ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย-สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ภริยามีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่ และศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดอย่างไร

ภริยาเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่, สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรียกค่าเสียหายอย่างไร, การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิด, สิทธิของภริยาเมื่อสามีเสียชีวิต, หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย, ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น, การเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย, ดอกเบี้ยผิดนัดในคดีละเมิด, การชดใช้ความเสียหายต่อชีวิต, ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดเพียงใด, การคำนวณค่าขาดไร้อุปการะ, สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของคู่สมรส, ค่าเสียหายกรณีผู้ตายเป็นกำลังหลักของครอบครัว,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของภริยาซึ่งสูญเสียสามีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อันเกิดจากความประมาทของผู้อื่น และมีประเด็นสำคัญว่าภริยาผู้ยังมีชีวิตอยู่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดไร้อุปการะได้เพียงใด รวมถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น และความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่าเมื่อผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส การเสียชีวิตอันเกิดจากการละเมิดย่อมทำให้คู่สมรสซึ่งยังมีชีวิตอยู่ได้รับความเสียหายจากการขาดไร้อุปการะ และศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงของการละเมิด รายได้ ฐานะ และบทบาทของผู้ตายในครอบครัว ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพและความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม 

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ต่อมาเกิดอุบัติเหตุเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันและชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับอยู่ในทิศทางเดียวกัน เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าความประมาทเกิดจากจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว รถยนต์คันก่อเหตุได้ทำประกันภัยภาคบังคับและประกันภัยภาคสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 2 ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินช่วยเหลืองานศพแก่ครอบครัวผู้ตายจำนวนหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่บุตรของผู้ตายแล้ว แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ในฐานะภริยาควรได้รับเพิ่มเติมจากการสูญเสียสามีซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดำรงชีพของครอบครัว 

ประเด็นพิพาทสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิได้อยู่เพียงการพิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดหรือไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงเรื่องการกระทำละเมิดเป็นที่ยุติแล้ว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสม โดยเฉพาะค่าขาดไร้อุปการะของภริยาผู้ตาย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวโดยเห็นว่าอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ขณะที่โจทก์ยืนยันว่าตนได้รับความเสียหายจากการสูญเสียผู้ที่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับจำนวนค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ และความรับผิดของบริษัทประกันภัยในเรื่องดอกเบี้ยและวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 

หลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายที่กำหนดให้สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีของโจทก์ถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ย่อมส่งผลโดยตรงให้โจทก์สูญเสียบุคคลผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดู การขาดไร้อุปการะดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ศาลเห็นว่าการที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ และบทบาทของผู้ตายก่อนเสียชีวิต ย่อมถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์จากการสูญเสียผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยละเมิดและการชดใช้ความเสียหายจากการตายของบุคคล 

การวินิจฉัยเรื่องค่าขาดไร้อุปการะของภริยา

ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ควรปฏิเสธการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นค่าขาดไร้อุปการะ เนื่องจากโจทก์ได้อ้างอย่างชัดเจนว่าผู้ตายเป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพและอุปการะเลี้ยงชีพครอบครัว การเสียชีวิตของผู้ตายย่อมทำให้โจทก์สูญเสียแหล่งอุปการะที่เคยได้รับอยู่เป็นปกติ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามกฎหมาย ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วพบว่าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายแม้อายุ 77 ปี แต่ยังสามารถขับรถได้และยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ายังมีสุขภาพและศักยภาพในการทำงานอยู่ในระดับดี จึงเป็นบุคคลที่ยังสามารถสร้างรายได้และให้การอุปการะแก่ครอบครัวได้จริง 

โจทก์นำสืบว่าผู้ตายทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ประมาณปีละ 1 ล้านบาท และปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ประมาณปีละ 270,000 บาท โดยรายได้ดังกล่าวนำฝากธนาคารเป็นปกติ ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลจึงรับฟังว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับฐานะ อายุ สุขภาพ และบทบาทของผู้ตายในฐานะผู้อุปการะครอบครัวแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ยังไม่เหมาะสม จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ใหม่เป็นจำนวน 650,000 บาท เพื่อชดเชยความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการสูญเสียสามีผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย 

หลักการกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น

อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือเรื่องค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดงานศพของผู้ตาย โจทก์อ้างว่าได้เสียค่าใช้จ่ายจริงเป็นเงิน 398,450 บาท และได้นำสืบรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการพร้อมเอกสารประกอบบางส่วนต่อศาล ฝ่ายจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานมาหักล้าง ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดในค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น แต่การกำหนดจำนวนเงินมิได้พิจารณาเฉพาะยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาถึงความจำเป็น ความเหมาะสม ประเพณีท้องถิ่น และฐานานุรูปของผู้ตายประกอบกันด้วย 

