ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด

อำนาจฟ้องคดีเมื่อถูกโต้แย้งสิทธิ, การฟ้องบริษัทเมื่อกรรมการปฏิเสธสิทธิ, กรรมการบริษัทกระทำแทนนิติบุคคลตามกฎหมาย, การเรียกคืนโฉนดที่ดินจากบริษัท, สิทธิฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน, ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, การแสดงเจตนาของบริษัทผ่านกรรมการ, ฎีกาเรื่องอำนาจฟ้อง, การโต้แย้งสิทธิเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี, ฟ้องบริษัทในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์, สิทธิในโฉนดที่ดินและการครอบครอง, ตัวแทนของนิติบุคคล, การปฏิเสธสิทธิถือเป็นข้อพิพาททางแพ่ง

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญเรื่อง “อำนาจฟ้องคดี” ของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับนิติบุคคล ซึ่งการกระทำของนิติบุคคลต้องแสดงออกผ่านกรรมการหรือผู้แทนของบริษัท คดีนี้มีประเด็นว่าการที่กรรมการบริษัทปฏิเสธไม่คืนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของบริษัทนั้น จะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยบริษัทหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องบริษัทได้หรือไม่

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้การแสดงออกจะกระทำโดยกรรมการ แต่เมื่อกระทำในฐานะผู้แทนของบริษัท ย่อมถือเป็นการกระทำของนิติบุคคลนั้นโดยตรง อันส่งผลให้เกิดการโต้แย้งสิทธิ และก่อให้เกิดอำนาจฟ้องแก่ผู้เสียหาย คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวแทนนิติบุคคล” กับ “สิทธิในการฟ้องคดี”

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดิน โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัท และจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองโฉนดและปฏิเสธไม่คืน โดยอ้างว่าโฉนดเป็นของบริษัทจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิ จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า

“การที่กรรมการบริษัทปฏิเสธสิทธิในทรัพย์ โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท จะถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทหรือไม่ และก่อให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์หรือไม่”

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1. การกระทำของบริษัทต้องแสดงออกผ่านกรรมการ

2. เมื่อกรรมการปฏิเสธไม่คืนโฉนด โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท

3. ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาของบริษัท

4. การกระทำดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยบริษัท

ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญในคดีนี้คือ

“นิติบุคคลไม่สามารถกระทำการได้ด้วยตนเอง ต้องกระทำผ่านผู้แทน”

เมื่อกรรมการกระทำในขอบอำนาจหน้าที่ การกระทำนั้นย่อมผูกพันบริษัทโดยตรง

ดังนั้น แม้จะไม่มีการระบุชัดว่า “กรรมการผู้มีอำนาจ” แต่หากพฤติการณ์แสดงว่ากรรมการกระทำในนามบริษัท ก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำของนิติบุคคล

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

เจตนารมณ์ของหลักการนี้มีเพื่อ

1. ป้องกันไม่ให้นิติบุคคลหลีกเลี่ยงความรับผิด

2. คุ้มครองบุคคลภายนอกที่ติดต่อกับบริษัท

3. สร้างความแน่นอนทางกฎหมายในการทำธุรกรรม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า

“การแสดงเจตนาของนิติบุคคล = การกระทำของผู้แทน”

และยังสอดคล้องกับแนวฎีกาหลายคดีที่วางหลักว่า

หากมีการปฏิเสธสิทธิ ย่อมถือเป็นข้อพิพาทที่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้อง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในส่วนของบริษัท จึงมีเหตุให้ดำเนินคดีต่อไปได้

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่คืนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ย่อมถือเป็นการแสดงเจตนาของบริษัท และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่งผลให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ข้อคิดทางกฎหมาย 

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “อำนาจฟ้องคดี” และ “ความเป็นตัวแทนของนิติบุคคล” อย่างชัดเจน กล่าวคือ การพิจารณาว่าบุคคลใดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาเพียงรูปแบบของคำฟ้องหรือถ้อยคำที่ใช้เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจาก “พฤติการณ์แห่งการโต้แย้งสิทธิ” เป็นสำคัญ

ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นคู่กรณี แม้จะไม่มีการแสดงเจตนาโดยตรงในนามบริษัท หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรรมการหรือผู้แทนได้กระทำการในลักษณะที่แสดงออกถึงการยืนยันสิทธิของบริษัท หรือปฏิเสธสิทธิของบุคคลภายนอก การกระทำนั้นย่อมผูกพันนิติบุคคลโดยตรง และถือเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การตีความคำฟ้องต้องพิจารณา “เจตนาโดยรวม” มิใช่ยึดถือถ้อยคำตามรูปแบบอย่างเคร่งครัด หากพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการกับบริษัทในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิด ย่อมเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้แทน

หลักการนี้มีผลสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะป้องกันมิให้นิติบุคคลใช้ข้ออ้างทางเทคนิค เช่น การไม่ระบุฐานะกรรมการผู้มีอำนาจอย่างชัดแจ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด และยังเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของกรรมการบริษัทที่ปฏิเสธสิทธิของบุคคลภายนอก จะถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทอันก่อให้เกิด “อำนาจฟ้องคดี” หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของกรรมการในฐานะผู้แทนย่อมผูกพันนิติบุคคล และถือเป็นการโต้แย้งสิทธิได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “อำนาจฟ้องคดี”

หมายถึง สิทธิของบุคคลที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิหรือมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว ในคดีนี้ศาลเห็นว่าการปฏิเสธคืนโฉนดโดยอ้างสิทธิของบริษัท เป็นการโต้แย้งสิทธิที่ชัดเจน จึงทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง

2. “การแสดงเจตนาของนิติบุคคลผ่านผู้แทน”

นิติบุคคลไม่สามารถกระทำการเองได้ ต้องอาศัยกรรมการหรือผู้แทนเป็นผู้แสดงเจตนา เมื่อกรรมการปฏิเสธสิทธิในนามบริษัท จึงถือเป็นการกระทำของบริษัทโดยตรง และก่อให้เกิดผลทางกฎหมายต่อบริษัท

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การที่กรรมการบริษัทปฏิเสธสิทธิในทรัพย์ จะถือเป็นการกระทำของบริษัทหรือไม่

คำตอบ

การที่กรรมการบริษัทกระทำการใด ๆ ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจ ย่อมถือเป็นการกระทำของนิติบุคคลโดยตรงตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวแทน เนื่องจากนิติบุคคลไม่สามารถแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้แทนในการดำเนินการ หากกรรมการปฏิเสธสิทธิในทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท การกระทำนั้นย่อมผูกพันบริษัท และถือเป็นการแสดงเจตนาของบริษัทเอง ส่งผลให้บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิมีสิทธิฟ้องบริษัทได้

2. คำถาม-ต้องมีการโต้แย้งสิทธิก่อนจึงจะฟ้องคดีได้หรือไม่

คำตอบ

หลักกฎหมายกำหนดว่าการมีอำนาจฟ้องคดีต้องมี “ข้อพิพาท” หรือ “การโต้แย้งสิทธิ” เกิดขึ้นก่อน กล่าวคือ ต้องมีการกระทำหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น การปฏิเสธคืนทรัพย์ หรืออ้างสิทธิในทรัพย์นั้นเสียเอง หากยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิ การฟ้องคดีอาจถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร ศาลจึงอาจไม่รับฟ้อง

3. คำถาม-หากคำฟ้องไม่ได้ระบุว่ากรรมการเป็นผู้มีอำนาจโดยชัดแจ้ง จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากรรมการเป็นผู้มีอำนาจของบริษัท แต่หากข้อเท็จจริงโดยรวมแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการในฐานะกรรมการ และมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิด ศาลสามารถตีความได้ว่าเป็นการกระทำในนามบริษัทได้ การพิจารณาจะยึดตามเจตนาและพฤติการณ์เป็นสำคัญ มิใช่ยึดติดกับรูปแบบถ้อยคำเท่านั้น

4. คำถาม-การปฏิเสธคืนทรัพย์ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่

คำตอบ

การปฏิเสธคืนทรัพย์โดยอ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลอื่น ถือเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับสิทธิของผู้เรียกร้อง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางกฎหมาย เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดข้อพิพาทที่สามารถนำไปสู่การฟ้องคดีได้

5. คำถาม-ฟ้องบริษัทโดยตรงได้หรือไม่ หากการกระทำเกิดจากกรรมการ

คำตอบ

สามารถฟ้องบริษัทได้โดยตรง หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะผู้แทนของบริษัท เพราะการกระทำของกรรมการในขอบเขตอำนาจย่อมผูกพันบริษัทโดยตรง ไม่จำเป็นต้องฟ้องเฉพาะตัวกรรมการเท่านั้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกรรมการหรือไม่

6. คำถาม-กรณีใดจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมาย

คำตอบ

ฟ้องซ้ำจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนำคดีเดียวกัน ซึ่งมีคู่ความเดียวกันและมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หากศาลเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การฟ้องใหม่ในเรื่องเดียวกันย่อมเป็นฟ้องซ้ำและศาลจะไม่รับพิจารณา อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาองค์ประกอบของคดีอย่างเคร่งครัด

7. คำถาม-การฟ้องขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินต้องพิสูจน์อะไรบ้าง

คำตอบ

ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในโฉนดที่ดินดังกล่าว เช่น เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองโดยชอบ และต้องพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ยึดถือหรือครอบครองโดยไม่มีสิทธิ รวมทั้งมีการปฏิเสธไม่คืนเมื่อถูกเรียกร้อง ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงการโต้แย้งสิทธิ

8. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับ “พฤติการณ์” มากกว่าถ้อยคำในคำฟ้อง

คำตอบ

ศาลฎีกายึดหลักความยุติธรรมเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวมของคดี เพื่อให้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ หากยึดถือถ้อยคำตามรูปแบบอย่างเคร่งครัด อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเปิดช่องให้คู่ความใช้เทคนิคทางกฎหมายหลีกเลี่ยงความรับผิดได้

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9815/2555

ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัท ส. โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 29696 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร หากไม่คืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อออกใบแทนโฉนด ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์ จึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา โดยให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและรวมสั่งค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัท โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ การกระทำของบริษัทต้องแสดงผ่านกรรมการ เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่คืนโฉนดโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ย่อมถือว่าเป็นการกระทำของบริษัทซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ แม้คำฟ้องมิได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ แต่การระบุฐานะกรรมการแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับบริษัทเพียงพอ

ส่วนข้อฎีกาอื่นไม่เป็นสาระที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 29696 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่คืนขอถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนเพื่อขอให้มีคำสั่งออกใบแทนโฉนดที่ดิน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาค่าฤชาธรรมเนียม ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่ง (ที่ถูก คำพิพากษา) ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัทสระบุรีทรัคเซลส์ จำกัดโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิ และมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่แสดงเจตนาได้ว่าที่โจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2 ที่จะต้องรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นล้วนไม่เป็นสาระอันควรที่จะวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตต้องรับผิดไหม ภรรยาไม่จดทะเบียนฟ้องได้หรือไม่ สิทธิเรียกค่าสินไหมและค่าปลงศพตามกฎหมายคืออะไร
ฟ้องซ้ำได้ไหม เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำเดียวหลายข้อหา ศาลฎีกาชี้สิทธิฟ้องระงับหรือไม่ และรื้อฟื้นคดีอาญาได้อย่างไร
นำเงินเข้าประเทศไม่แจ้งผิดไหม? ศาลฎีกาชี้ เงินไม่ใช่ทรัพย์ฟอกเงิน แม้ผิดศุลกากรแต่ต้องคืนเงินครบ
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ผิดกฎหมายถือกี่กรรม? วิเคราะห์คดีแปรรูปไม้หวงห้าม โทษหนักแค่ไหน และฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
บุกรุกป่าสงวนต้องรับโทษแค่ไหน? ศาลวินิจฉัยพื้นที่บุกรุก-ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมอย่างไร และโต้แย้งได้หรือไม่ตามกฎหมาย
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article