ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1265/2568, การทำเหมืองโดยไม่มีประทานบัตรตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.แร่, การคิดค่าภาคหลวงแร่ตามมาตรา 104, การละเมิดต่อรัฐจากการขุดแร่ในป่าสงวน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิในการทำเหมือง, หลักเกณฑ์คำนวณปริมาณแร่จากการรังวัดภูมิประเทศ, การเรียกค่าเสียหายจากแร่ที่ถูกขุดโดยไม่ชอบ, การตีความสิทธิทำเหมืองหลังครบ 180 วัน, การคำนวณมูลค่าแร่และค่าภาคหลวงตามประกาศราคา, การรับผิดร่วมของนิติบุคคลผู้รับช่วงทำเหมือง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีการทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย หลังประทานบัตรสิ้นอายุและไม่มีสิทธิตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.แร่ รวมถึงการขุดแร่เกินเขตพื้นที่สัมปทานในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในรูปมูลค่าแร่ที่ถูกนำไปโดยมิชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดในมูลค่าแร่กว่า 814 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยเน้นหลักการสำคัญว่า รัฐมีสิทธิเรียกเฉพาะ “มูลค่าแร่” ที่ถูกนำไปโดยมิชอบ มิใช่ “ค่าภาคหลวงแร่” ซึ่งใช้ได้กับกรณีที่ทำเหมืองโดยชอบเท่านั้น อีกทั้งศาลยังวินิจฉัยชัดว่า ผู้รับช่วงประกอบกิจการมีส่วนร่วมทางผลประโยชน์และต้องร่วมรับผิดด้วย

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

คดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่หินปูนในเขตป่าสงวนแห่งชาติภายใต้ประทานบัตรที่ 25216/15315 ซึ่งสิ้นอายุเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2552 แม้จำเลยจะยื่นขอต่ออายุประทานบัตรและขอใช้พื้นที่ป่าตามขั้นตอน แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ จึงมีสิทธิทำเหมืองต่อได้เพียง “180 วัน” ตามมาตรา 54 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510

เมื่อพ้น 180 วัน จำเลยยังคงทำเหมืองต่อไปอีกหลายปี (พ.ศ.2553–2559) และยังขยายพื้นที่ทำเหมืองเกินเขตประทานบัตรประมาณ 15 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดต่อรัฐ

โจทก์ (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) คำนวณปริมาณแร่ที่ถูกนำออกไปโดยมิชอบได้ 7,617,629.92 เมตริกตัน หักส่วนที่มีสิทธิตามกฎหมายแล้ว เหลือแร่ที่ถูกขุดโดยผิดกฎหมายจำนวน 7,075,409.49 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 821,035,983.44 บาท

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้

1. การทำเหมืองต้องได้รับประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ มาตรา 43

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีคือ จำเลยทำเหมืองหลังประทานบัตรหมดอายุ ซึ่งมาตรา 43 กำหนดชัดเจนว่าห้ามทำเหมืองหากไม่ได้รับประทานบัตร การทำเหมืองหลังหมดสิทธิถือเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นละเมิดต่อรัฐทันที

2. สิทธิทำเหมืองต่อได้แค่ 180 วัน ตามมาตรา 54 วรรคห้า

แม้จำเลยยื่นขอต่ออายุประทานบัตร แต่ตามกฎหมายทำได้ต่ออีกเพียง 180 วัน หลังจากนั้นต้องหยุด การทำเหมืองต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 จึงเป็นการขุดแร่โดยผิดกฎหมายทั้งหมด

3. การใช้พื้นที่ป่าสงวนต้องได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 16

การยื่นคำขออย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดสิทธิ จำเลยทำเหมืองในป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังขุดเกินเขตประทานบัตรประมาณ 15 ไร่ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐโดยมิชอบ และเป็นละเมิดต่อรัฐโดยสมบูรณ์

4. รัฐมีสิทธิเรียกเฉพาะ “มูลค่าแร่” ไม่ใช่ “ค่าภาคหลวงแร่” ตามมาตรา 104

ค่าภาคหลวงแร่เรียกได้เฉพาะผู้ถือประทานบัตรโดยชอบ แต่จำเลยทำเหมืองโดยไม่มีสิทธิ จึงไม่อยู่ในฐานะต้องชำระค่าภาคหลวง รัฐจึงเรียกได้เฉพาะ “มูลค่าแร่ที่ถูกเอาไปโดยผิดกฎหมาย” ตามหลักละเมิด

5. ความรับผิดร่วมของนิติบุคคลผู้รับช่วงทำเหมือง

แม้จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ขุดแร่โดยตรง แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันจากการโม่หิน การจำหน่าย และการใช้ไฟฟ้าโรงโม่จำนวนมาก ศาลจึงถือว่ามีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการทำเหมืองผิดกฎหมาย และต้องร่วมรับผิดในมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ได้แก่

พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510

มาตรา 43 ห้ามทำเหมืองหากไม่มีประทานบัตร

มาตรา 54 วรรคห้า อนุญาตให้ทำเหมืองต่อได้ “180 วัน” หลังประทานบัตรหมดอายุ แต่ต้องยื่นคำขอต่ออายุอย่างถูกต้องครบถ้วน

มาตรา 104 ค่าภาคหลวงแร่เรียกเก็บได้เฉพาะ “ผู้ถือประทานบัตรโดยชอบ”

