
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชิงทรัพย์โดยจำเลยใช้หมวกนิรภัยปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดและหลบหนี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจตนาของจำเลยคือเพื่อปิดบังใบหน้า มิใช่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร พร้อมทั้งพิจารณาลดโทษและรอการลงโทษโดยพิจารณาจากอายุ พฤติกรรม และการบรรเทาผลร้ายของจำเลย
สรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบผู้เสียหาย ใช้กำลังข่มขู่และทำท่าจะหยิบอาวุธเพื่อบังคับเอาหมวกนิรภัย โดยสวมหมวกนิรภัยเองเพื่อปิดบังใบหน้า ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ อันเข้าข่ายชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและปิดบังใบหน้าตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และ 340 ตรี ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ ไม่มีประวัติอาชญากรรม และได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว พฤติการณ์เป็นการกระทำด้วยความคึกคะนอง จึงพิจารณาลดโทษหนึ่งในสาม และให้รอการลงโทษจำคุก 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติและทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง
ข้อเท็จจริงของคดี •จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์โดยกระทำในขณะที่สวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ •ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงว่าจำเลยไม่ได้สวมหมวกนิรภัยขณะออกจากบ้าน แต่เพิ่งสวมก่อนก่อเหตุ •จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ประกบผู้เสียหาย บิดกุญแจจนเครื่องยนต์ดับ และข่มขู่เอาหมวกนิรภัยของผู้เสียหาย •จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนและพิจารณาคดี
คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น •พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 340 ตรี •จำคุก 7 ปี ปรับ 130,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท •รอการลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมเงื่อนไขคุมประพฤติและทำกิจกรรมสาธารณะ 24 ชั่วโมง
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 •แก้เป็นให้จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 335(5) และ มาตรา 340 ตรี •จำคุก 15 ปี ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี 6 เดือน •ไม่ให้รอการลงโทษจำคุก
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่ 1: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้า •ศาลวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนก่อเหตุ และไม่ได้สวมตั้งแต่ตอนออกจากบ้าน แสดงว่าไม่มีเจตนาสวมเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ •เจตนาในการสวมหมวกนิรภัยจึงเป็นการปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้จำหน้าได้ •การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 335(5) วรรคหนึ่ง และ มาตรา 340 ตรี
🔎 ข้อสังเกตสำคัญ: การพิจารณาว่าการสวมหมวกนิรภัยเป็นไปเพื่อปิดบังใบหน้า หรือเพื่อความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแวดล้อม และพฤติกรรมก่อนก่อเหตุ ประเด็นที่ 2: การรอการลงโทษจำคุก •จำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ ไม่มีประวัติอาชญากรรม •ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้รับทรัพย์คืน ไม่ติดใจเรียกร้องเพิ่ม •พฤติการณ์ชี้ว่าเป็นการกระทำคึกคะนองในวัยรุ่น •จำเลยถูกขังระหว่างฎีกานานกว่า 1 ปี ศาลเห็นว่าสมควรให้โอกาสกลับตัว ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้โทษเป็น: •จำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท •ลดกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท •รอการลงโทษจำคุก 3 ปี •รายงานตัวทุก 3 เดือนภายใน 1 ปี และทำงานบริการสาธารณะ 24 ชั่วโมง
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ✅ เจตนาปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์ ประเด็นนี้เป็นการตีความเจตนาของจำเลย ซึ่งแม้จะสวมหมวกนิรภัยตามกฎหมายจราจร แต่พฤติกรรมโดยรวมสะท้อนว่าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อปิดบังใบหน้าให้พ้นจากการจำได้ขณะก่อเหตุ อันเข้าข่าย "ทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้" ตาม ป.อ. มาตรา 335(5) ✅ การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ทั้งในระหว่างการก่อเหตุ และหลบหนีหลังได้ทรัพย์ ย่อมเข้าข่ายการ "ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม" ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ✅ การรอการลงโทษ: พิจารณาแบบองค์รวม ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาประวัติของจำเลย พฤติการณ์ในคดี และการบรรเทาผลร้าย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการใช้ มาตรา 76 และ 78 เพื่อให้โอกาสเยาวชนที่กระทำผิดไม่ร้ายแรงได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ข้อคิดทางกฎหมาย •การกระทำใด ๆ ที่มีลักษณะปกปิดใบหน้าขณะก่อเหตุ อาจถือเป็นองค์ประกอบเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 335(5) ได้ แม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวกนิรภัย •เจตนาของจำเลยเป็นหัวใจของการวินิจฉัย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจตนาเพื่ออำพรางใบหน้า ศาลสามารถเพิ่มโทษตามกฎหมายได้ •การให้โอกาสผู้กระทำผิดวัยเยาว์เป็นแนวทางที่สนับสนุนการฟื้นฟู ไม่ใช่ลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบเพียงอย่างเดียว •นักกฎหมายควรศึกษาแนววินิจฉัยนี้เพื่อใช้ในคดีอาญาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมแวดล้อม และเจตนาแฝงของจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568 ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 339, 340 ตรี จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 7 ปี และปรับ 130,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง ภายระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง) ให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยลักหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ราคา 700 บาท ของนายรชต ผู้เสียหายไป โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และใช้กำลังกระชากดึงเอากุญแจรถของผู้เสียหายทิ้งลงข้างทาง เพื่อหยุดรถของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำท่าจะหยิบอาวุธมาทำร้ายและบังคับให้ผู้เสียหายมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดว่าวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยสีดำ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบกับผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบข้างตีคู่รถของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยบิดลูกกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกแล้วโยนทิ้ง เมื่อเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายดับแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์วนกลับมายังรถของผู้เสียหาย และพูดจาขู่เข็ญจะทำร้ายลักษณะจะล้วงเอาอาวุธที่บริเวณเอว ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย และพูดให้ผู้เสียหายส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและส่งมอบให้แก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี เศษเท่านั้น จำเลยน่าจะยังมีความรู้สำนึกผิดชอบไม่มากนัก ยังปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายได้รับของกลางคืนแล้ว และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก และจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โดยเพียงแต่บิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้เครื่องยนต์ดับ จนผู้เสียหายขับรถต่อไปไม่ได้ แล้วจำเลยพูดขอหมวกนิรภัยจากผู้เสียหายและทำท่าทางข่มขู่ จนผู้เสียหายกลัวและส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์ร้ายแรงอื่น การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยต้องขังในระหว่างฎีกามานาน 1 ปีเศษแล้ว น่าจะหลาบจำ เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษา การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และพิเคราะห์แล้วจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดหรือประพฤติปฏิบัติอันร้ายแรงอื่นมาก่อน การกระทำของจำเลยครั้งนี้ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นได้ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และกำหนดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย หนึ่งในสามแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 |



