
| เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าจากกรณีผู้นำเข้าสำแดงราคาสินค้าไม่ถูกต้อง โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าศุลกากรมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มได้เกินจำนวนอากรขาเข้าหรือไม่เมื่อเกิดเหตุในสมัยกฎหมายเดิม (พ.ร.บ.ศุลกากร 2469) แต่กฎหมายใหม่ (พ.ร.บ.ศุลกากร 2560) กำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้ ศาลได้วินิจฉัยถึงหลักกฎหมายย้อนหลัง ผลของกฎหมายใหม่ต่อสิทธิที่เกิดแล้ว และขอบเขตอำนาจศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง สรุปข้อเท็จจริง จำเลยนำเข้ารถยนต์ Ferrari F430 Scuderia จากเขตประกอบการเสรีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 โดยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาที่แท้จริงตามบัญชีราคาของผู้ผลิต ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษส่งข้อมูลราคาที่แท้จริงให้ศุลกากรตรวจสอบ พบว่าราคาสำแดงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงประเมินอากรขาเข้าใหม่ รวมภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเพื่อมหาดไทย และเงินเพิ่มตามอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา จำเลยไม่มาชี้แจงและไม่อุทธรณ์การประเมิน ทำให้การประเมินเป็นที่สุดตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องให้จำเลยชำระยอดภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมกว่า 40 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มต่อไปจนกว่าจะชำระครบ ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยรับผิด ศาลฎีกาให้คำพิพากษายืน ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุด 1) เงินเพิ่มอากรขาเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 สามารถเก็บ “เกิน” จำนวนอากรที่ต้องเสียหรือไม่ มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่าให้คิดเงินเพิ่มร้อยละหนึ่งต่อเดือน “โดยไม่กำหนดเพดาน” หมายความว่ากฎหมายเก่า ไม่จำกัดจำนวนสูงสุดของเงินเพิ่ม ดังนั้น เงินเพิ่มสามารถเกินจำนวนอากรได้ 2) เมื่อกฎหมายใหม่ (พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มาตรา 22) บังคับใช้ ซึ่งกำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้ “ไม่เกินอากรที่ต้องเสีย” สิทธิของรัฐในส่วนเงินเพิ่มที่เกิดก่อนกฎหมายใหม่จะเป็นอย่างไร ศาลวินิจฉัยว่า • สิทธิในการคิดเงินเพิ่ม “เกิดขึ้นแล้ว” ตั้งแต่วันที่นำสินค้าเข้าประเทศ • กฎหมายใหม่ “ไม่ลบล้าง” สิทธิของรัฐย้อนหลัง • เงินเพิ่มที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 13 พ.ย. 2560 ยังเรียกเก็บได้เต็มจำนวนแม้จะเกินอากร หลังวันที่ 13 พ.ย. 2560 ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่คือเพดานไม่เกินอากร 3) วันที่ใช้คำนวณเงินเพิ่มสำคัญอย่างไร โจทก์คำนวณเงินเพิ่มถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนกฎหมายใหม่บังคับใช้ 1 วัน ดังนั้น เงินเพิ่มส่วนนี้ยังอยู่ภายใต้กฎหมายเดิม 4) ปัญหานี้เป็น “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” หรือไม่ เป็นประเด็นสำคัญ เพราะถ้าใช่ ศาลสามารถยกขึ้นพิจารณาเองได้ตาม • ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) • พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ศาลวินิจฉัยว่า เรื่องสิทธิรัฐในการจัดเก็บภาษีและเงินเพิ่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้นแม้คู่ความไม่อ้าง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยเอง 5) ผลลัพธ์จากคำพิพากษา • ศุลกากรมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มตามกฎหมายเดิมจนถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 • หลังวันที่ 13 พ.ย. 2560 ต้องทำตามเพดานกฎหมายใหม่ • การประเมินอากรเป็นที่สุด เพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ • ศาลฎีกาพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. เงินเพิ่มอากรเป็นสิทธิของรัฐที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการนำเข้าสินค้า ไม่ใช่สิทธิที่เกิดตามคำสั่งประเมิน 2. กฎหมายใหม่ด้านภาษีไม่อาจลบล้างสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว เว้นแต่บัญญัติเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษีโดยชัดแจ้ง 3. การไม่อุทธรณ์การประเมินทำให้การประเมินเป็นที่สุด ผู้ประกอบการต้องระวัง 4. ประเด็นภาษีอากรหลายเรื่องถือเป็นความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง 5. การสำแดงราคาต่ำมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งอากรขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มหลายเท่าตัว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2565 จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พ.