ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 459/2567, ความผิดเกี่ยวกับการแปรรูปไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484, การตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พศ 2535 มาตรา 12 และมาตรา 50, หลักการพิจารณาความผิดหลายกรรมต่างกันและกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท, การครอบครองไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต, การตีความคำว่าไม้หวงห้ามตามกฎหมายป่าไม้, แนววินิจฉัยศาลฎีกาด้านคดีสิ่งแวดล้อม

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายป่าไม้และกฎหมายโรงงานจากกรณีที่จำเลยตั้งโรงงานและแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกความผิดที่เกิดขึ้นหลากหลายช่วงเวลาให้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ถือว่าการตั้งโรงงานและการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้เพื่อการแปรรูปเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ ศาลฎีกายังพิเคราะห์ว่าฟ้องของโจทก์มิได้เคลือบคลุมและบรรยายองค์ประกอบครบถ้วนแล้ว พร้อมยืนตามศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุก เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การแปรรูปและครอบครองไม้หวงห้ามหลายครั้งของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่

2 ฟ้องโจทก์ที่บรรยายการตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความชัดเจนเพียงพอตามกฎหมายหรือไม่

3 กรณีความผิดมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง ศาลสมควรใช้ดุลพินิจรอการลงโทษหรือไม่

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายกระทงความผิด ทั้งการตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่มีใบอนุญาต การตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต การแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต และการมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยพบของกลางจำนวนมากรวมกว่าหลายพันชิ้น จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 และให้รอการลงโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกเลิกการรอการลงโทษ เห็นว่าคดีมีลักษณะร้ายแรงเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยในส่วนต่าง ๆ เป็น “หลายกรรมต่างกัน” หรือ “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” และการบรรยายฟ้องของโจทก์ชอบด้วยมาตรา 158 หรือไม่ รวมถึงความเหมาะสมในการรอการลงโทษในคดีสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้บทกฎหมายจากพระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติโรงงาน และประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลักในการวินิจฉัย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

– ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และ 91

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

– พระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 มาตรา 48 73 และ 74

– พระราชบัญญัติโรงงาน พศ 2535 มาตรา 12 และมาตรา 50

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 หลายกรรมต่างกัน

หมายถึง การกระทำของจำเลยในข้อหาแปรรูปไม้และครอบครองไม้ประดู่และไม้สะเดาหลายช่วงเวลา ซึ่งแต่ละช่วงเวลาเกิดขึ้นต่างวาระและมีเจตนาแยกกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษแยกกระทงตามมาตรา 91

2 กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

การตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 และการตั้งโรงงานแปรรูปไม้มีเจตนาเดียวกันคือเพื่อการแปรรูปไม้ ศาลฎีกาจึงถือว่าเป็นกรรมเดียวและให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

3 ฟ้องเคลือบคลุม มาตรา 158 (5)

จำเลยฎีกาอ้างว่าฟ้องไม่ชัดเจน แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหา ฟ้องจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมาย

4 ไม้หวงห้าม

ไม้ประดู่และไม้สะเดาเป็นไม้หวงห้ามขึ้นในป่า การแปรรูปและครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 48 73 และ 74 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินคดี

5 ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ศาลฎีกายืนยันว่าการแปรรูปไม้จำนวนมากสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ จึงไม่สมควรให้รอการลงโทษ แม้จำเลยรับสารภาพก็ตาม ถือเป็นหลักสำคัญในการลงโทษคดีสิ่งแวดล้อม

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

3 ควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่

4 การปรับบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติโรงงานมาตรา 50 วรรคใดควรใช้บังคับ

การวินิจฉัยเรื่องหลายกรรม–กรรมเดียว

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าข้อหาเกี่ยวกับการแปรรูปไม้และการครอบครองไม้ในหลายช่วงเวลาเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ มีเจตนาแยกจากกัน จึงเป็นหลายกรรมต่างกัน

แต่ในส่วนการตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 และการตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาเดียวกัน คือการจัดตั้งสถานที่เพื่อแปรรูปไม้ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่หนักที่สุด

การวินิจฉัยฟ้องเคลือบคลุมตามมาตรา 158 (5)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องบรรยายองค์ประกอบการกระทำผิดครบถ้วน จำเลยสามารถเข้าใจข้อกล่าวหาได้ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม และจำเลยรับสารภาพแล้ว การฎีกาว่าฟ้องไม่ชอบจึงฟังไม่ขึ้น

การวินิจฉัยปัญหาการรอการลงโทษ

แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่พฤติการณ์ในการกระทำเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษในสถานเบาแล้วและไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ

การแก้ไขบทลงโทษของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแก้ไขบทลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน มาตรา 50 วรรคหนึ่ง เนื่องจากฟ้องมิได้บรรยายองค์ประกอบสำหรับวรรคสอง จึงลงโทษเฉพาะบทหนักสุดในฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่มีใบอนุญาต หลังลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงโทษจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งหมดแล้วเป็นจำคุก 14 ปี 6 เดือน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ย้ำหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ การพิจารณาแยกความผิดหลายกรรมต่างกันจากกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การบรรยายฟ้องต้องชัดเจนและครบองค์ประกอบตามมาตรา 158 การตีความความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติต้องเคร่งครัด และการรอการลงโทษไม่อาจใช้ได้ในกรณีที่พฤติการณ์ร้ายแรง กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

บทนำของคดี

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายป่าไม้และกฎหมายโรงงานจากการแปรรูปไม้หวงห้ามและการตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหลายกรรม–กรรมเดียว ฟ้องเคลือบคลุม และการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นหลักการสำคัญในคดีอาญาด้านสิ่งแวดล้อม

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำผิดหลายกระทงทั้งตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ แปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดา และครอบครองไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยพบไม้แปรรูปเป็นจำนวนมาก จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกหลายกระทงและรอการลงโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์ยกเลิกการรอการลงโทษ

ประเด็นข้อกฎหมายและการวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่ 1 การเป็นหลายกรรมต่างกันหรือกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ศาลวินิจฉัยว่าความผิดเกี่ยวกับการแปรรูปและครอบครองไม้เป็นหลายกรรมต่างหากกัน แต่การตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 และตั้งโรงงานแปรรูปไม้เป็นการกระทำตามเจตนาเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ประเด็นที่ 2 ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่

ศาลเห็นว่าฟ้องบรรยายพฤติการณ์ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

ประเด็นที่ 3 เหตุรอการลงโทษ

ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก จึงไม่สมควรรอการลงโทษ

ประเด็นที่ 4 ความถูกต้องของบทลงโทษตามพระราชบัญญัติโรงงาน

ศาลแก้ไขให้ใช้มาตรา 50 วรรคหนึ่ง เนื่องจากฟ้องไม่ได้บรรยายองค์ประกอบครบสำหรับวรรคสอง

IRAC 

Issue (ประเด็นปัญหา)

การกระทำของจำเลยในส่วนของการตั้งโรงงานและแปรรูปไม้เป็นหลายกรรมต่างกันหรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ และจำเลยควรได้รับรอการลงโทษหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

– ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

– ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรื่องหลายกรรมต่างกัน

– พระราชบัญญัติโรงงาน พศ 2535 มาตรา 12 และมาตรา 50

– พระราชบัญญัติป่าไม้ พศ 2484 มาตรา 48 73 และ 74

– ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 วรรคหนึ่ง (5) เรื่องฟ้องเคลือบคลุม

– ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เรื่องบรรเทาโทษ

Application (การประยุกต์ใช้ในคดีนี้)

ศาลเห็นว่าการตั้งโรงงานและแปรรูปไม้มีเจตนาเดียวกันคือเพื่อการแปรรูปไม้ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อหลายบท แต่การแปรรูปและครอบครองไม้หลายช่วงเวลาเป็นหลายกรรมต่างกัน ฟ้องของโจทก์บรรยายครบถ้วนจำเลยเข้าใจข้อหาแล้วจึงไม่ใช่ฟ้องเคลือบคลุม และแม้จำเลยรับสารภาพแต่พฤติการณ์การทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากไม่สมควรรอการลงโทษ

Conclusion (ข้อยุติ)

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขบางส่วน ลงโทษจำเลยรวมจำคุก 14 ปี 6 เดือน ไม่รอการลงโทษ และแก้บทลงโทษให้ถูกต้องตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2567 

ความผิดฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น โจทก์บรรยายฟ้องแยกออกเป็นข้อ ๆ ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาเป็นความผิดคนละประเภทกัน ทั้งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนความผิดฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่การที่จำเลยตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้อันเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เพื่อที่จะแปรรูปไม้ซึ่งเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 5, 6, 7, 12, 21, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบไม้ประดู่แปรรูป 309 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ไม้ประดู่แปรรูป 3,356 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม และไม้สะเดาแปรรูป 10 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 50 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 ปี และปรับ 150,000 บาท ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 ปี และปรับ 150,000 บาท ฐานแปรรูปไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 6 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานมีไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 6 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท ฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี และปรับ 75,000 บาท ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี และปรับ 75,000 บาท ฐานแปรรูปไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 3 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานมีไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 3 ปี และปรับ 50,000 บาท รวมจำคุก 14 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยโดยแยกกระทงเรียงลำดับกันไปมีใจความสำคัญว่า ฟ้องข้อ 2 (ก) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้โดยนำเครื่องจักรมาติดตั้งที่โรงเลื่อย พ. อันจัดเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อ 2 (ข) ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นที่โรงเลื่อย พ. โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 (ค) ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยแปรรูปไม้ประดู่ซึ่งขึ้นในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 (ง) ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2 (ค) จำเลยมีไม้ประดู่แปรรูปซึ่งขึ้นในป่า 309 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 (จ) ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาซึ่งขึ้นในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 (ฉ) ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2 (จ) จำเลยมีไม้ประดู่กับไม้สะเดาแปรรูปซึ่งขึ้นในป่า รวม 3,366 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เห็นได้ว่า ความผิดฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น โจทก์บรรยายฟ้องแยกออกเป็นข้อ ๆ ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาเป็นความผิดคนละประเภทกัน ทั้งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนความผิดฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่การที่จำเลยตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้อันเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เพื่อที่จะแปรรูปไม้ซึ่งเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิด รวม 6 กระทง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายมาในฟ้องข้อ 2 (ค) ข้อ 2 (ง) ข้อ 2 (จ) และข้อ 2 (ฉ) แล้วว่า จำเลยแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า อันเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นในป่า อันเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต หาใช่มิได้บรรยายมาในฟ้องตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ตามข้อเท็จจริงที่บรรยายมาดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ได้ไม้ประดู่และไม้สะเดาของกลางมาจากที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นไม้หวงห้าม ย่อมไม่มีความผิดนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายข้อหา การที่จำเลยตั้งโรงงานแปรรูปไม้และแปรรูปไม้โดยมีไม้ประดู่แปรรูปของกลางมากถึง 309 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 48.46 ลูกบาศก์เมตร กับอีก 3,356 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 25.198 ลูกบาศก์เมตร และไม้สะเดาแปรรูป 10 ชิ้น/แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 0.795 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับว่าเป็นไม้จำนวนมาก การกระทำของจำเลยเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อความสมดุลในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานต่าง ๆ มานั้น นับว่าเป็นการวางโทษในสถานเบาและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว แม้จำเลยจะมีเหตุส่วนตัวหรือมีภาระความจำเป็นอื่นดังที่อ้างมาในฎีกาก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยในสถานเบากว่านี้และรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษมาและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้โดยนำเครื่องจักรมีกำลังรวม 138 แรงม้า มาติดตั้งที่โรงเลื่อย พ. อันจัดเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการบรรยายตามองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง โดยไม่ได้บรรยายว่า โรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานประเภทหรือชนิดที่กำหนดจำนวนหรือขนาดที่จะให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งในท้องที่ใดตามประกาศที่ออกตามมาตรา 32 (1) อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 50 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษในฐานนี้เป็นมาตรา 50 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 50 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 14 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทุกกระทงตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติโรงงาน ลงโทษจำคุกรวม 14 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี พร้อมคุมประพฤติและทำงานบริการสังคมตามเงื่อนไข

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ และไม่ลงโทษปรับ เห็นว่าคดีมีความร้ายแรงกระทบทรัพยากรธรรมชาติ การรอการลงโทษไม่เหมาะสม

3 ศาลฎีกาพิพากษาแก้ในบางส่วน โดยถือว่าความผิดเกี่ยวกับโรงงานเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่คงลงโทษจำเลยโดยรวมจำคุก 14 ปี 6 เดือน และไม่รอการลงโทษ โดยให้แก้บทกฎหมายที่ใช้ลงโทษให้ถูกต้องตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายกระทง ได้แก่ การตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่รับใบอนุญาต การตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต การแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาในหลายช่วงเวลา และการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองจำนวนมาก คำถามคือ ศาลจะพิจารณาอย่างไรว่าแต่ละการกระทำเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 90 โดยอาศัยหลักเกณฑ์ใดเป็นสำคัญ และจำเลยจะได้รับโทษในลักษณะใด

ธงคำตอบ

การพิจารณาว่าการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกันหรือกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องดูเจตนาของผู้กระทำและพฤติการณ์ในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ การแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาในหลายช่วงวันและการครอบครองไม้จำนวนมากตามที่โจทก์บรรยายแยกแต่ละข้อหา แสดงให้เห็นว่าการกระทำเกิดขึ้นต่างวาระ มีเจตนาเป็นรายครั้งและเกิดจากการตัดสินใจหลายครั้ง จึงเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ต้องลงโทษแยกกระทง แต่ในส่วนการตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 และการตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำทั้งสองมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อจัดตั้งโรงงานเพื่อแปรรูปไม้ แม้โจทก์แยกฟ้องเป็นสองข้อหา แต่เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันและมีความเกี่ยวเนื่องกันโดยตรง จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่หนักที่สุดตามมาตรา 90 คือฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อพิจารณารวมกับโทษอื่น ๆ ตามศาลอุทธรณ์จึงรวมจำคุก 14 ปี 6 เดือน

