
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 นี้เกี่ยวข้องกับคดีร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ โดยจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหาย จึงเข้าข่ายความผิดที่ ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ข้อหาเรื่องลักทรัพย์จึงยุติไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แก้โทษจำคุกจำเลยที่ 1 เหลือ 7 ปี 7 เดือน และยกคำขอคืนราคาทรัพย์ทั้งสิ้นอีกด้วย
1. ข้อเท็จจริงของคดี •จำเลยที่ 1 และ 2 ถูกฟ้องหลายกระทง: ยาเสพติด, ชิงทรัพย์, ลักทรัพย์ •ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์เฉพาะข้อร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 •จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ทั้งยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีเก่า 2. คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ •ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามกระทงความผิดหลายกรรมต่างกัน •ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาชั้นต้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง 3. ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย •การเข้าข่ายความผิดตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง (เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหาย) •การถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย ทำให้ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และส่งผลให้คำขอแพ่งตกไปด้วย •ข้อจำกัดในการฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง: ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเรื่องพยานบอกเล่านอกรอบชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 252 รวมกับ ป.วิ.อ. มาตรา 15 •เหตุบรรเทาโทษ: ศาลเห็นว่าโทษลงต่ำสุดแล้วและได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ จึงไม่สมควรลดโทษเพิ่ม 4. แนวปฏิบัติทางรูปคดีและแนวทางวิเคราะห์เชิงลึก •เมื่อเป็นกรณีที่เข้าข่าย มาตรา 71 วรรคสอง: ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ชัดเจนเพื่อระงับสิทธิฟ้อง •ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยแก้ไขข้อกฎหมายแม้จำเลยไม่ฎีกา หากเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 •ต้องแยกข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด: ศาลฎีกาไม่รับฟังข้อเท็จจริงใหม่หากไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น •โทษขั้นต่ำสุดและการรับสารภาพ: หากโทษลดเต็มที่แล้วยังไม่สมควรลด เพิ่มเติม 5. สรุปคำวินิจฉัย ประเด็น ความผิดฐานลักทรัพย์ – ป.อ. ม.71 (บุตรต่อผู้บุพการี) วินิจฉัย : เข้าข่ายต้องยอมความ ประเด็น การถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย วินิจฉัย : ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ และคำขอแพ่งตกด้วย ประเด็น การฟ้องข้อเท็จจริงใหม่ (พยานบอกเล่า) วินิจฉัย : ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประเด็น การลดโทษ วินิจฉัย : ลดเต็มแล้ว ไม่มีเหตุให้ลดเพิ่ม 6. ข้อคิดทางกฎหมายท้ายบทความ 📝 เมื่อกรณีเข้าสู่ข้อยกเว้นของ มาตรา 71 วรรคสอง (บุตรต่อบุพการี) การถอนคำร้องทุกข์มีผลทางกฎหมายอย่างชัดเจน 📝 การแยกข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายในการฎีกาเป็นสิ่งสำคัญ ศาลฎีกาไม่รับข้อเท็จจริงใหม่หากไม่ถูกยกขึ้นในชั้นต้น 📝 การรับสารภาพและโทษขั้นต่ำสุดอาจเป็นกรณีสุดท้ายของการลดโทษตามหลัก ม.78
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 335, 336 ทวิ, 339, 340 ตรี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) 336 ทวิ, 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 340 ตรี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 15 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 9 เดือน รวมจำคุกคนละ 7 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 20 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ไม่ใช่ความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีจึงรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยาน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 1 ลักข้าวเปลือก และผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ทราบเรื่องจากเพื่อนบ้าน และพนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวเพื่อนบ้านมาเป็นพยานคดีนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่าจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวเช่นกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามคำฟ้องข้อ 1.2 เป็นอันระงับไปหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวทองใบ ผู้เสียหาย โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกนิกร พนักงานสอบสวนที่เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายมาพบพยานและขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนั้น สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุบรรเทาโทษหรือมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกก่อนลดโทษ 15 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุด และยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบากว่านี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ สำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 7 ปี 7 เดือน ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 950 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
|



