ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 746/2567, คดีแผ้วถางและครอบครองป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3), บุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ, การพิจารณาค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติ 6,555,114 บาท, กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, การรังวัดพื้นที่บุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา, การวินิจฉัยปัญหากฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย มาตรา 195 และ 225 ป.วิ.อ.,

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันแผ้วถางและยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ อันเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยจำเลยใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถางพื้นที่กว้างขวางถึง 62 ไร่เศษ แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธว่าบุกรุกเพียง 7 ไร่ แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีความหนักแน่นชัดเจน ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการบุกรุกตามจำนวนที่ตรวจยึดจริง พร้อมทั้งพิจารณาค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมตามหลักการประเมินทางวิชาการ อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญว่าความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท จึงต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามหลักกฎหมายอาญา ศาลฎีกายังยกปัญหากฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 195 และ 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง แผ้วถาง และทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี ลดเหลือ 3 ปี 4 เดือน ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกจากพื้นที่ และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เพิ่มค่าเสียหายเป็น 6,555,114 บาท และกำหนดให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 3 เดือน พร้อมยืนโทษจำคุกตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาพิพากษายืนว่าจำเลยบุกรุกป่าสงวน 62 ไร่ 25 ตารางวาตามพยานหลักฐาน และแก้บทลงโทษให้ถูกต้องตามมาตรา 31 วรรคสอง (กรรมเดียวผิดหลายบท) โดยยืนโทษจำคุกตามเดิมและยืนให้ชดใช้ค่าเสียหายตามศาลอุทธรณ์

สรุปข้อเท็จจริง 

คดีนี้เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม บ้านแม่สะต๊อบ หมู่ที่ 3 โดยพบว่ามีการแผ้วถางพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารซึ่งจัดอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 การตรวจยึดพบรถแทรกเตอร์ เครื่องมือเกษตรหลายรายการ และหลักฐานการปลูกต้นกะหล่ำปลีในพื้นที่จำนวนมาก

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนบางส่วน แต่ต่อสู้ในชั้นศาลว่าพื้นที่ที่ทำกินมีเพียง 7–12 ไร่ ไม่ใช่ 62 ไร่ 25 ตารางวาตามที่โจทก์ฟ้อง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาตรวจพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าพยานโจทก์โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้มีหน้าที่ดูแลพื้นที่โดยตรง มีความน่าเชื่อถือสูง ประกอบกับมีบันทึกการตรวจยึดพร้อมพิกัดตำแหน่ง 13 จุด และหลักฐานภาพถ่ายประกอบการรังวัด ซึ่งจำเลยไม่ได้คัดค้านในขณะรังวัด จึงฟังได้ว่ามีการบุกรุกตามจำนวนที่โจทก์อ้างจริง

ในส่วนค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยโดยอาศัยพยานผู้ผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหาย และใช้วิธีเปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าคงสภาพ คำนวณความเสียหายได้ 6,555,114 บาท จำเลยฎีกาเพียงอ้างว่าบุกรุกไม่ถึง 62 ไร่ ทำให้ค่าเสียหายต้องน้อยกว่านี้ แต่ไม่ได้ชี้ข้อผิดพลาดในหลักการหรือวิธีประเมิน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ประเด็นสำคัญทางกฎหมายอีกประการคือ ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท และมีอัตราโทษเท่ากัน จึงต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างลงโทษตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) บทเดียว ทำให้ศาลฎีกาใช้อำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แก้ไขให้ถูกต้อง ถึงแม้คู่ความไม่ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาก็ตาม

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียวตามหลักกฎหมายอาญา ทั้งยังเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการทำลายป่าต้นน้ำลำธารอย่างร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษจำคุก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองป่าสงวนแห่งชาติ โดยพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง รวมถึงการตีความหลัก “กรรมเดียวผิดหลายบท” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ตลอดจนหลักความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมร่วมกับหลักกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าสูงอย่างพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 และมาตรา 225

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. บุกรุกและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ (มาตรา 31 วรรคสอง)

หมายถึงการยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำให้สภาพป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นหัวใจของพฤติการณ์ความผิดในคดีนี้

2. พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (คุณค่าต่อระบบนิเวศ)

พื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศสูงสุดและต้องห้ามทำประโยชน์โดยเด็ดขาด ศาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

3. กรรมเดียวผิดหลายบท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90)

ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) เป็นการกระทำครั้งเดียวแต่เข้าลักษณะความผิดหลายบทกฎหมาย ทำให้ต้องลงโทษเพียงบทเดียวซึ่งเป็นหลักสำคัญของการลงโทษในคดีนี้

4. ค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติ 6,555,114 บาท

ศาลยึดหลักการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ โดยเทียบพื้นที่เสียหายกับพื้นที่ป่าคงสภาพ จำเลยไม่สามารถโต้แย้งวิธีประเมินได้ เป็นสาระสำคัญของคำพิพากษาในส่วนแพ่ง

5. อำนาจศาลฎีกายกปัญหากฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง (มาตรา 195 และ 225 ป.วิ.อ.)

แม้คู่ความไม่ยกประเด็นขึ้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้บทกฎหมายที่ศาลล่างลงโทษไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดบทลงโทษในคดีนี้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญเกี่ยวกับความผิดเกี่ยวกับป่าไม้และสิ่งแวดล้อมว่า การแผ้วถางและครอบครองพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ถือเป็นการกระทำที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศและต้องได้รับโทษสถานหนัก นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักว่า หากความผิดเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและมีอัตราโทษเท่ากัน ต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหาขึ้นก็ถือเป็นประเด็นแห่งความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกาต้องแก้ไข และยังย้ำถึงความสำคัญของการประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมตามหลักวิชาการที่ศาลให้ความเชื่อถืออย่างยิ่ง

การวิเคราะห์คำพิพากษา 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567 แสดงให้เห็นหลักเกณฑ์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การประเมินพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐในคดีสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญโดยตำแหน่ง การพิสูจน์พื้นที่บุกรุกด้วยการรังวัดและบันทึกพิกัดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ การให้ความสำคัญต่อพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งถือเป็นเขตอนุรักษ์ที่มีค่าทางระบบนิเวศสูง และการคำนวณค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติที่ศาลยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกายกปัญหากฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองแสดงถึงบทบาทของศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 195 และ 225 ป.วิ.อ.

IRAC

Issue

ประเด็นสำคัญของคดีคือ (1) จำเลยทั้งสองบุกรุกและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เท่าใด (2) ค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติที่โจทก์เรียกร้องจำนวน 6,555,114 บาทชอบด้วยวิธีประเมินหรือไม่ และ (3) ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวผิดหลายบทและควรลงโทษเพียงบทเดียวหรือไม่

Rule

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) กำหนดความผิดฐานแผ้วถาง ทำประโยชน์ หรือยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางหลักว่ากรรมเดียวผิดหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่หากอัตราโทษเท่ากันต้องลงโทษเพียงบทเดียว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 และ 225 ให้อำนาจศาลฎีกายกปัญหากฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้

Application

จากพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง พบว่ามีการรังวัดพื้นที่อย่างถูกต้องและจำเลยไม่ได้คัดค้านในขณะรังวัด จึงยืนยันได้ว่ามีการบุกรุกจำนวน 62 ไร่ 25 ตารางวาตามที่โจทก์อ้าง ส่วนค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติ ผู้ประเมินได้ใช้วิธีเทียบเคียงสภาพป่าถูกทำลายกับพื้นที่ป่าคงสภาพอย่างละเอียด จำเลยฎีกาเพียงอ้างว่าบุกรุกน้อยกว่าแต่ไม่โต้แย้งวิธีประเมิน จึงไม่อาจหักล้างค่าเสียหายที่โจทก์เสนอได้ ในประเด็นความผิดหลายบท ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) มีอัตราโทษเท่ากันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน จึงต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 และศาลมีอำนาจแก้ไขเองตามมาตรา 195 และ 225

Conclusion

ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา และต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 6,555,114 บาท พร้อมพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ทั้งยังย้ำว่าการบุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ถือเป็นความผิดร้ายแรง ไม่มีเหตุรอการลงโทษตามหลักกฎหมาย

บทความฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567 เป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองป่าสงวนแห่งชาติและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศสูงสุด การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นการแผ้วถางและยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติในเขตป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้รถแทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นกะหล่ำปลี ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสภาพป่าต้นน้ำและระบบนิเวศในวงกว้าง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุได้รับการกำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง และเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารตามชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งตามหลักกฎหมายได้กำหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครองเฉพาะที่ห้ามมีการแผ้วถางหรือครอบครองโดยเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันเข้าตรวจยึดพื้นที่และพบหลักฐานการใช้รถแทรกเตอร์ อุปกรณ์ทำเกษตร รวมทั้งหลักฐานการปลูกต้นกะหล่ำปลีที่มีอายุใกล้เคียงกัน จึงสามารถเชื่อมโยงการกระทำของจำเลยกับการบุกรุกพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

แม้จำเลยจะอ้างว่าบุกรุกเพียง 7 ถึง 12 ไร่ แต่จากบันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจยึด และข้อมูลพิกัดพื้นที่ตามการรังวัดที่กระทำต่อหน้าจำเลยทั้งสอง ประกอบกับภาพถ่ายและคำเบิกความของพยานรัฐ จึงรับฟังได้ว่าพื้นที่ถูกบุกรุกมีขนาด 62 ไร่ 25 ตารางวาจริง การที่จำเลยไม่มีการคัดค้านขณะรังวัดยิ่งเป็นเหตุให้คำอ้างภายหลังไม่อาจเชื่อถือได้

ในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีการวินิจฉัยค่าเสียหายจากทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลาย โดยพยานผู้เชี่ยวชาญใช้หลักเกณฑ์การประเมินที่อาศัยทั้งสภาพป่าคงสภาพ คุณค่าต่อระบบนิเวศ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งกำหนดความเสียหายเป็นเงินจำนวน 6,555,114 บาท เมื่อจำเลยฎีกาเพียงอ้างว่าบุกรุกพื้นที่น้อยกว่าที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยไม่โต้แย้งวิธีการประเมินค่าเสียหายหรือข้อเท็จจริงเฉพาะส่วน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 จึงไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญทางกฎหมายในคดีนี้คือ ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แม้จะเป็นความผิดคนละบท แต่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดหลายบทและมีอัตราโทษเท่ากัน จึงต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษตามบทเดียวคือมาตรา 31 วรรคสอง (3) โดยมิได้พิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง และกำหนดให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามฟ้อง

ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงควรมีจิตสำนึกในการคุ้มครองรักษาป่าไม้และต้นน้ำลำธารเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับกระทำการแผ้วถางและทำลายป่าซึ่งกำลังฟื้นตัวจากโครงการปลูกป่าของรัฐ จึงถือเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและไม่มีเหตุรอการลงโทษจำคุก

สรุปผลแห่งคดี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยแก้ไขบทลงโทษให้เป็นไปตามมาตรา 31 วรรคสอง พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ตามจำนวนที่กำหนด นอกจากนี้ยังยืนยันคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ป่าสงวน และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติภายในเวลาที่กำหนด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567 