ย. 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พ.ย. 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 40,734,394.71 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาด 3,548,292 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 40,095,700 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำรถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ ยี่ห้อ Ferrari F430 Scuderia รุ่นปี 2007 (พ.ศ. 2550) หมายเลขตัวถัง ZFFKZ64C00016XXXX หมายเลขเครื่องยนต์ F136ED13XXXX ออกจากนิคมอุตสาหกรรม ล. ซึ่งเป็นเขตประกอบการเสรี พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว ต่อมาคณะทำงานประเมินราคาและค่าภาษีอากรรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่ออกโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ หมายเลขตัวถัง และหมายเลขเครื่องยนต์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งมาให้โจทก์ที่ 1 ปรากฏว่าราคารถยนต์ที่จำเลยสำแดงต่ำกว่าราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่บริษัทผู้ผลิตขายครั้งแรกจำนวนมาก คณะทำงานจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปชี้แจงพร้อมนำเอกสารต่าง ๆ ไปแสดง แต่จำเลยไม่ไปชี้แจง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ของผู้ผลิตเป็นราคาแท้จริงของรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมทั้งคำนวณภาษีอากรขาดแต่ละประเภทและออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) โดยประเมินอากรขาเข้า 3,548,292 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 3,087,014 บาท ภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เบี้ยปรับภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,902 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท รวมเป็นเงิน 39,634,423 บาท จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม การประเมินเป็นอันยุติ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 40,095,700 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และยกคำขออื่น 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการประเมินอากรเป็นที่สุดเพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ และคำนวณเงินเพิ่มถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าศุลกากรมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 จนถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 แม้เงินเพิ่มจะเกินอากรขาเข้าก็ตาม ส่วนหลังวันที่ 13 พ.ย. 2560 ต้องเป็นไปตามเพดานของ พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 และถือเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยนำเข้ารถยนต์ Ferrari F430 Scuderia โดยสำแดงราคาต่ำกว่าราคาจริงจากบัญชีราคาของผู้ผลิต ทำให้กรมศุลกากรต้องประเมินอากรใหม่และเรียกเก็บเงินเพิ่มตามอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา คำถามคือ การสำแดงราคาต่ำเช่นนี้ก่อให้เกิดความรับผิดของจำเลยในส่วนใดบ้าง และเหตุใดศุลกากรจึงมีสิทธิคำนวณเงินเพิ่มได้แม้เป็นจำนวนที่เกินกว่าอากรที่ต้องเสีย? ธงคำตอบ การสำแดงราคาต่ำเป็นการกระทำผิดกฎหมายภาษีอากร ซึ่งทำให้จำเลยมีความรับผิดทั้งในส่วนอากรขาเข้าที่ชำระขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา ของ พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 โดยเงินเพิ่มคิดในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยไม่กำหนดเพดาน การกำหนดเช่นนี้เป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้ในเวลาที่เกิดเหตุ จึงมีผลผูกพันเมื่อจำเลยนำเข้ารถเมื่อปี 2553 แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 ซึ่งกำหนดเพดานเงินเพิ่มไม่เกินอากร แต่กฎหมายใหม่ไม่มีผลลบล้างสิทธิของรัฐที่เกิดขึ้นแล้วตามกฎหมายเดิม การเรียกเก็บเงินเพิ่มจึงยังมีผลสมบูรณ์และสามารถเกินจำนวนอากรได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ข้อ 2 เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้แจ้งให้จำเลยเข้าชี้แจงและให้ยื่นเอกสารประกอบ แต่จำเลยไม่มาดำเนินการใด ๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้บัญชีราคาผู้ผลิตเป็นฐานประเมินอากรขาเข้าใหม่ คำถามคือ การที่จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่งผลทางกฎหมายอย่างไรต่อสถานะของการประเมิน และจำเลยยังมีสิทธิโต้แย้งในชั้นศาลหรือไม่? ธงคำตอบ เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินภายในกำหนดเวลา การประเมินอากรของศุลกากรย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมายภาษีอากร ซึ่งเป็นกระบวนการเฉพาะก่อนเข้าสู่ศาล เมื่อการประเมินเป็นที่สุดแล้ว ศาลไม่รับฟังการโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนราคาสินค้าหรือการคำนวณภาษีอีกต่อไป เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจโต้แย้งในประเด็นข้อเท็จจริงเรื่องราคาและปริมาณภาษีในชั้นศาลได้อีก โดยผลของการไม่ปฏิบัติตามขั้นอุทธรณ์จึงทำให้จำเลยต้องยอมรับผลการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินที่เจ้าหน้าที่ออกให้ ข้อ 3 ภายหลังการเกิดเหตุ มีการตรา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมาตรา 22 บัญญัติว่าเงินเพิ่มต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสีย คำถามคือ เมื่อกฎหมายใหม่ใช้บังคับแล้ว โจทก์ยังมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นก่อนวันบังคับใช้ตามหลักกฎหมายใด และลักษณะของสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีหรือเป็นสิทธิที่ต้องเกิดจากคำสั่งประเมิน? ธงคำตอบ สิทธิในการคิดเงินเพิ่มเกิดขึ้นทันทีตามกฎหมายเดิมตั้งแต่วันที่ผู้นำของเข้าชำระอากรไม่ครบถ้วน การเกิดสิทธิไม่ต้องรอคำสั่งประเมิน ดังนั้นเมื่อเงินเพิ่มเกิดขึ้นภายใต้การบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 สิทธิดังกล่าวย่อมสมบูรณ์และไม่ถูกลบล้างด้วยกฎหมายใหม่ เว้นแต่กฎหมายใหม่จะบัญญัติให้ใช้ย้อนหลังเพื่อเป็นคุณแก่จำเลย ซึ่งในคดีนี้ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มาตรา 22 จึงบังคับใช้เฉพาะกับเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นหลังบังคับใช้เท่านั้น ส่วนเงินเพิ่มที่เกิดก่อนแล้วคิดได้แม้เกินอากร ยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเดิม ข้อ 4 โจทก์คำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 ใช้บังคับหนึ่งวัน คำถามคือ เหตุใดวันที่คำนวณเงินเพิ่มจึงเป็นประเด็นสำคัญต่อผลแห่งสิทธิของโจทก์ในการเรียกเงินเพิ่มเกินจำนวนอากร และศาลใช้หลักกฎหมายใดในการวินิจฉัยเรื่องวันที่เงินเพิ่มเกิด? ธงคำตอบ วันที่คำนวณเงินเพิ่มเป็นตัวแบ่งเขตอำนาจกฎหมายระหว่างกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ หากเงินเพิ่มเกิดขึ้นในช่วงที่กฎหมายเก่าใช้บังคับ เงินเพิ่มที่เกินจำนวนอากรก็ยังคงเรียกเก็บได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลวินิจฉัยตามหลักว่า “กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่” จึงถือว่าสิทธิของรัฐในการเรียกเงินเพิ่มเกิดขึ้นรายเดือนตั้งแต่วันที่อากรชำระขาด และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันที่เงินเพิ่มสุดท้ายที่ยังอยู่ในบังคับของกฎหมายเดิม การคำนวณจึงชอบด้วยกฎหมาย และหลังวันที่ดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของกฎหมายใหม่ที่จะจำกัดเพดานเงินเพิ่มไว้ตามมาตรา 22 ข้อ 5 ในคดีนี้ ศาลฎีกายกปัญหาว่าศุลกากรมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มเกินจำนวนอากรหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยเองโดยคู่ความไม่ได้อ้าง คำถามคือ ประเด็นดังกล่าวเข้าในความหมายของ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” หรือไม่ และเพราะเหตุใดศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยอาศัยบทบัญญัติใด? ธงคำตอบ ศาลเห็นว่าเรื่องการจัดเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของรัฐและการบังคับใช้กฎหมายภาษีในภาพรวม จึงเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 แม้คู่ความจะมิได้อ้างประเด็นดังกล่าว ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นพิจารณาเองเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายภาษีเป็นไปโดยถูกต้องและสอดคล้องกับระบบกฎหมายโดยรวม การวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นไปโดยชอบ และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์โดยเห็นว่าการเรียกเงินเพิ่มตามกฎหมายเดิมเป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์
|