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ

หากไม่มีหนังสืออนุญาตจากกรมป่าไม้ การเข้าทำประโยชน์ถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินของรัฐ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 420 ฐานละเมิด

มาตรา 224 / พ.ร.ก.แก้ไขปี 2564 ปรับดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่เป็น 5%

การวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา

(1) การทำเหมืองหลังพ้น 180 วัน = ทำละเมิด

ศาลย้ำว่า การต่ออายุประทานบัตรต้องมี “ใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่า” จากกรมป่าไม้ก่อน ยื่นอย่างเดียวไม่พอ

เมื่อไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงหมดสิทธิทำเหมืองตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2553

การทำเหมืองต่อหลังวันดังกล่าวจนถึงเดือนสิงหาคม 2559 ถือเป็นการละเมิดโดยสมบูรณ์

(2) การขุดแร่เกินพื้นที่ประทานบัตร = ละเมิดทรัพยากรแผ่นดิน

พบว่าเปิดพื้นที่ใหม่ลึก 12 เมตร เนื้อที่ 15 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากป่าไม้และไม่ได้อยู่ในประทานบัตร ถือเป็นการเอาทรัพยากรของรัฐไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

(3) ผู้รับช่วง (จำเลยที่ 2) ต้องรับผิดร่วม

แม้ไม่มีหลักฐานว่าร่วมขุดแร่โดยตรง แต่พบว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน ใช้ไฟฟ้าโรงโม่จำนวนมาก และขายหินให้ผู้รับเหมารัฐบางโครงการ

ศาลจึงถือว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมทางการค้าและผลประโยชน์ → ต้องรับผิดร่วมกัน

(4) รัฐเรียก “มูลค่าแร่” ไม่ใช่ “ค่าภาคหลวง”

ค่าภาคหลวงตามมาตรา 104 ใช้ได้เฉพาะกรณีทำเหมืองโดยชอบ

กรณีนี้ทำโดยผิดกฎหมาย รัฐจึงเรียกได้เฉพาะ “มูลค่าแร่ที่ถูกนำไป” ตามกฎหมายละเมิดเท่านั้น

(5) ศาลปรับดอกเบี้ยตาม พ.ร.ก.ปี 2564

จาก 7.5% → 5% นับตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป

ผลคำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ

814,912,980.86 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตรา

7.5% ตั้งแต่ 20 ต.ค. 2559 ถึง 10 เม.ย. 2564

5% ตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 ถึงชำระเสร็จ

IRAC 

Issue

จำเลยทำเหมืองเกินกำหนดเวลาและทำในพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่มีอนุญาต จึงต้องพิจารณาว่า

1. การทำเหมืองหลังหมดสิทธิ 180 วัน ถือเป็นการละเมิดหรือไม่

2. รัฐมีสิทธิเรียก “ค่าภาคหลวงแร่” หรือเฉพาะ “มูลค่าแร่”

3. จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับช่วงต้องร่วมรับผิดหรือไม่

Rule

พ.ร.บ.แร่ มาตรา 43 ห้ามทำเหมืองหากไม่มีประทานบัตร

มาตรา 54 วรรคห้า ให้ทำต่อได้เพียง 180 วัน

มาตรา 104 ค่าภาคหลวงแร่ใช้กับผู้ถือประทานบัตร “โดยชอบ”

กฎหมายป่าสงวน ห้ามเข้าทำประโยชน์หากไม่มีอนุญาต

ป.พ.พ. มาตรา 420 ละเมิด

พ.ร.ก.2564 ปรับดอกเบี้ยเป็น 5%

Application

จำเลยยังคงทำเหมืองต่อเนื่องหลายปี แม้ไม่มีประทานบัตรและไม่มีใบอนุญาตป่าไม้ การกระทำเกิดในเขตป่าและยังขยายพื้นที่เกินกว่าแปลงประทานบัตร จึงเป็นการละเมิด รัฐมีสิทธิเรียกเฉพาะ “มูลค่าแร่ที่ถูกนำไป” ไม่ใช่ค่าภาคหลวง เพราะไม่ใช่ผู้ถือประทานบัตรโดยชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 พบว่ามีส่วนร่วมในกิจการทั้งการโม่หินและจำหน่าย จึงเข้าข่ายร่วมทำละเมิด

Conclusion

จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นมูลค่าแร่ที่นำไปโดยไม่ชอบ พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ตาม พ.ร.ก.2564 การทำเหมืองหลังหมดสิทธิตามกฎหมายถือเป็นการละเมิดโดยชัดเจน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. ผู้ถือประทานบัตรต้องทำทุกขั้นตอนให้ครบ รวมถึง “ใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่า” จึงจะมีสิทธิทำเหมืองต่อหลังหมดอายุ

2. สิทธิทำเหมืองหลังหมดประทานบัตรมีอายุเพียง 180 วันเท่านั้น

3. การทำเหมืองเกินเขตประทานบัตรในป่าสงวน = ละเมิดโดยตรง

4. ค่าภาคหลวงแร่เรียกได้เฉพาะกรณีทำเหมืองโดยชอบ ไม่ใช่เครื่องมือเรียกค่าเสียหายจากการทำเหมืองโดยผิดกฎหมาย

5. ผู้รับช่วงที่มีส่วนร่วมทางผลประโยชน์อาจถูกถือว่า “ร่วมทำละเมิด” ได้

6. ศาลใช้ดอกเบี้ยใหม่ (5%) แม้คู่ความไม่ฎีกา เพราะเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2568

