร้างเสร็จก็เอาไปถวายในหลวง ไม่ใช่โครงการของในวัง เป็นโครงการของผมส่วนตัว" ซึ่งคำว่าพ่อหลวงหรือในหลวงนั้น บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นการแอบอ้างว่าพระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยสามารถชำระเงินค่าจ้างเนื่องจากสำนักพระราชวังมีทองคำจำนวนมาก อีกทั้งการที่กล่าวอ้างว่าหากทำตามที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกเสนอให้แล้วจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (สายสะพาย) จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการทำโครงการ รวมทั้งจำเลยทั้งเก้ากับพวกสามารถประสานสำนักพระราชวังเพื่อเสนอให้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (สายสะพาย) นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ทำให้เสียหายต่อพระราชวงศ์จักรี อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้อื่น ประชาชน ดูหมิ่น เกลียดชังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เหตุเกิดที่แขวงพระนครไชยศรี (แขวงถนนนครไชยศรี) เขตดุสิต แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน แขวงดินแดง เขตดินแดง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี และแขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4631/2557 ของศาลจังหวัดมีนบุรี และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1290/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ทั้งสองคดี จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ตามลำดับ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 112 บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4631/2557 ของศาลจังหวัดมีนบุรี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1290/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง คงจำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระครเหนือ

โจทก์และจำเลยที่ 8 ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า มูลเหตุและการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นมูลเหตุและการกระทำเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงให้จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 8 จึงไม่อาจถูกดำเนินคดีนี้ซ้ำอีกในการกระทำเดียวกันได้ และในคดีที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่คือ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2618/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปเนื่องจากได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ขอให้ศาลยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในคดีอาญา เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้คู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ได้ คงมีแต่บทบัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เท่านั้น จึงให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ศาลพิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อนั้น เป็นคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำอันเดียวกับคดีนี้ อันเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ซึ่งหากได้นำมาสืบแล้วจะแสดงว่า ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8 เป็นคดีนี้ นอกจากนี้ในคดีที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่ คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีเช่นกัน ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วทำความเห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 8 มีมูลพอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 8 มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีนี้ใหม่ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1760/2560 ของศาลชั้นต้น และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว (พิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 (คำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิม)

