ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)

 คำพิพากษาศาลฎีกา 4849/2566, หลักการสอบถามคำให้การจำเลยในคดีผู้บริโภค, การตีความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 และ 26, ขอบเขตอำนาจศาลในคดีผู้บริโภค, กรณีศาลสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว, เงื่อนไขการถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ, สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยผู้บริโภค, แนวคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา, การคุ้มครองผู้บริโภคทางกระบวนวิธี, หลักความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม, วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาคดีผู้บริโภค

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะสิทธิของจำเลยในการให้การต่อสู้คดีตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมาศาลและแสดงเจตนาปฏิเสธหนี้ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยก่อน หากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเสมือนจำเลยขาดนัดโดยไม่สอบถามคำให้การ ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุให้ต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วให้พิจารณาใหม่

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. ศาลสามารถถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่ หากจำเลยมาศาลและแสดงเจตนาปฏิเสธหนี้

2. การสอบถามคำให้การจำเลยในคดีผู้บริโภคเป็นขั้นตอนบังคับตามกฎหมายหรือไม่

3. หากศาลไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 26 กระบวนพิจารณาจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้และตีความ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 และมาตรา 26 ว่าศาลต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อจำเลยมาศาลแต่ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยแสดงเจตนาปฏิเสธหนี้และประสงค์จะต่อสู้คดี ศาลมีหน้าที่ต้องสอบถามคำให้การจำเลยก่อน ไม่อาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวได้ มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26

เป็นบทบัญญัติหลักที่กำหนดขั้นตอนบังคับให้ศาลต้องสอบถามคำให้การจำเลยก่อน หากไม่ปฏิบัติตามจะยังไม่อาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้

2. การสอบถามคำให้การจำเลย

ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยในคดีผู้บริโภค เพื่อเปิดโอกาสให้แสดงข้อโต้แย้งและนำพยานหลักฐานเข้าสืบ หากศาลละเลยขั้นตอนนี้ กระบวนพิจารณาย่อมเสียความเป็นธรรม

3. ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขาดนัดต้องเกิดภายหลังจากที่ศาลได้เปิดโอกาสให้จำเลยให้การตามมาตรา 26 แล้วเท่านั้น ไม่ใช่เพียงเพราะจำเลยยังไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ

4. กระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวโดยไม่สอบถามคำให้การจำเลย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนกฎหมายพิเศษ ส่งผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองต้องถูกยก

5. ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2)

เป็นฐานอำนาจให้ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เพื่อแก้ไขความไม่ชอบด้วยกฎหมายในชั้นพิจารณา

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อเป็นจำนวน 89,570.40 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยมาศาลตามนัดและแถลงต่อศาลโดยชัดแจ้งว่าไม่เคยสมัครสินเชื่อและไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ พร้อมแสดงเจตนาประสงค์จะต่อสู้คดี แต่ยังไม่ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ

ศาลชั้นต้นแม้จะมีการนัดไกล่เกลี่ยหลายครั้ง แต่ในวันนัดพิจารณาครั้งสุดท้ายได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาโดยมิได้สอบถามคำให้การจำเลยก่อน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 และมาตรา 26 วางหลักเฉพาะแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งทั่วไป โดยกำหนดให้ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ย และหากไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลมีหน้าที่ต้องสอบถามคำให้การจำเลยก่อน

การที่จำเลยมาศาลและแถลงปฏิเสธหนี้ ถือเป็นการแสดงเจตนาต่อสู้คดีอย่างชัดแจ้ง ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การทันที หากยังมิได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า

การถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภค ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 26 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องปรากฏว่าศาลได้เปิดโอกาสให้จำเลยให้การแล้ว แต่จำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลา

หากศาลข้ามขั้นตอนดังกล่าว และสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ย่อมเป็นการตัดสิทธิจำเลยในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้บริโภค

แนวบรรทัดฐานทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เน้นย้ำว่า กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นกระบวนพิจารณาพิเศษที่ศาลต้องเคร่งครัดต่อสิทธิของคู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายจำเลยซึ่งมักอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบ

การเร่งรัดคดีโดยละเลยขั้นตอนตามกฎหมาย แม้จะมุ่งความรวดเร็ว แต่หากกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี ย่อมทำให้คำพิพากษาตกเป็นโมฆะในชั้นฎีกาได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีผู้บริโภคไม่ใช่เพียงคดีที่ต้องพิจารณาอย่างรวดเร็ว แต่ต้องพิจารณาอย่างเป็นธรรม ศาลต้องคุ้มครองสิทธิในการให้การและต่อสู้คดีของจำเลยอย่างแท้จริง มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาทั้งหมดอาจตกไปโดยสิ้นเชิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4849/2566 

ในการพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ วรรคสอง ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีนี้ในวันนัดพิจารณาจำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลว่าไม่เคยสมัครสินเชื่อกับโจทก์และไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ ขอต่อสู้คดี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณาดังกล่าวแต่ยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามวรรคสอง คือ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนัดพิจารณาโดยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณา อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปอย่างกรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปเสียทีเดียวโดยไม่จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยก่อน การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวเสมือนจำเลยขาดนัด

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์

3. ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่ากระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การจำเลย

เรื่อง

สิทธิจำเลยในคดีผู้บริโภคกับ “ขั้นตอนสอบถามคำให้การ” บทบังคับตามมาตรา 26 และเงื่อนไขการถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ

1. บทนำและความสำคัญของปัญหา

คดีผู้บริโภคเป็นคดีที่กฎหมายออกแบบ “กระบวนพิจารณาแบบคุ้มครอง” ให้ศาลมีบทบาทเชิงรุกเพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่คู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายผู้บริโภคซึ่งมักเสียเปรียบด้านข้อมูลและอำนาจต่อรอง หลักการดังกล่าวสะท้อนอยู่ในบทบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและการรับฟังคำให้การของจำเลยในวันนัดพิจารณา ซึ่งไม่ใช่เพียงพิธีรีตอง แต่เป็น “หลักประกันสิทธิในการต่อสู้คดี” และเป็นเงื่อนไขกำหนดความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาโดยตรง 

2. กรอบกฎหมายที่ใช้วินิจฉัย ประเด็นมาตรา 26 ในฐานะบทบังคับ

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 วางลำดับขั้นตอนชัดเจนว่า ก่อนเข้าสู่การพิจารณาพยานหลักฐาน ศาลต้องจัดให้มีการไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันก่อนในวันนัดพิจารณา 

หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ และ “จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ” มาตรา 26 กำหนดหน้าที่ศาลต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลย โดยจำเลยอาจยื่นเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาก็ได้ และถ้าให้การด้วยวาจา ศาลต้องบันทึกและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรา 26 เป็นบทบัญญัติที่ “ผูกพันศาล” ให้ต้องสร้างโอกาสในการให้การอย่างเป็นรูปธรรมก่อนจึงจะกล่าวได้ว่า จำเลยไม่ให้การตามกระบวนที่กฎหมายกำหนด

3. การสอบถามคำให้การจำเลย คือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ดุลพินิจ

แก่นของมาตรา 26 มิใช่เพียงให้จำเลย “พูดหรือยื่นหนังสือ” แต่เป็นการเปิดช่องทางให้จำเลยแสดงข้อโต้แย้งและวางแนวทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงของตน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบและสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

ในทางหลักกฎหมาย เมื่อจำเลยได้รับโอกาสให้การแล้ว ย่อมสามารถกำหนดประเด็นพิพาท ข้อเท็จจริงที่รับหรือโต้แย้ง และข้อกฎหมายที่ยกขึ้นต่อสู้ หากศาลข้ามขั้นตอนนี้แล้วไปสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียว กระบวนพิจารณาจะเสียสมดุลทันที เพราะจำเลยถูกตัดสิทธิในการโต้แย้งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดต่อโครงสร้าง “ศาลเชิงรุกเพื่อความเป็นธรรม” ในคดีผู้บริโภค 

นอกจากนี้ กฎหมายและข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาได้จัดระบบการดำเนินกระบวนพิจารณาและบทบาทเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค เพื่อให้ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและคุ้มครองสิทธิคู่ความ 

4. “ขาดนัดยื่นคำให้การ” ต้องตีความเคร่งครัดและเกิดภายหลังเปิดโอกาสตามมาตรา 26

มาตรา 26 วรรคสอง วางเงื่อนไขว่า “ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลา” จึงให้ถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ 

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญ 2 ชั้น

ชั้นแรก คำว่า “ไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง” หมายถึง ไม่ให้การภายหลังจากศาลได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การแล้ว ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่า “ยังไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ” ในทางตรรกะของกฎหมาย ขาดนัดจึงเป็นผลตามกฎหมายที่เกิดเมื่อขั้นตอนตามวรรคหนึ่งถูกดำเนินการแล้วแต่จำเลยยังไม่ใช้สิทธิ

ชั้นที่สอง การถือว่าขาดนัดเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อจำเลยอย่างสูง เพราะเปิดช่องให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในลักษณะที่จำเลยเสียเปรียบ ดังนั้น การตีความต้องเคร่งครัดและต้องพิสูจน์ได้ว่า ศาลได้ให้โอกาสครบถ้วนตามกฎหมายแล้วจริง

แนวคำอธิบายและการยกตัวอย่างคดีในทางวิชาการมักชี้ว่า “เงื่อนไขก่อนขาดนัด” คือศาลต้องสอบถามคำให้การ และเมื่อจำเลยไม่ประสงค์ให้การทั้งโดยหนังสือหรือวาจา จึงค่อยเข้าสู่ผลตามวรรคสอง 