เมื่อพิเคราะห์รายละเอียดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพของผู้ตายแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าจำนวน 200,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้นั้นต่ำเกินสมควรเมื่อเทียบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ จึงเห็นควรเพิ่มจำนวนค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เป็น 350,000 บาท โดยถือเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นตามสมควรแก่ฐานะของผู้ตายและครอบครัว 

การกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์และรถพ่วงข้าง

สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สิน โจทก์ขอให้กำหนดค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท โดยอ้างถึงราคารถจักรยานยนต์ใหม่ ค่ารถพ่วงข้าง และค่าซ่อมแซมรถ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาสภาพความเสียหายของรถแล้วเห็นว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงและยังสามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ กรณีจึงไม่อาจเรียกราคารถใหม่ทั้งคันได้ เพราะจะเป็นการได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง 

ศาลจึงยึดหลักว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการชดเชยเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยรับฟังค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างจำนวน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท และเห็นว่าจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว จึงคงจำนวนค่าเสียหายในส่วนทรัพย์สินตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้ 

การคำนวณค่าสินไหมทดแทนรวมของคดี

เมื่อรวมค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น 350,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 21,767 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 650,000 บาท ทำให้ความเสียหายเกี่ยวกับชีวิตมีจำนวนรวม 1,021,767 บาท จากนั้นต้องนำเงินที่โจทก์และครอบครัวได้รับชดใช้ไปแล้วจำนวน 370,000 บาทมาหักออก คงเหลือค่าเสียหายเกี่ยวกับชีวิตจำนวน 651,767 บาท เมื่อนำไปรวมกับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินอีก 20,795.40 บาท จึงเป็นยอดค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 672,562.40 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัย ต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามจำนวนดังกล่าว 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าประเด็นที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดเต็มวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป เนื่องจากความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับยังไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับอยู่แล้ว จึงไม่มีข้อพิพาทที่ต้องพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอีก 

ความรับผิดของผู้รับประกันภัยและหลักการคิดดอกเบี้ยผิดนัด

นอกจากประเด็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนแล้ว คดีนี้ยังมีความสำคัญในแง่การกำหนดความรับผิดของบริษัทประกันภัยซึ่งเข้ารับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยของรถยนต์คันก่อเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้กระทำละเมิดโดยตรง แต่เป็นเพียงบุคคลซึ่งมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขและขอบเขตความรับผิดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้นการกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยของจำเลยที่ 2 จึงแตกต่างจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง เนื่องจากผู้ทำละเมิดต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะที่ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดเมื่อเข้าสู่ภาวะผิดนัดตามกฎหมายแล้วเท่านั้น 

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ และจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ ศาลฎีกาจึงนำหลักเรื่องหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้มาวินิจฉัย โดยถือว่าเมื่อเจ้าหนี้มีการทวงถามแล้ว ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ต้องชำระหนี้โดยพลัน หากไม่ชำระย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันถัดไป ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ไม่ใช่นับตั้งแต่วันเกิดอุบัติเหตุเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความรับผิดของผู้กระทำละเมิดกับความรับผิดของผู้รับประกันภัยอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดจากการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยตรง ส่วนผู้รับประกันภัยมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เป็นผู้เข้ามารับภาระทางการเงินแทนผู้เอาประกันภัยภายใต้เงื่อนไขของสัญญาประกันภัย จึงมีฐานแห่งความรับผิดแตกต่างกัน และส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดในคดีด้วย 

ผลของการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัด

ศาลฎีกาได้ยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการประกาศใช้กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดที่เดิมใช้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เปลี่ยนเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือตามอัตราที่มีการปรับเปลี่ยนในอนาคตตามกฎหมาย 

ศาลฎีกาวางหลักว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบต่อดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนวันที่ 11 เมษายน 2564 ยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนช่วงเวลาหลังจากนั้นให้ใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ตามกฎหมาย วิธีการดังกล่าวทำให้การคิดดอกเบี้ยเป็นไปตามหลักกฎหมายในแต่ละช่วงเวลาอย่างถูกต้อง และเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาใช้กับคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา 

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 1461 เรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู

หลักกฎหมายที่มีความสำคัญที่สุดประการหนึ่งในคดีนี้คือหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ศาลฎีการับรองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยามิใช่เพียงสถานะทางทะเบียนเท่านั้น แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายในการช่วยเหลือ อุปการะ และเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของแต่ละฝ่าย เมื่อบุคคลผู้มีหน้าที่ดังกล่าวเสียชีวิตลงจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น ผู้ที่เคยได้รับการอุปการะย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงจากการสูญเสียแหล่งสนับสนุนในการดำรงชีวิต และความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองให้ได้รับการชดใช้ 

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมิได้พิจารณาเพียงความสัมพันธ์ในทางนิตินัย แต่ยังพิจารณาถึงความเป็นจริงในชีวิตครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับรายได้ อาชีพ ความสามารถในการทำงาน และบทบาทของผู้ตายในการดูแลครอบครัว ทำให้การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นไปตามสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าการกำหนดแบบตายตัว 

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 438 เรื่องการกำหนดค่าสินไหมทดแทน

คดีนี้แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของดุลพินิจศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิด แม้กฎหมายจะกำหนดสิทธิเรียกร้องไว้ แต่จำนวนค่าเสียหายที่จะได้รับมิได้ถูกกำหนดไว้เป็นตัวเลขตายตัว ศาลจึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงของการละเมิด ลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับจริงเป็นรายกรณีไป 

ในคดีนี้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจประเมินรายได้ของผู้ตายจากข้อมูลการทำเกษตร พิจารณาอายุ สุขภาพ และศักยภาพในการทำงานของผู้ตาย รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับโจทก์ แล้วกำหนดค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 650,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกำหนดค่าเสียหายมิได้อาศัยเพียงการคำนวณทางตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายด้วย 

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 443 เรื่องค่าเสียหายกรณีผู้ตายถึงแก่ความตาย

ศาลฎีกาได้อธิบายโดยปริยายว่าความเสียหายจากการตายของบุคคลมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความเสียหายต่อทรัพย์สินทั่วไป เพราะการสูญเสียชีวิตไม่อาจทดแทนกลับคืนได้ กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบสามารถเรียกค่าเสียหายบางประเภทแทนได้ เช่น ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น และค่าขาดไร้อุปการะของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากผู้ตาย 

ในส่วนค่าปลงศพ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะยอดค่าใช้จ่ายตามใบเสร็จเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงประเพณี ฐานานุรูป และความจำเป็นของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการด้วย หลักการดังกล่าวช่วยให้การกำหนดค่าเสียหายเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ต่ำเกินไปจนผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาที่เพียงพอ และไม่สูงเกินไปจนเกินกว่าความเสียหายที่สมควรได้รับการชดใช้ 

หลักกฎหมายสำคัญที่คดีนี้วางไว้

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า เมื่อคู่สมรสซึ่งมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายเสียชีวิตจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ หากสามารถนำสืบให้เห็นถึงบทบาท รายได้ และการอุปการะที่เคยได้รับจากผู้ตาย นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักว่าการกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นต้องพิจารณาตามความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตาย มิใช่พิจารณาเฉพาะจำนวนเงินที่จ่ายจริงเท่านั้น อีกทั้งผู้รับประกันภัยซึ่งมิใช่ผู้กระทำละเมิดย่อมต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ตกเป็นผู้ผิดนัด ไม่ใช่นับแต่วันเกิดละเมิด หลักการเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีละเมิดที่มีผู้เสียชีวิตและมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดและบริษัทประกันภัยร่วมกัน 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดจากการขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งให้ร่วมกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม โดยศาลชั้นต้นพิจารณาความเสียหายบางส่วนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ แต่ไม่กำหนดค่าขาดแรงงานตามที่โจทก์ร้องขอ และกำหนดค่าขาดไร้อุปการะในจำนวนที่เห็นสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี 

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วเห็นควรแก้ไขจำนวนค่าสินไหมทดแทนบางส่วน โดยพิพากษาแก้เป็นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 304,562.40 บาท พร้อมวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมใหม่ตามผลแห่งคดีที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นค่าขาดไร้อุปการะ โดยเห็นว่าอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าวไม่ชัดแจ้งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่งผลให้โจทก์ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสูญเสียผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย และเป็นเหตุให้มีการฎีกาต่อศาลฎีกาในเวลาต่อมา 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยกประเด็นเรื่องค่าขาดไร้อุปการะไว้อย่างชัดเจนแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ควรรับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดี รายได้ อาชีพ และบทบาทของผู้ตายในฐานะผู้อุปการะครอบครัว จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท อีกทั้งเห็นว่าค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่กำหนดไว้เดิมต่ำเกินสมควร จึงเพิ่มเป็น 350,000 บาท ส่วนค่าเสียหายเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์กำหนดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมแล้วเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวน 672,562.40 บาท พร้อมกำหนดดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานะของผู้กระทำละเมิดและผู้รับประกันภัย ตลอดจนหลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัดที่แก้ไขใหม่ โดยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามรายละเอียดดังกล่าว 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่าความเสียหายจากการละเมิดมิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางร่างกายหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูด้วย เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดของผู้อื่น คู่สมรสอีกฝ่ายซึ่งเคยได้รับการอุปการะย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้ หากสามารถแสดงให้เห็นถึงบทบาท รายได้ และภาระหน้าที่ของผู้ตายก่อนเสียชีวิต นอกจากนี้การกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นต้องพิจารณาจากความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตายประกอบกัน มิใช่ยึดเฉพาะจำนวนเงินที่มีการใช้จ่ายจริงเท่านั้น อีกทั้งคดีนี้ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างความรับผิดของผู้กระทำละเมิดกับความรับผิดของผู้รับประกันภัย ซึ่งมีฐานแห่งความรับผิดแตกต่างกัน ส่งผลโดยตรงต่อการเริ่มนับดอกเบี้ยผิดนัดและขอบเขตแห่งความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หลักการเหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีละเมิดที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและการเรียกร้องสิทธิของบุคคลในครอบครัวผู้ตาย 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438

มาตรา 438 เป็นบทบัญญัติสำคัญในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีละเมิด โดยให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาความเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิด หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การชดใช้ค่าเสียหายสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละคดี เนื่องจากความเสียหายของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันทั้งในด้านฐานะ รายได้ อายุ สุขภาพ และผลกระทบที่ได้รับจากการกระทำละเมิด ในคดีนี้ศาลฎีกาได้นำหลักตามมาตรา 438 มาใช้ประกอบการพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ โดยมิได้กำหนดจากตัวเลขตายตัว แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าผู้ตายยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้จากการทำเกษตรจำนวนมาก และเป็นผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์จึงสูญเสียประโยชน์ที่เคยได้รับจากการอุปการะดังกล่าว ศาลจึงใช้ดุลพินิจกำหนดค่าขาดไร้อุปการะในจำนวนที่เห็นว่าเหมาะสมกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หลักการสำคัญของมาตรา 438 ที่ปรากฏในคดีนี้คือการเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาความเป็นธรรมเป็นรายกรณี และทำให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถตอบสนองต่อความเสียหายที่แท้จริงของผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม ไม่เคร่งครัดอยู่กับสูตรการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของชีวิตและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเป็นสำคัญ 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443

มาตรา 443 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดพิเศษในกรณีที่การละเมิดเป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย โดยกฎหมายรับรองว่าความเสียหายจากการเสียชีวิตของบุคคลหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส บุตร หรือบุคคลที่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ตาย ดังนั้นผู้กระทำละเมิดจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อเยียวยาความเสียหายดังกล่าว ในคดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 443 มาใช้พิจารณาทั้งในส่วนค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น และค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย โดยวางหลักว่าค่าปลงศพมิได้หมายถึงเพียงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในพิธีศพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการจัดงานศพตามสมควรแก่ฐานะของผู้ตายด้วย การพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายใดสมควรได้รับการชดใช้จึงต้องพิจารณาความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตายประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาจากจำนวนเงินที่มีการใช้จ่ายจริงเพียงอย่างเดียว เพราะบางกรณีอาจมีการใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับฐานะของผู้ตายได้ ศาลจึงมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจกลั่นกรองจำนวนค่าเสียหายให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแห่งคดี ในคดีนี้แม้โจทก์จะนำสืบว่าได้เสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเกือบสี่แสนบาท แต่ศาลก็ยังต้องพิจารณารายละเอียดแต่ละรายการประกอบกับความเหมาะสมตามสภาพสังคมและฐานะของผู้ตายก่อนกำหนดจำนวนเงินที่เห็นสมควรให้ได้รับการชดใช้ นอกจากนี้มาตรา 443 ยังเป็นบทกฎหมายที่รองรับสิทธิของบุคคลผู้สูญเสียการอุปการะจากผู้ตาย โดยถือว่าการขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการตายของบุคคลนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่าความเสียหายจากการเสียชีวิตมิได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวผู้ตาย แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่เกิดแก่บุคคลซึ่งพึ่งพาการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ตายด้วย ดังนั้นมาตรา 443 จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และเป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยเยียวยาความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายหลังการสูญเสียบุคคลอันเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว 

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่กำหนดหน้าที่ระหว่างสามีภริยา โดยวางหลักว่าสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถาบันครอบครัว เพราะเป็นการรับรองว่าการสมรสก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายระหว่างคู่สมรส มิใช่เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางสังคมหรือความสัมพันธ์ทางทะเบียนเท่านั้น ในคดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 1461 มาใช้เป็นรากฐานสำคัญในการวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นสามีของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะภริยาอย่างไร โดยศาลพิจารณาว่าก่อนเสียชีวิตผู้ตายยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ และมีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือและอุปการะครอบครัว การที่ผู้ตายเสียชีวิตจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จึงมิได้ก่อให้เกิดเพียงความสูญเสียทางจิตใจ แต่ยังทำให้โจทก์สูญเสียบุคคลซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูตนด้วย ศาลจึงรับรองสิทธิของโจทก์ในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย หลักการสำคัญที่ปรากฏในคดีนี้คือการพิจารณาว่าคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับความเสียหายจากการขาดไร้อุปการะจริงหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอายุ อาชีพ รายได้ สุขภาพ และบทบาทของผู้ตายในการดูแลครอบครัว ศาลฎีการับฟังว่าผู้ตายยังมีรายได้จากการทำเกษตรจำนวนมาก และยังคงมีศักยภาพในการทำงาน แม้จะมีอายุ 77 ปีแล้วก็ตาม จึงถือได้ว่าผู้ตายยังสามารถปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ต่อไปหากไม่เสียชีวิตจากเหตุละเมิด การขาดบุคคลดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ตามกฎหมาย คดีนี้จึงแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายละเมิดอย่างชัดเจน กล่าวคือ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นตามมาตรา 1461 กลายเป็นฐานสำคัญในการกำหนดสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายละเมิดเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตจากการกระทำของผู้อื่น หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ และทำให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตครอบครัวได้อย่างเป็นธรรม 

บทวิเคราะห์ภาพรวมของคดี

เมื่อพิจารณาภาพรวมของคดีนี้จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการเยียวยาความเสียหายที่แท้จริงมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเทคนิคของกระบวนพิจารณา แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะเห็นว่าอุทธรณ์เรื่องค่าขาดไร้อุปการะไม่ชัดแจ้ง แต่ศาลฎีกากลับพิจารณาจากเนื้อหาสาระของข้อโต้แย้งและเห็นว่าโจทก์ได้ยกประเด็นดังกล่าวไว้อย่างเพียงพอแล้ว จึงสมควรได้รับการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งสิทธิ การวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่ากระบวนการยุติธรรมควรมุ่งคุ้มครองสิทธิที่แท้จริงของคู่ความ และไม่ควรปฏิเสธการพิจารณาในประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความเป็นธรรมของคดีโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ศาลยังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ และบทบาทของผู้ตายในการดำรงชีวิตของครอบครัว ทำให้การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในส่วนค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น อันเป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายอย่างแท้จริง และเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการหลักกฎหมายครอบครัว หลักกฎหมายละเมิด และหลักความรับผิดของผู้รับประกันภัยเข้าด้วยกันในคดีเดียวอย่างเป็นระบบ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการขาดไร้อุปการะเมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น และค่าเสียหายที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายและมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามกฎหมาย ภริยาซึ่งสูญเสียผู้มีหน้าที่อุปการะจากการกระทำละเมิดย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายดังกล่าว และศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์แห่งคดี ความสามารถในการประกอบอาชีพ รายได้ และบทบาทของผู้ตายในครอบครัวได้ 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

1. ค่าขาดไร้อุปการะ

คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า ภริยาซึ่งสูญเสียสามีจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่นมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักว่าเมื่อสามีมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยา การเสียชีวิตของสามีย่อมทำให้ภริยาสูญเสียประโยชน์จากการอุปการะดังกล่าว อันเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ โดยศาลต้องพิจารณาจากอาชีพ รายได้ สุขภาพ อายุ และบทบาทของผู้ตายประกอบกัน เพื่อกำหนดจำนวนค่าเสียหายที่เหมาะสมแก่ข้อเท็จจริงของคดี 

2. ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น

อีกประเด็นสำคัญของคดีคือหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอันเกิดจากการเสียชีวิตของผู้ตาย ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้ผู้เสียหายจะนำสืบถึงจำนวนเงินที่ได้ใช้จ่ายจริง แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะต้องพิจารณาความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตายประกอบกันด้วย มิใช่พิจารณาเฉพาะยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การชดใช้ค่าเสียหายเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละคดี 

สรุปแก่นของคดีโดยย่อ

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า คู่สมรสที่สูญเสียผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ และการกำหนดค่าสินไหมทดแทนทั้งในส่วนค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็น ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดี ความสามารถในการประกอบอาชีพ รายได้ ฐานะ และบทบาทของผู้ตาย ตลอดจนความเหมาะสมตามประเพณีและสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายอย่างแท้จริง 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ภริยาสามารถเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่เมื่อสามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของผู้อื่น

คำตอบ 

ภริยามีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายและมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามกฎหมายอยู่ก่อนเสียชีวิต คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่าการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่กฎหมายรับรองไว้ เมื่อบุคคลผู้มีหน้าที่ดังกล่าวถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น ย่อมทำให้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่สูญเสียประโยชน์ที่เคยได้รับจากการอุปการะนั้น ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ โดยศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ อายุ สุขภาพ และบทบาทของผู้ตายในการดูแลครอบครัวประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะสถานะความเป็นสามีภริยาตามทะเบียนเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงสภาพการดำรงชีวิตจริงก่อนเกิดเหตุด้วย หากปรากฏว่าผู้ตายยังประกอบอาชีพ มีรายได้ และเป็นกำลังสำคัญในการดูแลครอบครัว ย่อมเป็นเหตุสนับสนุนให้ศาลกำหนดค่าขาดไร้อุปการะได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี 

2. คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่าขาดไร้อุปการะ

คำตอบ 

การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะไม่มีกฎหมายกำหนดเป็นตัวเลขตายตัว แต่เป็นเรื่องที่ศาลต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อมูลที่โจทก์นำสืบว่าผู้ตายแม้อายุ 77 ปี แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถขับรถและประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีรายได้จากการปลูกข้าวหอมมะลิและปลูกข้าวโพดเป็นจำนวนมาก ฝ่ายจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลจึงรับฟังว่าผู้ตายยังคงมีศักยภาพในการทำงานและสามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ต่อไปได้ หากไม่เกิดเหตุละเมิดจนถึงแก่ความตาย ดังนั้นการกำหนดค่าขาดไร้อุปการะจึงต้องพิจารณาจากรายได้ของผู้ตาย ความมั่นคงในการประกอบอาชีพ อายุ สุขภาพ และความสัมพันธ์กับผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะประกอบกัน เพื่อให้จำนวนค่าสินไหมทดแทนสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นธรรม 

3. คำถาม ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพที่จ่ายจริงสามารถเรียกคืนได้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ 

แม้ผู้เสียหายจะสามารถนำพยานหลักฐานแสดงว่าตนได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เต็มจำนวนทุกกรณี เพราะศาลต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายว่าด้วยค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็น โดยคำนึงถึงความจำเป็นของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ประเพณีในการจัดงานศพ และฐานานุรูปของผู้ตายประกอบกัน ในคดีนี้โจทก์นำสืบว่ามีค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจำนวนมากพร้อมแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายเป็นรายรายการ แต่ศาลยังต้องพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีความเหมาะสมเพียงใดและสอดคล้องกับสภาพแห่งคดีหรือไม่ หลักการสำคัญคือการชดใช้ค่าเสียหายต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นจำนวนเงินที่ศาลกำหนดจึงอาจสูงหรือต่ำกว่าจำนวนที่ผู้เสียหายจ่ายจริงได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี 

4. คำถาม ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิดหรือไม่

คำตอบ 

ผู้รับประกันภัยไม่จำเป็นต้องรับผิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิดเสมอไป เพราะฐานแห่งความรับผิดของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน ผู้กระทำละเมิดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรง จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดตั้งแต่วันเกิดเหตุ ส่วนผู้รับประกันภัยเป็นบุคคลที่เข้ามารับผิดตามสัญญาประกันภัยภายใต้เงื่อนไขของกรมธรรม์เท่านั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทน และผู้รับประกันภัยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับหนังสือทวงถาม ดังนั้นดอกเบี้ยในส่วนของผู้รับประกันภัยจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ตกเป็นผู้ผิดนัด มิใช่นับตั้งแต่วันเกิดอุบัติเหตุ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับลักษณะและที่มาของหนี้แต่ละประเภท และกำหนดความรับผิดให้สอดคล้องกับฐานทางกฎหมายของแต่ละบุคคล 

5. คำถาม ค่าขาดแรงงานกับค่าขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายประเภทเดียวกันหรือไม่

คำตอบ 

ค่าขาดแรงงานและค่าขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายที่มีลักษณะแตกต่างกัน แม้จะเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเสียชีวิตของบุคคลก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาได้แยกพิจารณาความเสียหายทั้งสองส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน โดยประเด็นค่าขาดแรงงานนั้นศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกและมิได้กำหนดค่าเสียหายให้ อีกทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อมาถึงชั้นฎีกาโจทก์จึงไม่อาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างใหม่ได้ ส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะจากผู้ตาย ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอีกประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรองไว้ ดังนั้นแม้ความเสียหายทั้งสองประเภทจะมีความเกี่ยวเนื่องกับการสูญเสียบุคคลเดียวกัน แต่มีฐานแห่งสิทธิเรียกร้องและหลักเกณฑ์การพิจารณาแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาแยกจากกันเป็นรายประเด็น 

