
| บังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เมื่อศาลรวมพิจารณาต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกสำนวนหรือไม่ และอุทธรณ์ได้เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการและการขอเพิกถอนคำชี้ขาดเดียวกัน ซึ่งคู่ความต่างฝ่ายต่างยื่นเป็นคนละคดี แม้ศาลจะรวมพิจารณาและพิพากษา แต่สิทธิและคำขอของแต่ละฝ่ายยังแยกจากกัน จึงต้องคำนวณทุนทรัพย์และเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายสำนวน การรวมพิจารณาไม่ทำให้ทั้งสองคดีกลายเป็นคดีเดียวสำหรับการคิดค่าขึ้นศาล ข้อพิพาทเกิดจากสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่กำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ โดยมีข้อโต้แย้งเรื่องประเภทของสัญญา ค่าดำเนินการ ดอกเบี้ย ขอบเขตคำขอ สัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ และค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ ศาลฎีกาพิจารณาข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และข้อคัดค้าน ก่อนพิพากษายืนให้บังคับตามคำชี้ขาดและยกคำร้องขอเพิกถอน สาระสำคัญที่สุดของคดี คำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดกับคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิทางศาลคนละฐาน แม้เกี่ยวกับคำชี้ขาดเดียวกันและศาลรวมพิจารณา ก็ต้องคิดทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลแยกรายคดี การโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ คำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมในคดีนี้ครอบคลุมดอกเบี้ยที่มีข้อโต้แย้ง การรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ข้อบังคับและประกาศเรื่องค่าบริการที่ผู้คัดค้านอ้างไม่มีผลใช้กับข้อพิพาทที่เสนอไว้ก่อน คำถามที่น่าสนใจ 1. รวมพิจารณาคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดแล้ว ต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกหรือไม่ 2. อ้างว่าคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงได้เพียงใด 3. อนุญาโตตุลาการรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีเกี่ยวกับคำชี้ขาด ผู้คัดค้านเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ทำสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องตกลงสนับสนุนเงิน 50000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านในสหราชอาณาจักร โดยมีค่าดำเนินการ 25000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินกู้ สัญญากำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากไม่ชำระตามกำหนด ผู้คัดค้านตกลงชำระค่าดำเนินการที่สองอีก 16000 ดอลลาร์สหรัฐ คู่สัญญากำหนดให้ตีความสัญญาตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และใช้อนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการเป็นวิธีระงับข้อพิพาท ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทวันที่ 10 เมษายน 2562 ขอเงินกู้ ดอกเบี้ย ค่าดำเนินการ ค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ และวิธีเยียวยาอื่นที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร วันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ 50000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการรวม 41000 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยเงินกู้ถึงวันมีคำชี้ขาด 22253 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 113253 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ให้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 15 ต่อปี และดอกเบี้ยค่าดำเนินการทั้งสองส่วนร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 229189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเดียวกัน ผู้คัดค้านได้รับคำชี้ขาดแล้วไม่ชำระ ผู้ร้องจึงขอบังคับตามคำชี้ขาด ส่วนผู้คัดค้านขอเพิกถอนเป็นอีกสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณา ให้บังคับตามคำชี้ขาดและยกคำร้องขอเพิกถอน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ ขอบเขตคำขอ และเหตุผลเรื่องดอกเบี้ย ผู้คัดค้านอ้างว่าสัญญาเป็นการจัดหาเงินทุนฟ้องคดีที่เรียกเงินได้เมื่อชนะคดีเท่านั้น จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันและเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงิน เพราะมีกำหนดชำระคืนแน่นอนโดยไม่ขึ้นอยู่กับผลคดีในกรุงลอนดอน ข้อกำหนดให้ผู้ร้องได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระหนี้ขึ้นอยู่กับการชนะคดี ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่สัญญา ข้อเท็จจริง และการตีความสัญญา ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามอุทธรณ์และไม่รับวินิจฉัย ผู้คัดค้านยังอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ให้บริการหรือรับภาระที่สมควรได้รับค่าดำเนินการทั้งสองส่วน เงินดังกล่าวจึงเป็นดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงมาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยตามกฎหมายไทย โดยไม่ปรากฏว่าการวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร จึงไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่งเช่นกัน มาตรา 45 จำกัดการทบทวนคำชี้ขาดผ่านการอุทธรณ์ตามเหตุที่กฎหมายกำหนด การอ้างความสงบเรียบร้อยจึงต้องพิจารณาเนื้อหาที่แท้จริงว่าเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือไม่ สำหรับข้อโต้แย้งว่าการให้ดอกเบี้ยค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการเกินคำขอ ศาลฎีกาพิจารณาพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 ซึ่งห้ามชี้ขาดเกินขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาท คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องแยกคำขอเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายไว้ในข้อ 12 ข. และขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมไว้อีกข้อหนึ่ง คือข้อ 12 ค. คำขอข้อหลังจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินกระบวนพิจารณา การกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าดำเนินการทั้งสองส่วนและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ภายในคำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสม ไม่เป็นคำชี้ขาดเกินขอบเขตสัญญาหรือเกินคำขอ ผู้คัดค้านยังอ้างว่าค่าดำเนินการรวมดอกเบี้ยเงินกู้เกินร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 อีกทั้งดอกเบี้ยของค่าดำเนินการเป็นดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยตามมาตรา 224 วรรคสอง และคำชี้ขาดไม่แสดงเหตุผลชัดเจน ศาลฎีกาพิจารณาว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุเหตุผลแล้วว่า สัญญาอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้ออ้างเรื่องเพดานดอกเบี้ยตามกฎหมายไทยจึงตกไปตามการวินิจฉัยนั้น ผู้ร้องจัดหาเงินกู้ครบ 50000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงมีสิทธิได้รับค่าดำเนินการ 25000 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อผู้คัดค้านไม่ชำระเงินกู้ภายในกำหนด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับค่าดำเนินการที่สอง 16000 ดอลลาร์สหรัฐ คำชี้ขาดจึงแสดงเหตุผลตามประเด็นไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว คำชี้ขาดที่เทียบเคียงดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ในขณะนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนมาใช้กฎหมายไทย เมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งหมด คำชี้ขาดยังอาศัยกฎหมายอังกฤษและเวลส์ โดยเทียบเคียงเพียงอัตราดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาความเสียหาย จึงอยู่ในขอบเขตสัญญาและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่ตกลงกัน การรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์และค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านอ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และการชี้ขาดให้รับผิดตามเอกสารดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่เห็นสมควร รวมถึงการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากคู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันหรือกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนวรรคสามเปิดให้อนุญาโตตุลาการนำบทบัญญัติว่าด้วยพยานหลักฐานในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมได้ คดีนี้ไม่ปรากฏข้อตกลงจำกัดอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเป็นอย่างอื่น และไม่ปรากฏข้อตกลงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งผู้คัดค้านไม่เคยโต้แย้งเรื่องสัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์ในชั้นดังกล่าว การรับฟังสัญญาและชี้ขาดให้ชำระเงินจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 157000 บาท ผู้คัดค้านอ้างว่าขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 โดยยกประกาศเรื่องค่าบริการผู้แทนหรือบุคคลช่วยเหลือในกระบวนพิจารณาที่กำหนดอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5000000 บาทไว้ 3000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าข้อบังคับฉบับแก้ไขประกาศวันที่ 17 มิถุนายน 2562 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันประกาศ ส่วนประกาศกำหนดอัตราค่าบริการระบุว่าไม่ใช้กับข้อพิพาทที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 ข้อบังคับและประกาศที่ผู้คัดค้านอ้างจึงไม่มีผลใช้กับการกำหนดค่าใช้จ่ายในคดีนี้ อีกทั้งพยานหลักฐานของผู้คัดค้านไม่แสดงว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่ใช้กับกระบวนพิจารณาคดีนี้อย่างไร การกำหนดเงิน 157000 บาทจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมพิจารณาสองสำนวนแต่ต้องแยกทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาล ผู้คัดค้านขอคืนค่าขึ้นศาลโดยอ้างว่าชำระเกินกฎหมาย ศาลฎีกาแยกพิจารณาฐานสิทธิของคำร้องแต่ละสำนวน ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดโดยอาศัยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านขอเพิกถอนคำชี้ขาดโดยอาศัยมาตรา 40 แม้เป็นคำชี้ขาดเดียวกัน แต่เป็นการใช้สิทธิภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน อีกทั้งต่างมีคำขอให้บังคับแยกจากกัน ทั้งสองสำนวนต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การรวมพิจารณามีขึ้นเพื่อความสะดวกและประโยชน์แก่คู่ความ ไม่ทำให้แต่ละสำนวนรวมเป็นคดีเดียวเพื่อคำนวณทุนทรัพย์ จึงต้องแยกทุนทรัพย์เป็นรายคดี การเสียค่าขึ้นศาลแยกรายสำนวนชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างขอคืนค่าขึ้นศาล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ให้บังคับตามคำชี้ขาด โดยผู้คัดค้านต้องชำระ 113253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของเงินกู้และค่าดำเนินการตามที่กำหนด และชำระค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 229189.50 บาทพร้อมดอกเบี้ย ยกคำร้องขอเพิกถอน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน กำหนดค่าทนายความรวม 100000 บาท (โดยมีเงื่อนไขว่าดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยของค่าดำเนินการคิดถึงวันยื่นคำร้องต้องไม่เกินจำนวนที่ผู้ร้องขอ และหากชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ในคำพิพากษา) 2. ศาลอุทธรณ์ คดีนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จึงไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน ไม่รับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ที่ต้องห้าม ส่วนข้ออุทธรณ์ที่รับวินิจฉัยฟังไม่ขึ้น รวมถึงข้อขอคืนค่าขึ้นศาล ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การอ้างความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนต้องพิจารณาเนื้อหาของข้อโต้แย้ง หากสาระเป็นเพียงการขอให้ทบทวนดุลพินิจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัย ขอบเขตคำชี้ขาดต้องพิจารณาจากสัญญาและคำขอทั้งหมด ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าใช้จ่ายต้องพิจารณาข้อตกลง กฎหมาย และข้อบังคับที่มีผลใช้แก่กระบวนพิจารณานั้น สำหรับค่าขึ้นศาล การรวมพิจารณาเป็นเรื่องการจัดกระบวนพิจารณา มิได้ลบฐานสิทธิหรือคำขอที่แยกต่างหากของแต่ละคดี การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องยึดคำร้องและคำขอบังคับของแต่ละสำนวนเป็นสำคัญ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติงานจริงทางกฎหมาย โดยเฉพาะการปักป้ายเตือนผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายมิให้นำหลักเกณฑ์ทางวิธีพิจารณาความแพ่งทั่วไปมาใช้ปะปนกับกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการโดยปราศจากข้อตกลง ซึ่งสามารถแยกแยะวิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. สถานะทางวิธีพิจารณาความของการรวมคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาด สาระสำคัญของคดีนี้ในเรื่องค่าขึ้นศาล มิได้อยู่ที่ว่าคู่ความอ้างคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันหรือศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีกันหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ "ฐานสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมายของคำร้องแต่ละฝ่าย" การขอบังคับตามคำชี้ขาด (พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42) และการขอเพิกถอนคำชี้ขาด (มาตรา 40) เป็นการใช้สิทธิทางศาลคนละฐานโดยเด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 92 เป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการคดีเพื่อความสะดวกเท่านั้น (Procedural Consolidation) หาได้ลบล้างคำขอหรือทำให้ทุนทรัพย์ของทั้งสองสำนวนหลอมรวมเป็นคดีเดียวกันไม่ การคิดทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. จึงต้องคิดแยกรายสำนวน คู่ความไม่อาจนำเหตุแห่งการรวมพิจารณามาขอคืนค่าขึ้นศาลได้ 2. ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 45 และการซ่อนรูปข้อโต้แย้งข้อเท็จจริง ศาลฎีกาได้เน้นย้ำถึงหลักการตรวจสอบเนื้อหาที่แท้จริง (Substance over Form) ในการอุทธรณ์คำพิพากษาตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45 โดยการอ้างเหตุว่าคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (5)) นั้น คู่ความไม่สามารถนำมาใช้เป็นช่องทางในการขอให้ศาลทบทวนดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน การชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริง หรือการตีความเจตนาของคู่สัญญาซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของคณะอนุญาโตตุลาการได้ คำอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่พยายามตีความสัญญากู้ยืมเงินว่าเป็น "สัญญาจัดหาเงินทุนฟ้องคดี (Third-party funding)" เพื่อให้ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจข้อเท็จจริง เมื่อไม่เข้าเหตุตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ศาลฎีกาจึงปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยโดยเด็ดขาด 3. ความอิสระของกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการกับมาตรา 118 ประมวลรัษฎากร ประเด็นข้ออ้างเรื่องสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง กระบวนพิจารณาในศาลแพ่ง กับ กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 25 วรรคสอง และวรรคสาม ได้รับรองอำนาจอิสระของคณะอนุญาโตตุลาการในการดำเนินกระบวนพิจารณาและรับฟังพยานหลักฐาน หากคู่สัญญาไม่ได้มีข้อตกลงให้นำ ป.วิ.พ. หรือประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับเกี่ยวกับการรับฟังพยานเอกสารโดยเฉพาะ การที่อนุญาโตตุลาการรับฟังสัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์ ย่อมเป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายอนุญาโตตุลาการให้อำนาจไว้ การรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวจึงหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ 4. ขอบเขตคำขอและการเทียบเคียงกฎหมายต่างประเทศ ศาลฎีกาได้ตีความคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาทอย่างยืดหยุ่น โดยเห็นว่าคำขอให้กำหนด "วิธีการเยียวยาอื่นใดที่เห็นสมควร" เป็นคำขออิสระแยกต่างหากจากค่าฤชาธรรมเนียม การที่อนุญาโตตุลาการกำหนดดอกเบี้ยสำหรับค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายจึงไม่เป็นการชี้ขาดเกินคำขอ (มาตรา 37 วรรคสอง) นอกจากนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยอ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 7 (เดิม) ทั้งที่สัญญาระบุให้ใช้กฎหมายอังกฤษและเวลส์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียง "การเทียบเคียงอัตราดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาความเสียหาย" เท่านั้น มิใช่การเปลี่ยนกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญามาเป็นกฎหมายไทย คำชี้ขาดดังกล่าวจึงยังคงอยู่ในขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการอย่างชอบด้วยกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ศาลรวมพิจารณาคดีบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดแล้ว ขอคืนค่าขึ้นศาลได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ด้วยเหตุรวมพิจารณาเพียงอย่างเดียว เพราะคำร้องขอบังคับตามมาตรา 42 และคำร้องขอเพิกถอนตามมาตรา 40 มีฐานสิทธิและคำขอบังคับแยกกัน จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกรายคดี ศาลฎีกาเห็นว่าการชำระค่าขึ้นศาลแยกสำนวนชอบแล้ว 2 คำถาม อ้างว่าค่าดำเนินการเป็นดอกเบี้ยเพื่ออุทธรณ์คำพิพากษาได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงและดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์ที่ใช้บังคับกับสัญญาอย่างไร จึงไม่เข้าเหตุอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย 3 คำถาม ไม่ได้ขอดอกเบี้ยค่าดำเนินการไว้โดยเฉพาะ อนุญาโตตุลาการกำหนดให้ได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ผู้ร้องมีคำขอให้กำหนดวิธีเยียวยาอื่นที่เหมาะสมแยกเป็นอีกข้อหนึ่งจากคำขอเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการให้ดอกเบี้ยค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นการเยียวยาภายในคำขอ ไม่เกินขอบเขตสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาท 4 คำถาม สัญญาไม่ปิดอากรแสตมป์ทำให้เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอน เพราะมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสามให้อำนาจอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อตกลงให้นำข้อจำกัดตามกฎหมายที่ผู้คัดค้านอ้างมาใช้กับการรับฟังเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่เคยมีการโต้แย้งเรื่องอากรแสตมป์ในชั้นนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการรับฟังสัญญาและชี้ขาดให้ชำระเงินไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888-6889/2568 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนแก่ผู้ร้อง คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 27,408.55 บาท ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 113,253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ผู้ร้องขอ ในกรณีที่ผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 27,408.55 บาท ตามที่ผู้ร้องขอ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทำสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงจะสนับสนุนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านซึ่งดำเนินคดีในสหราชอาณาจักร โดยตกลงคิดค่าดำเนินการเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากผู้คัดค้านไม่ชำระภายในกำหนด ตกลงชำระเงินค่าดำเนินการอีกจำนวน 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาดังกล่าวกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 ว่าผู้คัดค้านผิดสัญญา ให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินกู้ยืมตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าดำเนินการ ค่าดำเนินการที่สอง ค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ และวิธีการเยียวยาอื่น ๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน และค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วน ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเนื่องจากสัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นการตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในกรุงลอนดอนต่อไปได้ และจะมีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้คัดค้านชนะคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเข้าทำสัญญาโดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาพิพาทไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยตีความประเภทของสัญญาตามพยานหลักฐานที่คู่พิพาทเสนอในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเห็นว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ใช่สัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี เนื่องจากจำนวนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นถูกกำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ระบุไว้แน่นอนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการฟ้องร้องคดีที่กรุงลอนดอน คณะอนุญาโตตุลาการจึงเชื่อว่าคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงิน ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระคืนเงินที่ครบกำหนดอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือผลลัพธ์ของการฟ้องร้องที่กรุงลอนดอน ดังนี้ การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาพิพาทมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่สัญญาอันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานรวมถึงการตีความข้อสัญญาซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องให้ผู้คัดค้านกู้ยืมเงินโดยมิได้ให้บริการหรือดำเนินการใด ๆ เพื่อตอบแทนการเรียกเก็บค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง หรือเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ผู้ร้องต้องรับภาระหรือรับความเสี่ยงที่ต้องร่วมรับผิดในเงินกู้ที่จัดหามาจากบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนเป็นดอกเบี้ย นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนไม่ใช่ค่าดำเนินการที่แท้จริง แต่มีลักษณะเป็นดอกเบี้ย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้ขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่จะอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ เป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อสัญญาในการเสนอข้อพิพาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม มิได้มีคำขอให้กำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากต้นเงินของคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 กำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาทไม่ได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทโดยมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านชำระค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้อ 12 ข. ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และค่าธรรมเนียมวิชาชีพอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการนี้ และมีคำขอในข้อ 12 ค. ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสม เมื่อผู้ร้องมีคำขอถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสมในข้อ 12 ค. แยกต่างหากจากข้ออื่น จึงไม่ใช่คำขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในข้อ 12 ข. ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีการเยียวยาที่เห็นว่าเหมาะสมตามที่ผู้ร้องมีคำขอในคำเสนอข้อพิพาทแล้ว ไม่ใช่คำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินคำขอของคู่พิพาท ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่ผู้ร้องได้รับจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อคำนวณรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งคำชี้ขาดในหัวข้อค่าดำเนินการมิได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในหัวข้อค่าดำเนินการโดยชัดแจ้ง ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า สัญญาพิพาทกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการว่า จำนวนเงินค่าดำเนินการรวมเข้ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญา เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายไทย ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิด คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้กับบรรดาสัญญาคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากสัญญาต้องพิจารณาตามกฎหมายดังกล่าว ข้ออ้างที่ว่าค่าดำเนินการเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกฎหมายไทยจึงตกไป และวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้จัดหาเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิในเงินค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ชำระเงินกู้ยืมภายในกำหนด ผู้ร้องจึงมีสิทธิในค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าว ดังนี้ เห็นได้ว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองไว้ตามประเด็นโดยชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดดอกเบี้ยของค่าดำเนินการ และค่าดำเนินการที่สองในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นคำชี้ขาดที่ไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและกระบวนพิจารณามิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารวมถึงการอนุญาโตตุลาการคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งหมดก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เป็นเพียงการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นวิธีการเยียวยาความเสียหายที่เหมาะสม โดยเทียบเคียงกับอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะนั้นเท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับแก่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ไม่ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่คู่พิพาทตกลงกัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดตามสัญญาพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่พิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" และในวรรคสามบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ คณะอนุญาโตตุลาการอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม" เมื่อในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ปรากฏว่าคู่พิพาทมีการตกลงกันกำหนดอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานด้วย ซึ่งตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหลายครั้งรวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยโต้แย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟังสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนว่าไม่มีการปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาให้บริการดังกล่าวแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินตามสัญญา จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกว่า คำชี้ขาดที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ร้องเรียกร้องจำนวน 157,000 บาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องอัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ในกรณีทุนทรัพย์คดีนี้เพียง 3,000 บาท เห็นว่า แม้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ระบุให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำชี้ขาดเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อ 12 โดยให้อัตราค่าบริการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ และตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง อัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของข้อบังคับดังกล่าว กำหนดอัตราขั้นสูงที่คณะอนุญาโตตุลาการอาจกำหนดในคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000,000 บาท ไว้เพียง 3,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ส่วนประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม ข้อ 4 ระบุว่า ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ โดยในข้อ 2 กำหนดให้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ก่อนวันที่ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบไม่ปรากฏว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้อย่างไร การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของการอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 157,000 บาท จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ประการสุดท้ายขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลตามส่วนโดยอ้างว่าชำระเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดนั้น เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลแยกมาเป็นรายสำนวนนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
|



