
| ถอนอำนาจปกครองบิดามารดาเกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของบุตร(ฎีกา 515/2560)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่บิดามารดาของผู้เยาว์มิได้ดูแลเอาใจใส่ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ส่งผลให้ผู้เยาว์แม้จะรู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดา แต่กลับไม่รู้สึกอบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง อีกทั้งโจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์จนผู้เยาว์เกิดอาการผิดปกติทางจิตใจ ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และโดยพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์ เห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ตาม มาตรา 1567 (1) และตั้งผู้ปกครองใหม่ตาม มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริง • โจทก์ที่ 1 และ โจทก์ที่ 2 เป็นสามี ภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยผู้เยาว์ที่เกี่ยวข้องในคดีคือ เด็กหญิง “ป.” • เมื่อผู้เยาว์อายุประมาณ 45 วัน โจทก์ทั้งสองได้นำผู้เยาว์มอบให้ย่า (นาง ศ.) ดูแล เนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูเองได้ และย่าอายุมากไม่สามารถดูแลเอง จำเลยทั้งสอง (อาของโจทก์ที่ 2 และสามี) รับย่าและผู้เยาว์ไปอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่ผู้เยาว์อายุประมาณ 2-3 เดือน และอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์นับแต่นั้นมา • ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ไม่ช่วยค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดู จำเลยทั้งสองได้รับภาระนั้นทั้งหมด • เมื่อผู้เยาว์เข้าใกล้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โจทก์ทั้งสองขอรับผู้เยาว์กลับไปอุปการะเอง แต่ผู้เยาว์ซึ่งเติบโตมาอยู่กับจำเลยทั้งสองแล้ว ไม่รู้สึกผูกพันกับโจทก์ทั้งสอง และมีรายงานทางจิตแพทย์ว่า ผู้เยาว์มีอาการหวาดกลัว อารมณ์สับสน และกังวลเรื่องความปลอดภัยและพลัดพรากจากครอบครัวที่เลี้ยงดู (พบแพทย์ตรวจเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555 และ 22 เมษายน 2555) • วันที่ 4 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์เกิดความตกใจหวาดกลัวและเครียด ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นโรคทางจิตเวชได้ • คู่ความตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ให้ทดลองผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ทั้งสองในวันหยุด แต่ผู้เยาว์มีอาการนอนร้องไห้และนอนกัดฟันก่อนถึงวันหยุด • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนคำขออื่นของโจทก์ให้ยก ศาลอุทธรณ์ให้ถอนอำนาจปกครองโจทก์และตั้งจำเลยเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ • โจทก์ทั้งสองฎีกามา โดยปัญหาคือว่า สมควรถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสอง และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560 คือ การเพิกถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วน โดยศาลนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(1), มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง มาใช้ในการวินิจฉัย เพื่อคุ้มครอง “ความผาสุกของผู้เยาว์” เป็นหลักสำคัญสูงสุดของคดี คำสำคัญหลักของคดีนี้ 5 ข้อ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ มีดังนี้ 1. อำนาจปกครองบุตร เป็นสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาตามกฎหมายในการดูแลและตัดสินใจแทนบุตร แต่หากมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น ละเลย ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือทำให้บุตรได้รับอันตราย ศาลมีอำนาจเพิกถอนอำนาจนั้นบางส่วนได้ 2. การใช้อำนาจโดยมิชอบ หมายถึงการที่บิดามารดาใช้อำนาจในทางที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์ เช่น ใช้ความรุนแรง หรือทำให้ผู้เยาว์เกิดความหวาดกลัวและความเครียดทางจิตใจ ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองเข้าลักษณะนี้ 3. ความผาสุกของผู้เยาว์ เป็นหลักการพื้นฐานในการพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลต้องยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลัก ไม่ใช่สิทธิของบิดามารดาเป็นหลัก ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลตัดสินให้ผู้เยาว์อยู่กับผู้ดูแลที่เหมาะสมกว่า 4. การถอนอำนาจปกครองบางส่วน ตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ศาลสามารถถอนอำนาจปกครองได้บางส่วน เช่น เฉพาะเรื่องการกำหนดที่อยู่อาศัย โดยไม่จำเป็นต้องถอนทั้งหมด เพื่อให้ผู้เยาว์ยังได้รับความคุ้มครองในส่วนอื่นที่ไม่เสียหาย 5. การตั้งผู้ปกครองใหม่ ตามมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลถอนอำนาจปกครองบางส่วนแล้ว สามารถตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ปกครองแทนในส่วนที่ถูกเพิกถอน เพื่อให้ผู้เยาว์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาการทางจิตใจของผู้เยาว์ คำวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า • เห็นข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองได้ยินยอมให้จำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตั้งแต่ผู้เยาว์อายุประมาณ 2-3 เดือน เป็นต้นมา และจำเลยทั้งสองได้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์โดยสภาพเหมาะสมเป็นระยะเวลายาวนาน • โจทก์ทั้งสองไม่มางานเยี่ยมผู้เยาว์ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูตามควร แม้ผู้เยาว์จะรู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดา แต่ไม่รู้สึกความใกล้ชิดและกลับมีความหวาดกลัวที่จะไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง • การใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์โดยโจทก์ที่ 2 ทำให้ผู้เยาว์ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างชัดเจน และมีรายงานทางจิตแพทย์ว่าอาจพัฒนาไปเป็นโรคทางจิตเวช หากไม่รีบแก้ไข • การกระทำของโจทก์ทั้งสอง จึงเข้าข่าย “ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง • เมื่อพิจารณาถึง ความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว เห็นสมควรให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสอง เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567(1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง • ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ และปรับแก้คำพิพากษาตามนัยดังกล่าว วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย (1) อำนาจปกครองบุตรตาม ป.พ.พ. และเงื่อนไขของการเพิกถอน • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567(1) บิดามารดามีอำนาจปกครองบุตรโดยชอบ แต่เมื่อมีเหตุเปลี่ยนแปลงหรือประพฤติพ้นไป ศาลสามารถเพิกถอนอำนาจปกครองได้บางส่วน • มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย ศาลสามารถถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดได้ แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการไม่ได้ร้องขอ • มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าถ้าผู้ใช้อำนาจปกครองถูกเพิกถอนอำนาจในส่วนใด ส่วนหนึ่งแล้ว ศาลสามารถตั้งผู้ปกครองใหม่แทนได้หรือร่วมกับเดิม (2) แนวทางดุลพินิจของศาล: “ความผาสุกของผู้เยาว์”เป็นหลัก • ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับสภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้เยาว์กับบุคคลที่อุปการะเลี้ยงดู (จำเลยทั้งสอง) ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เยาว์รู้สึกปลอดภัย มีพัฒนาการสมวัย ขณะที่ผู้เยาว์ไม่รู้สึกใกล้ชิดกับบิดามารดาซึ่งมิได้ดูแลอย่างเหมาะสม • การใช้กำลังหักหาญแย่งชิงผู้เยาว์และอาการผิดปกติทางจิตใจของผู้เยาว์ เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่า “ความผาสุกของผู้เยาว์”ได้รับผลกระทบร้ายแรงหากปล่อยไว้ • ดังนั้น ศาลจึงใช้อำนาจตามมาตรา 1582 และ 1567(1) ในการเพิกถอนอำนาจเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ และตั้งผู้ปกครองใหม่ตาม มาตรา 1585 (3) ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ • เมื่อต้องพิจารณาคดีอำนาจปกครองบุตรหรือผู้เยาว์ ฝ่ายที่อ้างอำนาจปกครองควรแสดงให้เห็นถึงการอุปการะเลี้ยงดูจริง ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพ และความสัมพันธ์ด้านจิตใจ • การละเลยด้านการเยี่ยมเยือน การให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือการกระทำที่ทำให้ผู้เยาว์หวาดกลัว ถือเป็นพฤติการณ์ที่ศาลอาจพิจารณาว่าใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ • สำหรับผู้ที่ถูกตั้งผู้ปกครองใหม่ตามคำพิพากษาแล้ว ควรได้รับการติดตามดูแลให้ผู้เยาว์สามารถปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างปลอดภัย IRAC Issue (ประเด็นปัญหา): ในคดี ศาลฎีกา 515/2560 ปัญหาคือว่า โจทก์ทั้งสอง (บิดาและมารดาของผู้เยาว์) สมควรถูกเพิกถอนอำนาจปกครองบางส่วน และสมควรตั้งจำเลยทั้งสอง (อาของโจทก์ที่ 2 และสามี) เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์หรือไม่ Rule (กฎกติกากฎหมาย): • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567(1) บิดามารดามีอำนาจปกครองบุตรโดยชอบ และศาลสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองถ้าเห็นสมควร • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ศาลสามารถถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดได้หากผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ศาลสามารถตั้งผู้ปกครองใหม่หรือร่วมผู้ใช้อำนาจปกครองเดิมได้ เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ Application (การประยุกต์ใช้กับกรณีนี้): • ในคดีนี้ ผู้เยาว์ถูกมอบให้จำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเริ่ม โดยได้รับการดูแลจนมีพัฒนาการสุขภาพร่างกายและจิตใจเป็นไปตามวัย สภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้เยาว์กับจำเลยแข็งแรงขณะที่ผู้เยาว์ไม่รู้สึกผูกพันกับบิดามารดา ซึ่งไม่มาเยี่ยมไม่ช่วยค่าเลี้ยงดูตามสมควร • พฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงผู้เยาว์จนผู้เยาว์เกิดอาการผิดปกติทางจิตใจ ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ตามมาตรา 1582 • โดยพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์เป็นหลักแล้ว การให้ผู้เยาว์อยู่กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ดูแลมาอย่างต่อเนื่องและมีสภาพสภาพจิตใจปลอดภัย ย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการให้กลับไปยังบิดามารดา ซึ่งผู้เยาว์รู้สึกหวาดกลัว • ดังนั้น ศาลจึงเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ (มาตรา 1567(1)) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนนี้ (มาตรา 1585) Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกา (515/2560) มีคำพิพากษาให้ เพิกถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาเฉพาะเรื่องการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ และ ตั้งอาและภริยาเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัย โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 1582, 1567(1) และ 1585 ของ ป.พ.พ. ซึ่งการวินิจฉัยเน้นถึง “ความผาสุกของผู้เยาว์” เป็นแกนกลาง ข้อสรุปข้อคิดทางกฎหมาย • คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของหลัก “best interests of the child” (ความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ) ซึ่งศาลนำมาใช้ในการพิจารณาคดีอำนาจปกครองบุตร • แม้ว่าบิดามารดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยชอบ แต่หากประพฤติหรือละเลยจนส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ ศาลมีอำนาจเพิกถอนอำนาจปกครองบางส่วนได้โดยไม่จำต้องมีญาติหรืออัยการร้องขอ (มาตรา 1582) • การตั้งผู้ปกครองใหม่หรือร่วมผู้ใช้อำนาจเดิม เป็นทางเลือกที่ศาลใช้เพื่อให้ผู้เยาว์อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งมีความเสถียร ปลอดภัย และเหมาะสม • ฝ่ายบิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครอง ควรตระหนักถึงการติดตามเยี่ยมเยียนผู้เยาว์ การให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง และความสัมพันธ์ทางจิตใจ ซึ่งหากขาดอาจเปิดช่องให้ศาลเพิกถอนอำนาจได้ • บทเรียนสำหรับนักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานด้านครอบครัวคือ การพิจารณาคดีควรวางพื้นฐานที่ผู้เยาว์จะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องประเมินสภาพครอบครัวจริง รวมทั้งเอกสารรายงานทางจิตใจและพฤติการณ์ความสัมพันธ์ เพิกถอนอำนาจปกครองเกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของบุตร การที่บิดามารดาไม่มาดูแลเอาใจใส่บุตรและไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่มาเยี่ยมตามสมควร แม้รู้ว่าเป็นบิดามารดาแต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาเมื่อถึงกำหนดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่บิดามารดาเคยใช้กำลังหักหาญแย่งชิงบุตร ทำให้บุตรตกใจหวาดกลัว เครียดและวิตกเรื่องที่จะต้องไปอยู่กับบิดามารดา อาการผิดปกติทางจิตใจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวช จำเป็นสมควรให้บุตรได้อยู่อาศัยในที่ที่เหมาะสม กรณีดังกล่าวถือเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับบุตรโดยมิชอบ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของบิดามารดาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560 การที่โจทก์ทั้งสองไม่มาดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ทำให้ผู้เยาว์แม้รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาแต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์ตกใจหวาดกลัว เครียดและวิตกหากจะต้องไปอยู่กับโจทก์ทั้งสอง อาการผิดปกติทางจิตใจแสดงออกให้เห็นได้ทางพฤติกรรม มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวช จำเป็นต้องจัดการแก้ไขให้สภาพการใช้ชีวิตของผู้เยาว์กลับสู่สภาวะปกติ โดยให้ผู้เยาว์ได้อยู่อาศัยในที่ที่เหมาะสมการกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการไม่ได้ร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของโจทก์ทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 (1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ยอมส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองแทน ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้เยาว์นับแต่ส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสองหรือโจทก์ทั้งสองได้รับผู้เยาว์คืน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์ทั้งสอง คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยขอทดลองปฏิบัติต่อกันเป็นเวลา 2 ปี ตามรายละเอียดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้น แล้วขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด หากคู่ความปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะได้ขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งคืนเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองที่มีต่อเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์ และให้ตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นอาของโจทก์ที่ 2 โดยเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนาย ศ. บิดาของโจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ เด็กหญิง ภ. เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง จ. หลังจากโจทก์ที่ 2 คลอดผู้เยาว์ประมาณ 45 วัน ได้มอบผู้เยาว์ให้นาง ศ. ย่าของโจทก์ที่ 2 เป็น ผู้เลี้ยงดู จำเลยทั้งสองรับนาง ศ. และผู้เยาว์ไปอยู่ด้วยที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่ผู้เยาว์อายุ 2 ถึง 3 เดือน แล้วจำเลยทั้งสองเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า สมควรถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองและตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้เยาว์เกิดยังเป็นทารก อายุ 45 วัน โจทก์ทั้งสองมีปัญหาไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูต้องนำผู้เยาว์ไปมอบให้ย่าอุปการะเลี้ยงดูแทน แต่ย่าอายุมากไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เอง จำเลยทั้งสองมารับตัวผู้เยาว์พร้อมย่าไปอุปการะเลี้ยงดูในวันที่โจทก์ทั้งสองนำผู้เยาว์มามอบให้ย่านั้นเอง แสดงว่าโจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างดี มีพัฒนาการสุขภาพร่างกายและจิตใจสมควรตามวัย โจทก์ทั้งสองไม่ใคร่ได้ไปเยี่ยมผู้เยาว์และไม่ได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแก่จำเลยทั้งสอง ครั้นผู้เยาว์ใกล้จะต้องเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โจทก์ทั้งสองไปขอรับผู้เยาว์มาอุปการะเลี้ยงดูเอง แต่ผู้เยาว์ก็โตพอที่จะรู้ความและเคยชินกับสภาพแวดล้อมและความรัก ความเอาใจใส่ของจำเลยทั้งสองเสียแล้ว ทั้งไม่แน่ใจในความรักของโจทก์ทั้งสอง ปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียของพนักงานคุมประพฤติ ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 2 แสดงอาการแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์มีอาการผิดปกติทางจิตใจ ซึ่งจิตแพทย์ตรวจ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 10 มีนาคม 2555 จิตแพทย์รายงานว่า ผู้เยาว์มีความหวาดกลัว อารมณ์สับสน และกังวลเรื่องความปลอดภัยและพลัดพรากจากครอบครัวที่เลี้ยงดู ครั้งที่ 2 วันที่ 22 เมษายน 2555 จิตแพทย์รายงานว่า ผู้เยาว์ถูกกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่มารดาผู้ให้กำเนิดใช้ความรุนแรงกับผู้เยาว์ อาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคทางจิตเวช ทั้งสองครั้งจิตแพทย์แนะนำว่าควรดำเนินการเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิตและจัดการใช้ชีวิตให้เข้าสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ตามใบรับรองแพทย์ จิตแพทย์ที่ตรวจผู้เยาว์และจัดทำใบรับรองแพทย์มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 27240 ตามจรรยาบรรณวิชาชีพหากไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางย่อมไม่อาจจัดทำใบรับรองแพทย์ลักษณะดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประยอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ให้ผู้เยาว์ทดลองไปอยู่กับโจทก์ทั้งสองในวันหยุด กลับปรากฏว่าก่อนถึงวันหยุดผู้เยาว์มีอาการนอนร้องไห้และนอนกัดฟัน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้มาดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ และไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ทำให้ผู้เยาว์แม้รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดา แต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์ตกใจหวาดกลัว เครียดและวิตกหากจะต้องไปอยู่กับโจทก์ทั้งสอง อาการผิดปกติทางจิตใจแสดงออกให้เห็นได้ทางพฤติกรรม มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวช จำเป็นต้องจัดการแก้ไขให้สภาพการใช้ชีวิตของผู้เยาว์กลับสู่สภาวะปกติ โดยให้ผู้เยาว์ได้อยู่อาศัยในที่ที่เหมาะสม การกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการไม่ได้ร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของโจทก์ทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม -ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ มีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบผู้เยาว์คืนให้ตนหรือไม่ ในเมื่อผู้เยาว์อาศัยอยู่กับจำเลยทั้งสองมานานตั้งแต่ยังเล็กและมีความผูกพันใกล้ชิดกับจำเลยทั้งสองมากกว่าโจทก์ทั้งสอง ธงคำตอบ สิทธิของบิดามารดาในการปกครองบุตรเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 แต่สิทธิดังกล่าวต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมิได้เลี้ยงดูผู้เยาว์ตั้งแต่ยังเล็ก ปล่อยให้จำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้เยาว์อย่างต่อเนื่อง การที่ผู้เยาว์รู้สึกปลอดภัยและมีพัฒนาการดีอยู่กับจำเลยทั้งสอง แต่กลับหวาดกลัวโจทก์ทั้งสอง ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าการให้ผู้เยาว์กลับไปอยู่กับบิดามารดาย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ ศาลจึงอาจวินิจฉัยให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองแทนได้ ตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ข้อ 2. การที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์จนผู้เยาว์ตกใจหวาดกลัวและเกิดอาการผิดปกติทางจิตใจ จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบตามกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ การใช้อำนาจปกครองของบิดามารดาต้องกระทำโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ การที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังแย่งชิงตัวผู้เยาว์จนผู้เยาว์มีอาการหวาดกลัว เครียด และถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจตามรายงานแพทย์ ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบและเป็นอันตรายแก่ผู้เยาว์ ซึ่งเข้าลักษณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนอำนาจปกครองบางส่วนของบิดามารดา แม้จะไม่มีญาติหรืออัยการร้องขอก็ตาม ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความผาสุกและความปลอดภัยของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ข้อ 3. ศาลจะมีอำนาจถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วนได้หรือไม่ หากไม่มีญาติของผู้เยาว์หรืออัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลดำเนินการ และกรณีนี้ศาลใช้อำนาจนั้นอย่างไร ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาได้ทั้งสิ้นหรือบางส่วน หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติชั่วร้ายหรือใช้อำนาจเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ และศาลสามารถกระทำได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีญาติหรืออัยการร้องขอ ดังนั้น ในกรณีนี้แม้ไม่มีใครร้องขอ แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองทำให้ผู้เยาว์ได้รับอันตรายทางจิตใจและมีแนวโน้มเกิดโรคทางจิตเวช ศาลจึงใช้อำนาจโดยตรงเพิกถอนอำนาจปกครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ และแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนดังกล่าวได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 4. เมื่อศาลเพิกถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วนแล้ว ศาลสามารถตั้งผู้ปกครองใหม่แทนได้หรือไม่ และหลักเกณฑ์ในการเลือกผู้ปกครองใหม่ควรพิจารณาอย่างไร ธงคำตอบ เมื่อศาลเพิกถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาบางส่วนแล้ว ศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครองใหม่แทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาต้องยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ซึ่งรวมถึงสภาพความสัมพันธ์ ความมั่นคงปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจ และความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้ง ในคดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เลี้ยงดูผู้เยาว์มาแต่แรก มีความผูกพันและสภาพจิตใจของผู้เยาว์มั่นคงเมื่ออยู่กับจำเลย ศาลจึงเห็นสมควรตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยแทนบิดามารดา เพื่อให้ผู้เยาว์ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขและเติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย |




