ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เมื่อศาลรวมพิจารณาต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกสำนวนหรือไม่ และอุทธรณ์ได้เพียงใด

รวมคดีอนุญาโตตุลาการต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกหรือไม่, ค่าขึ้นศาลคดีบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, ค่าขึ้นศาลคดีเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, การคำนวณทุนทรัพย์เมื่อศาลรวมพิจารณาคดี, ขอคืนค่าขึ้นศาลเมื่อรวมพิจารณาสองสำนวน, ข้อจำกัดการอุทธรณ์คดีอนุญาโตตุลาการ, อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ, คำชี้ขาดเกินขอบเขตคำขอของคู่พิพาท, คำขอวิธีการเยียวยาอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ, การระบุเหตุผลในคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, สัญญากู้ยืมเงินที่ใช้กฎหมายอังกฤษ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการและการขอเพิกถอนคำชี้ขาดเดียวกัน ซึ่งคู่ความต่างฝ่ายต่างยื่นเป็นคนละคดี แม้ศาลจะรวมพิจารณาและพิพากษา แต่สิทธิและคำขอของแต่ละฝ่ายยังแยกจากกัน จึงต้องคำนวณทุนทรัพย์และเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายสำนวน การรวมพิจารณาไม่ทำให้ทั้งสองคดีกลายเป็นคดีเดียวสำหรับการคิดค่าขึ้นศาล

ข้อพิพาทเกิดจากสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่กำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ โดยมีข้อโต้แย้งเรื่องประเภทของสัญญา ค่าดำเนินการ ดอกเบี้ย ขอบเขตคำขอ สัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ และค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกาพิจารณาข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และข้อคัดค้าน ก่อนพิพากษายืนให้บังคับตามคำชี้ขาดและยกคำร้องขอเพิกถอน

สาระสำคัญที่สุดของคดี

คำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดกับคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิทางศาลคนละฐาน

แม้เกี่ยวกับคำชี้ขาดเดียวกันและศาลรวมพิจารณา ก็ต้องคิดทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลแยกรายคดี

การโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์

คำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมในคดีนี้ครอบคลุมดอกเบี้ยที่มีข้อโต้แย้ง

การรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

ข้อบังคับและประกาศเรื่องค่าบริการที่ผู้คัดค้านอ้างไม่มีผลใช้กับข้อพิพาทที่เสนอไว้ก่อน

คำถามที่น่าสนใจ

1. รวมพิจารณาคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดแล้ว ต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกหรือไม่

2. อ้างว่าคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงได้เพียงใด

3. อนุญาโตตุลาการรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีเกี่ยวกับคำชี้ขาด

ผู้คัดค้านเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ทำสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องตกลงสนับสนุนเงิน 50000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านในสหราชอาณาจักร โดยมีค่าดำเนินการ 25000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินกู้

สัญญากำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากไม่ชำระตามกำหนด ผู้คัดค้านตกลงชำระค่าดำเนินการที่สองอีก 16000 ดอลลาร์สหรัฐ คู่สัญญากำหนดให้ตีความสัญญาตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และใช้อนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการเป็นวิธีระงับข้อพิพาท

ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทวันที่ 10 เมษายน 2562 ขอเงินกู้ ดอกเบี้ย ค่าดำเนินการ ค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ และวิธีเยียวยาอื่นที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร

วันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ 50000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการรวม 41000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยเงินกู้ถึงวันมีคำชี้ขาด 22253 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 113253 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ให้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 15 ต่อปี และดอกเบี้ยค่าดำเนินการทั้งสองส่วนร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 229189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเดียวกัน

ผู้คัดค้านได้รับคำชี้ขาดแล้วไม่ชำระ ผู้ร้องจึงขอบังคับตามคำชี้ขาด ส่วนผู้คัดค้านขอเพิกถอนเป็นอีกสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณา ให้บังคับตามคำชี้ขาดและยกคำร้องขอเพิกถอน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ ขอบเขตคำขอ และเหตุผลเรื่องดอกเบี้ย

ผู้คัดค้านอ้างว่าสัญญาเป็นการจัดหาเงินทุนฟ้องคดีที่เรียกเงินได้เมื่อชนะคดีเท่านั้น จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันและเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงิน เพราะมีกำหนดชำระคืนแน่นอนโดยไม่ขึ้นอยู่กับผลคดีในกรุงลอนดอน ข้อกำหนดให้ผู้ร้องได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระหนี้ขึ้นอยู่กับการชนะคดี

ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่สัญญา ข้อเท็จจริง และการตีความสัญญา ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามอุทธรณ์และไม่รับวินิจฉัย

ผู้คัดค้านยังอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ให้บริการหรือรับภาระที่สมควรได้รับค่าดำเนินการทั้งสองส่วน เงินดังกล่าวจึงเป็นดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงมาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยตามกฎหมายไทย โดยไม่ปรากฏว่าการวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร จึงไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่งเช่นกัน

มาตรา 45 จำกัดการทบทวนคำชี้ขาดผ่านการอุทธรณ์ตามเหตุที่กฎหมายกำหนด การอ้างความสงบเรียบร้อยจึงต้องพิจารณาเนื้อหาที่แท้จริงว่าเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือไม่

สำหรับข้อโต้แย้งว่าการให้ดอกเบี้ยค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการเกินคำขอ ศาลฎีกาพิจารณาพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 ซึ่งห้ามชี้ขาดเกินขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาท

คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องแยกคำขอเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายไว้ในข้อ 12 ข. และขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมไว้อีกข้อหนึ่ง คือข้อ 12 ค. คำขอข้อหลังจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินกระบวนพิจารณา

การกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าดำเนินการทั้งสองส่วนและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ภายในคำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสม ไม่เป็นคำชี้ขาดเกินขอบเขตสัญญาหรือเกินคำขอ

ผู้คัดค้านยังอ้างว่าค่าดำเนินการรวมดอกเบี้ยเงินกู้เกินร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 อีกทั้งดอกเบี้ยของค่าดำเนินการเป็นดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยตามมาตรา 224 วรรคสอง และคำชี้ขาดไม่แสดงเหตุผลชัดเจน

ศาลฎีกาพิจารณาว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุเหตุผลแล้วว่า สัญญาอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้ออ้างเรื่องเพดานดอกเบี้ยตามกฎหมายไทยจึงตกไปตามการวินิจฉัยนั้น ผู้ร้องจัดหาเงินกู้ครบ 50000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีสิทธิได้รับค่าดำเนินการ 25000 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อผู้คัดค้านไม่ชำระเงินกู้ภายในกำหนด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับค่าดำเนินการที่สอง 16000 ดอลลาร์สหรัฐ คำชี้ขาดจึงแสดงเหตุผลตามประเด็นไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว

คำชี้ขาดที่เทียบเคียงดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ในขณะนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนมาใช้กฎหมายไทย เมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งหมด คำชี้ขาดยังอาศัยกฎหมายอังกฤษและเวลส์ โดยเทียบเคียงเพียงอัตราดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาความเสียหาย จึงอยู่ในขอบเขตสัญญาและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่ตกลงกัน

การรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์และค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านอ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และการชี้ขาดให้รับผิดตามเอกสารดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่เห็นสมควร รวมถึงการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากคู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันหรือกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนวรรคสามเปิดให้อนุญาโตตุลาการนำบทบัญญัติว่าด้วยพยานหลักฐานในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมได้

คดีนี้ไม่ปรากฏข้อตกลงจำกัดอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเป็นอย่างอื่น และไม่ปรากฏข้อตกลงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งผู้คัดค้านไม่เคยโต้แย้งเรื่องสัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์ในชั้นดังกล่าว การรับฟังสัญญาและชี้ขาดให้ชำระเงินจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 157000 บาท ผู้คัดค้านอ้างว่าขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 โดยยกประกาศเรื่องค่าบริการผู้แทนหรือบุคคลช่วยเหลือในกระบวนพิจารณาที่กำหนดอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5000000 บาทไว้ 3000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อบังคับฉบับแก้ไขประกาศวันที่ 17 มิถุนายน 2562 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศ ส่วนประกาศกำหนดอัตราค่าบริการระบุว่าไม่ใช้กับข้อพิพาทที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ

ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 ข้อบังคับและประกาศที่ผู้คัดค้านอ้างจึงไม่มีผลใช้กับการกำหนดค่าใช้จ่ายในคดีนี้ อีกทั้งพยานหลักฐานของผู้คัดค้านไม่แสดงว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่ใช้กับกระบวนพิจารณาคดีนี้อย่างไร การกำหนดเงิน 157000 บาทจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

รวมพิจารณาสองสำนวนแต่ต้องแยกทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาล

ผู้คัดค้านขอคืนค่าขึ้นศาลโดยอ้างว่าชำระเกินกฎหมาย ศาลฎีกาแยกพิจารณาฐานสิทธิของคำร้องแต่ละสำนวน

ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดโดยอาศัยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านขอเพิกถอนคำชี้ขาดโดยอาศัยมาตรา 40 แม้เป็นคำชี้ขาดเดียวกัน แต่เป็นการใช้สิทธิภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน อีกทั้งต่างมีคำขอให้บังคับแยกจากกัน

ทั้งสองสำนวนต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การรวมพิจารณามีขึ้นเพื่อความสะดวกและประโยชน์แก่คู่ความ ไม่ทำให้แต่ละสำนวนรวมเป็นคดีเดียวเพื่อคำนวณทุนทรัพย์

จึงต้องแยกทุนทรัพย์เป็นรายคดี การเสียค่าขึ้นศาลแยกรายสำนวนชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างขอคืนค่าขึ้นศาล

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ให้บังคับตามคำชี้ขาด โดยผู้คัดค้านต้องชำระ 113253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของเงินกู้และค่าดำเนินการตามที่กำหนด และชำระค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 229189.50 บาทพร้อมดอกเบี้ย ยกคำร้องขอเพิกถอน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน กำหนดค่าทนายความรวม 100000 บาท (โดยมีเงื่อนไขว่าดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยของค่าดำเนินการคิดถึงวันยื่นคำร้องต้องไม่เกินจำนวนที่ผู้ร้องขอ และหากชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ในคำพิพากษา)

2. ศาลอุทธรณ์

คดีนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จึงไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน ไม่รับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ที่ต้องห้าม ส่วนข้ออุทธรณ์ที่รับวินิจฉัยฟังไม่ขึ้น รวมถึงข้อขอคืนค่าขึ้นศาล ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การอ้างความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนต้องพิจารณาเนื้อหาของข้อโต้แย้ง หากสาระเป็นเพียงการขอให้ทบทวนดุลพินิจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัย

ขอบเขตคำชี้ขาดต้องพิจารณาจากสัญญาและคำขอทั้งหมด ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าใช้จ่ายต้องพิจารณาข้อตกลง กฎหมาย และข้อบังคับที่มีผลใช้แก่กระบวนพิจารณานั้น

สำหรับค่าขึ้นศาล การรวมพิจารณาเป็นเรื่องการจัดกระบวนพิจารณา มิได้ลบฐานสิทธิหรือคำขอที่แยกต่างหากของแต่ละคดี การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องยึดคำร้องและคำขอบังคับของแต่ละสำนวนเป็นสำคัญ

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติงานจริงทางกฎหมาย โดยเฉพาะการปักป้ายเตือนผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายมิให้นำหลักเกณฑ์ทางวิธีพิจารณาความแพ่งทั่วไปมาใช้ปะปนกับกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการโดยปราศจากข้อตกลง ซึ่งสามารถแยกแยะวิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. สถานะทางวิธีพิจารณาความของการรวมคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาด

สาระสำคัญของคดีนี้ในเรื่องค่าขึ้นศาล มิได้อยู่ที่ว่าคู่ความอ้างคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันหรือศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีกันหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ "ฐานสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมายของคำร้องแต่ละฝ่าย"

การขอบังคับตามคำชี้ขาด (พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42) และการขอเพิกถอนคำชี้ขาด (มาตรา 40) เป็นการใช้สิทธิทางศาลคนละฐานโดยเด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 92 เป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการคดีเพื่อความสะดวกเท่านั้น (Procedural Consolidation) หาได้ลบล้างคำขอหรือทำให้ทุนทรัพย์ของทั้งสองสำนวนหลอมรวมเป็นคดีเดียวกันไม่ การคิดทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. จึงต้องคิดแยกรายสำนวน คู่ความไม่อาจนำเหตุแห่งการรวมพิจารณามาขอคืนค่าขึ้นศาลได้

2. ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 45 และการซ่อนรูปข้อโต้แย้งข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาได้เน้นย้ำถึงหลักการตรวจสอบเนื้อหาที่แท้จริง (Substance over Form) ในการอุทธรณ์คำพิพากษาตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45 โดยการอ้างเหตุว่าคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (5)) นั้น คู่ความไม่สามารถนำมาใช้เป็นช่องทางในการขอให้ศาลทบทวนดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน การชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริง หรือการตีความเจตนาของคู่สัญญาซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของคณะอนุญาโตตุลาการได้

คำอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่พยายามตีความสัญญากู้ยืมเงินว่าเป็น "สัญญาจัดหาเงินทุนฟ้องคดี (Third-party funding)" เพื่อให้ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจข้อเท็จจริง เมื่อไม่เข้าเหตุตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ศาลฎีกาจึงปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยโดยเด็ดขาด

3. ความอิสระของกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการกับมาตรา 118 ประมวลรัษฎากร

ประเด็นข้ออ้างเรื่องสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง กระบวนพิจารณาในศาลแพ่ง กับ กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม ได้รับรองอำนาจอิสระของคณะอนุญาโตตุลาการในการดำเนินกระบวนพิจารณาและรับฟังพยานหลักฐาน หากคู่สัญญาไม่ได้มีข้อตกลงให้นำ ป.วิ.พ. หรือประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับเกี่ยวกับการรับฟังพยานเอกสารโดยเฉพาะ การที่อนุญาโตตุลาการรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ ย่อมเป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายอนุญาโตตุลาการให้อำนาจไว้ การรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวจึงหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

4. ขอบเขตคำขอและการเทียบเคียงกฎหมายต่างประเทศ

ศาลฎีกาได้ตีความคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาทอย่างยืดหยุ่น โดยเห็นว่าคำขอให้กำหนด "วิธีการเยียวยาอื่นใดที่เห็นสมควร" เป็นคำขออิสระแยกต่างหากจากค่าฤชาธรรมเนียม การที่อนุญาโตตุลาการกำหนดดอกเบี้ยสำหรับค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายจึงไม่เป็นการชี้ขาดเกินคำขอ (มาตรา 37 วรรคสอง)

นอกจากนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยอ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 7 (เดิม) ทั้งที่สัญญาระบุให้ใช้กฎหมายอังกฤษและเวลส์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียง "การเทียบเคียงอัตราดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาความเสียหาย" เท่านั้น มิใช่การเปลี่ยนกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญามาเป็นกฎหมายไทย คำชี้ขาดดังกล่าวจึงยังคงอยู่ในขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการอย่างชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

ศาลรวมพิจารณาคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดแล้ว ขอคืนค่าขึ้นศาลได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ด้วยเหตุรวมพิจารณาเพียงอย่างเดียว เพราะคำร้องขอบังคับตามมาตรา 42 และคำร้องขอเพิกถอนตามมาตรา 40 มีฐานสิทธิและคำขอบังคับแยกกัน จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกรายคดี ศาลฎีกาเห็นว่าการชำระค่าขึ้นศาลแยกสำนวนชอบแล้ว

2 คำถาม

อ้างว่าค่าดำเนินการเป็นดอกเบี้ยเพื่ออุทธรณ์คำพิพากษาได้หรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงและดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์ที่ใช้บังคับกับสัญญาอย่างไร จึงไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

3 คำถาม

ไม่ได้ขอดอกเบี้ยค่าดำเนินการไว้โดยเฉพาะ อนุญาโตตุลาการกำหนดให้ได้หรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ผู้ร้องมีคำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมแยกเป็นอีกข้อหนึ่งจากคำขอเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการให้ดอกเบี้ยค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นการเยียวยาภายในคำขอ ไม่เกินขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาท

4 คำถาม

สัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์ทำให้เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอน เพราะมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสามให้อำนาจอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อตกลงให้นำข้อจำกัดตามกฎหมายที่ผู้คัดค้านอ้างมาใช้กับการรับฟังเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่เคยมีการโต้แย้งเรื่องอากรแสตมป์ในชั้นนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการรับฟังสัญญาและชี้ขาดให้ชำระเงินไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888-6889/2568

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนแก่ผู้ร้อง คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 27,408.55 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 113,253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ผู้ร้องขอ ในกรณีที่ผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 27,408.55 บาท ตามที่ผู้ร้องขอ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทำสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงจะสนับสนุนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านซึ่งดำเนินคดีในสหราชอาณาจักร โดยตกลงคิดค่าดำเนินการเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากผู้คัดค้านไม่ชำระภายในกำหนด ตกลงชำระเงินค่าดำเนินการอีกจำนวน 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาดังกล่าวกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 ว่าผู้คัดค้านผิดสัญญา ให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินกู้ยืมตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าดำเนินการ ค่าดำเนินการที่สอง ค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ และวิธีการเยียวยาอื่น ๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน และค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วน ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเนื่องจากสัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นการตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในกรุงลอนดอนต่อไปได้ และจะมีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้คัดค้านชนะคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเข้าทำสัญญาโดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาพิพาทไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยตีความประเภทของสัญญาตามพยานหลักฐานที่คู่พิพาทเสนอในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเห็นว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ใช่สัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี เนื่องจากจำนวนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นถูกกำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ระบุไว้แน่นอนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการฟ้องร้องคดีที่กรุงลอนดอน คณะอนุญาโตตุลาการจึงเชื่อว่าคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงิน ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระคืนเงินที่ครบกำหนดอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือผลลัพธ์ของการฟ้องร้องที่กรุงลอนดอน ดังนี้ การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาพิพาทมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่สัญญาอันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานรวมถึงการตีความข้อสัญญาซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องให้ผู้คัดค้านกู้ยืมเงินโดยมิได้ให้บริการหรือดำเนินการใด ๆ เพื่อตอบแทนการเรียกเก็บค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง หรือเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ผู้ร้องต้องรับภาระหรือรับความเสี่ยงที่ต้องร่วมรับผิดในเงินกู้ที่จัดหามาจากบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนเป็นดอกเบี้ย นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนไม่ใช่ค่าดำเนินการที่แท้จริง แต่มีลักษณะเป็นดอกเบี้ย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้ขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่จะอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ เป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อสัญญาในการเสนอข้อพิพาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม มิได้มีคำขอให้กำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากต้นเงินของคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 กำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาทไม่ได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทโดยมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านชำระค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้อ 12 ข. ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และค่าธรรมเนียมวิชาชีพอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการนี้ และมีคำขอในข้อ 12 ค. ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสม เมื่อผู้ร้องมีคำขอถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสมในข้อ 12 ค. แยกต่างหากจากข้ออื่น จึงไม่ใช่คำขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในข้อ 12 ข. ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีการเยียวยาที่เห็นว่าเหมาะสมตามที่ผู้ร้องมีคำขอในคำเสนอข้อพิพาทแล้ว ไม่ใช่คำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินคำขอของคู่พิพาท ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่ผู้ร้องได้รับจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อคำนวณรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งคำชี้ขาดในหัวข้อค่าดำเนินการมิได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในหัวข้อค่าดำเนินการโดยชัดแจ้ง ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า สัญญาพิพาทกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการว่า จำนวนเงินค่าดำเนินการรวมเข้ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญา เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายไทย ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิด คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้กับบรรดาสัญญาคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากสัญญาต้องพิจารณาตามกฎหมายดังกล่าว ข้ออ้างที่ว่าค่าดำเนินการเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกฎหมายไทยจึงตกไป และวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้จัดหาเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิในเงินค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ชำระเงินกู้ยืมภายในกำหนด ผู้ร้องจึงมีสิทธิในค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าว ดังนี้ เห็นได้ว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองไว้ตามประเด็นโดยชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดดอกเบี้ยของค่าดำเนินการ และค่าดำเนินการที่สองในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นคำชี้ขาดที่ไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและกระบวนพิจารณามิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารวมถึงการอนุญาโตตุลาการคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งหมดก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เป็นเพียงการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นวิธีการเยียวยาความเสียหายที่เหมาะสม โดยเทียบเคียงกับอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะนั้นเท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับแก่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ไม่ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่คู่พิพาทตกลงกัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดตามสัญญาพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่พิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" และในวรรคสามบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ คณะอนุญาโตตุลาการอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม" เมื่อในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ปรากฏว่าคู่พิพาทมีการตกลงกันกำหนดอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานด้วย ซึ่งตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหลายครั้งรวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยโต้แย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟังสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนว่าไม่มีการปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาให้บริการดังกล่าวแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินตามสัญญา จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกว่า คำชี้ขาดที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ร้องเรียกร้องจำนวน 157,000 บาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องอัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ในกรณีทุนทรัพย์คดีนี้เพียง 3,000 บาท เห็นว่า แม้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ระบุให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำชี้ขาดเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อ 12 โดยให้อัตราค่าบริการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ และตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง อัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของข้อบังคับดังกล่าว กำหนดอัตราขั้นสูงที่คณะอนุญาโตตุลาการอาจกำหนดในคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000,000 บาท ไว้เพียง 3,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ส่วนประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม ข้อ 4 ระบุว่า ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ โดยในข้อ 2 กำหนดให้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ก่อนวันที่ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบไม่ปรากฏว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้อย่างไร การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของการอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 157,000 บาท จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ประการสุดท้ายขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลตามส่วนโดยอ้างว่าชำระเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดนั้น เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลแยกมาเป็นรายสำนวนนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, เพิกถอนคำชี้ขาด, ค่าขึ้นศาล  บังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เมื่อศาลรวมพิจารณาต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกสำนวนหรือไม่ และอุทธรณ์ได้เพียงใด  การนำข้อเท็จจริงในชั้นอนุญาโตตุลาการมาอ้างเป็นเหตุขัดต่อความสงบเรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา  ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการตามสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุน 




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตต้องรับผิดไหม ภรรยาไม่จดทะเบียนฟ้องได้หรือไม่ สิทธิเรียกค่าสินไหมและค่าปลงศพตามกฎหมายคืออะไร
ฟ้องซ้ำได้ไหม เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำเดียวหลายข้อหา ศาลฎีกาชี้สิทธิฟ้องระงับหรือไม่ และรื้อฟื้นคดีอาญาได้อย่างไร
นำเงินเข้าประเทศไม่แจ้งผิดไหม? ศาลฎีกาชี้ เงินไม่ใช่ทรัพย์ฟอกเงิน แม้ผิดศุลกากรแต่ต้องคืนเงินครบ
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ผิดกฎหมายถือกี่กรรม? วิเคราะห์คดีแปรรูปไม้หวงห้าม โทษหนักแค่ไหน และฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
บุกรุกป่าสงวนต้องรับโทษแค่ไหน? ศาลวินิจฉัยพื้นที่บุกรุก-ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมอย่างไร และโต้แย้งได้หรือไม่ตามกฎหมาย
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย-สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ภริยามีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่ และศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดอย่างไร
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น