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และ 31 วรรคสอง (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง และ วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามราคาไม้หวงห้ามซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย และเสียหายไปเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในฐานความผิดตามฟ้อง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันบุกรุกเป็นเนื้อที่ตามฟ้องโดยบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียงประมาณ 7 ไร่ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกคำขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะของกลาง ให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังได้ว่า พื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม บ้านแม่สะต๊อบ หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ สภาพพื้นที่ตามภาพถ่ายประกอบคดี เป็นที่ราบเนินเขา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าพนักงานตำรวจและปลัดอำเภอร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับตรวจยึดรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน มีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองและร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือบุกรุกเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาสนับสนุน แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยทั้งสองบุกรุกที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่เท่าใดเนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติห่างไกลจากแหล่งชุมชนและพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จากบันทึกการตรวจยึด/จับกุม ระบุพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา พร้อมแสดงค่าพิกัดตำแหน่งพื้นที่ 13 จุด ชัดเจน การรังวัดพื้นที่เกิดเหตุกระทำขึ้นต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หากพยานโจทก์จับพิกัดตำแหน่งพื้นที่ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็น่าจะโต้แย้งคัดค้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุ 12 ไร่ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความลอย ๆ ว่าที่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเข้าทำกิน 10 ไร่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รังวัดพื้นที่ เมื่อรังวัดพื้นที่ทำกินแล้วมีเนื้อที่เพียง 6 ถึง 7 ไร่ โดยไม่ได้อ้างส่งหลักฐานหรืออ้างถึงผู้รังวัดหรือนำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงจำนวนเนื้อที่ที่บุกรุก แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การไว้ว่า เช้าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอให้ไปขับรถไถที่ไร่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าได้ไถพรวนพื้นที่ที่เป็นที่ราบแล้ว 20 กว่าไร่ เหลือพื้นที่ลาดเอียงที่ไม่กล้าไถพรวนเอง จำเลยที่ 2 จึงตกลงไปขับรถไถพรวนที่ดินได้ 1 ไร่เศษ ก็ถูกจับกุม ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินเพียง 6 ถึง 7 ไร่ ส่วนเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้า 2 เครื่อง ที่พบบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตน ต้นกะหล่ำปลีที่พยานโจทก์พบโตเท่า ๆ กันเชื่อว่าปลูกในคราวเดียวกัน ภาพจากแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏภาพชาวบ้านเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลี จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า เป็นภาพบุตรชายของตนที่ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า มีผู้เข้าทำกินในพื้นที่เกิดเหตุ 7 ราย โดยแบ่งพื้นที่แยกกันเป็นสัดส่วน ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุถึง 3 ครั้ง ไม่เคยพบชาวบ้านอื่นนอกจากจำเลยทั้งสองกับครอบครัว และได้ความเพิ่มเติมจากพยานโจทก์ปากนายปรีชา หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองมีหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าอีกว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของพยาน เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พยานจึงร่วมกับชาวบ้าน บ้านแม่สะต๊อก หมู่ที่ 3 ท้องที่เกิดเหตุ ปลูกป่าตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระราชินี เมื่อปี 2552 ต่อมาชาวบ้านหมู่บ้านปางอุ๋ง หมู่บ้านปางเพียะและหมู่บ้านแม่สะต๊อกขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่ทำกิน พยานเข้าไกล่เกลี่ยและประชุมตกลงร่วมกันว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ และหลังจากมีการปลูกป่าแล้ว พยานเข้าตรวจพื้นที่เป็นระยะ ๆ ไม่พบว่ามีบุคคลใดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จนเกิดเหตุคดีนี้ สอดคล้องกับที่นายบุญทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่สะต๊อก เบิกความว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกป่าแล้วไม่มีผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุโดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ขณะที่นายว่าง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุเบิกความต่อศาลไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนนายดั้ง พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความตอบศาลถามว่า เคยเข้าไปทำกินในที่เกิดเหตุเมื่อปี 2546 จากนั้นไม่เคยเข้าไปอีก ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า นายบุญเลิศพยานโจทก์ซึ่งผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหายกรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และได้เปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าอย่างละเอียด คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 6,555,114 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียง 12 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังว่ามีค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 6,555,114 บาท โดยมิได้โต้แย้งว่าการรับฟังพยานหลักฐานและข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนนี้ไม่ถูกต้องเช่นไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ โดยเมื่อปี 2552 เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าทดแทนเพื่อสงวนรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควรมีจิตสำนึกที่จะสงวนรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารอันเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในหมู่บ้าน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถาง ไถพรวนพื้นที่เกิดเหตุเพื่อยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ปลูกต้นกะหล่ำปลี และใช้สารเคมีพ่นฆ่าหญ้า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติของป่าที่กำลังฟื้นตัว เป็นเนื้อที่มากถึง 62 ไร่ 25 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดป้ายแสดงเขตชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุก 5 ปี ที่ศาลล่างลงแก่จำเลยทั้งสองก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวรวมเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) มานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองและมาตรา 31 วรรคสอง (3) ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อจำเลยทั้งสองถูกจับกุมขณะกำลังก่อสร้าง แผ้วถาง และยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขตป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถแทรกเตอร์ เครื่องมือเกษตรหลายรายการ และพบการปลูกพืชเศรษฐกิจ (ต้นกะหล่ำปลี) ครอบคลุมพื้นที่กว้าง แม้จำเลยจะให้การว่าเข้าทำกินเพียง 7 ไร่ แต่พยานโจทก์ยืนยันพื้นที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวาตามพิกัดที่รังวัดต่อหน้าจำเลยและไม่มีการคัดค้าน การกระทำของจำเลยทั้งสองเข้าข่ายความผิดฐานใดย่อมต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และมีผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการเข้ายึดถือครอบครอง แผ้วถาง และทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) ข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถแทรกเตอร์ เครื่องพ่นยา อุปกรณ์เกษตร และต้นกะหล่ำปลีจำนวนมาก รวมถึงการรังวัดพิกัด 13 จุดต่อหน้าจำเลยโดยจำเลยไม่คัดค้าน แสดงถึงการกระทำที่เป็นระบบและต่อเนื่อง พยานหลักฐานของโจทก์มีความหนักแน่นและมีน้ำหนักเหนือกว่าคำให้การที่คลาดเคลื่อนของจำเลยในชั้นพิจารณา ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าจำเลยบุกรุกพื้นที่ทั้งหมด 62 ไร่ 25 ตารางวาตามที่ตรวจยึดจริง การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายป่าต้นน้ำลำธารในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาด อันมีผลให้จำเลยต้องรับโทษทั้งทางอาญาและต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทรัพยากรธรรมชาติแก่รัฐด้วย