จำเลยที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมที่จำเลยที่ 8 ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 13 แล้ว พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ดังนี้ (1) ถ้าคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด..." ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 มาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือที่บริษัท พ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 คดีนี้ (คือจำเลยที่ 9 ในคดีดังกล่าว) กับพวกในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยบรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวคือ เริ่มจากประมาณต้นเดือนธันวาคม 2556 ได้มีบุคคลผู้มีชื่อซึ่งเป็นตัวแทนของนายโชคศุทธิพัฒน์ (จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าว) มาติดต่อบริษัท พ. ให้ไปรับงานรับเหมาก่อสร้างห้องแถวพักอาศัย คสล.1 ชั้น 8 ห้อง กับบริษัท อ. (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) ซึ่งมีนายศรีวิชัย (จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว) เป็นกรรมการ นายศรีวิชัยอ้างว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในพระราชดำริ ก่อสร้างเพื่อประโยชน์สาธารณะและก่อสร้างในที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศ โดยนัดให้มีการประชุมผู้ดำเนินงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ที่โรงแรม ด. และกำหนดเงื่อนไขว่า ในวันประชุมให้บริษัท พ. วางเงินจำนวน 50 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเช็คของธนาคารเพื่อค้ำประกันงานที่รับทำ ครั้นถึงวันประชุม (12 ธันวาคม 2556) กรรมการบริษัท พ. และทีมงานกับจำเลยทั้งเก้าในคดีดังกล่าวและทีมงานมาร่วมประชุม โดยจำเลยที่ 8 คดีนี้ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักพระราชวังแต่งเครื่องแบบข้าราชการของสำนักพระราชวังมาร่วมประชุมด้วย เป็นเหตุให้กรรมการบริษัท พ. หลงเชื่อว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในพระราชดำริจริง และตกลงทำสัญญากับบริษัท อ. กับยอมมอบเงิน 50 ล้านบาทให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกไป หลังจากทำสัญญาแล้ว บริษัท พ. ได้ติดต่อธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันสัญญาว่าจ้างโครงการดังกล่าว แต่ธนาคารไม่สามารถออกหนังสือให้ได้ เนื่องจากยังขาดเอกสารเกี่ยวกับโครงการ กรรมการบริษัท พ. จึงปรึกษากับนายศรีวิชัยกรรมการของบริษัท อ. นายศรีวิชัยอ้างว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากเป็นความลับของสำนักพระราชวัง ต่อมาบริษัท พ. จึงทราบว่าโครงการดังกล่าวไม่เกี่ยวกับสำนักพระราชวัง การกระทำของจำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และในการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากบริษัท พ. เป็นเงิน 50 ล้านบาท ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันกระทำความผิด 3 กรรม กล่าวคือ กรรมแรก เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2556 ถึงต้นเดือนธันวาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างว่า "มีงานโครงการพระราชดำริของในหลวงก่อสร้างบ้านพักชั้นเดียวหลายจังหวัด มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาท โดยให้วางเงินมัดจำ 20 ล้านบาท" และพูดว่า "จะรับงานไหม หากสนใจให้ทำโปรไฟล์ของบริษัทมาให้เพื่อจะนำไปเสนอข้างใน" การเซ็นสัญญาให้ไปเซ็นในวัง" และต่อมาได้ขอเพิ่มวงเงินมัดจำเป็น 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า พระองค์ทรงเรียกรับสินบน กรรมที่สอง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันจัดให้มีการทำสัญญาตามโครงการที่กล่าวอ้างที่โรงแรม ด. โดยจำเลยที่ 8 กับพวกได้แบ่งหน้าที่กันทำ แอบอ้างพูดกับนายธนสารว่า "เขาเปลี่ยนสถานที่ ในสำนักพระราชวังไม่สะดวก ให้มาเซ็นที่โรงแรมแทน แต่ไม่ต้องกลัวมีผู้ใหญ่ฝ่ายกฎหมายของสำนักพระราชวังมาดูแลเรื่องสัญญา" เมื่อนายธนสารเตรียมเงินมาไม่ครบ จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันพูดข่มขู่นายธนสารว่า "ไม่ได้ คุณต้องไปเตรียมมาให้ครบ เพราะว่าส่วน 30 ล้านเนี้ยะ ต้องไปนำถวายส่วนพระองค์ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมิ่นเบื้องสูง เพราะคนของท่านออกมาแล้ว เดี๋ยวบริษัทจะอยู่ลำบาก เดี๋ยวเซ็นสัญญาให้โชว์เช็ค 20 ล้านบาท ส่วนอีก 30 ล้านบาทไม่ต้องโชว์ เพราะพระองค์ท่านไม่ต้องการให้ใครรู้" อีกทั้งยังพูดว่า "เช็คที่เหลืออีก 30 ล้าน ที่จะนำไปถวายอยู่ไหน โดยจำเลยที่ 8 ได้แต่งกายเครื่องแบบข้าราชการสีกาสีติดเข็มตราสัญลักษณ์เครื่องหมายของสำนักพระราชวัง เป็นการทำให้นายธนสารเข้าใจได้ว่า โครงการที่จำเลยที่ 8 กับพวกแอบอ้าง เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกไป กรรมที่สาม เมื่อระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ถึงปลายเดือนตุลาคม 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันแอบอ้างต่อนายธนสารซึ่งขอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างดังกล่าวเพื่อประกอบการขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ว่า "มันเป็นความลับของสำนักพระราชวัง โครงการมีอยู่จริง เงินที่จะสร้างโครงการเป็นเงินส่วนพระองค์และมีทองคำมหาศาลของในวังค้ำอยู่ สร้างในที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 77 จังหวัด เดี๋ยวเราสบายแล้ว ทำงานรับใช้พ่อหลวง" จำเลยที่ 8 กับพวกยังแอบอ้างว่ามีโครงการสวนเกษตร 555 และยังพูดว่า "จะนำเงินไปถวายพ่อหลวง จะนำเด็กมูลนิธิพระดาบสมาฝึกงานในที่ดังกล่าวให้เราช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติ หากทำสำเร็จแล้วทุกคนจะได้เครื่องราชสายสะพาย" ซึ่งเป็นการแอบอ้างว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวสามารถชำระเงินค่าจ้างเนื่องจากสำนักพระราชวังมีทองคำจำนวนมาก และหากดำเนินการสำเร็จจำเลยที่ 8 กับพวกสามารถประสานสำนักพระราชวังเพื่อเสนอให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง เป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติ การกระทำดังกล่าวทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโครงการพระราชดำริต้องมีการมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกแล้วจำเลยที่ 8 กับพวกจะต้องนำเงินไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องมาในทั้งสองคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 8 กับพวกว่า การที่จำเลยที่ 8 กับพวกกล่าวข้อความหมิ่นประมาทตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงบริษัท พ. แม้การกล่าวข้อความหมิ่นประมาทจะกระทำขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำในแต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท ให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวก อันถือเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวกจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ นั้น ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยที่ 8 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 8 มิต้องรับโทษ และเป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 (1) ทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับผลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 และพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาว่าจำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง แล้วลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 ปี 18 เดือน และให้จำคุกนับต่อจากโทษในคดีฉ้อโกงของศาลแขวงพระนครเหนือ

2 ศาลอุทธรณ์

ภายหลังมีการรื้อฟื้นคดีและศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมที่ลงโทษจำเลยที่ 8 ในคดีมาตรา 112 โดยเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมยังคงชอบและให้ถือเป็นคำพิพากษาที่มีผลบังคับต่อไป

3 ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 8 ในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกันกับคดีฉ้อโกงที่ศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ปวิอ มาตรา 39 (4) แม้คดีจะอยู่ในบังคับ พรบ การรื้อฟื้นคดีอาญาฯ แต่เป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ยกเลิกคำพิพากษาที่ลงโทษเดิม และพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน