
| การแบ่งสินสมรสกับหนี้ร่วมหลังหย่า ขอบเขตอำนาจศาลและหลักรับผิดชำระหนี้ร่วม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาแบ่งสินสมรสและการจัดการหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาภายหลังการหย่า โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า ศาลสามารถหักหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ร่วมออกจากสินสมรสก่อนแบ่งได้หรือไม่ หากคู่ความมิได้ยื่นคำขอไว้โดยชัดแจ้งในคำฟ้องหรือฟ้องแย้ง ตลอดจนหลักการรับผิดในหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 และมาตรา 1490 ซึ่งวางหลักว่าการไล่เบี้ยระหว่างคู่สมรสจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปแล้วเกินส่วนของตน คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญทางกระบวนพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอหรือเกินประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาว์ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนวพิจารณาตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี อันเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและหนี้ร่วมหลังหย่า สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยสมรสกันและมีบุตรหนึ่งคน ต่อมาเกิดความแตกแยกจนโจทก์ฟ้องหย่า ขอแบ่งสินสมรส ได้แก่ บ้านและที่ดิน พร้อมเงินฝากธนาคาร โดยขอแบ่งคนละครึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอหย่าเช่นกัน พร้อมขออำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู รวมถึงค่าการศึกษา ทั้งนี้ ระหว่างสมรสมีการกู้เงินจากบิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้หักหนี้เงินกู้ดังกล่าวออกจากสินสมรสก่อนการแบ่ง โจทก์ฎีกาในสองประเด็นสำคัญ คือ จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และการหักหนี้เงินกู้ก่อนแบ่งสินสมรส คำวินิจฉัยประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 วรรคแรก และการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตามมาตรา 1598/38 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่มีงานทำในช่วงหนึ่ง และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวมิได้อยู่ในระดับที่สมควรใช้จ่ายสูงถึงเดือนละ 120,000 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกำหนดให้โจทก์จ่ายเดือนละ 60,000 บาทสูงเกินสมควร และแก้ไขให้เหลือเดือนละ 40,000 บาท คำวินิจฉัยประเด็นการหักหนี้ก่อนแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ยื่นคำขอในฟ้องแย้งให้ศาลพิพากษาว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่ต้องรับผิดคนละครึ่ง หรือขอให้หักหนี้ก่อนแบ่งสินสมรส การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้หักหนี้ก่อนแบ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 ป.วิ.พ. ในส่วนหลักกฎหมายสารบัญญัติ ศาลฎีกาวางหลักว่า การรับผิดหนี้ร่วมตามมาตรา 1489 และ 1490 จะเกิดสิทธิไล่เบี้ยได้ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แล้วเกินส่วน มิใช่เพียงมีหนี้ค้างอยู่แล้วจะต้องหักออกจากสินสมรสก่อนแบ่ง เพราะหากเงินที่หักไว้ไม่ถูกนำไปชำระ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายเต็มจำนวนได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 142 ป.วิ.พ. มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ มิให้ศาลวินิจฉัยเกินกว่าที่มีการยกขึ้นเป็นข้อพิพาท เพราะจะกระทบสิทธิในการโต้แย้งและนำพยานหลักฐาน ส่วนมาตรา 1489 และ 1490 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดความรับผิดภายนอกต่อเจ้าหนี้ และความสัมพันธ์ภายในระหว่างคู่สมรส โดยแยกชัดเจนระหว่าง “ความรับผิดต่อเจ้าหนี้” กับ “สิทธิไล่เบี้ยระหว่างกัน” ไม่ให้การแบ่งสินสมรสกระทบสิทธิของเจ้าหนี้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องยืนยันสอดคล้องกันว่า การหักหนี้ร่วมก่อนแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีคำขอชัดแจ้ง และต้องไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ภายนอก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง โดยให้หักหนี้เงินกู้ 2,500,000 บาท ก่อนแบ่ง และกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 60,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ไม่ต้องหักหนี้เงินกู้ก่อนแบ่งสินสมรส และลดค่าเลี้ยงดูบุตรเหลือเดือนละ 40,000 บาท นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า ศาลต้องผูกพันอยู่ภายในขอบเขตคำขอของคู่ความ การพิพากษาเกินคำขอแม้มีเหตุผลในทางความเป็นธรรม ก็เป็นการกระทบสิทธิในการต่อสู้คดีและขัดต่อหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม ในเชิงสารบัญญัติ การมีหนี้ร่วมมิได้หมายความว่าสามารถหักออกจากสินสมรสโดยอัตโนมัติ การคุ้มครองเจ้าหนี้และการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิภายนอกกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เป็นหลักการสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาเกินคำขอของคู่ความ และหลักการรับผิดหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาภายหลังการหย่า โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลล่างสั่งหักหนี้เงินกู้ก่อนแบ่งสินสมรส ทั้งที่จำเลยมิได้ขอไว้ในฟ้องแย้ง เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามกฎหมาย และการรับผิดในหนี้ร่วมตามกฎหมายแพ่งย่อมเกิดสิทธิไล่เบี้ยต่อเมื่อมีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้วเท่านั้น มิใช่นำหนี้มาหักจากสินสมรสโดยอัตโนมัติ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “พิพากษาเกินคำขอ” – ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยหรือกำหนดผลแห่งคดีเกินกว่าที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้องหรือฟ้องแย้ง การที่ศาลล่างหักหนี้เงินกู้ 2,500,000 บาทออกจากสินสมรสก่อนแบ่ง ทั้งที่จำเลยมิได้ยื่นคำขอเช่นนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดต่อหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม และต้องถูกแก้ไข 2. “หนี้ร่วมและสิทธิไล่เบี้ยระหว่างสามีภริยา” – ป.พ.พ. มาตรา 1489 และ 1490 การรับผิดในหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสเป็นความสัมพันธ์สองชั้น คือ ความรับผิดต่อเจ้าหนี้ภายนอก และสิทธิไล่เบี้ยภายในระหว่างกัน สิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปเกินส่วนของตนแล้ว ไม่ใช่นำหนี้ที่ยังมิได้ชำระมาหักออกจากสินสมรสก่อนแบ่ง เพราะอาจกระทบสิทธิของเจ้าหนี้และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ศาลสามารถหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรสได้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ ต้องมีคำขอโดยชัดแจ้ง และต้องไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 ป.วิ.พ. 2. หากยังไม่ได้ชำระหนี้ เจ้าหนี้เรียกใครได้ คำตอบ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามหลักความรับผิดร่วมได้เต็มจำนวน 3. สิทธิไล่เบี้ยระหว่างสามีภริยาเกิดเมื่อใด คำตอบ เกิดเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปแล้วเกินส่วนของตนตามมาตรา 1490 4. ค่าอุปการะเลี้ยงดูพิจารณาจากอะไร คำตอบ พิจารณาจากความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี 5. ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจโดยเฉพาะ 6. หนี้ที่กู้จากญาติถือเป็นหนี้ร่วมเสมอหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ครอบครัวหรือไม่ และมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ 7. แนวคำพิพากษานี้สำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานว่าการแบ่งสินสมรสต้องไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ และศาลต้องไม่พิพากษาเกินคำขอ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2558 จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าหนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยต้องรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยให้หักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 การที่สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 และมาตรา 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใดก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าหากสามีหรือภริยาหย่าและแบ่งสินสมรสแล้วจะต้องนำหนี้ร่วมมาหักออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน เพราะหากไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ขออำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และขอแบ่งสินสมรสคือบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 พร้อมเงินฝากธนาคารของจำเลย 4,900,900 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยหากแบ่งบ้านที่ดินไม่ได้ให้ประมูลระหว่างคู่ความหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอหย่าขาดจากกัน ขออำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายค่าการศึกษาบุตรปีละไม่น้อยกว่า 400,000 บาท และค่าอุปการะบุตรเดือนละไม่น้อยกว่า 40,000 บาทจนบุตรอายุครบ 20 ปีหรือเรียนจบ รวมทั้งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาทเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง โดยให้หักหนี้เงินกู้จากบิดาของจำเลย 2,500,000 บาทก่อน ให้จำเลยใช้อำนาจปกครองบุตร และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะและการศึกษาบุตรเดือนละ 60,000 บาทนับแต่วันฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยแก้ว่า ค่าอุปการะบุตรเดือนละ 60,000 บาทสูงเกินสมควรเมื่อคำนึงถึงฐานะและพฤติการณ์ จึงลดเหลือเดือนละ 40,000 บาท และวินิจฉัยว่า การหักหนี้เงินกู้ดังกล่าวออกจากสินสมรสก่อนแบ่งเป็นการพิพากษาเกินคำขอในฟ้องแย้ง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 อีกทั้งหลักหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 และ 1490 เป็นเรื่องสิทธิไล่เบี้ยเมื่อฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แล้ว ไม่ใช่ให้กันเงินจากสินสมรสไว้หักหนี้ก่อนแบ่ง จึงพิพากษาแก้ให้แบ่งบ้านที่ดินโดยไม่ต้องหักหนี้ 2,500,000 บาทก่อน และให้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 นอกจากที่แก้ให้คงตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินฝากในบัญชีธนาคารของจำเลยจำนวน 4,900,900 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งจำนวน 2,450,450 บาท และเงินจำนวนใด ๆ ที่จะปรากฏในภายหลังในบัญชีดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ปีละไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โดยเริ่มชำระปีการศึกษา 2554 และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละไม่น้อยกว่า 40,000 บาท เริ่มชำระเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะเรียนจบในระดับชั้นสูงสุด และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเท่ากับระยะเวลาที่จำเลยทำงานในประเทศไทย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้แบ่งทรัพย์สินซึ่งโจทก์และจำเลยมีอยู่ร่วมกันอันเป็นสินสมรสในวันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2554) คนละกึ่งหนึ่ง สำหรับสินสมรสบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี ให้แบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลย หากประมูลไม่ได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ทั้งนี้ ให้หักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท เสียก่อน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ สมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิง ค. เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาของเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท สูงไปหรือไม่นั้น เห็นว่า เด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยผู้เป็นบิดามารดาจึงต้องมีส่วนร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามความในบทบัญญัติมาตรา 1564 วรรคแรก และการที่จะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษามากน้อยเพียงใด ย่อมต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย ตามมาตรา 1598/38 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์เดินทางออกจากประเทศอังกฤษมาอยู่ประเทศไทย โจทก์ไม่มีงานทำ คงมีแต่จำเลยทำงานมาตลอดโดยได้รับเงินเดือนเดือนละแสนบาทเศษนำมาใช้จ่ายทั้งโจทก์ จำเลยและเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 60,000 บาท เท่ากับรวมกับส่วนที่จำเลยในฐานะมารดาต้องร่วมอุปการะเลี้ยงดูด้วยก็จะเป็นการใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 120,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกว่าฐานะของผู้รับ จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ค. ผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุควรจะต้องนำหนี้ที่จำเลยและโจทก์กู้เงินจากบิดาของจำเลย 2,500,000 บาท หักออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ชำระหนี้ดังกล่าวออกจากสินสมรสก่อนการแบ่งสินสมรสเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดามานั้นเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์จำเลยจะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวก่อนจึงเป็นการวินิจฉัยที่ให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้งซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เนื่องจากการที่จะให้สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมต่อกันตาม มาตรา 1489 และ 1490 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใด ก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าเมื่อมีหนี้ร่วมหากสามีหรือภริยาฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว ถ้ามีเหตุหย่าและจะต้องแบ่งสินสมรสกันแล้วจะต้องหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน การจะให้หักหนี้ดังกล่าวออกเพื่อจำเลยจะได้นำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงแบ่งสินสมรสกันย่อมกระทำไม่ได้ เพราะหากจำเลยไม่นำเงินที่หักไว้ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้โจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้เต็มจำนวนได้อยู่ ศาลชอบแต่จะให้แบ่งสินสมรสเท่ากันโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลยเท่านั้นหากจำเลยขอมา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้แบ่งบ้านและที่ดิน อันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้ที่จำเลยกู้เงินจากบิดาจำเลยมาก่อนจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า การแบ่งสินสมรสที่เป็นบ้านเลขที่ 111/119 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมที่ดินโฉนดที่ 19249 เลขที่ดิน 274 ตำบลบางกรวย อำเภอมหาสวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี นั้น ไม่ต้องหักใช้หนี้เงินกู้จากนายสินไชย บิดาของจำเลยจำนวน 2,500,000 บาท ก่อน ทั้งนี้การแบ่งบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ให้อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรผู้เยาวเป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




