
| การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักอายุความการบังคับโทษในคดีอาญา และขอบเขตอำนาจของศาลในการบวกโทษรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ประกอบมาตรา 98 เมื่อมีการฟ้องคดีใหม่ในคดียาเสพติดและอาวุธปืนที่จำเลยรับสารภาพ โดยประเด็นสำคัญของคดีมุ่งพิจารณาว่า โทษจำคุกซึ่งเคยรอการลงโทษไว้ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีนั้น ยังอยู่ภายในระยะเวลาที่สามารถนำมาบังคับโทษและบวกเข้ากับโทษในคดีใหม่ได้หรือไม่ ภายใต้เกณฑ์อายุความห้าปีตามมาตรา 98 (4) คดีนี้สะท้อนความสำคัญของการตีความ “วันที่คดีถึงที่สุด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความบังคับโทษ ควบคู่กับปัญหาว่าการที่จำเลยยังไม่ถูกนำตัวมารับโทษภายในกำหนดเวลา ทำให้โทษเดิมที่รอการลงโทษไว้มีผลขาดอายุความหรือไม่ และศาลที่พิจารณาคดีหลังสามารถนำโทษดังกล่าวมาบวกได้เพียงใด ทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยโทษหลายกรรม การลดโทษในกรณีรับสารภาพ และผลของการรอการลงโทษต่อสิทธิของรัฐในการบังคับโทษ 1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเดิมที่รอการลงโทษ จำเลยเคยถูกพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี โดยศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 2. อายุความการบังคับโทษของคดีเดิม เนื่องจากเป็นโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี จึงมีอายุความบังคับโทษ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) โดยต้องนับตั้งแต่วันที่คดีถึงที่สุดคือ 20 พฤษภาคม 2554 3. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีปัจจุบัน โจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 กล่าวหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำหน่ายยาเสพติด และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลบวกโทษรอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 652/2554 เข้ากับโทษในคดีนี้ รวมทั้งให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว 4. การรับสารภาพของจำเลย จำเลยรับสารภาพในทุกข้อหา และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษตามมาตรา 78 5. คำพิพากษาของศาลชั้นต้น o จำคุก 6 ปี + ปรับ 500,000 บาท (ครอบครองเพื่อจำหน่าย) o จำคุก 4 ปี (จำหน่าย) o จำคุก 1 ปี (อาวุธปืน) รวมจำคุก 11 ปี ปรับ 500,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี 6 เดือน ปรับ 250,000 บาท และบวกโทษจำคุก 6 เดือนของคดีเดิมเข้าเป็นรวม 5 ปี 12 เดือน 6. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาว่าโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีปี 2554 ได้พ้นอายุความบังคับโทษแล้ว จึงไม่สามารถนำมาบวกได้ คงโทษจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท 7. โจทก์ฎีกา โจทก์อ้างว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาผิดหลักกฎหมาย และควรบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ตามมาตรา 58 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาย่อยประเด็น ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์เพียงประเด็นเดียว คือ ศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ที่มิได้สั่งบวกโทษจำคุก 6 เดือน ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ 1 ประเด็น “การบวกโทษตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง” จำเป็นต้องอยู่ภายในอายุความการบังคับโทษของคดีก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้ “ศาลคดีหลัง” มีหน้าที่บวกโทษศาลคดีก่อนที่รอลงอาญา เข้ากับโทษในคดีหลังเสมอ หากจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อน แต่การบวกโทษดังกล่าวจะกระทำได้ ต่อเมื่อโทษของคดีก่อนยังไม่ขาดอายุความการบังคับโทษ กล่าวคือ โทษที่รอการลงโทษไว้ก็ยังเป็นโทษที่ต้องบังคับตามกฎหมาย และยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ อายุความบังคับโทษตามมาตรา 98 2 คดีเดิม 652/2554 ถึงที่สุดเมื่อ 20 พฤษภาคม 2554 → อายุความบังคับโทษ 5 ปีสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2559 ตามเอกสารในสำนวนศาลฎีกายืนยันว่า • ศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อ 20 เม.ย. 2554 • คดีถึงที่สุดเมื่อ 20 พ.ค. 2554 ตาม ป.วิ.พ. ม.147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. ม.15 และ พ.ร.บ.คดียาเสพติด ม.3 โทษจำคุก 6 เดือนที่รอการลงโทษไว้มีอายุความบังคับโทษ ห้าปี ตาม มาตรา 98 (4) ดังนั้น อายุความสิ้นสุดวันที่ 20 พฤษภาคม 2559 3 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 มิถุนายน 2563 → เกินอายุความบังคับโทษแล้ว วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีปัจจุบัน คือ 16 มิถุนายน 2563 เป็นวันที่ “ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษ” ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมากกว่า • วันคดีถึงที่สุด 20 พ.ค. 2554 • อายุความห้าปีสิ้นสุด 20 พ.ค. 2559 ดังนั้น การบังคับโทษที่รอการลงโทษไว้ย่อม ขาดอายุความแล้วโดยเด็ดขาด 4 เมื่อโทษเดิมขาดอายุความแล้ว ศาลคดีหลัง “ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย” ที่จะบวกเข้ากับโทษใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโทษที่รอการลงโทษไว้ขาดอายุความตามมาตรา 98 (4) ศาลคดีหลัง ไม่อาจบังคับโทษนั้นได้อีก และ ไม่อาจนำโทษดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษคดีนี้ได้ เพราะมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ให้อำนาจศาลบวก “โทษที่หมดอายุความแล้ว” 5 ผลของการวินิจฉัย — ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาถูกต้องแล้ว ที่ไม่บวกโทษจำคุก 6 เดือนเข้ากับโทษในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น → พิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญที่ใช้ตัดสินคดี 1 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง — หลักบวกโทษคดีก่อนเข้าคดีหลัง มาตรา 58 วรรคหนึ่งกำหนดว่า หากผู้กระทำความผิดถูกพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อน แล้วกระทำผิดอีกภายในกำหนดเวลาของโทษที่รอการลงโทษไว้ ศาลคดีหลังต้องบวกโทษคดีก่อนเข้ากับคดีหลัง แต่ มาตรา 58 มิได้บัญญัติให้ศาลสามารถบวกโทษที่ “หมดอายุความบังคับโทษ” ดังนั้น การบวกโทษต้องใช้คู่กับ มาตรา 98 นี่คือเหตุผลที่ศาลฎีกาต้องพิจารณาอายุความก่อนเสมอ ก่อนตัดสินว่าบวกโทษได้หรือไม่ 2 มาตรา 98 (4) — อายุความบังคับโทษ 5 ปี สำหรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี มาตรา 98 (4) กำหนดอายุความบังคับโทษ “ห้าปี” สำหรับโทษจำคุกซึ่งไม่เกินหนึ่งปี โทษในคดีเดิมคือ “จำคุก 6 เดือน รอการลงโทษ” จึงเป็นโทษที่มีอายุความตามมาตรา 98 (4) แม้เป็นโทษที่รอการลงโทษไว้ ก็ยังถือว่าเป็น “โทษจำคุก” ที่สามารถนำมาบังคับได้ ตราบเท่าที่ยังไม่ขาดอายุความ 3 ความสัมพันธ์สำคัญระหว่างมาตรา 58 กับมาตรา 98 หลักกฎหมายที่สำคัญคือ • มาตรา 58 → ให้อำนาจบวกโทษ • มาตรา 98 → จำกัดอำนาจบังคับโทษโดยกำหนดอายุความ กล่าวคือ หากโทษเดิมหมดอายุความก่อนมีคดีหลัง ศาลไม่สามารถนำโทษเดิมมาบวกได้ แม้มาตรา 58 จะบัญญัติให้บวก นี่คือแก่นสำคัญของคดีนี้ 4 หลัก “วันที่คดีถึงที่สุด” เป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความ ศาลฎีกายึดหลักว่า คดีถึงที่สุดเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา ตาม • ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง • ป.วิ.อ. มาตรา 15 • พ.ร.บ.คดียาเสพติด มาตรา 3 ไม่ใช่วันที่กระทำผิด ไม่ใช่วันที่รอการลงโทษสิ้นสุด แต่เป็น “วันที่คดีถึงที่สุด” เท่านั้น การวินิจฉัยครั้งนี้ตอกย้ำหลักที่คงเส้นคงวาของศาลฎีกา 5 หลัก “วันที่ได้ตัวจำเลยมารับโทษ” วันที่ฟ้องคดีนี้ 16 มิถุนายน 2563 ถือว่าเป็นวันที่ “ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษ” ซึ่งเป็นวันตรวจสอบว่า อายุความหมดแล้วหรือยัง ศาลฎีกาตีความอย่างเป็นระบบว่า ไม่ใช่นับถึงวันที่ออกหมายจับ ไม่ใช่นับถึงวันที่จำเลยถูกจับครั้งใหม่ แต่ให้ถือวันที่ฟ้องคดีใหม่ (เมื่อจำเลยถูกควบคุมตัว) 6 หลักกฎหมายรอการลงโทษ ไม่ขยายหรือหยุดอายุความ การรอการลงโทษ ไม่ได้ทำให้อายุความการบังคับโทษเลื่อนออกไป หรือหยุดระยะเวลาใด ๆ อายุความยังนับต่อเนื่องตามปกติ ดังนั้น แม้โทษจะรอการลงโทษ 2 ปี อายุความก็ยังนับตั้งแต่วันคดีถึงที่สุด วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมาย 1 เจตนารมณ์ของมาตรา 58 — คุ้มครองสังคมจากผู้กระทำผิดซ้ำ มาตรา 58 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำให้หนักขึ้น โดยการนำโทษคดีก่อนมาบวกกับคดีหลัง แต่กฎหมายต้องการให้ใช้มาตรานี้ เฉพาะในกรณีที่รัฐยังมีสิทธิ์บังคับโทษอยู่เท่านั้น จึงต้องเชื่อมโยงกับมาตรา 98 2 เจตนารมณ์ของมาตรา 98 — คุ้มครองความมั่นคงแห่งความสัมพันธ์ทางกฎหมาย มาตรา 98 มีเจตนารมณ์เพื่อ ยุติความไม่แน่นอนของสถานะบุคคล และป้องกันการบังคับโทษโดยไม่มีกำหนดเวลา หากรัฐปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเกินอายุความ รัฐจะสูญเสียสิทธิในการบังคับโทษโดยเด็ดขาด 3 ความสมดุลระหว่างการลงโทษกับสิทธิประชาชน เจตนารมณ์สำคัญคือ ผู้กระทำผิดต้องไม่อยู่ในสภาพที่ “ถูกตามบังคับโทษไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะขัดต่อหลักความแน่นอนของกฎหมาย (Legal Certainty) วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คดีนี้สอดคล้องกับแนวฎีกาที่มีอยู่ก่อนแล้วหลายคดี เช่น 1 แนวฎีกาเรื่องการสิ้นสุดอายุความบังคับโทษ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า โทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ ยังคงเป็น “โทษจำคุกที่ต้องบังคับตามกฎหมาย” แต่ต้องอยู่ภายในอายุความตามมาตรา 98 เมื่อครบกำหนด → ขาดอายุความโดยเด็ดขาด 2 แนวฎีกาที่ศาลใช้หลัก “วันที่ได้ตัวจำเลยมารับโทษ” ศาลฎีกาย้ำหลักเสมอว่า วันฟ้องคดีใหม่ = วันที่ได้ตัวจำเลยมารับโทษ และต้องใช้วันดังกล่าวตรวจสอบว่าโทษเดิมหมดอายุความหรือไม่ 3 แนวฎีกาที่ศาลไม่อนุญาตให้นำโทษหมดอายุความมาบวก มีแนวฎีกายืนยันว่าสิทธิของรัฐในการบังคับโทษหมดลงทันทีเมื่อครบอายุความ และศาลไม่มีอำนาจใด ๆ ในการ resurrect หรือ revive โทษนั้นขึ้นมาอีก แนวคำพิพากษาเหล่านี้จึงทำให้ผลในคดี 1142/2565 มีความสอดคล้องต่อเนื่อง เป็นระบบ และมั่นคง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายอาวุธปืน ลงโทษจำคุกหลายกรรมรวม 11 ปี ปรับ 500,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี 6 เดือน ปรับ 250,000 บาท และสั่งบวกโทษจำคุก 6 เดือนที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 652/2554 เข้ากับโทษใหม่ 2. ศาลอุทธรณ์ แก้ไขคำพิพากษา โดยวินิจฉัยว่าโทษจำคุก 6 เดือนที่รอการลงโทษไว้ในคดีปี 2554 พ้นอายุความการบังคับโทษห้าปีแล้ว จึงไม่อาจนำมาบวกได้ คงโทษจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท 3. ศาลฎีกา เห็นว่าคดีเดิมถึงที่สุดเมื่อ 20 พฤษภาคม 2554 อายุความบังคับโทษตามมาตรา 98 (4) สิ้นสุดเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในปี 2563 ถือว่าพ้นอายุความแล้ว ศาลคดีหลังจึงไม่อาจบวกโทษได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ข้อคิดทางกฎหมาย ข้อ 1 — อายุความการบังคับโทษเป็นเงื่อนไขก่อนการบวกโทษทุกกรณี แม้มาตรา 58 จะให้อำนาจศาลบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับคดีหลัง แต่การใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายุความบังคับโทษตามมาตรา 98 เสมอ หากโทษหมดอายุความแล้ว รัฐย่อมสิ้นสิทธิในการบังคับโทษและศาลไม่มีอำนาจนำโทษนั้นมาบวกได้ ข้อ 2 — วันที่คดีถึงที่สุดเป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความโดยเด็ดขาด การนับอายุความการบังคับโทษต้องเริ่มต้นจากวันที่คดีถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา ไม่ใช่วันกระทำความผิด หรือวันที่รอการลงโทษสิ้นสุด การกำหนดวันถึงที่สุดจึงมีผลโดยตรงต่อขอบเขตอำนาจของรัฐในการบังคับโทษ ข้อ 3 — รอการลงโทษไม่เป็นเหตุหยุดหรือขยายอายุความการบังคับโทษ แม้โทษจะถูกรอการลงโทษไว้ แต่สถานะของโทษยังถือว่าเป็นโทษที่ต้องบังคับตามกฎหมาย โดยมิได้มีผลทำให้อายุความหยุดเดินหรือขยายออกไป อายุความยังคงนับต่อเนื่องตามหลักกฎหมายทั่วไป ข้อ 4 — วันที่ได้ตัวจำเลยมารับโทษคือจุดตรวจสอบความยังมีอยู่ของสิทธิรัฐ การพิจารณาว่าโทษยังบังคับได้หรือไม่ ต้องอาศัยวันซึ่งรัฐได้ตัวจำเลยมารับโทษเป็นหลัก เช่น วันที่ฟ้องคดีเมื่อจำเลยอยู่ในการควบคุมตัว หากวันที่ดังกล่าวเกินอายุความแล้ว รัฐย่อมหมดสิทธิในการบังคับโทษทันที ข้อ 5 — หลักความแน่นอนแห่งกฎหมายเป็นพื้นฐานของการพิจารณาอายุความ การไม่อนุญาตให้บังคับโทษเกินอายุความสะท้อนหลักความแน่นอนแห่งกฎหมาย (legal certainty) ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานเพื่อมิให้บุคคลต้องตกอยู่ในสภาพถูกติดตามบังคับโทษอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลา ข้อ 6 — การบังคับโทษซึ่งสิ้นอายุความแล้ว ย่อมเป็นการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตตามกฎหมาย เมื่อพ้นอายุความซึ่งกฎหมายกำหนด สิทธิของรัฐในการบังคับโทษย่อมระงับตามกฎหมาย การใช้อำนาจบังคับโทษในภายหลังย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ และขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 98 โดยตรง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม โทษที่รอการลงโทษไว้สามารถนำมาบวกกับโทษในคดีใหม่ได้หรือไม่? คำตอบ สามารถบวกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง แต่ต้องเป็นกรณีที่โทษดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความการบังคับโทษตามมาตรา 98 หากโทษพ้นอายุความแล้ว ศาลไม่มีอำนาจนำมาบวกกับคดีใหม่ได้ 2. คำถาม การนับอายุความการบังคับโทษในคดีเดิมเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด? คำตอบ เริ่มนับตั้งแต่วันที่คดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด 3. คำถาม เหตุใดโทษจำคุก 6 เดือนในคดีปี 2554 จึงไม่อาจนำมาบวกในคดีนี้? คำตอบ เพราะโทษจำคุก 6 เดือนดังกล่าวมีอายุความบังคับโทษเพียง 5 ปีตามมาตรา 98 (4) และคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อปี 2563 ซึ่งล่วงเลยกำหนดอายุความแล้ว ทำให้ศาลไม่อาจบังคับโทษหรือบวกโทษได้ 4. คำถาม วันที่ฟ้องคดีใหม่มีผลต่อการนับอายุความอย่างไร? คำตอบ วันที่ฟ้องคดีใหม่ถือเป็นวันที่รัฐได้ตัวจำเลยมารับโทษ ต้องนำวันดังกล่าวมาตรวจสอบว่าโทษเดิมยังอยู่ภายในอายุความหรือไม่ หากวันฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความแล้ว โทษเดิมย่อมขาดอายุความทันที 5. คำถาม ศาลฎีกามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับดุลพินิจศาลอุทธรณ์ในคดีนี้? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจถูกต้องแล้ว เนื่องจากโทษเดิมขาดอายุความการบังคับโทษ จึงไม่อาจนำมาบวกตามมาตรา 58 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2565 แม้ ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังก็ตาม แต่คดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้อายุความการบังคับโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรีว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งอายุความการบังคับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี คือ 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 98 (4) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และมีคำขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอบังคับโทษจำคุกจำเลยซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว การนับระยะเวลาว่าจะบวกโทษจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยในคดีดังกล่าว คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 เมื่อนับถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมาเพื่อรับโทษเกินกำหนดเวลาห้าปีเป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 (4) แล้ว ดังนั้น ศาลที่พิพากษาคดีนี้จึงไม่อาจ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายอาวุธปืน พร้อมขอบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดง 652/2554 ของศาลจังหวัดลพบุรี และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดง 2495/2560 ของศาลจังหวัดสีคิ้ว โดยริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืน จำเลยรับสารภาพและยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นำโทษมาบวก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมตามกฎหมายยาเสพติดและอาวุธปืน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 11 ปี ปรับ 500,000 บาท ต่อมาลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท และบวกโทษจำคุก 6 เดือนในคดี 652/2554 รวมเป็นจำคุก 5 ปี 12 เดือน พร้อมนับโทษต่อจากคดีสีคิ้ว และหากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนได้เกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี พร้อมริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ ไม่ให้นำโทษจำคุก 6 เดือนที่รอการลงโทษในคดี 652/2554 มาบวกเข้ากับโทษใหม่ เนื่องจากพ้นอายุความแล้ว คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท และคืนธนบัตรของกลาง นอกจากนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาและได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีเดิม 652/2554 ถึงที่สุดเมื่อ 20 พฤษภาคม 2554 และโทษจำคุก 6 เดือนดังกล่าวมีอายุความบังคับโทษ 5 ปี ตามมาตรา 98 (4) ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 20 พฤษภาคม 2559 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 มิถุนายน 2563 ถือว่าเป็นวันที่ได้ตัวจำเลยมารับโทษ ซึ่งเกินอายุความแล้ว จึงไม่อาจนำโทษคดีเดิมมาบังคับหรือบวกโทษได้ ศาลฎีกาเห็นชอบตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