5. ผลของการไม่สอบถามคำให้การก่อนแล้วดำเนินคดีเสมือนขาดนัด

หากศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 แล้วกลับดำเนินกระบวนพิจารณาไปในลักษณะ “สืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวจนเสร็จ” โดยมิได้สอบถามคำให้การจำเลยก่อน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุให้ต้องยกกระบวนพิจารณาหรือให้พิจารณาใหม่ได้ในชั้นสูง เพราะความไม่ชอบดังกล่าวกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการต่อสู้คดี

ในทางปฏิบัติ ศาลฎีกามักตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาก่อนวินิจฉัยเนื้อหาสาระ เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนยุติธรรมในคดีผู้บริโภค 

6. แนวทางปฏิบัติที่ควรยึดถือในคดีผู้บริโภค

6.1 เมื่อจำเลยมาศาลและแสดงเจตนาต่อสู้คดี แม้ยังไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ ศาลควรเข้าสู่กระบวนสอบถามคำให้การตามมาตรา 26 โดยให้จำเลยเลือกวิธีให้การ

6.2 หากจำเลยให้การด้วยวาจา ต้องมีการบันทึกและให้ลงลายมือชื่อ เพื่อให้คำให้การมีสถานะเป็นทางการและใช้กำหนดประเด็นพิพาทต่อไป

6.3 หากจำเลยไม่ให้การหลังได้รับโอกาสครบถ้วนแล้ว จึงค่อยพิจารณาผลของการขาดนัดตามวรรคสอง

6.4 ในมุมคู่ความและทนายความ ควรเตรียม “แก่นคำให้การ” อย่างน้อยเป็นข้อโต้แย้งหลักและประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญ เพื่อให้การสอบถามคำให้การเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เสียสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบภายหลัง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นบทบัญญัติแกนกลางที่รับประกันความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา โดยกำหนด “ขั้นตอนบังคับ” ให้ศาลต้องสอบถามคำให้การจำเลยก่อน จึงจะพิจารณาว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ การสอบถามคำให้การไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับสิทธิในการต่อสู้คดีและการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ หากศาลละเลยขั้นตอนนี้ กระบวนพิจารณาย่อมมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย และอาจต้องย้อนกลับไปพิจารณาใหม่เพื่อฟื้นฟูความเป็นธรรมให้คู่ความทุกฝ่าย (

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในคดีผู้บริโภคที่จำเลยมาศาลตามวันนัดพิจารณาและแถลงต่อศาลอย่างชัดแจ้งว่าไม่เคยทำสัญญา ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ และประสงค์จะต่อสู้คดี แต่ยังไม่ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ ศาลชั้นต้นมีอำนาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวได้หรือไม่ เพียงใด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551

ธงคำตอบ

การพิจารณาว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดขั้นตอนแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งทั่วไป โดยมาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันก่อน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาก็ได้

ในคดีนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมาศาลทุกนัด และแถลงต่อศาลมาโดยตลอดว่าไม่เคยสมัครสินเชื่อกับโจทก์และไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ พร้อมแสดงเจตนาประสงค์จะต่อสู้คดี พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของโจทก์ และเป็นกรณีที่คู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้แล้ว

เมื่อจำเลยมาศาลแต่ยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องสอบถามคำให้การจำเลยก่อน โดยเปิดโอกาสให้จำเลยเลือกว่าจะให้การด้วยวาจาหรือยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยไม่ให้การตามขั้นตอนดังกล่าว และไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไปเสียทีเดียว ทั้งที่ยังมิได้สอบถามคำให้การจำเลยตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และดำเนินการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในกรณีเช่นนี้ได้

ข้อ 2.

เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคโดยไม่สอบถามคำให้การจำเลยก่อน และสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนมีคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้จำเลยรับผิด ศาลฎีกามีอำนาจและเหตุผลทางกฎหมายใดในการยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอื่นใด จำเป็นต้องตรวจสอบเสียก่อนว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากกระบวนพิจารณาเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นธรรมในคดี หากกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ย่อมกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความโดยตรง

จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยมาศาลทุกนัดและแสดงเจตนาปฏิเสธหนี้อย่างต่อเนื่อง ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยไม่สอบถามคำให้การจำเลยก่อน การกระทำดังกล่าวเท่ากับปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนเป็นกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งที่เงื่อนไขตามกฎหมายยังไม่ครบถ้วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยได้ให้การด้วยวาจาในวันนัดพิจารณาหรือยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานโจทก์หรือสนับสนุนข้อต่อสู้ของตนได้ การที่ศาลตัดโอกาสดังกล่าวไป ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการต่อสู้คดี และขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งมุ่งคุ้มครองคู่ความฝ่ายผู้บริโภคที่มักอยู่ในฐานะเสียเปรียบ 

เมื่อกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น ย่อมไม่อาจยืนอยู่ได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่จะยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนการสอบถามคำให้การจำเลย แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดี




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน