
| การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญเรื่อง “อำนาจฟ้องคดี” ของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับนิติบุคคล ซึ่งการกระทำของนิติบุคคลต้องแสดงออกผ่านกรรมการหรือผู้แทนของบริษัท คดีนี้มีประเด็นว่าการที่กรรมการบริษัทปฏิเสธไม่คืนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของบริษัทนั้น จะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยบริษัทหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องบริษัทได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้การแสดงออกจะกระทำโดยกรรมการ แต่เมื่อกระทำในฐานะผู้แทนของบริษัท ย่อมถือเป็นการกระทำของนิติบุคคลนั้นโดยตรง อันส่งผลให้เกิดการโต้แย้งสิทธิ และก่อให้เกิดอำนาจฟ้องแก่ผู้เสียหาย คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวแทนนิติบุคคล” กับ “สิทธิในการฟ้องคดี” ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดิน โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัท และจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองโฉนดและปฏิเสธไม่คืน โดยอ้างว่าโฉนดเป็นของบริษัทจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิ จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า “การที่กรรมการบริษัทปฏิเสธสิทธิในทรัพย์ โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท จะถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทหรือไม่ และก่อให้เกิดอำนาจฟ้องแก่โจทก์หรือไม่” คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1. การกระทำของบริษัทต้องแสดงออกผ่านกรรมการ 2. เมื่อกรรมการปฏิเสธไม่คืนโฉนด โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท 3. ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาของบริษัท 4. การกระทำดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยบริษัท ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญในคดีนี้คือ “นิติบุคคลไม่สามารถกระทำการได้ด้วยตนเอง ต้องกระทำผ่านผู้แทน” เมื่อกรรมการกระทำในขอบอำนาจหน้าที่ การกระทำนั้นย่อมผูกพันบริษัทโดยตรง ดังนั้น แม้จะไม่มีการระบุชัดว่า “กรรมการผู้มีอำนาจ” แต่หากพฤติการณ์แสดงว่ากรรมการกระทำในนามบริษัท ก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำของนิติบุคคล เจตนารมณ์ของกฎหมาย เจตนารมณ์ของหลักการนี้มีเพื่อ 1. ป้องกันไม่ให้นิติบุคคลหลีกเลี่ยงความรับผิด 2. คุ้มครองบุคคลภายนอกที่ติดต่อกับบริษัท 3. สร้างความแน่นอนทางกฎหมายในการทำธุรกรรม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า “การแสดงเจตนาของนิติบุคคล = การกระทำของผู้แทน” และยังสอดคล้องกับแนวฎีกาหลายคดีที่วางหลักว่า หากมีการปฏิเสธสิทธิ ย่อมถือเป็นข้อพิพาทที่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้อง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในส่วนของบริษัท จึงมีเหตุให้ดำเนินคดีต่อไปได้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่คืนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ย่อมถือเป็นการแสดงเจตนาของบริษัท และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่งผลให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “อำนาจฟ้องคดี” และ “ความเป็นตัวแทนของนิติบุคคล” อย่างชัดเจน กล่าวคือ การพิจารณาว่าบุคคลใดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาเพียงรูปแบบของคำฟ้องหรือถ้อยคำที่ใช้เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจาก “พฤติการณ์แห่งการโต้แย้งสิทธิ” เป็นสำคัญ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นคู่กรณี แม้จะไม่มีการแสดงเจตนาโดยตรงในนามบริษัท หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรรมการหรือผู้แทนได้กระทำการในลักษณะที่แสดงออกถึงการยืนยันสิทธิของบริษัท หรือปฏิเสธสิทธิของบุคคลภายนอก การกระทำนั้นย่อมผูกพันนิติบุคคลโดยตรง และถือเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การตีความคำฟ้องต้องพิจารณา “เจตนาโดยรวม” มิใช่ยึดถือถ้อยคำตามรูปแบบอย่างเคร่งครัด หากพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการกับบริษัทในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิด ย่อมเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้แทน หลักการนี้มีผลสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะป้องกันมิให้นิติบุคคลใช้ข้ออ้างทางเทคนิค เช่น การไม่ระบุฐานะกรรมการผู้มีอำนาจอย่างชัดแจ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด และยังเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของกรรมการบริษัทที่ปฏิเสธสิทธิของบุคคลภายนอก จะถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทอันก่อให้เกิด “อำนาจฟ้องคดี” หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของกรรมการในฐานะผู้แทนย่อมผูกพันนิติบุคคล และถือเป็นการโต้แย้งสิทธิได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “อำนาจฟ้องคดี” หมายถึง สิทธิของบุคคลที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิหรือมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว ในคดีนี้ศาลเห็นว่าการปฏิเสธคืนโฉนดโดยอ้างสิทธิของบริษัท เป็นการโต้แย้งสิทธิที่ชัดเจน จึงทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง 2. “การแสดงเจตนาของนิติบุคคลผ่านผู้แทน” นิติบุคคลไม่สามารถกระทำการเองได้ ต้องอาศัยกรรมการหรือผู้แทนเป็นผู้แสดงเจตนา เมื่อกรรมการปฏิเสธสิทธิในนามบริษัท จึงถือเป็นการกระทำของบริษัทโดยตรง และก่อให้เกิดผลทางกฎหมายต่อบริษัท คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-การที่กรรมการบริษัทปฏิเสธสิทธิในทรัพย์ จะถือเป็นการกระทำของบริษัทหรือไม่ คำตอบ การที่กรรมการบริษัทกระทำการใด ๆ ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจ ย่อมถือเป็นการกระทำของนิติบุคคลโดยตรงตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวแทน เนื่องจากนิติบุคคลไม่สามารถแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้แทนในการดำเนินการ หากกรรมการปฏิเสธสิทธิในทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นของบริษัท การกระทำนั้นย่อมผูกพันบริษัท และถือเป็นการแสดงเจตนาของบริษัทเอง ส่งผลให้บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิมีสิทธิฟ้องบริษัทได้ 2. คำถาม-ต้องมีการโต้แย้งสิทธิก่อนจึงจะฟ้องคดีได้หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายกำหนดว่าการมีอำนาจฟ้องคดีต้องมี “ข้อพิพาท” หรือ “การโต้แย้งสิทธิ” เกิดขึ้นก่อน กล่าวคือ ต้องมีการกระทำหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น การปฏิเสธคืนทรัพย์ หรืออ้างสิทธิในทรัพย์นั้นเสียเอง หากยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิ การฟ้องคดีอาจถือว่าไม่มีเหตุอันสมควร ศาลจึงอาจไม่รับฟ้อง 3. คำถาม-หากคำฟ้องไม่ได้ระบุว่ากรรมการเป็นผู้มีอำนาจโดยชัดแจ้ง จะมีผลอย่างไร คำตอบ แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากรรมการเป็นผู้มีอำนาจของบริษัท แต่หากข้อเท็จจริงโดยรวมแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการในฐานะกรรมการ และมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรับผิด ศาลสามารถตีความได้ว่าเป็นการกระทำในนามบริษัทได้ การพิจารณาจะยึดตามเจตนาและพฤติการณ์เป็นสำคัญ มิใช่ยึดติดกับรูปแบบถ้อยคำเท่านั้น 4. คำถาม-การปฏิเสธคืนทรัพย์ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ คำตอบ การปฏิเสธคืนทรัพย์โดยอ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลอื่น ถือเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับสิทธิของผู้เรียกร้อง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางกฎหมาย เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดข้อพิพาทที่สามารถนำไปสู่การฟ้องคดีได้ 5. คำถาม-ฟ้องบริษัทโดยตรงได้หรือไม่ หากการกระทำเกิดจากกรรมการ คำตอบ สามารถฟ้องบริษัทได้โดยตรง หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะผู้แทนของบริษัท เพราะการกระทำของกรรมการในขอบเขตอำนาจย่อมผูกพันบริษัทโดยตรง ไม่จำเป็นต้องฟ้องเฉพาะตัวกรรมการเท่านั้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกรรมการหรือไม่ 6. คำถาม-กรณีใดจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมาย คำตอบ ฟ้องซ้ำจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนำคดีเดียวกัน ซึ่งมีคู่ความเดียวกันและมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หากศาลเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การฟ้องใหม่ในเรื่องเดียวกันย่อมเป็นฟ้องซ้ำและศาลจะไม่รับพิจารณา อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาองค์ประกอบของคดีอย่างเคร่งครัด 7. คำถาม-การฟ้องขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินต้องพิสูจน์อะไรบ้าง คำตอบ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในโฉนดที่ดินดังกล่าว เช่น เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองโดยชอบ และต้องพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ยึดถือหรือครอบครองโดยไม่มีสิทธิ รวมทั้งมีการปฏิเสธไม่คืนเมื่อถูกเรียกร้อง ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงการโต้แย้งสิทธิ 8. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับ “พฤติการณ์” มากกว่าถ้อยคำในคำฟ้อง คำตอบ ศาลฎีกายึดหลักความยุติธรรมเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวมของคดี เพื่อให้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ หากยึดถือถ้อยคำตามรูปแบบอย่างเคร่งครัด อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเปิดช่องให้คู่ความใช้เทคนิคทางกฎหมายหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9815/2555 ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัท ส. โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 29696 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร หากไม่คืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อออกใบแทนโฉนด ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์ จึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา โดยให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและรวมสั่งค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นบริษัท โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ การกระทำของบริษัทต้องแสดงผ่านกรรมการ เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่คืนโฉนดโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ย่อมถือว่าเป็นการกระทำของบริษัทซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ แม้คำฟ้องมิได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ แต่การระบุฐานะกรรมการแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับบริษัทเพียงพอ ส่วนข้อฎีกาอื่นไม่เป็นสาระที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 29696 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่คืนขอถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนเพื่อขอให้มีคำสั่งออกใบแทนโฉนดที่ดิน ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาค่าฤชาธรรมเนียม ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่ง (ที่ถูก คำพิพากษา) ศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องในตอนต้น ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ว่า บริษัทสระบุรีทรัคเซลส์ จำกัดโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ 2 จึงต้องแสดงออกโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ดังนั้น เมื่อคำฟ้องได้ระบุว่า เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนกลับอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เองเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ผู้แทนปฏิเสธไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิ และมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่าคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่แสดงเจตนาได้ว่าที่โจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 2 ก็เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2 ที่จะต้องรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นล้วนไม่เป็นสาระอันควรที่จะวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