ข้อ 2

ในกรณีที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาแปรรูปไม้และมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนและเคลือบคลุม ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จนจำเลยไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ดีเพียงพอ คำถามคือ ศาลฎีกาใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ และการรับสารภาพของจำเลยมีผลต่อการตีความฟ้องอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลต้องพิจารณาว่าฟ้องได้บรรยายองค์ประกอบแห่งความผิดและข้อเท็จจริงที่จำเป็นเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจฐานความผิดหรือไม่ ตามมาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าไม้ประดู่และไม้สะเดาที่จำเลยแปรรูปหรือครอบครองนั้นเป็นไม้หวงห้ามขึ้นในป่า การแปรรูปและการครอบครองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องดังกล่าวได้บรรยายรายละเอียดครบถ้วน จำเลยเข้าใจข้อหาได้ และจำเลยให้การรับสารภาพอีกด้วย แสดงว่าฟ้องไม่คลุมเครือและจำเลยมิได้เกิดความสับสนเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา การฎีกาว่าฟ้องเคลือบคลุมนั้นจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 3

เมื่อจำเลยยกข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาว่าไม้ที่นำมาแปรรูปและครอบครองเป็นไม้ที่ได้มาจากที่ดินซึ่งมีกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ไม้หวงห้ามขึ้นในป่า จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ คำถามคือ การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกามีผลอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว

ธงคำตอบ

การฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 252 การอ้างว่าของกลางเป็นไม้ที่ได้มาจากที่ดินกรรมสิทธิ์เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ทั้งยังขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลฎีกาจึงห้ามมิให้รับฟังและไม่อาจนำมาวินิจฉัย เพราะเป็นข้ออ้างที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันโดยชอบในชั้นก่อน การฎีกาจึงฟังไม่ขึ้นโดยเด็ดขาด

ข้อ 4

ในกรณีที่จำเลยขอต่อศาลฎีกาให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก เนื่องจากมีเหตุส่วนตัวและรับสารภาพ คำถามคือ ศาลฎีกาใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าคดีควรได้รับรอการลงโทษหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และเหตุผลใดที่ศาลฎีกายืนยันตามศาลอุทธรณ์ว่าไม่สมควรรอการลงโทษ

ธงคำตอบ

หลักการรอการลงโทษต้องพิจารณาจากลักษณะความผิด ความร้ายแรง ผลกระทบต่อสาธารณะ และพฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลย แม้จำเลยรับสารภาพและมีเหตุส่วนตัว แต่คดีนี้เป็นคดีที่การกระทำมีลักษณะต่อเนื่องและร้ายแรงโดยจำเลยแปรรูปไม้หวงห้ามจำนวนมากรวมหลายพันชิ้น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ ศาลฎีกาเห็นว่าโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดถือว่าเป็นสถานเบาแล้ว การรอการลงโทษจะขัดต่อความร้ายแรงของความผิดและไม่เกิดผลยับยั้งหรือป้องปราม จึงยืนยันไม่รอการลงโทษแม้จำเลยฎีกาอ้างเหตุจำเป็นส่วนบุคคล

ข้อ 5

โจทก์บรรยายฟ้องว่าการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับไม้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน มาตรา 50 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับปรับบทเป็นวรรคสอง คำถามคือ เหตุใดศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าว และหลักการบรรยายองค์ประกอบความผิดในฟ้องมีผลต่อการกำหนดบทลงโทษอย่างไร

ธงคำตอบ

การกำหนดบทกฎหมายต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง มาตรา 50 วรรคสอง ใช้บังคับในกรณีโรงงานประเภทหรือชนิดที่ห้ามตั้งในบางท้องที่ตามประกาศมาตรา 32 (1) แต่ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายองค์ประกอบดังกล่าว มีเพียงการบรรยายว่าโรงงานเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 และไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น การลงโทษตามมาตรา 50 วรรคสองจึงไม่ชอบเพราะเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ฟ้องบรรยาย ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขให้ลงโทษเฉพาะมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่สอดคล้องกับฟ้องเท่านั้น หลักการนี้สะท้อนว่าศาลไม่อาจลงโทษจำเลยเกินกว่าที่ฟ้องได้บรรยายไว้ และต้องเคารพสิทธิจำเลยในการทราบข้อหาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566) article
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง
ระบอบการเมืองการปกครอง