ข้อ 2

เมื่อพยานโจทก์ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ได้ประเมินค่าเสียหายจากการทำลายพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ เป็นเงิน 6,555,114 บาท โดยใช้ข้อมูลเปรียบเทียบสภาพป่าถูกทำลายกับพื้นที่ป่าคงสภาพอย่างละเอียด ขณะที่จำเลยฎีกาโต้แย้งเพียงว่าไม่ได้บุกรุกถึง 62 ไร่ จึงไม่น่าจะมีค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุว่าการประเมินผิดหลักกฎหมายหรือผิดวิธีการทางวิชาการ ประเด็นนี้ศาลฎีกาควรวินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์นำสืบผ่านพยานผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้เป็นการประเมินตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง โดยพิจารณาค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศสูง จำเลยฎีกาเพียงอ้างว่าเนื้อที่บุกรุกน้อยกว่า แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าการประเมินของพยานโจทก์ผิดวิธีหรือมีเหตุผลใดที่ควรลดจำนวนค่าเสียหาย ทำให้ฎีกาเป็นเพียงข้อโต้แย้งลอย ๆ ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้และคงค่าเสียหายจำนวน 6,555,114 บาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นผลให้จำเลยต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนดังกล่าวแก่กรมป่าไม้

ข้อ 3

ในเมื่อพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองเข้าทั้งลักษณะความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง (การยึดถือ แผ้วถาง เกิน 25 ไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต) และมาตรา 31 วรรคสอง (3) (ทำให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร) ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดหลายบทกฎหมาย ประเด็นคือศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เพียงบทเดียว แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษหรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นความผิดหลายบทจากการกระทำกรรมเดียว และมีอัตราโทษเท่ากัน ดังนั้นต้องลงโทษเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เมื่อศาลล่างลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) บทเดียวโดยไม่พิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงแก้ไขบทลงโทษให้ถูกต้องเป็นการลงโทษตามมาตรา 31 วรรคสอง และคงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่าง

ข้อ 4

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและย่อมมีหน้าที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่อราษฎร แต่กลับเข้าร่วมแผ้วถางป่าและใช้สารเคมีในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ อันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ต้องคุ้มครองเป็นพิเศษ จำเลยฎีกาขอรอการลงโทษ โดยอ้างว่าให้การเป็นประโยชน์และรับสารภาพในชั้นจับกุม ศาลควรพิจารณาเหตุรอการลงโทษอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพบางส่วน แต่พฤติการณ์การกระทำถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าต้นน้ำลำธารลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ที่รัฐและชุมชนร่วมกันปลูกป่าทดแทนตั้งแต่ปี 2552 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ จำเลยกลับใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถาง ปลูกพืชเศรษฐกิจ และใช้สารเคมีโดยมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นผู้นำชุมชนซึ่งควรเป็นแบบอย่าง แต่กลับมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ คงโทษจำคุกตามศาลล่างโดยไม่ปรับลดเพิ่มเติม

ข้อ 5

เมื่อจำเลยอ้างว่ามีผู้เข้าทำกินหลายรายและแบ่งพื้นที่กันทำกิน แต่พยานโจทก์ยืนยันว่าตรวจสอบหลายครั้งไม่พบผู้ใดนอกจากจำเลยและครอบครัว อีกทั้งจำเลยให้การเปลี่ยนไปมาเรื่องจำนวนไร่ที่ทำกิน และไม่มีหลักฐานรังวัดหรือผู้รู้เห็นสนับสนุน ประเด็นคือศาลควรประเมินน้ำหนักพยานฝ่ายจำเลยอย่างไร และควรใช้หลักกฎหมายใดในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีสิ่งแวดล้อมเช่นนี้

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานจำเลยเบิกความลอย ๆ ไม่ปรากฏเอกสารหรือหลักฐานทางรังวัดรองรับ อีกทั้งคำให้การของจำเลยมีลักษณะไม่ตรงกันในแต่ละชั้น กระทั่งขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยที่ 2 เอง ทำให้พยานจำเลยไม่น่าเชื่อถือ เมื่อเทียบกับพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่ดูแลพื้นที่โดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่า ศาลยึดหลัก “พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมั่นคงและปราศจากสงสัย” ในการพิสูจน์คดีอาญา โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมซึ่งมักเกี่ยวข้องกับพื้นที่ห่างไกลและไม่มีประจักษ์พยาน ศาลจึงรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และวินิจฉัยว่าจำเลยบุกรุกพื้นที่ทั้งหมดตามที่ตรวจยึดจริง




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566) article
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง
ระบอบการเมืองการปกครอง