ค่าภาคหลวงแร่เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ โดยโจทก์เป็นผู้จัดเก็บและส่งเป็นรายได้ของรัฐภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว ผู้ถือประทานบัตร ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ ผู้ครอบครองแร่อื่นที่ได้จากการแต่งแร่หรือผู้ประกอบโลหกรรม ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ที่กำหนดไว้ในประทานบัตร..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การชำระค่าหลวงแร่ย่อมมีได้แต่เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.แร่ ฯ มาตรา 43 เท่านั้น โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองมีสิทธิในแร่ที่ขุดได้ แต่ต้องแบ่งประโยชน์ให้แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวงแร่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 ไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะมูลค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่อาจเรียกค่าภาคหลวงแร่ซึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในแร่ส่วนที่ทำได้หลังพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ประทานบัตรสิ้นอายุ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 907,503,687.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 847,754,420.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 847,754,420.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ไม่เกิน 59,749,267.01 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 814,912,980.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ต้องไม่เกิน 59,749,267.01 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นหน่วยราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน โม่ บด หรือย่อยหิน ทะเบียนโรงงานเลขที่ จ 3 - 3 (1) - 1/38 อด ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ใบอนุญาตสิ้นอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2543 และมีการต่ออายุใบอนุญาตเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 19 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้รับโอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรจากโจทก์เพื่อทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสมจำนวน 2 แปลง ได้แก่ (1) ประทานบัตรที่ 25215/15307 เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ท้องที่ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี มีอายุ 7 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2542 สิ้นอายุวันที่ 13 ตุลาคม 2549 เนื้อที่ 56 ไร่ 1 งาน 21 ตารางวา และได้รับอนุญาตให้ต่ออายุออกไปอีก 10 ปี จนสิ้นอายุวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ในประทานบัตรดังกล่าวถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขออนุญาตหยุดการทำเหมืองแร่สำหรับประทานบัตรดังกล่าวและเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีออกใบอนุญาตให้ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ 1/2555 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ใบอนุญาตที่ 1/2557 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และใบอนุญาตที่ 1/2559 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 และ (2) ประทานบัตรที่ 25216/15315 เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ท้องที่ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 60 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา มีอายุ 10 ปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2542 สิ้นอายุวันที่ 6 ธันวาคม 2552 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 สิ้นอายุวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ก่อนสิ้นอายุประทานบัตรจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 25216/15315 โดยระบุว่าประทานบัตรแปลงนี้ได้ทำเหมืองไปแล้ว รวมเนื้อที่ 49 ไร่ 1 งาน 71 ตารางวา จึงได้สิทธิทำเหมืองต่อไปอีก 180 วัน จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี โดยอ้างว่าประทานบัตรที่ 25216/15315 สิ้นอายุ แต่มีหินที่เกิดจากการทำเหมืองยังไม่ได้ขนมาทำการโม่และจำหน่ายไม่หมด ซึ่งหินดังกล่าวยังไม่ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่ เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วออกใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองให้จำเลยที่ 1 ดังนี้ ใบอนุญาตที่ 1/2553 อนุญาตให้ครอบครองแร่ จำนวน 280,000 เมตริกตัน ใบอนุญาตที่ 1/2554 อนุญาตให้ครอบครองแร่จำนวน 215,239 เมตริกตัน เพื่อครอบครองแร่ที่เหลือต่อเนื่องจากใบอนุญาตฉบับที่ 1/2553 และใบอนุญาตที่ 1/2555 อนุญาตให้ครอบครองแร่จำนวน 155,439 เมตริกตัน เพื่อครอบครองแร่ที่เหลือต่อเนื่องจากใบอนุญาตฉบับที่ 1/2554 ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใบอนุญาตให้จำเลยที่ 2 รับช่วงทำเหมืองแร่ เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีออกใบอนุญาตให้วันที่ 4 มิถุนายน 2552 มีอายุถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2552 วันที่ 8 กันยายน 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ประทานบัตรของจำเลยที่ 1 พบว่าในส่วนประทานบัตรที่ 25216/15315 ของจำเลยที่ 1 มีการทำเหมืองแร่นอกเหนือพื้นที่ตามประทานบัตรด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่และขุดเอาแร่หินปูนอุตสาหกรรมไปจากพื้นที่ทำเหมืองหลังพ้นเวลา 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรที่ 25216/15315 สิ้นอายุ เป็นการทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการเข้าทำเหมืองแร่ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 นอกจากจะต้องได้รับประทานบัตรชั่วคราวหรือประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 43 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนปี 2560 ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำเหมืองในที่ใดไม่ว่าที่ซึ่งทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิของบุคคลใดหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตร" ในการขอต่ออายุประทานบัตรก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 54 วรรคสี่ และวรรคห้าของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งวรรคสี่บัญญัติว่า "ประทานบัตรใดได้กำหนดอายุไว้ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี เมื่อผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่ออายุก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ รัฐมนตรีจะต่ออายุประทานบัตรให้อีกก็ได้ แต่เมื่อรวมกำหนดเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินยี่สิบห้าปี" และวรรคห้าบัญญัติว่า "เมื่อผู้ถือประทานบัตรได้ยื่นคำขอต่ออายุตามความในวรรคสี่แล้ว แม้ประทานบัตรจะสิ้นอายุแล้ว ก็ให้ผู้นั้นทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุ..." ยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 16 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 ที่บัญญัติว่า "อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ... (2) การเข้าทำประโยชน์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่คราวละไม่เกินสิบปี โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตเก็บหาของป่าและไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงของป่าตามพระราชบัญญัตินี้ สำหรับแร่ ดินขาว หรือหิน แล้วแต่กรณี..." และกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558 ที่กำหนดว่า ผู้ที่ประสงค์จะขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าต้องยื่นคำขออนุญาตต่ออธิบดีกรมป่าไม้ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่พื้นที่ป่านั้นตั้งอยู่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพป่าที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้แล้วจัดทำความเห็นเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเสนอความเห็นประกอบก่อนเสนออธิบดีกรมป่าไม้เพื่อพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐมีดุลพินิจในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำเหมืองแร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งในการขอประทานบัตรและการต่ออายุประทานบัตรของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายจิระเดช พนักงานจำเลยที่ 1 ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า ก่อนขอประทานบัตรที่ 25216/15315 จำเลยที่ 1 ต้องขอและได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้เสียก่อนเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่จากโจทก์ ดังนั้น ก่อนประทานบัตรจะหมดอายุในวันที่ 6 ธันวาคม 2552 เพื่อความรวดเร็ว จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นขอต่ออายุหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ป่าต่อกรมป่าไม้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 ไว้ก่อน จากนั้นประมาณ 5 เดือน พยานได้สอบถามความคืบหน้าทราบว่าอยู่ระหว่างรอคำสั่งจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นขอต่ออายุประทานบัตรที่ 25216/15315 ต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี โดยจัดทำแผนผังโครงการทำเหมือง ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงนามรับรองเพื่อนำไปจัดทำรายงานการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเสนอให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาสั่งการตามขั้นตอน โดยระหว่างนี้ จำเลยที่ 1 ยังคงทำเหมืองแร่และโม่หินเรื่อยมาและได้นำใบเสร็จค่าไฟฟ้าที่ใช้ในโรงโม่ไปให้อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีคำนวณเสียค่าภาคหลวงแร่ทุกเดือน จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2557 พยานได้รับแจ้งจากอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีว่าการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่ามีปัญหาเนื่องจากมีต้นไม้สูญหายไปจากพื้นที่ 196 ต้น และมีการปลูกป่าชดเชยไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 1 ไปปลูกป่าชดเชยและชำระค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ให้ถูกต้องเสียก่อน ระหว่างนี้ อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีจะไม่รับเงินค่าภาคหลวงแร่จนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้เสร็จสิ้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ปลูกป่าและชำระค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้แล้ว คิดเป็นค่าปลูกป่าชดเชย 749,436 บาท และค่าต้นไม้สูญหาย 679,229 บาท หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่าการพิจารณาขอต่ออายุประทานบัตรมีข้อขัดข้อง โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคำสั่งเห็นชอบตามที่กรมป่าไม้เสนอว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขการใช้พื้นที่ป่า ข้อ 12 เกี่ยวกับการปลูกป่าชดเชย และข้อ 17 เรื่องการปล่อยปละละเลยทำให้ต้นไม้ในพื้นที่ห้ามทำเหมืองสูญหายไป 196 ต้น เห็นควรให้ไปพิจารณาข้อมูลใหม่และขอเรียกเอกสารเพิ่มเติม ต่อมาเดือนสิงหาคม 2559 อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีแจ้งด้วยวาจาให้จำเลยที่ 1 หยุดทำเหมืองแร่และมีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอต่ออายุหนังสืออนุญาตการใช้พื้นที่ป่าต่อกรมป่าไม้และยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีครบถ้วนทั้งสองแห่ง แต่จากคำเบิกความของนายจิระเดชพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องได้รับหนังสืออนุญาตการใช้พื้นที่ป่าไม้จากกรมป่าไม้เสียก่อนเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขออนุญาตต่ออายุประทานบัตรกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไปยื่นขอต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองทั้ง ๆ ที่กรมป่าไม้ยังไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ จึงเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน แม้จำเลยที่ 1 ได้จัดทำแผนผังโครงการเสนอต่อกรมทรัพยากรธรณีเพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก็ดี หรือจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยื่นต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีตามกระบวนการขอต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่ก็ดี ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องถูกต้องครบถ้วนอย่างที่อ้าง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยังคงทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประทานบัตรซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อไประหว่างรอผลการพิจารณาจากกรมป่าไม้และโจทก์ ย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบ ส่วนสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาคำขอล่าช้าก็เห็นได้ว่าเป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ตามที่นายจิระเดชเบิกความว่า กรมป่าไม้ตรวจพบว่ามีต้นไม้หายไปจากพื้นที่จำนวนมากและจำเลยที่ 1 ปลูกป่าชดเชยไม่ครบ ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายไปชำระแก่กรมป่าไม้ก็เห็นได้ว่าเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว จึงต้องรับผิดต่อกรมป่าไม้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจยกเหตุความล่าช้าของหน่วยงานราชการเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ส่วนที่โจทก์ยังคงรับชำระค่าภาคหลวงแร่จากจำเลยที่ 1 ต่อมานั้น ก็ได้ความจากนายธนวรรธน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีช่วงปี 2557 ถึง 2560 ว่า เป็นเพราะเข้าใจว่าเป็นการชำระค่าภาคหลวงแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองเนื่องจากจำเลยที่ 1 มีการขอชำระเป็นคราว ๆ ครั้งละ 30,000 เมตริกตัน บ้าง 20,000 เมตริกตัน บ้าง แล้วแต่จะแจ้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอื่น กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์รู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่ต่อไปทั้งที่ยังไม่ได้ต่ออายุประทานบัตรดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากครบ 180 วัน นับจากวันสิ้นอายุประทานบัตร จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ต่อ การทำเหมืองในพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2553 จนถึงเดือนสิงหาคม 2559 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งให้หยุดทำเหมืองแร่ จึงเป็นการทำเหมืองโดยไม่มีสิทธิใดอันจะอ้างได้โดยชอบ และเป็นการทำเหมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการทำละเมิด นอกจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประทานบัตรทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ต่อ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางสาววรรษมน ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการของโจทก์ที่เบิกความประกอบหนังสือเรื่องการประกอบกิจการเหมืองหินภายหลังประทานบัตรสิ้นอายุของสำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือถึงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย 2 โครงการ พบว่า ผู้รับจ้างเหมาโครงการทั้งสองซื้อหินใหญ่แบบไม่คัดสายพานที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้มาจากแหล่งสัมปทานที่ถูกต้องจากจำเลยที่ 2 จำนวน 45,000 เมตริกตัน และต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ประทานบัตรของจำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 19 กันยายน 2559 คณะทำงานเข้าตรวจสอบพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 เนื้อที่ 60 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา เปรียบเทียบกับแผนที่ภาพสีที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2555 ถึงปี 2556 และปี 2558 ถึงปี 2559 พบมีร่องรอยการเปิดขยายพื้นที่ทำเหมืองเพิ่มเติมทางด้านทิศเหนือ ลักษณะเป็นบ่อ ความลึกประมาณ 12 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 และเมื่อครบกำหนดแล้ว กรมป่าไม้ก็ยังไม่ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังทำเหมืองแร่เพิ่มเติมเกินไปจากพื้นที่ประทานบัตรอีกประมาณ 15 ไร่ ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า แร่ที่มีการขุดเอาไปหลังครบกำหนด 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรหมดอายุมีปริมาณและราคาตามที่โจทก์คำนวณหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์คำนวณปริมาตรพื้นที่ทำเหมืองของจำเลยที่ 1 จากการรังวัดพื้นที่ในเขตประทานบัตรที่ 25216/15315 โดยวัดความกว้าง ความยาวของพื้นที่ กับวัดระดับความสูงเพื่อหาค่าความลึก จากนั้นนำค่าที่ได้มาจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ทำการรังวัด แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเส้นความสูงของแผนที่ภูมิประเทศตามคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 1/2552 ที่เคยรังวัดไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 คำนวณปริมาตรเป็นลูกบาศก์เมตรของพื้นที่ที่หายไปจากเดิม หักด้วยค่าความคลาดเคลื่อนทางธรณีวิทยา 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นปริมาณแร่หินปูนที่หายไป 7,617,629.92 เมตริกตัน ค่าความคลาดเคลื่อนทางธรณีวิทยาดังกล่าวจึงครอบคลุมสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหินทราย หินดินดาน โพรงหิน และสิ่งเจือปนอื่น ซึ่งในรายละเอียดขั้นตอนการรังวัดพื้นที่โจทก์มีนายอนุสรณ์ นายช่างรังวัดอาวุโส และนางสาวสุดาวรรณ ช่างรังวัดชำนาญงาน ผู้รังวัดพื้นที่ประทานบัตรมาเบิกความเป็นพยานอธิบายวิธีการใช้กล้องส่องสำรวจชนิดประมวลผลรวม โดยตั้งกล้องที่บริเวณจุดสูงสุดและมีจุดรับสัญญาณอยู่ที่จุดต่ำสุดเพื่อวัดระยะห่าง และมีนายปกร วิศวกรเหมืองแร่ชำนาญการ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 2 ซึ่งเป็นผู้นำผลการรังวัดปริมาตรแร่หินมาคำนวณเป็นน้ำหนักแร่ มาเป็นพยานเบิกความอธิบายวิธีการคำนวณได้อย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน พยานโจทก์ทุกปากดังกล่าวล้วนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีความรู้ความชำนาญในการรังวัดและเป็นวิศวกรเหมืองแร่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียในผลคดี เบิกความสอดคล้องต่อเนื่องกันโดยมีพยานเอกสารมาสนับสนุน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหรือถามค้านให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าการรังวัดและคำนวณปริมาณแร่เพื่อนำมาคำนวณค่าภาคหลวงแร่เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยโดยให้คิดมูลค่าแร่ในอัตราเมตริกตันละ 105 บาท และเมตริกตันละ 180 บาท อัตราตามประกาศดังกล่าวเป็นการคิดค่าภาคหลวงแร่จากแร่บริสุทธิ์ที่ผ่านกระบวนการโม่เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แร่ดิบที่ยังไม่ผ่านการโม่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเพื่อกำหนดค่าแร่ให้จำเลยทั้งสองรับผิดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงส่วนนี้โจทก์บรรยายกล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ทั้งมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การคำนวณปริมาณแร่ที่ขาดหายไปจากพื้นที่หลังครบ 180 วัน นับจากวันที่ประทานบัตรหมดอายุจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 หยุดทำเหมืองถูกต้องแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวงแร่หรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งในส่วนค่าภาคหลวงแร่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ค่าภาคหลวงแร่เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บและส่งเป็นรายได้ของรัฐภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว ผู้ถือประทานบัตร ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ ผู้ครอบครองแร่อื่นที่ได้จากการแต่งแร่หรือผู้ประกอบโลหกรรม ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ที่กำหนดไว้ในประทานบัตร..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การชำระค่าภาคหลวงแร่ย่อมมีได้แต่เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแร่ฯ มาตรา 43 เท่านั้น โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองมีสิทธิในแร่ที่ขุดได้ แต่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวงแร่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 ไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะมูลค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่อาจเรียกค่าภาคหลวงแร่ ซึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในแร่ส่วนที่ทำได้หลังพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุ แต่สำหรับแร่จำนวน 262,220.43 เมตริกตัน เป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้มาในช่วงระยะเวลา 180 วัน ที่จำเลยที่ 1 สามารถทำเหมืองได้หลังประทานบัตรสิ้นอายุ กับแร่จำนวน 280,000 เมตริกตัน ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีให้มีไว้ครอบครอง ถือเป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้มาขณะทำเหมืองโดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าภาคหลวงแร่แก่โจทก์ในแร่ทั้งสองจำนวนนี้รวมปริมาณ 542,220.43 เมตริกตัน ในอัตราร้อยละ 4 ของราคาประกาศ (105 บาท ต่อเมตริกตัน) หรือเท่ากับ 4.2 บาท ต่อเมตริกตัน เป็นเงิน 2,277,325.81 บาท ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณี ว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 กำหนดว่า การคำนวณปริมาณแร่ที่จะนำมาคิดค่าภาคหลวงแร่ให้พิจารณาจากอัตราการใช้ไฟฟ้าแต่ละเดือนนำมาคำนวณอัตราการผลิตแร่หินปูนบริสุทธิ์ซึ่งจะเป็นปริมาณแร่ที่แท้จริงในอัตราค่ากระแสไฟฟ้า 2.5 กิโลวัตต์ ต่อปริมาณแร่หินบริสุทธิ์ 1 เมตริกตัน ปริมาณแร่ที่โจทก์นำมาคำนวณค่าภาคหลวงแร่ไม่ใช่แร่บริสุทธิ์ แต่เป็นปริมาณหินดิบที่มีกรวดและทรายเจือปนจึงคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์มีนางสาววรรษมน พยานโจทก์ เบิกความอธิบายวิธีการคำนวณค่าภาคหลวงแร่ โดยตอบโจทก์ถามติงว่า การคิดค่าภาคหลวงแร่โดยอาศัยอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณีว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 เป็นการคิดจากการทำเหมืองแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อความเกี่ยวกับผู้ขอชำระค่าภาคหลวงแร่ตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณี ว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า "ผู้ขอ" หมายถึง ผู้ถือประทานบัตรหรือผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว และให้หมายความรวมตลอดถึงผู้รับช่วงการทำเหมืองด้วย ระเบียบดังกล่าวกำหนดมาเพื่อวางแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ความชัดเจนในระบบการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่และการตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมาย เมื่อแร่พิพาทคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้มาจากการทำเหมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงอยู่นอกเหนือการควบคุมตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ ย่อมไม่อาจนำวิธีการคำนวณปริมาณแร่จากอัตราการใช้ไฟฟ้าของโรงงานโม่ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการคำนวณปริมาณแร่ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายมาใช้ได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 นำแร่ที่ขุดได้โดยไม่ชอบไปโม่ที่โรงงานที่จำเลยที่ 1 โอนกิจการให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วตามที่แจ้งต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีทั้งหมดหรือไม่ การคำนวณปริมาณแร่ที่ถูกขุดออกไปโดยละเมิดจากอัตราการใช้ไฟฟ้าจึงไม่น่าเชื่อถือ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวงแร่ได้เฉพาะแร่ที่จำเลยที่ 1 ทำได้ในช่วงที่ได้รับสัมปทานโดยชอบเท่านั้น จึงต้องนำค่าภาคหลวงแร่ที่จำเลยที่ 1 ชำระในส่วนของแร่ที่ขุดโดยไม่ได้รับอนุญาตมาหักออกจากค่าภาคหลวงแร่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า แร่ในช่วงที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิทำเหมืองได้โดยชอบในระยะ 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุจำนวน 262,220.43 เมตริกตัน กับแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองอีก 280,000 เมตริกตัน เมื่อนำไปหักออกจากแร่จำนวน 7,617,629.92 เมตริกตัน ที่จำเลยที่ 1 ขุดเอาไปตามปริมาณที่โจทก์คำนวณได้ จึงเป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ขุดเอาไปโดยไม่ได้รับอนุญาต 7,075,409.49 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าแร่ตามประกาศราคาของโจทก์ทั้งสิ้น 821,035,983.44 บาท แร่ในส่วนดังกล่าวนี้ จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาคหลวงให้แก่โจทก์ไปแล้ว ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันเป็นเงิน 6,123,002.58 บาท เมื่อนำไปหักออกจากค่าเสียหายแล้ว คงเหลือเงินค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีก 814,912,980.86 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายเอนก อดีตกรรมการของจำเลยที่ 1 ว่า กิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกิจการในครอบครัว มีพยานกับพี่น้อง ได้แก่ นายอดิศักดิ์ และนายอรัญ เป็นกรรมการสลับกันไปมา ต่อมากิจการประสบปัญหาการเงิน ครอบครัวจึงให้นายอดิศักดิ์เข้าไปบริหารจัดการเพียงผู้เดียว โดยตกลงว่าหากนายอดิศักดิ์แก้ปัญหาหนี้สินสำเร็จจะยกกิจการเหมืองแร่และโรงโม่หินให้นายอดิศักดิ์ นายอดิศักดิ์จึงให้จำเลยที่ 2 รับช่วงกิจการเหมืองแร่และโรงโม่หินจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2553 นายอดิศักดิ์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 2 โดยให้นางศิริวรรณ เป็นกรรมการ เหตุที่นายอดิศักดิ์ไม่เป็นกรรมการเองเนื่องจากสถาบันการเงินไม่ให้ความเชื่อถือ นางศิริวรรณเพียงแต่มีชื่อเป็นกรรมการจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่นายอดิศักดิ์เป็นผู้ดำเนินกิจการทั้งสองบริษัทเพียงคนเดียว เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ประกอบพฤติการณ์ที่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อ มี ใช้ ซึ่งวัตถุระเบิด โดยใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ซึ่งตามระเบียบการขอใบอนุญาตเช่นนี้จะต้องอ้างอิงว่าจะนำมาใช้กับประทานบัตรที่ยังไม่สิ้นอายุ ซึ่งคือ ประทานบัตรที่ 25215/15307 ที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ในประทานบัตรนี้ แต่ประทานบัตรดังกล่าวไม่มีการชำระค่าภาคหลวงแร่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ประทานบัตรสิ้นอายุ จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ยังคงดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยนำวัตถุระเบิดตามใบอนุญาตดังกล่าวไปใช้ในกิจการทำเหมืองตามประทานบัตรที่ 25216/15315 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 โอนกิจการโรงโม่และการทำเมืองแร่ตามประทานบัตรที่ 25216/15315 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นหน้าที่จำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ และแร่ดังกล่าวเป็นแร่ที่ได้มาระหว่างการรับช่วงทำเหมือง ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ที่ต้องชำระแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นเงินจำนวนมาก แสดงว่า โรงโม่ประกอบกิจการต่อเนื่องมาตลอด ซึ่งทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เองก็ยอมรับว่าเป็นค่าไฟฟ้าสำหรับโม่หินจากการขุดเหมืองโดยไม่ชอบของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 รับโม่หินจากผู้ทำเหมืองแร่รายอื่นอีก นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาววรรษมน นิติกรปฏิบัติการของโจทก์เบิกความประกอบหนังสือของสำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 ว่า สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย 2 โครงการ พบว่า ผู้รับจ้างเหมาโครงการทั้งสองซื้อหินใหญ่แบบไม่คัดสายพานที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้มาจากแหล่งสัมปทานที่ถูกต้องจำนวน 45,000 เมตริกตัน จากจำเลยที่ 2 ดังนั้น แม้ทางนำสืบของโจทก์จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในกระบวนการการขุดและนำแร่ออกจากเหมือง แต่จากพฤติการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในแร่พิพาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขุดแร่อันเป็นทรัพยากรของชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการร่วมกันทำละเมิด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเสียหายซึ่งเป็นหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 814,912,980.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ต้องไม่เกิน 59,749,267.01 บาท หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นขอต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองหินปูนตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ก่อนประทานบัตรเดิมสิ้นอายุ แต่ยังไม่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังคงเดินหน้าทำเหมืองต่อเนื่องนานหลายปีหลังพ้นกำหนด 180 วันตามมาตรา 54 วรรคห้า ควรถือว่าการทำเหมืองในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในลักษณะใดภายใต้หลักกฎหมายละเมิด

ธงคำตอบ

ศาลฎีการะบุชัดว่า การที่จะมีสิทธิทำเหมืองต่อหลังประทานบัตรหมดอายุ ผู้ถือประทานบัตรต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งของ พ.ร.บ.แร่ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงการต้องได้รับใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนตามมาตรา 16 เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบดีว่ากรมป่าไม้ยังไม่ได้อนุญาตและมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับต้นไม้สูญหายและการปลูกป่าชดเชยไม่ครบ จึงหมดสิทธิทำเหมืองต่อทันทีเมื่อครบ 180 วัน การทำเหมืองต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 จึงเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โดยรัฐมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็น “มูลค่าแร่ที่ถูกนำไปโดยมิชอบ” ซึ่งเป็นทรัพยากรของรัฐ ไม่อาจอ้างสิทธิหรือความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาได้ เพราะเป็นผลจากการกระทำผิดเงื่อนไขของจำเลยเอง

ข้อ 2

เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่เกินกว่าพื้นที่ประทานบัตร 25216/15315 จำนวนประมาณ 15 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งไม่ได้มีการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แม้แต่น้อย การเข้าขุดแร่ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดต่อรัฐในรูปแบบใด และรัฐมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนลักษณะใดได้ตามหลักกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของแผ่นดินและกฎหมายละเมิด