6. คำถาม หากผู้ตายมีอายุมากแล้ว ศาลยังสามารถกำหนดค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่

คำตอบ 

อายุของผู้ตายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ศาลนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่ใช่เหตุที่จะตัดสิทธิในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แต่ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้ตายยังสามารถขับรถได้ ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังมีรายได้จากการทำเกษตรอยู่จริง จึงแสดงให้เห็นว่าผู้ตายยังมีสุขภาพและศักยภาพในการทำงาน อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ตามปกติ ศาลจึงมิได้ใช้เกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ แต่พิจารณาร่วมกับสภาพร่างกาย ความสามารถในการประกอบอาชีพ รายได้ และบทบาทของผู้ตายในครอบครัว หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของบุคคลนั้น ไม่ใช่อาศัยเพียงตัวเลขอายุหรือข้อสันนิษฐานทั่วไปเพียงอย่างเดียว 

7. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงสามารถวินิจฉัยเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดได้แม้ไม่มีคู่ความฎีกาในประเด็นนี้

คำตอบ 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งมีผลใช้บังคับใหม่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาอย่างถูกต้อง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองเพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้น หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบกฎหมาย เพราะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งยังป้องกันมิให้มีการบังคับตามคำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม 

8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรเกี่ยวกับการพิสูจน์ความเสียหายในคดีละเมิด

คำตอบ 

บทเรียนสำคัญของคดีนี้คือผู้เสียหายควรนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหายมาแสดงต่อศาลให้ละเอียดและครบถ้วนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ บทบาทในการดูแลครอบครัว หรือรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เพราะพยานหลักฐานเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน ในคดีนี้โจทก์สามารถนำสืบเกี่ยวกับอาชีพและรายได้ของผู้ตาย รวมถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพได้อย่างชัดเจน ขณะที่ฝ่ายจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานมาหักล้างในสาระสำคัญ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดค่าเสียหายหลายรายการ หลักการที่เห็นได้จากคดีนี้คือยิ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายมีความชัดเจนและมีหลักฐานสนับสนุนมากเพียงใด โอกาสที่ศาลจะสามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น 

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลักกฎหมายละเมิด หลักกฎหมายครอบครัว และหลักความรับผิดของผู้รับประกันภัยมาปรับใช้ร่วมกัน โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแก่ภริยาผู้สูญเสียสามีจากการกระทำละเมิดของบุคคลอื่น และรับรองว่าค่าขาดไร้อุปการะเป็นความเสียหายที่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส นอกจากนี้ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับการกำหนดค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น การประเมินความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการเริ่มนับดอกเบี้ยของผู้รับประกันภัยไว้อย่างชัดเจน อันเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีละเมิดที่มีผู้เสียชีวิตและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของบุคคลในครอบครัวผู้ตายต่อไปในอนาคต 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565 

