ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชิงทรัพย์โดยจำเลยใช้หมวกนิรภัยปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดและหลบหนี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจตนาของจำเลยคือเพื่อปิดบังใบหน้า มิใช่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร พร้อมทั้งพิจารณาลดโทษและรอการลงโทษโดยพิจารณาจากอายุ พฤติกรรม และการบรรเทาผลร้ายของจำเลย


สรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบผู้เสียหาย ใช้กำลังข่มขู่และทำท่าจะหยิบอาวุธเพื่อบังคับเอาหมวกนิรภัย โดยสวมหมวกนิรภัยเองเพื่อปิดบังใบหน้า ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ อันเข้าข่ายชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและปิดบังใบหน้าตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และ 340 ตรี ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในประเด็นนี้

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ ไม่มีประวัติอาชญากรรม และได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว พฤติการณ์เป็นการกระทำด้วยความคึกคะนอง จึงพิจารณาลดโทษหนึ่งในสาม และให้รอการลงโทษจำคุก 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติและทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง


ข้อเท็จจริงของคดี

•จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์โดยกระทำในขณะที่สวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ

•ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงว่าจำเลยไม่ได้สวมหมวกนิรภัยขณะออกจากบ้าน แต่เพิ่งสวมก่อนก่อเหตุ

•จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ประกบผู้เสียหาย บิดกุญแจจนเครื่องยนต์ดับ และข่มขู่เอาหมวกนิรภัยของผู้เสียหาย

•จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนและพิจารณาคดี


คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น

•พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 340 ตรี

•จำคุก 7 ปี ปรับ 130,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท

•รอการลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมเงื่อนไขคุมประพฤติและทำกิจกรรมสาธารณะ 24 ชั่วโมง


คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

•แก้เป็นให้จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 335(5) และ มาตรา 340 ตรี

•จำคุก 15 ปี ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี 6 เดือน

•ไม่ให้รอการลงโทษจำคุก


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่ 1: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้า

•ศาลวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนก่อเหตุ และไม่ได้สวมตั้งแต่ตอนออกจากบ้าน แสดงว่าไม่มีเจตนาสวมเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

•เจตนาในการสวมหมวกนิรภัยจึงเป็นการปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้จำหน้าได้

•การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 335(5) วรรคหนึ่ง และ มาตรา 340 ตรี

 

🔎 ข้อสังเกตสำคัญ:

การพิจารณาว่าการสวมหมวกนิรภัยเป็นไปเพื่อปิดบังใบหน้า หรือเพื่อความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแวดล้อม และพฤติกรรมก่อนก่อเหตุ

ประเด็นที่ 2: การรอการลงโทษจำคุก

•จำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ ไม่มีประวัติอาชญากรรม

•ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้รับทรัพย์คืน ไม่ติดใจเรียกร้องเพิ่ม

•พฤติการณ์ชี้ว่าเป็นการกระทำคึกคะนองในวัยรุ่น

•จำเลยถูกขังระหว่างฎีกานานกว่า 1 ปี ศาลเห็นว่าสมควรให้โอกาสกลับตัว

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้โทษเป็น:

•จำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท

•ลดกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

•รอการลงโทษจำคุก 3 ปี

•รายงานตัวทุก 3 เดือนภายใน 1 ปี และทำงานบริการสาธารณะ 24 ชั่วโมง


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

✅ เจตนาปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์

ประเด็นนี้เป็นการตีความเจตนาของจำเลย ซึ่งแม้จะสวมหมวกนิรภัยตามกฎหมายจราจร แต่พฤติกรรมโดยรวมสะท้อนว่าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อปิดบังใบหน้าให้พ้นจากการจำได้ขณะก่อเหตุ อันเข้าข่าย "ทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้" ตาม ป.อ. มาตรา 335(5)

✅ การใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด

การที่จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ทั้งในระหว่างการก่อเหตุ และหลบหนีหลังได้ทรัพย์ ย่อมเข้าข่ายการ "ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม" ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง

✅ การรอการลงโทษ: พิจารณาแบบองค์รวม

ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาประวัติของจำเลย พฤติการณ์ในคดี และการบรรเทาผลร้าย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการใช้ มาตรา 76 และ 78 เพื่อให้โอกาสเยาวชนที่กระทำผิดไม่ร้ายแรงได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


ข้อคิดทางกฎหมาย

•การกระทำใด ๆ ที่มีลักษณะปกปิดใบหน้าขณะก่อเหตุ อาจถือเป็นองค์ประกอบเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 335(5) ได้ แม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวกนิรภัย

•เจตนาของจำเลยเป็นหัวใจของการวินิจฉัย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจตนาเพื่ออำพรางใบหน้า ศาลสามารถเพิ่มโทษตามกฎหมายได้

•การให้โอกาสผู้กระทำผิดวัยเยาว์เป็นแนวทางที่สนับสนุนการฟื้นฟู ไม่ใช่ลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบเพียงอย่างเดียว

•นักกฎหมายควรศึกษาแนววินิจฉัยนี้เพื่อใช้ในคดีอาญาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมแวดล้อม และเจตนาแฝงของจำเลย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 7 ปี และปรับ 130,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง ภายระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง) ให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยลักหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ราคา 700 บาท ของนายรชต ผู้เสียหายไป โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และใช้กำลังกระชากดึงเอากุญแจรถของผู้เสียหายทิ้งลงข้างทาง เพื่อหยุดรถของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำท่าจะหยิบอาวุธมาทำร้ายและบังคับให้ผู้เสียหายมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดว่าวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยสีดำ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบกับผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบข้างตีคู่รถของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยบิดลูกกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกแล้วโยนทิ้ง เมื่อเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายดับแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์วนกลับมายังรถของผู้เสียหาย และพูดจาขู่เข็ญจะทำร้ายลักษณะจะล้วงเอาอาวุธที่บริเวณเอว ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย และพูดให้ผู้เสียหายส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและส่งมอบให้แก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี เศษเท่านั้น จำเลยน่าจะยังมีความรู้สำนึกผิดชอบไม่มากนัก ยังปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายได้รับของกลางคืนแล้ว และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก และจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โดยเพียงแต่บิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้เครื่องยนต์ดับ จนผู้เสียหายขับรถต่อไปไม่ได้ แล้วจำเลยพูดขอหมวกนิรภัยจากผู้เสียหายและทำท่าทางข่มขู่ จนผู้เสียหายกลัวและส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์ร้ายแรงอื่น การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยต้องขังในระหว่างฎีกามานาน 1 ปีเศษแล้ว น่าจะหลาบจำ เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษา การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และพิเคราะห์แล้วจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดหรือประพฤติปฏิบัติอันร้ายแรงอื่นมาก่อน การกระทำของจำเลยครั้งนี้ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นได้ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และกำหนดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น


พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย หนึ่งในสามแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

 



คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตต้องรับผิดไหม ภรรยาไม่จดทะเบียนฟ้องได้หรือไม่ สิทธิเรียกค่าสินไหมและค่าปลงศพตามกฎหมายคืออะไร
ฟ้องซ้ำได้ไหม เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำเดียวหลายข้อหา ศาลฎีกาชี้สิทธิฟ้องระงับหรือไม่ และรื้อฟื้นคดีอาญาได้อย่างไร
นำเงินเข้าประเทศไม่แจ้งผิดไหม? ศาลฎีกาชี้ เงินไม่ใช่ทรัพย์ฟอกเงิน แม้ผิดศุลกากรแต่ต้องคืนเงินครบ
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ผิดกฎหมายถือกี่กรรม? วิเคราะห์คดีแปรรูปไม้หวงห้าม โทษหนักแค่ไหน และฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
บุกรุกป่าสงวนต้องรับโทษแค่ไหน? ศาลวินิจฉัยพื้นที่บุกรุก-ค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมอย่างไร และโต้แย้งได้หรือไม่ตามกฎหมาย
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article