ธงคำตอบ

การที่จำเลยที่ 1 ขยายพื้นที่ทำเหมืองออกไปนอกเหนือจากแปลงประทานบัตร ถือเป็นการละเมิดต่อรัฐอย่างสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมป่าไม้ เมื่อจำเลยนำเอาทรัพยากรของชาติคือแร่หินปูนไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย รัฐย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามความร้ายแรงของการละเมิด การเรียกค่าเสียหายจึงอยู่ในรูป “มูลค่าแร่ตามราคาประกาศ” ที่ถูกขุดไปโดยไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และศาลรับฟังการคำนวณด้านเทคนิคของเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นไปตามหลักวิชาการแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้เต็มจำนวน การที่จำเลยเคยชำระค่าภาคหลวงแร่บางส่วนไปแล้ว ต้องถูกหักออกเฉพาะในส่วนที่มีสิทธิทำเหมืองโดยชอบเท่านั้น

ข้อ 3

ในกรณีที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนได้ยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรและปฏิบัติตามขั้นตอนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยกระบวนการของรัฐล่าช้าทำให้ยังไม่ได้รับผลการอนุญาต จำเลยจึงเห็นว่าตนมีสิทธิทำเหมืองต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีคำสั่งชัดเจน การอ้างดังกล่าวสามารถใช้เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดหรือเหตุชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรครบถ้วน แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุล่าช้าเกิดจากการกระทำผิดเงื่อนไขของจำเลยเอง เช่น การปล่อยปละละเลยให้ต้นไม้สูญหาย การปลูกป่าชดเชยไม่ครบ และการไม่ดำเนินการกับกรมป่าไม้ให้ถูกต้องตามขั้นตอน เมื่อเหตุล่าช้ามาจากความบกพร่องของจำเลยเอง จึงไม่อาจอ้างเพื่อสร้างสิทธิหรืออ้างให้ตนทำเหมืองต่อได้ตามกฎหมาย อีกทั้งมาตรา 54 วรรคห้า ระบุชัดว่า แม้จะยื่นคำขอต่ออายุแล้วก็มีสิทธิทำต่อได้เพียง 180 วันเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวถือว่าสิทธิสิ้นสุดทันที การอ้างความล่าช้าของหน่วยงานรัฐจึงไม่เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดแต่อย่างใด และจำเลยต้องรับผิดเต็มจำนวนของความเสียหาย

ข้อ 4

เมื่อปรากฏว่าแร่จำนวนหนึ่งถูกขุดโดยชอบในช่วง 180 วันหลังประทานบัตรหมดอายุ และอีกส่วนหนึ่งถูกขุดในช่วงเวลาที่ได้รับใบอนุญาตให้มีแร่ไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 อาจต้องเสียค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร และส่วนใดบ้างที่รัฐมีสิทธิเรียกเฉพาะมูลค่าแร่แทนค่าภาคหลวงตามหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำเหมืองแร่และสิทธิประโยชน์ของรัฐ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า “ค่าภาคหลวงแร่” ตามมาตรา 104 เรียกเก็บได้เฉพาะในกรณีที่ผู้ทำเหมืองเป็นผู้ถือประทานบัตรโดยชอบเท่านั้น แร่จำนวน 262,220.43 เมตริกตัน ที่เกิดจากการทำเหมืองในช่วง 180 วันหลังหมดประทานบัตร และแร่จำนวน 280,000 เมตริกตัน ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง ถือเป็นแร่ที่ได้มาโดยชอบ จำเลยต้องเสียค่าภาคหลวงแร่โดยใช้อัตรา 4% ของราคาแร่ตามประกาศ ส่วนแร่จำนวนมากกว่า 7 ล้านเมตริกตันที่ขุดไปหลังจากหมดสิทธิทำเหมืองแล้ว ถือเป็นแร่ที่ถูกนำไปโดยผิดกฎหมาย รัฐจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวง แต่มีสิทธิเรียก “มูลค่าแร่” ตามกฎหมายละเมิดแทน หลักการนี้เน้นแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิในฐานะผู้ถือประทานบัตร กับความรับผิดในฐานะผู้ลักลอบใช้ทรัพยากรแผ่นดิน

ข้อ 5

แม้การขุดแร่โดยผิดกฎหมายจะกระทำโดยจำเลยที่ 1 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับช่วงกิจการโรงโม่และเป็นผู้ประกอบกิจการทางการค้าได้จำหน่ายหินจำนวนมาก และมีพฤติการณ์ใช้ไฟฟ้าในการโม่หินอย่างต่อเนื่อง จนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากแร่ที่ถูกขุดโดยมิชอบ ควรวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ และด้วยเหตุผลทางกฎหมายใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิเคราะห์จากพฤติการณ์โดยรวมแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 แม้จะไม่ได้ลงมือขุดแร่เอง แต่จากข้อเท็จจริงพบว่ามีบทบาทสำคัญในกระบวนการโม่หิน การจำหน่ายหินแก่ผู้รับเหมารัฐ และมีการใช้ไฟฟ้าในโรงโม่ในปริมาณสูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประกอบกิจการในพื้นที่ประทานบัตรที่สิ้นอายุ จึงมีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในแร่พิพาท การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์เช่นนี้เข้าข่าย “ร่วมกันทำละเมิด” ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบหลักร่วมทำละเมิดตามมาตรา 432 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้มูลค่าแร่ที่ถูกนำไปโดยมิชอบทั้งหมด กล่าวคือเป็นความรับผิดร่วมกันสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่รัฐอย่างสมบูรณ์

 




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566) article
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง
ระบอบการเมืองการปกครอง