
| บุกรุกพื้นที่ป่า ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คดีนี้เกี่ยวข้องกับการบุกรุกและทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยได้สร้างรั้ว คอกเลี้ยงวัว และปลูกพืชในพื้นที่หวงห้าม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษเหลือ 6 เดือน พร้อมให้ชำระค่าเสียหายกว่า 5 แสนบาทและดอกเบี้ยแก่กรมป่าไม้ ต่อมาศาลอุทธรณ์แก้เป็นจำคุก 9 เดือน ลดเหลือ 4 เดือน 15 วัน พร้อมกำหนดดอกเบี้ย 2 ช่วง จำเลยฎีกาขอรอการลงโทษ ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์เห็นว่า การกระทำเป็นเพียงการเกษตรเพื่อยังชีพ มิใช่นายทุน ประกอบกับรับสารภาพและไม่เคยต้องโทษมาก่อน สมควรแก้เป็นรอการลงโทษ 2 ปี ปรับ 20,000 บาท คุมความประพฤติ 1 ปี และทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 30 ชั่วโมง ศาลยังวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยยอมรับค่าเสียหายในคดีแพ่งแล้ว ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขหรือปรับลด ถือเป็นข้อเท็จจริงยุติ และไม่สามารถเพิ่มโทษจำคุกได้เพราะโจทก์ไม่ฎีกา (อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม) กฎหมายที่ศาลใช้เป็นหลักในคดีนี้ 1. พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 – กำหนดความผิดฐานครอบครองหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต และกำหนดโทษจำคุกและปรับ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 – เหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพ 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 212, 225 – ห้ามศาลฎีกาเพิ่มโทษจำเลยหากโจทก์ไม่ฎีกา 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 – การรอการลงโทษและการกำหนดมาตรการคุมความประพฤติ/บริการสังคม 5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง – อัตราดอกเบี้ยค่าเสียหายในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยน Keywords หลัก 5 ข้อความ (พร้อมขยายสั้น ๆ) 1. บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ o แก่นคดีคือการกระทำของจำเลยที่เข้าไปครอบครองพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ 2. รับสารภาพและเหตุบรรเทาโทษ o จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในคดีอาญาและแพ่ง จึงได้รับประโยชน์จากมาตรา 78 ซึ่งทำให้โทษจำคุกถูกลดลงและพิจารณาให้รอการลงโทษ 3. ห้ามเพิ่มโทษในชั้นฎีกา o แม้โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เพราะโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่สามารถเพิ่มโทษได้ (มาตรา 212, 225) 4. ค่าเสียหายยุติเมื่อจำเลยยอมรับ o เมื่อจำเลยยอมรับจำนวนค่าเสียหายในคดีแพ่งแล้ว ศาลไม่สามารถปรับลดหรือวินิจฉัยใหม่ได้ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติ 5. รอการลงโทษและคุมความประพฤติ o ศาลฎีกาเห็นว่าการลงโทษเชิงฟื้นฟู เช่น รอการลงโทษ 2 ปี คุมประพฤติ และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม เป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่าโทษจำคุก
สรุปได้ว่า คดีนี้สะท้อนแนวทางการวินิจฉัยที่เน้น การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับ การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และยืนยันหลักกฎหมายสำคัญคือ การรับสารภาพมีผลยุติข้อเท็จจริง และศาลฎีกาไม่อาจเพิ่มโทษเกินที่คู่ความอุทธรณ์/ฎีกาไว้ 1. พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 • หลักกฎหมาย: o มาตรา 14 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดครอบครอง ยึดถือ หรือทำประโยชน์ใด ๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต o มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท o เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของชาติ • ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่น: o คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2549: จำเลยยึดถือครอบครองพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยปลูกบ้านและทำไร่ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 14 และให้ลงโทษตามมาตรา 31 เพราะการกระทำส่งผลกระทบต่อสภาพป่า 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 – เหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพ • หลักกฎหมาย: o หากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอาจลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง o เหตุผลคือ การรับสารภาพเป็นการอำนวยความสะดวกต่อกระบวนการพิจารณา และแสดงถึงการสำนึกผิด • ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่น: o คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: จำเลยรับสารภาพในคดีลักลอบขนของเถื่อน ศาลฎีกาลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 แม้พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แต่การรับสารภาพช่วยย่นระยะเวลาในการพิจารณาคดี 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 212, 225 – ห้ามศาลฎีกาเพิ่มโทษหากโจทก์ไม่ฎีกา • หลักกฎหมาย: o มาตรา 212: ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์ได้ฟ้องหรือฎีกา o มาตรา 225: หากจำเลยฎีกาแต่ฝ่ายโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น o หลักนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิจำเลย ไม่ให้เสียเปรียบจากการใช้สิทธิอุทธรณ์/ฎีกา • ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่น: o คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567: จำเลยฎีกาขอโทษเบา ศาลเห็นว่าโทษที่ศาลล่างกำหนดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่สามารถเพิ่มโทษได้ 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 – การรอการลงโทษและคุมประพฤติ • หลักกฎหมาย: o ศาลมีอำนาจรอการลงโทษจำคุกในกรณีโทษไม่เกิน 3 ปี และจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน o ศาลสามารถกำหนดเงื่อนไข เช่น คุมความประพฤติ รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ หรือทำกิจกรรมบริการสังคม o เป็นมาตรการที่เน้น การแก้ไขฟื้นฟูแทนการลงโทษจริง • ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่น: o คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561: คดีจำเลยทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลรอการลงโทษ 2 ปี และกำหนดให้ทำกิจกรรมบริการสังคม มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมมากกว่าการลงโทษจำคุก 5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง – อัตราดอกเบี้ยค่าเสียหาย • หลักกฎหมาย: o บัญญัติว่า อัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา หากมีการปรับเปลี่ยน ศาลต้องใช้อัตราใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ร้องขอ o ใช้บังคับกับคดีแพ่งทั่วไป รวมถึงคดีสิ่งแวดล้อมที่มีการเรียกค่าเสียหาย • ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาอื่น: o คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567: ศาลกำหนดให้นับดอกเบี้ยตามอัตราที่กระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ โดยต้องไม่เกินอัตราที่คู่ความร้องขอ สะท้อนว่าศาลต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายล่าสุด ✅ สรุป: กฎหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่าง การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ (ป่าสงวน) กับ สิทธิของจำเลยในกระบวนการยุติธรรม ศาลฎีกาอาศัยบทบัญญัติเหล่านี้ทั้งในการกำหนดโทษ การลดโทษ การรอการลงโทษ ตลอดจนการพิจารณาดอกเบี้ยค่าเสียหายทางแพ่ง
|



.jpg)

.png)
