
| เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์ เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์, เปลี่ยนอำนาจปกครองให้บิดาดูแล, เปลี่ยนผู้ดูแลจากมารดาเป็นบิดา , การถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ • เปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองบุตร • การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสิทธิเลี้ยงดูบุตร • สิทธิของผู้ปกครองในคดีครอบครัว • ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรในประเทศไทย • ข้อกำหนดการดูแลบุตรกรณีหย่า • อำนาจปกครองบุตรกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส • คำสั่งศาลเกี่ยวกับสิทธิการเลี้ยงดูบุตร บทความนี้เป็นเรื่องของข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ โดยอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 (5) ที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยในกรณีนี้ ผู้ร้องเป็นบิดาของเด็กหญิงปุษยา ยื่นคำร้องต่อศาลให้เปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองจากนางรัชนก มารดาของเด็ก เนื่องจากนางรัชนกไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้อ้างว่า ผู้ร้องมีรายได้และสวัสดิการจากการรับราชการทหาร ซึ่งสามารถให้การศึกษาและดูแลเด็กได้ดีกว่า ในขณะที่มารดาของเด็กไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ในระดับที่เหมาะสม ผู้ร้องจึงขอให้ศาลสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยศาลชั้นต้นยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าไม่มีสิทธิ์ในการใช้สิทธิ์ทางศาลในกรณีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นในการยกคำร้อง ผู้ร้องจึงฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีกฎหมายที่ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีนี้ โดยพิจารณาตามบทบัญญัติของมาตรา 1521 และมาตรา 1566 ซึ่งเปิดโอกาสให้คดีขึ้นสู่ศาลได้ทั้งในรูปแบบคือคำฟ้องและคำร้อง ศาลจึงเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องนี้ได้หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเด็ก สุดท้าย ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ให้รับคำร้องของผู้ร้องและดำเนินการพิจารณาต่อไป บิดามารดาจดทะเบียนหย่าโดยมีข้อตกลงกันว่าให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวต่อมามารดาไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ต่อไปเนื่องจากมิได้ประกอบอาชีพ ประสงค์จะให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นบิดาของผู้เยาว์ ประกอบกับบิดาผู้เยาว์รับราชการเป็นทหารสามารถเลี้ยงดูให้การศึกษาและความอบอุ่นแก่บุตรได้ ย่อมถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8161/2543 บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(5) ที่ให้อำนาจศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้เยาว์ ในการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้กำหนดวิธีการที่คดีจะมาสู่ศาล แสดงว่าประสงค์จะให้คดีขึ้นสู่ศาลได้ทั้งการเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท และทำเป็นคำร้องขอแบบคดีไม่มีข้อพิพาท ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของเด็กหญิง ป. อ้างในคำร้องขอว่า ร. มารดาเด็กหญิง ป. ไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิงป. เนื่องจากมิได้ประกอบอาชีพ ประสงค์จะให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องรับราชการเป็นทหาร สามารถอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาและความอบอุ่นแก่เด็กหญิง ป. ได้ หากเป็นจริงย่อมถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กหญิง ป. เป็นสำคัญหาใช่เป็นเรื่องไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลไม่แม้ผู้ร้องสอดเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขอศาลก็รับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาได้
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องกับนางรัชนก เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กหญิง ป เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องและนางรัชนกได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยตกลงให้นางรัชนกเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป เมื่อต้นเดือนมกราคม 2542 นางรัชนกแจ้งแก่ผู้ร้องว่าไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิง ป ได้เนื่องจากไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ ผู้ร้องประกอบอาชีพรับราชการทหารมีเงินเดือนและสวัสดิการ สามารถเลี้ยงดู ให้การศึกษา ให้ความอบอุ่นแก่เด็กหญิง ป ได้ ขอให้มีคำสั่งให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองเด็กหญิง ป จากนางรัชนกเป็นผู้ร้อง ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งว่า ไม่ใช่กรณีที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิทางศาลยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้วินิจฉัยตามคำร้อง พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงปุษยายื่นคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงปุษยาจากนางรัชนกผู้เป็นมารดาเป็นผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องปรากฏว่าผู้ร้องกับนางรัชนกสามีภริยายินยอมจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยทำเป็นหนังสือตกลงกันให้นางรัชนกแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กหญิง ป จึงเป็นกรณีที่ทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566(6) เมื่อตกลงกันตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว หากจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้อำนาจปกครองศาลเท่านั้นที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(5) แต่การที่ศาลจะใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาสู่ความรู้ของศาล กล่าวคือ จะต้องมีคดีมาสู่ศาลโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ประการหนึ่งกับทำเป็นคำร้องขอเมื่อบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลอีกประการหนึ่งเนื่องจากมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(5) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้เยาว์ การที่มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(1) มิได้กำหนดวิธีการที่คดีจะมาสู่ศาลประการใดดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตราอื่น แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์จะให้คดีขึ้นสู่ศาลได้ ทั้งการเสนอคดีโดยทำเป็นคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทและทำเป็นคำร้องขอแบบคดีไม่มีข้อพิพาทเพื่อเป็นการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของผู้เยาว์ดังกล่าว เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องขอว่านางรัชนกไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กหญิง ป เนื่องจากมิได้ประกอบอาชีพ ประสงค์จะให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องรับราชการเป็นทหารสามารถเลี้ยงดูให้การศึกษาและความอบอุ่นแก่เด็กหญิง ป ได้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอย่อมถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กหญิง ป เป็นสำคัญตามมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566(1) ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ หาใช่เป็นเรื่องไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี “แม้ศาลจะสั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายถูกเพิกถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 เสมอไป” “ผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว” ไม่เท่ากับ “ถูกเพิกถอนอำนาจ” เสมอไป บทเรียนสำคัญจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีครอบครัวเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ ประเด็นเรื่อง “อำนาจปกครอง” มักเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความเข้าใจผิดในทางปฏิบัติอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น “ผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว” หลายคนมักเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่า อีกฝ่ายหนึ่งถูก “เพิกถอนอำนาจปกครอง” ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยแยก “การเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง” ออกจาก “การเพิกถอนอำนาจปกครอง” อย่างชัดเจน และใช้คนละฐานกฎหมายกัน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักการนี้ได้อย่างชัดเจน และช่วยอธิบายขอบเขตอำนาจของศาลในการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ในสถานการณ์ที่พ่อแม่หย่าร้างกันแล้ว หลักทั่วไปของอำนาจปกครองตามกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักทั่วไปว่า “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” หลักนี้สะท้อนแนวคิดว่า โดยสภาพปกติ บิดาและมารดาต่างมีสิทธิและหน้าที่ร่วมกันในการดูแล อุปการะ อบรมสั่งสอน และตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบุตร อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มิได้กำหนดให้หลักนี้ใช้ได้ตลอดไปโดยปราศจากข้อยกเว้น มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ประกอบกับมาตรา 1521 กลับเปิดช่องให้ศาลสามารถสั่งเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองได้ หากเห็นว่า ผู้ใช้อำนาจปกครอง “ประพฤติตนไม่สมควร” หรือ “พฤติการณ์ภายหลังเปลี่ยนแปลงไป” และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นประโยชน์ต่อ “ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์” จุดนี้เองที่เป็น หัวใจสำคัญ ศาลฎีกาวางหลัก “เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง” ไม่ใช่ “เพิกถอนอำนาจ” ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การที่ศาลสั่งให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวนั้น เป็นการใช้อำนาจตาม มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) มิใช่การเพิกถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 ความแตกต่างสำคัญคือ • มาตรา 1521 → เป็นเรื่อง “การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง” เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ • มาตรา 1582 → เป็นเรื่อง “การเพิกถอนอำนาจปกครอง” ซึ่งเป็นมาตรการร้ายแรง ใช้เฉพาะกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติชั่วร้าย เป็นคนไร้ความสามารถ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างร้ายแรง ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า หากให้บิดายังคงใช้อำนาจร่วม จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ แต่หากให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียวจะเกิดความผาสุกมากกว่า จึงเป็นเพียง การจัดระเบียบการใช้อำนาจใหม่ มิใช่การตัดขาดสิทธิทางกฎหมายของบิดาโดยสิ้นเชิง สิทธิของฝ่ายที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครองยังคงอยู่ ศาลยังเน้นย้ำว่า จำเลยยังคงมีสิทธิพบปะเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามสมควร ภายใต้ความดูแลของโจทก์ และหากในอนาคตพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลก็สามารถพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ จึงเห็นได้ว่า การให้อำนาจปกครองฝ่ายเดียว มิได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรอย่างถาวร หลักนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาหลายคดีที่ย้ำเสมอว่า “อำนาจปกครองมิใช่สิทธิของบิดามารดาเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็ก” บทเรียนสำหรับประชาชนและผู้ปกครอง สรุปหลักคิดสำคัญได้ว่า 1. การได้ “อำนาจปกครองฝ่ายเดียว” ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายถูก “ตัดสิทธิถาวร” 2. ศาลใช้ “ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์” เป็นเกณฑ์สูงสุด 3. คำสั่งเรื่องอำนาจปกครองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากพฤติการณ์ในอนาคตเปลี่ยนไป 4. การเพิกถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 เป็นมาตรการร้ายแรง ใช้เฉพาะกรณีร้ายแรงจริง ๆ เท่านั้น บทสรุป “อำนาจปกครองฝ่ายเดียว” กับ “การเพิกถอนอำนาจปกครอง” เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงในทางกฎหมาย ศาลไม่ได้ยึดถือศักดิ์ศรีของบิดาหรือมารดาเป็นศูนย์กลาง หากแต่ยึด “ชีวิต ความปลอดภัย สภาพจิตใจ และอนาคตของผู้เยาว์” เป็นแก่นของการตัดสิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลด้านสิทธิเด็กและสวัสดิภาพเด็กอย่างแท้จริง
|






.jpg)