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถชนท้ายรถซึ่งผู้ตายขับรถแล่นอยู่ในทิศทางเดียวกัน และความประมาทเกิดจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น นั้น เห็นว่า ผู้ตายเป็นสามีโจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่งและมาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบและอ้างถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ชอบจะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้ไป ส่วนค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนี่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย โดยค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวศาลจะพิจารณาตามสมควรตามความจำเป็น ทั้งพิจารณาตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้รับผิดเต็มวงเงินประกันนั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของทั้ง 2 กรมธรรม์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 402,795.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 304,562.40 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 23,847 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมควร ผู้ตาย จำเลยที่ 2 รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ในส่วนของประกันภัยภาคบังคับ จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร และในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจ จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 1,000,000 บาท ต่อคน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน 5,000,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามถนนมิตรภาพจากอำเภอสีคิ้วมุ่งหน้าอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทันเป็นเหตุให้ชนท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ผู้ตายขับในขณะแล่นอยู่ด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน ทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มอบเงินช่วยเหลืองานศพให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 300,000 บาท ให้แก่นางราตรี บุตรของผู้ตายเต็มตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทน ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่นางราตรีซึ่งเป็นโจทก์ร่วม 50,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 21,767 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับฎีกาโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าขาดแรงงาน 750,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ จึงไม่กำหนดค่าขาดแรงงานให้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าขาดแรงงานแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อุทธรณ์ชัดแจ้งแล้วว่า การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องป่วยซึมเศร้าและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่จะเรียกได้ อย่างไรก็ตามสามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน เมื่อพิจารณาว่าผู้ตายมีอายุ 77 ปี และประกอบอาชีพเกษตรกร ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เป็นเงิน 432,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ต้องมีผู้ดูแล โจทก์สูญเสียคนสำคัญ ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแล้วนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะ โดยอ้างว่าผู้ตายประกอบอาชีพเป็นกำลังหลัก แต่โจทก์กลับต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ต้องเสียหายว่าเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 443 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำสืบอาชีพหน้าที่การงานและรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ถือว่าได้นำสืบและอ้างในอุทธรณ์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องขาดไร้อุปการะแล้ว จึงมีข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยค่าเสียหายส่วนนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย พิจารณาฎีกาของโจทก์ประกอบข้อเท็จจริงจากรายได้และอาชีพการงานของผู้ตาย เห็นว่า ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีอายุ 77 ปี แม้อายุมากแต่ขับรถคันเกิดเหตุได้ แสดงว่ายังมีสายตาและสุขภาพแข็งแรง โจทก์นำสืบว่าผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิ 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท ปลูกข้าวโพดอีก 37 ไร่ มีรายได้ต่อปีประมาณ 270,000 บาท รายได้จากการทำเกษตรได้นำฝากธนาคาร ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายมีรายได้จากการทำเกษตรจริง พิจารณาทางนำสืบโจทก์ประกอบพฤติการณ์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 650,000 บาท ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อมามีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นกับค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เสียเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพไปเป็นเงิน 398,450 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงและเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กระทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาตามสมควร ตามความจำเป็น ทั้งต้องพิจารณาถึงการจัดงานศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายในการจัดการศพของผู้ตาย โดยคำนึงถึงข้อพิจารณาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยแสดงรายละเอียดแยกแยะแต่ละวันและแต่ละรายการที่ใช้จ่ายโดยบางส่วนมีใบเสร็จยืนยัน ฝ่ายจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท มานั้นต่ำเกินไป เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท สำหรับค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินรถจักรยานยนต์และส่วนพ่วงข้าง โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น โจทก์มีนายสมพร บุตรของผู้ตายเบิกความว่า ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์คิดเป็นราคารถจักรยานยนต์ใหม่ 59,205 บาท และโจทก์เสียเงินค่าซื้อรถพ่วงข้าง 12,000 บาท กับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 8,795.40 บาท แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถจักรยานยนต์แล้ว ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกราคาค่ารถจักรยานยนต์ 59,205 บาท ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กลับคืนสภาพเดิมเป็นเงิน 8,795.40 บาท และค่ารถพ่วงข้างอีกเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,795.40 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนของทรัพย์สินรถจักรยานยนต์เป็นค่าซ่อมรถเป็นเงิน 20,795.40 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายกรณีความเสียหายต่อชีวิต เป็นค่าปลงศพ, ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 1,021,767 บาท เมื่อหักเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้วเป็นเงิน 370,000 บาท จากค่าเสียหายในส่วนนี้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายต่อชีวิต 651,767 บาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินในส่วนค่าซ่อมรถ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 672,562.40 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท นั้น เมื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 2 ฉบับรวมกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด หากแต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 แต่หนังสือทวงถามของโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 2 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 672,562.40 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนทุนทรัพย์ 750,000 บาท ที่ไม่รับวินิจฉัยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีนี้เกิดจากผู้ตายซึ่งเป็นสามีของโจทก์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ศาลพิจารณาว่าสามีมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยา  เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ภริยาจึงได้รับความเสียหายจากการขาดไร้อุปการะ หากมีพยานหลักฐานแสดงถึงอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลครอบครัว ศาลสามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตต้องรับผิดไหม ภรรยาไม่จดทะเบียนฟ้องได้หรือไม่ สิทธิเรียกค่าสินไหมและค่าปลงศพตามกฎหมายคืออะไร
ฟ้องซ้ำได้ไหม เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำเดียวหลายข้อหา ศาลฎีกาชี้สิทธิฟ้องระงับหรือไม่ และรื้อฟื้นคดีอาญาได้อย่างไร
นำเงินเข้าประเทศไม่แจ้งผิดไหม? ศาลฎีกาชี้ เงินไม่ใช่ทรัพย์ฟอกเงิน แม้ผิดศุลกากรแต่ต้องคืนเงินครบ
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ผิดกฎหมายถือกี่กรรม? วิเคราะห์คดีแปรรูปไม้หวงห้าม โทษหนักแค่ไหน และฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
บุกรุกป่าสงวนต้องรับโทษแค่ไหน? ศาลวินิจฉัยพื้นที่บุกรุก-ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมอย่างไร และโต้แย้งได้หรือไม่ตามกฎหมาย
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article