ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2624/2568, ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม, ความรับผิดของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต, สิทธิผู้บริโภคในคดีบัตรเครดิต, การโต้แย้งรายการใช้บัตรเครดิตไม่ถูกต้อง, ภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 29, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีผู้บริโภค, การใช้บัตรเครดิตโดยมิชอบ, ความปลอดภัยของบัตรเครดิตชิพการ์ด, หน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของธนาคาร, ความรับผิดจากการปลอมแปลงบัตรเครดิต, หลักความเป็นธรรมในสัญญาบัตรเครดิต

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตกับผู้ถือบัตร ในกรณีที่มีการโต้แย้งรายการใช้บัตรเครดิตว่าไม่ได้เกิดจากการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเอง แต่เกิดจากการลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปปลอมแปลงและใช้ชำระค่าสินค้า ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงภาระการพิสูจน์ของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 โดยย้ำหลักว่าธนาคารต้องพิสูจน์ถึงความปลอดภัยของระบบบัตรเครดิตและความรับผิดของผู้ถือบัตร มิอาจผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องรับผิดเพียงลำพังได้

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ออกบัตรเครดิต ฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตชำระหนี้จากรายการใช้บัตรเครดิตหลายรายการซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตรดังกล่าว และอ้างว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปทำบัตรปลอมแล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ

จำเลยได้แจ้งข้อโต้แย้งต่อโจทก์ทันทีเมื่อได้รับใบแจ้งยอด และมีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ต่อมาโจทก์ได้ยกเลิกบัตรเดิมและออกบัตรใบใหม่ให้แก่จำเลย แต่ยังคงยืนยันเรียกเก็บเงินจากรายการพิพาทดังกล่าว

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า

จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จากรายการใช้บัตรเครดิตที่โต้แย้งหรือไม่ และธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีภาระการพิสูจน์เพียงใดในกรณีที่ผู้ถือบัตรปฏิเสธการใช้บัตร

ภาระการพิสูจน์ตามกฎหมายคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความปลอดภัยของบัตรเครดิต เทคโนโลยีของบัตร ระบบป้องกันการคัดลอกข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบการทุจริต เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของธนาคารซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ

ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่กับธนาคาร มิใช่ผู้บริโภค

การประเมินพยานหลักฐานของธนาคาร

แม้ธนาคารจะอ้างว่าบัตรเครดิตเป็นบัตรชิพการ์ดตามมาตรฐาน EMV ซึ่งมีความปลอดภัยสูง แต่ศาลเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเอกสารทางวิชาการ ไม่มีการแสดงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีบัตรเครดิตอย่างเพียงพอ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของธนาคารเองยังระบุให้ผู้ถือบัตรต้องช่วยระมัดระวังการถูกโจรกรรมข้อมูล แสดงให้เห็นว่าบัตรประเภทดังกล่าวมิได้ปลอดภัยอย่างเด็ดขาด

หน้าที่ตรวจสอบของธนาคาร

ศาลฎีกาย้ำหลักว่า ธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อมีการโต้แย้งรายการใช้บัตร มิอาจผลักภาระให้ผู้ถือบัตรต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ในคดีนี้ ธนาคารไม่ได้นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า ไม่ได้พิสูจน์ตัวบุคคลผู้ใช้บัตร และไม่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือประมาทเลินเล่อในการใช้บัตรแต่อย่างใด

ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาฟังได้ว่า ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตในรายการพิพาท หรือว่าการใช้บัตรเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ตอกย้ำหลักคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะในคดีบัตรเครดิตและธุรกรรมทางการเงิน ศาลวางหลักชัดเจนว่า ภาระการพิสูจน์ด้านความปลอดภัย ระบบ และการตรวจสอบการทุจริต เป็นหน้าที่ของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาหรือเงื่อนไขทั่วไปเพื่อผลักภาระให้ผู้บริโภครับผิดฝ่ายเดียว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามมีดังนี้

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินบางส่วน พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าจำเลยยังต้องรับผิดในบางรายการ

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ไข เพิ่มจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระ โดยวินิจฉัยว่ามีส่วนประมาทร่วมกันระหว่างธนาคารและร้านค้า

3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยวางหลักว่าธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ความรับผิดของจำเลยได้ตามภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568  

ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แม้โจทก์จะมีพนักงานโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร แต่เมื่อไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริต อันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตลูกค้าไปทำปลอม ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิต ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อโต้แย้งของลูกค้าให้กระจ่าง แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตชื้อสินค้ารายการพิพาท ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,806.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 201,615.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 100,807.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาและได้รับอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์มาแต่เดิม ต่อมามีรายการใช้บัตรช่วงวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึง 17 พฤษภาคม 2561 โดยเฉพาะวันที่ 20 เมษายน 2561 มีรายการซื้อสินค้าหลายรายการรวมกว่า 172,000 บาทเศษ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ถูกต้องและแจ้งความร้องทุกข์ โดยยืนยันว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปทำบัตรปลอมใช้ชำระค่าสินค้า โจทก์ยกเลิกบัตรเดิมและออกบัตรใหม่ให้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยเรื่องการตรวจสอบลายมือชื่อของโจทก์และร้านค้าว่าเป็นความประมาท แต่ปัญหานี้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว

ประเด็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยคือจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ว่า จำเลยไม่ได้ยกประเด็น “ปลอมบัตรจากการลักลอบข้อมูล” มาโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าข้อความในคำให้การเพียงพอให้ถือว่าเป็นการปฏิเสธการใช้บัตรและอ้างการลักลอบนำข้อมูลไปทำบัตรปลอมแล้ว

ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้องพิจารณาก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้มีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและปลอมแปลงหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงด้านการผลิต/ออกแบบ/การให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของโจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่พยานโจทก์เพียงกล่าวอ้างว่าบัตรชิพการ์ดปลอดภัย โดยไม่มีเอกสารวิชาการและไม่ปรากฏความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งยังมีผู้ถือบัตรประเภทเดียวกันร้องเรียนทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขการใช้บัตรของโจทก์เองก็ระบุให้ผู้ถือบัตรต้องระมัดระวังการถูกโจรกรรมข้อมูล แสดงว่าบัตรชิพการ์ดก็อาจถูกลักลอบข้อมูลได้

ศาลฎีกาย้ำว่า ธนาคารผู้ออกบัตรมีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต เมื่อมีข้อโต้แย้งว่ารายการใช้บัตรไม่ถูกต้อง ธนาคารต้องตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัด มิใช่ผลักภาระให้ผู้ถือบัตรรับผิดตามสัญญาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อหลักฐานลายมือชื่อในเซลสลิปเป็นลายมือเขียนต่างจากลายเซ็นของจำเลยอย่างชัดเจน โจทก์ควรตรวจสอบตัวผู้ใช้บัตร เช่น ขอภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า ซึ่งโจทก์ทำได้โดยง่าย แต่กลับไม่ดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่ร้องขอผ่านตำรวจ ไม่ขอให้ศาลมีคำสั่ง และไม่นำพยานมารับรองว่าได้พยายามขอหลักฐานจริง

เมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้บัตรในรายการพิพาท หรือว่ามีผู้อื่นใช้บัตรโดยเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือเหตุอันเป็นความรับผิดของจำเลยตามเงื่อนไขข้อ 11 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้คืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาทแก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และชั้นฎีกา 500 บาทแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คดีบัตรเครดิตที่ผู้ถือบัตรปฏิเสธรายการใช้จ่าย ศาลต้องวินิจฉัยประเด็นหลักอะไรเป็นลำดับแรก?

คำตอบ: ศาลต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกว่า บัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้มีความปลอดภัยเพียงพอที่จะป้องกันการคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงด้านเทคโนโลยีและการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของธนาคารผู้ประกอบธุรกิจ และเป็นจุดตั้งต้นในการชั่งน้ำหนักว่ารายการพิพาทเกิดจากผู้ถือบัตรจริงหรือเกิดจากการปลอมบัตรหรือการใช้โดยมิชอบของบุคคลอื่น

2. เหตุใดธนาคารผู้ออกบัตรจึงมีภาระการพิสูจน์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคในคดีลักษณะนี้?

คำตอบ: เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ มาตรฐานความปลอดภัยของบัตรเครดิต และระบบตรวจสอบป้องกันการทุจริต เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารจึงต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 มิใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เรื่องเทคโนโลยีหรือความปลอดภัยของระบบด้วยตนเอง

3. คำเบิกความของพนักงานธนาคารว่า “บัตรชิพการ์ดปลอดภัยและปลอมไม่ได้” เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

คำตอบ: ไม่เพียงพอ หากเป็นเพียงการกล่าวอ้างทั่วไปโดยไม่มีเอกสารทางวิชาการหรือหลักฐานประกอบ และไม่แสดงให้เห็นว่าพยานเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีของบัตรชิพการ์ด ศาลอาจเห็นว่าคำเบิกความไม่มีน้ำหนักพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าบัตรดังกล่าวปลอดภัยต่อการคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลง

4. ศาลมองหน้าที่ของธนาคารเมื่อผู้ถือบัตรโต้แย้งรายการใช้จ่ายว่าไม่ถูกต้องไว้อย่างไร?

คำตอบ: ศาลวางหลักว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิต ธนาคารผู้ออกบัตรมีหน้าที่โดยตรงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงเหตุผลให้กระจ่าง หากเห็นว่าลูกค้าต้องรับผิดก็ต้องแสดงเหตุผลและพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่อ้างเพียงเงื่อนไขสัญญาแล้วผลักภาระให้ผู้ถือบัตรไปดำเนินการพิสูจน์ด้วยตนเอง

5. ความแตกต่างของลายมือชื่อบนเซลสลิปกับลายเซ็นของผู้ถือบัตรมีผลต่อการวินิจฉัยอย่างไร?

คำตอบ: หากลายมือชื่อผู้ใช้บัตรในเซลสลิปหรือใบเสร็จเป็นลายมือเขียน แต่ลายมือชื่อของผู้ถือบัตรบนบัตรเป็นลายเซ็นและแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ศาลอาจถือเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า ผู้ถือบัตรมิได้เป็นผู้ใช้บัตรในรายการพิพาท และยิ่งทำให้ธนาคารต้องตรวจสอบพิสูจน์ตัวบุคคลผู้ใช้บัตรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

6. ธนาคารควรทำอย่างไรเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลผู้ใช้บัตรในรายการพิพาทให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือบัตร?

คำตอบ: ธนาคารควรดำเนินการตรวจสอบเชิงรุก เช่น ขอภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้านค้าที่รับบัตร ตรวจสอบข้อมูลการทำรายการและพฤติกรรมการใช้บัตร รวมถึงประสานงานกับพนักงานสอบสวนหรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้ร้านค้าส่งพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ใช้บัตร และผู้ใช้บัตรมีความเกี่ยวข้องกับผู้ถือบัตรหรือไม่

7. การที่ร้านค้าอ้างว่าไม่ให้ภาพกล้องวงจรปิดเพราะธนาคารไม่ใช่ผู้เสียหาย ธนาคารสามารถทำอะไรได้บ้าง?

คำตอบ: ธนาคารยังสามารถดำเนินการได้หลายทาง เช่น ขอให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ร้องขอหลักฐาน ขอให้ผู้ถือบัตรหรือคู่ความประสานผ่านพนักงานสอบสวน หรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานจากร้านค้า หากธนาคารไม่ดำเนินการให้ถึงที่สุด ศาลอาจเห็นว่าไม่ได้ใช้ความพยายามเพียงพอในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

8. เงื่อนไขในสัญญาบัตรเครดิตที่ระบุให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดในบางกรณี ทำให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดเสมอหรือไม่?

คำตอบ: ไม่เสมอไป แม้มีเงื่อนไขสัญญา ศาลยังต้องพิจารณาว่าธนาคารพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ารายการพิพาทเกิดจากการจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ถือบัตร หรือเกิดจากเหตุที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ถือบัตรตามเงื่อนไข หากธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ ผู้ถือบัตรย่อมไม่ต้องรับผิด

9. สุดท้ายศาลฎีกาวินิจฉัยผลคดีอย่างไรในกรณีที่ธนาคารพิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้ถือบัตรเป็นผู้ใช้บัตรรายการพิพาท?

คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่าหากธนาคารไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ถือบัตรเป็นผู้ทำรายการพิพาท หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการใช้บัตรโดยบุคคลอื่นอันเกิดจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ถือบัตร ผู้ถือบัตรย่อมไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามที่ธนาคารฟ้อง และศาลพิพากษากลับให้ยกฟ้องธนาคาร




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน