
| ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้หรือไม่ วิเคราะห์สิทธิผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายแพ่งอย่างเข้าใจง่าย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ยื่นฟ้องให้เพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของมารดาผู้เยาว์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ในส่วนที่ผู้ให้ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิงผู้เยาว์ พร้อมคำขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้ให้ และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ผู้ให้ยกให้ผู้เยาว์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ในกรณีนี้ถือได้ว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 จึงมีอำนาจยื่นฟ้องได้ และคำพิพากษาฯ พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ข้อเท็จจริง โจทก์เป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ ผู้เยาว์มีมารดาเป็นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น “ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์” และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ซึ่งจำเลยที่ 1 และ 2 ต่างได้รับอำนาจจัดการทรัพย์สินในส่วนที่โจทก์ยกให้แก่ผู้เยาว์ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ให้โจทก์ และขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว ในศาลชั้นต้น เมื่อพิจารณาคำฟ้องแล้ว ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่อ้างว่าตนเป็นญาติของผู้เยาว์ตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1582 จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขึ้นสู่ศาลฎีกา โดยมีประเด็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์นั้นมีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินหรือไม่ และในส่วนของจำเลยที่ 2 หากมีการโยกย้ายทรัพย์สินผู้เยาว์จริง โจทก์มีอำนาจฟ้องให้ส่งมอบหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ใช้กฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 56 และ มาตรา 1577 มาอธิบาย โดยเป็นแกนหลักของการวินิจฉัยของศาลฎีกาในเรื่อง “สิทธิของผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์” ว่ามีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและสามารถฟ้องร้องให้เพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ได้ คำสำคัญที่สุดและการขยายประเด็นสำคัญ 1. ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึงบุคคลที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ เช่น ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ให้ทรัพย์สินถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 56 และมีสิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้ 2. ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ คือบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้จัดการทรัพย์สินแทนผู้เยาว์ ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ หากกระทำไม่ชอบ เช่น โยกย้ายทรัพย์สินไปใช้ส่วนตัว อาจถูกถอดถอนออกจากหน้าที่ได้ตามมาตรา 56 3. มาตรา 1577 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่าผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์มีสิทธิร้องขอต่อศาลได้ กรณีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาใช้เป็นหลักในการรับรองสิทธิของผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ในการฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สิน 4. มาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ซึ่งศาลฎีกาใช้มาตรานี้ร่วมกับมาตรา 1577 เพื่อยืนยันสิทธิของผู้ให้ทรัพย์สินในการฟ้องร้อง 5. สิทธิของผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ เป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่าผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ แม้มิใช่ผู้ปกครองตามกฎหมาย ก็มีสิทธิฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้ หากเห็นว่าทรัพย์สินที่ตนให้ถูกจัดการโดยไม่ชอบ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์และทรัพย์สินที่ให้ไป สรุปโดยรวม ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 56 และ 1577 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญไว้ว่า ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมมีสิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องเพื่อปกป้องทรัพย์สินที่ให้ไปได้ แม้จะไม่ใช่ญาติหรือผู้ปกครองของผู้เยาว์โดยตรงก็ตาม. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • เมื่อโจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ แล้ว โจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในการร้องขอให้ศาลเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56. • สำหรับจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้. • ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไม่ถูกต้องในส่วนนี้ จึงพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ตามรูปคดี โดยให้รวมค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1 อำนาจฟ้องของ “ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์” แม้โดยทั่วไปแล้วการยื่นฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ มักจะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองหรือผู้จัดการทรัพย์สินเอง แต่ในกรณีนี้ ศาลฎีกาเปิดรับว่า ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 ดังนั้นจึงมีอำนาจยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนที่ตนได้ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เพิ่มช่องทางให้ผู้ให้ทรัพย์สินมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการทางศาลได้ 2 มาตรา 56 และมาตรา 1577 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • มาตรา 56 ให้ศาลมีอำนาจเมื่อ “ผู้มีส่วนได้เสีย” หรือตามที่ศาลเห็นสมควร ให้สั่งถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สิน และตั้งผู้จัดการใหม่แทนได้. • มาตรา 1577 เกี่ยวกับ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในกองทรัพย์สินผู้เยาว์ หรือในทรัพย์สินที่ใครได้ยกให้ผู้เยาว์ มีสิทธิเรียกร้องได้ โดยเมื่อเทียบกับกรณีนี้ ศาลฎีกาได้ใช้หลักว่า ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์นั้นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงสามารถเข้าใช้บทบัญญัติตามมาตรา 56 และมาตรา 1577 ได้ 3 การส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินของผู้เยาว์ ในกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินผู้เยาว์โดยไม่ชอบ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้ เนื่องจากผู้เยาว์ถือทรัพย์สินนั้น แต่ผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้รับบุตรบุญธรรมมีหน้าที่จัดการ ในลักษณะที่เป็นมุ่งหวังประโยชน์ของผู้เยาว์เท่านั้น 3.4 ผลทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้ให้บทเรียนว่า ในการยกทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ ผู้ให้ทรัพย์สินควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้รับบุตรบุญธรรมจัดการในส่วนที่ยกให้ผู้เยาว์อย่างโปร่งใส มีบัญชีทรัพย์สิน และหากเกิดกรณีที่ผู้จัดการทรัพย์สินจัดการโดยไม่เหมาะสม ผู้ให้ทรัพย์สินยังมีช่องทางดำเนินการทางศาลได้ IRAC Issue (ประเด็นข้อพิพาท): โจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ ขอให้ศาลเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้ผู้เยาว์ รวมทั้งขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ประเด็นสำคัญคือว่า โจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์นั้น มีอำนาจฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 และมาตรา 56 หรือไม่ และอีกประเด็นคือว่า หากจำเลยที่ 2 ได้โยกย้ายทรัพย์สินผู้เยาว์แล้ว โจทก์มีอำนาจเรียกร้องให้ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินหรือไม่ Rule (กฎทางกฎหมายที่ใช้): • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 56 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลสามารถสั่งให้ถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ได้ และตั้งผู้อื่นให้แทนได้. • ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์มีสิทธิเรียกร้องและมีส่วนได้เสียในการจัดการทรัพย์สินนั้น • นอกจากนั้น ผู้จัดการทรัพย์สินและผู้รับบุตรบุญธรรมต้องจัดการทรัพย์สินผู้เยาว์เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว Application (การประยุกต์ใช้ในกรณี): ในกรณีนี้ โจทก์ได้ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ และอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้เยาว์ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สิน และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ได้จัดการทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์โดยไม่ชอบ และมีคำขอให้ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินนั้น โจทก์จึงมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ สำหรับจำเลยที่ 2 หากมีการโยกย้ายทรัพย์สินผู้เยาว์จริง โจทก์มีอำนาจฟ้องให้ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้ได้ตามคำขอท้ายฟ้อง. เนื่องจากศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยผิดพลาดโดยยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้อ้างเป็นญาติผู้เยาว์ตามมาตรา 1582 ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักในกรณีนี้ ศาลฎีกาจึงกลับคำพิพากษา ให้พิจารณาใหม่ตามรูปคดี Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยยืนยันว่า ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์เป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินและเรียกร้องส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินผู้เยาว์ ในส่วนที่ผู้ให้ยกให้ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์มีสถานะเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบ มาตรา 56 จึงสามารถยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินและเรียกร้องส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินผู้เยาว์ได้ 2. บทบัญญัติของ มาตรา 56 เปิดช่องให้ศาลพิจารณาถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่หรือผู้เยาว์ เมื่อมีการร้องขอโดยผู้มีส่วนได้เสียหรือศาลเห็นสมควร 3. ในการยกทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ ควรตรวจสอบให้ผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้รับบุตรบุญธรรมได้จัดการอย่างโปร่งใส และมีบัญชีทรัพย์สินที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการจัดการโดยไม่เหมาะสม 4. เมื่อเกิดข้อสงสัยว่าผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้รับบุตรบุญธรรมได้โยกย้ายทรัพย์สินผู้เยาว์โดยมิชอบ ผู้ให้ทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียมีช่องทางฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินคืนหรือส่งมอบได้ 5. คำพิพากษานี้สะท้อนแนวทาง “สิทธิผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์” ซึ่งอาจไม่เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์โดยตรง แต่ยังมีบทบาททางกฎหมายที่สามารถใช้ได้ English Summary Supreme Court Decision No. 458/2547 deals with a case where a donor of assets to a minor sues to remove the mother (defendant 1) as the minor’s property‐manager and the adoptive child parent (defendant 2) as the asset manager in relation to the gifted assets. The Court held that the donor qualifies as an “interested party” under Sections 1577 and 56 of the Civil and Commercial Code, thus has standing to sue for removal of the manager and for delivery of account and assets. The case was remanded for reconsideration by the trial court. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 458/2547 ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ฎีกาย่อ คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่เด็กหญิงผู้เยาว์ ฟ้องขอให้เพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้เยาว์ และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม โดยอ้างว่าทั้งสองจัดการทรัพย์สินในส่วนที่โจทก์ยกให้โดยไม่ชอบ พร้อมทั้งขอให้ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินคืน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์มิใช่ญาติของผู้เยาว์ตามมาตรา 1582 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นแห่งคดีมิใช่เรื่องอำนาจปกครอง แต่เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 56 และมาตรา 1577 โดยผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้ และหากมีการโยกย้ายทรัพย์สินจริงก็มีสิทธิฟ้องให้ส่งมอบทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดา และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดาด้วย ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่าไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นญาติของเด็กหญิงกุลธิดา ผู้เยาว์ ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1582 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์ และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิงกุลธิดาผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้ จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิงกุลธิดาผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ จะมีอำนาจฟ้องร้องให้เพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของมารดาผู้เยาว์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 56 และมาตรา 1577 ซึ่งว่าด้วยสิทธิของ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร ธงคำตอบ โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ เมื่อได้ยกทรัพย์สินให้แล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามความหมายแห่งมาตรา 56 ประกอบมาตรา 1577 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้จัดการทรัพย์สินจัดการโดยมิชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติของผู้เยาว์ตามมาตรา 1582 แต่อย่างใด ข้อ 2. เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ ถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่โจทก์ยกให้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน โจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินจะมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินคืนได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินคืนได้ เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ให้ทรัพย์สินและถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้น การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องทำเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เท่านั้น ผู้ใดจัดการโดยมิชอบย่อมต้องรับผิดคืนทรัพย์สินหรือบัญชีต่อศาลตามหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป ข้อ 3. ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์มิได้เป็นญาติของผู้เยาว์ตามมาตรา 1582 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกามีความเห็นอย่างไร และมีเหตุผลใดในการกลับคำพิพากษา ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลของศาลล่างทั้งสองชั้นไม่ถูกต้อง เพราะคำขอของโจทก์มิใช่การฟ้องเพิกถอน “อำนาจปกครองผู้เยาว์” ตามมาตรา 1582 หากแต่เป็นการฟ้องเพิกถอน “ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์” ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 56 ประกอบมาตรา 1577 ที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ข้อ 4. การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยผู้จัดการทรัพย์สินและผู้รับบุตรบุญธรรมมีข้อจำกัดหรือหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างไร หากผู้จัดการทรัพย์สินกระทำโดยไม่สุจริตจะมีผลทางกฎหมายประการใด ธงคำตอบ ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เท่านั้น ตามหลักทั่วไปของกฎหมายครอบครัวและมาตรา 1568 วรรคสอง หากผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้รับบุตรบุญธรรมโยกย้ายทรัพย์สินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและอาจถูกเพิกถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 56 รวมทั้งต้องคืนบัญชีและทรัพย์สินแก่ศาลหรือแก่ผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอ ศาลอาจตั้งผู้จัดการทรัพย์สินคนใหม่เพื่อป้องกันการเสียหายแก่ผู้เยาว์ ข้อ 5. คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีผลสำคัญอย่างไรต่อหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิของ “ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์” ในการเข้ามามีส่วนร่วมคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ ธงคำตอบ คำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางกฎหมายครอบครัวที่ขยายขอบเขตความหมายของ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ให้ครอบคลุมถึงผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ แม้จะมิใช่ญาติหรือผู้ปกครองโดยตรง แต่ยังสามารถใช้สิทธิร้องขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้ในส่วนทรัพย์สินที่ตนได้ยกให้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์และป้องกันมิให้ทรัพย์สินถูกจัดการโดยมิชอบ หลักดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความและการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ในทางปฏิบัติ |




