
| อำนาจศาลสั่งให้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว(ฎีกา 2668/2556)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยื่นคำร้องให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนเดียวและเพิกถอนอำนาจของจำเลย พร้อมเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู ในขณะที่จำเลยอ้างว่าไม่มีอำนาจของศาลในการเพิกถอนอำนาจปกครองเพราะไม่เข้าเงื่อนไขตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1582 แต่ศาลได้วินิจฉัยว่า เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและการอยู่ร่วมใช้อำนาจปกครองร่วมอาจไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นผลร้ายต่อผู้เยาว์ ศาลมีอำนาจตามมาตรา 1521 และมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียวได้ โดยมิได้ถือเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองภายใต้มาตรา 1582 ข้อเท็จจริง • โจทก์ (มีสัญชาติอเมริกัน) กับจำเลย (มีสัญชาติอังกฤษ) จดทะเบียนสมรสที่ประเทศไซปรัส และมีบุตรหญิง (ด.ญ. ซ.) เกิดเมื่อ 22 พฤษภาคม 2542 • ต่อมา จดทะเบียนหย่าที่มลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา โดยไม่มีคำพิพากษาเรื่องอำนาจปกครองบุตร • โจทก์และจำเลยพร้อมบุตรเดินทางมาอยู่ประเทศไทย โดยโจทก์ประกอบอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ และปัจจุบันบุตุผู้เยาว์อาศัยอยู่กับโจทก์ • โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว พร้อมสั่งจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและดอกเบี้ย • จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตุได้ตามสมควร พร้อมสั่งชำระค่าอุปการะบางส่วน • ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน • จำเลยฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556 คือการวินิจฉัยเรื่อง “อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว” โดยศาลใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลัก ได้แก่ มาตรา 1521, มาตรา 1566 วรรคสอง (5) และมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการใช้อำนาจปกครองบุตรและการเพิกถอนอำนาจปกครอง โดยศาลอธิบายอย่างชัดเจนว่า การให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวไม่ถือเป็น “การเพิกถอนอำนาจปกครอง” ตามมาตรา 1582 หากศาลพิจารณาแล้วว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. มาตรา 1521 – ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองได้เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงหรือผู้ใช้อำนาจประพฤติตนไม่สมควร โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ 2. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) – เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวได้ในบางกรณี เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของบุตร 3. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง – กำหนดเงื่อนไขของการ “เพิกถอนอำนาจปกครอง” เช่น เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นคนไร้ความสามารถ ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย ซึ่งต่างจากการให้ใช้อำนาจแต่เพียงผู้เดียวที่ไม่ถือเป็นการเพิกถอน 4. หลักประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ (Best Interest of the Child) – เป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาของศาลว่าฝ่ายใดควรใช้อำนาจปกครอง เพื่อให้การตัดสินเกิดผลดีที่สุดต่อบุตรในด้านจิตใจและความปลอดภัย 5. การใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่การตัดสิทธิอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง – ศาลยังคงเปิดโอกาสให้จำเลยในคดีนี้สามารถพบปะเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามสมควร โดยอยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรไว้ในระดับที่เหมาะสม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลเห็นว่า แม้ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง จะระบุว่า “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” แต่ผู้บัญญัติกฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ตามวรรคสอง (5) และมาตรา 1521 ซึ่งให้อำนาจศาลสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ เมื่อผู้ใช้อำนาจประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนไป โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ • ศาลวิเคราะห์ว่า กรณีที่ศาลมลรัฐฟลอริด้าไม่พิพากษาอำนาจปกครองบุตรไว้ ถือว่ายังใช้อำนาจปกครองร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลยอยู่ • จากพฤติการณ์แห่งคดี พบว่า หากจำเลยยังคงใช้อำนาจปกครองร่วมกับโจทก์ต่อไป อาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของบุตุผู้เยาว์ ขณะที่การให้อยู่กับโจทก์เพียงผู้เดียวจะสร้างความผาสุกแก่ผู้เยาว์มากกว่า • ศาลจึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตุผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว พร้อมให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตุได้ตามสมควร ภายใต้การดูแลของโจทก์ • ศาลเห็นว่า คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถือเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยไม่ได้ถูกเพิกถอนอำนาจโดยตรงในกรณี “ไร้ความสามารถ” หรือ “ประพฤติชั่วร้าย” ตามบทบัญญัติ • ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ประเด็นอำนาจศาลในการสั่งให้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1521 ให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อผู้ใช้อำนาจเดิม “ประพฤติตนไม่สมควร” หรือ “ภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป” โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ มาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงผู้เดียวได้ ดังนั้นศาลจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบการ “เพิกถอนอำนาจปกครอง” ตามมาตรา 1582 เท่านั้น แต่ยังมีช่องทางที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในด้านผู้เยาว์เพื่อให้สภาพที่เป็นอยู่เหมาะสมมากที่สุด 2. ความหมายของ “ไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครอง” มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ระบุถึงกรณีที่จะ “เพิกถอนอำนาจปกครอง” กรณีผู้ใช้อำนาจประพฤติชั่วร้าย ใช้อำนาจอย่างมิชอบ หรือเป็นคนไร้ความสามารถ แต่คำพิพากษานี้เน้นว่า การสั่งให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว ไม่จำเป็นต้องถือว่าเป็น “เพิกถอน” ตามมาตรา 1582 ตราบเท่าที่จำเลยยังคงมีโอกาสพบปะเยี่ยมเยียนบุตุได้ และศาลพิจารณาเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ 3. หลัก “ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์” (Best Interest of the Child) ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและความเห็นของผู้เยาว์ (ในกรณีที่สามารถแสดงเหตุผลได้) รวมถึงพยานหลักฐานเกี่ยวกับสภาพความสัมพันธ์ ระหว่างบิดา/มารดา กับบุตุ ในกรณีนี้ ศาลมองว่า การอยู่กับโจทก์เพียงผู้เดียวจะเป็นประโยชน์แก่บุตุผู้เยาว์มากกว่าการใช้อำนาจร่วมกับจำเลย โดยคำนึงถึงสภาพจริงและความสมัครใจของผู้เยาว์ 4. โอกาสของจำเลยในการพบปะเยี่ยมเยียน แม้จำเลยจะไม่ได้ใช้อำนาจปกครองร่วมอีกต่อไป แต่ศาลอนุญาตให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตุได้ตามสมควร โดยความสมัครใจของบุตุและอยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของจำเลย กับความผาสุกของผู้เยาว์ 5. แนวทางปฏิบัติของผู้ใช้อำนาจปกครอง • ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องแสดงให้เห็นว่าตนสามารถอบรม ดูแล ส่งเสริมความเจริญของผู้เยาว์ได้อย่างเหมาะสม • หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้เยาว์ถึงวัยที่มีความเห็นของตนเองได้ หรือการอยู่ร่วมกับผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมไม่เอื้อต่อประโยชน์ผู้เยาว์ ศาลอาจใช้ดุลพินิจตามมาตรา 1521 ให้เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจได้ • แม้จะเป็นการให้ “ผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว” ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายถูก “เพิกถอนอำนาจ” ตามมาตรา 1582 เสมอไป IRAC Issue (ประเด็น): จำเลยฎีกาว่า ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตุผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว เพราะถือเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย ซึ่งศาลจะทำได้เฉพาะกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เท่านั้น Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย): • ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง: “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” • ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5): อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีที่ศาลสั่งให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองคนเดียว • ป.พ.พ. มาตรา 1521: หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควร หรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ • ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง: ศาลสามารถเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองในกรณีที่เป็นคนไร้ความสามารถ ใช้อำนาจปกครองมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย Application (การประยุกต์): ในคดีนี้ • แม้ศาลมลรัฐฟลอริด้าจะพิพากษาหย่าโจทก์-จำเลย แต่ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตุผู้เยาว์ไว้ ทำให้อำนาจปกครองอยู่กับทั้งสองโดยร่วม • พฤติการณ์ของคดีเปลี่ยนแปลง: บุตุผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับโจทก์ และมีความสมัครใจไม่ต้องการอยู่กับจำเลย ซึ่งมีหลักฐานพยานสนับสนุน • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า หากให้จำเลยใช้อำนาจร่วมกับโจทก์ อาจเป็นผลร้ายต่อสุขภาพจิตของผู้เยาว์ ขณะที่ให้โจทก์ใช้อำนาจคนเดียวมีผลเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์มากกว่า • ศาลจึงใช้ดุลพินิจตามมาตรา 1521 และมาตรา 1566 วรรคสอง (5) เพื่อสั่งให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตุผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว • การใช้คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ถือว่าเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยตามมาตรา 1582 เพราะจำเลยไม่ได้ถูกเพิกถอนอย่างสิ้นเชิง และยังได้รับสิทธิพบปะเยี่ยมเยียนบุตุได้ Conclusion (บทสรุป): ศาลมีอำนาจตามมาตรา 1521 และมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ในการสั่งให้บิดาหรือมารดาใช้ อำนาจปกครองบุตุผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวได้ เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ ในคดีนี้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจคนเดียวโดยไม่ถือเป็นการเพิกถอนอำนาจของจำเลยตามมาตรา 1582 ข้อคิดทางกฎหมาย • แนวคำพิพากษานี้ย้ำให้เห็นว่า “อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว” ไม่เท่ากับ “การเพิกถอนอำนาจ” เสมอไป หากศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เยาว์ • ผู้ใช้อำนาจปกครองควรตระหนักถึงหน้าที่ในการดูแล ปกครอง ส่งเสริม และสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้เยาว์ เพราะหากไม่มีความสัมพันธ์ที่เหมาะสม อาจถูกศาลเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจได้ • สิทธิของผู้เยาว์โดยเฉพาะในวัยที่สามารถแสดงความสมัครใจได้จะถูกนำมาพิจารณาอย่างมีนัยสำคัญในคำพิพากษา • กรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจให้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวได้ ทั้งนี้ต้องไม่ละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบธรรม English Summary In Supreme Court Decision No. 2668/2556, the Court ruled on an application for sole parental authority over a minor child. Although Section 1566 of the Civil and Commercial Code presumes parental authority is held by both parents, the Court noted the exceptions in Section 1566(2)(5) and Section 1521, which empower a court to grant sole authority when joint authority would not serve the child’s best interests. Because the U.S. divorce judgment did not determine parental authority, the Court found the facts had changed: the child resided with the mother (applicant) and expressed a clear preference not to live with the father. The Court held that granting sole authority to the mother was in the child’s best interests. Importantly, this did not constitute a full withdrawal of the father’s authority under Section 1582, because he retained visitation rights. อำนาจศาลสั่งให้บิดาหรือมารดาใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว อำนาจศาลที่จะสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ การที่จำเลยยังคงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับโจทก์ต่อไปจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ แต่หากให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียวจะเกิดความผาสุกและเป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์มากกว่า ศาลย่อมมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว กรณีไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองดังที่จำเลยฎีกา อย่างไรก็ตาม จำเลยก็ยังมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร โดยความสมัครใจของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งหากภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556 แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยและห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนโจทก์ บังคับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายของบุตรผู้เยาว์ จำนวน 1,081,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ด.ญ.ซ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่ให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรโดยบุตรผู้เยาว์สมัครใจและให้อยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ค้างชำระ จำนวน 178,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 22,575 บาท แก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีสัญชาติอเมริกัน ส่วนจำเลยมีสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศไซปรัส ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ ด.ญ.ซ. เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 ต่อมาศาลแห่งมลรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน แต่มิได้พิพากษาเกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์ได้เดินทางมาอยู่ในประเทศไทย โดยโจทก์มาประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับโจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เพียงผู้เดียว เพราะเท่ากับเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย ซึ่งศาลจะมีคำสั่งถอนอำนาจปกครองได้ต้องเป็นกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถโดยคำสั่งศาล ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เห็นว่า แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่มีข้อยกเว้นตามวรรคสองว่า อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีดังต่อไปนี้ ซึ่งตามวรรคสอง (5) บัญญัติว่า"ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา" และมาตรา 1521 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ" จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) เป็นการให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลมลรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน โดยมิได้กล่าวถึงเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ซึ่งต้องยังถือว่าอำนาจปกครองอยู่กับโจทก์และจำเลย แต่เมื่อศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ ภายหลังโจทก์และจำเลยหย่ากันแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยยังคงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับโจทก์ต่อไปจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ แต่หากให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียวจะเกิดความผาสุกและเป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์มากกว่า ศาลย่อมมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โดยกำหนดให้จำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรโดยให้อยู่ภายใต้การดูแลของโจทก์ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ และกรณีไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ลำพังเพียงแค่รายงานการตรวจสภาพจิตซึ่งคณะแพทย์ผู้ตรวจสรุปผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลในการถอนการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ให้ตกแก่โจทก์เพียงผู้เดียว ควรต้องให้โอกาสจำเลยสร้างสัมพันธ์ภาพกับบุตรผู้เยาว์บ้าง และการที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการใช้อำนาจปกครองของจำเลยมีผลผูกพันตลอดไปเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า นอกจากผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตบุตรผู้เยาว์แล้ว โจทก์ยังอ้างตนเอง และนางแซนดร้า ซึ่งเป็นครูสอน ด.ญ.ซ. เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ สอดคล้องกับคำแถลงของ ด.ญ.ซ. ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลที่ ด.ญ.ซ. ไม่ต้องการอยู่กับจำเลย แต่ต้องการอยู่กับโจทก์ ทั้งตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่าบุตรผู้เยาว์มีความรู้สึกไม่พอใจจำเลยอันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ กรณีจึงมิใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเฉพาะผลการตรวจวิเคราะห์สภาพจิตบุตรผู้เยาว์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จำเลยก็ยังมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร โดยความสมัครใจของบุตรผู้เยาว์และอยู่ในความดูแลของโจทก์ ซึ่งหากภายหลังมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ศาลก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองได้โดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ การที่ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ฝ่ายเดียวจึงมิได้เป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ตลอดไป ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาของจำเลย ฎีกาของจำเลยประการอื่นล้วนเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศไซปรัส และต่อมาศาลมลรัฐฟลอริด้าประเทศสหรัฐอเมริกาพิพากษาให้หย่ากัน แต่ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นมารดาได้ยื่นฟ้องต่อศาลไทยขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยอ้างว่าศาลไทยไม่มีอำนาจพิพากษาให้เช่นนั้น เพราะเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย ซึ่งจะทำได้เฉพาะเมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นคนไร้ความสามารถหรือประพฤติชั่วร้ายตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ให้พิจารณาว่าศาลไทยมีอำนาจหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลไทยมีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ที่จะสั่งให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ โดยไม่ถือว่าเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะร้ายแรงกว่าและใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติชั่วร้ายหรือเป็นคนไร้ความสามารถ การที่ศาลไทยสั่งให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว จึงชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาล ข้อ 2 กรณีที่โจทก์และจำเลยเคยใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน แต่ภายหลังการหย่าขาดกันแล้วเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับบุตรผู้เยาว์ จนบุตรไม่ประสงค์จะอยู่กับจำเลยอีก ศาลสามารถนำความรู้สึกและความสมัครใจของผู้เยาว์มาประกอบการพิจารณาได้เพียงใด และมีผลต่อการตัดสินให้อำนาจปกครองหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลอาจรับฟังความเห็นและความสมัครใจของผู้เยาว์ประกอบการพิจารณาได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เยาว์มีวุฒิภาวะเพียงพอและสามารถให้เหตุผลได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ตามมาตรา 1521 ในคดีนี้ศาลได้พิจารณาคำเบิกความของโจทก์ ครูผู้สอน และคำแถลงของผู้เยาว์เอง ซึ่งยืนยันไม่ต้องการอยู่กับจำเลย ศาลจึงเห็นว่าหากให้จำเลยยังคงใช้อำนาจร่วมจะกระทบต่อสุขภาพจิตของบุตรผู้เยาว์ แต่หากให้อยู่กับโจทก์เพียงผู้เดียวจะเกิดความผาสุกมากกว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินให้อำนาจปกครองแก่โจทก์เพียงผู้เดียวอย่างมีน้ำหนัก ข้อ 3 เมื่อจำเลยฎีกาอ้างว่า การให้อำนาจปกครองแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวเท่ากับเป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย ซึ่งขัดต่อมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เพราะไม่มีเหตุให้เพิกถอนเช่นกรณีผู้ประพฤติชั่วร้ายหรือไร้ความสามารถ ข้ออ้างนี้มีน้ำหนักเพียงใด ธงคำตอบ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการให้อำนาจปกครองแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมิได้เป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลตามมาตรา 1521 และมาตรา 1566 วรรคสอง (5) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ ศาลยังคงให้สิทธิจำเลยพบปะเยี่ยมเยียนบุตรได้ตามสมควรภายใต้การดูแลของโจทก์ ซึ่งแสดงว่าจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับผู้เยาว์อยู่ การวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่เป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด ข้อ 4 ในกรณีที่ศาลต่างประเทศ (ศาลมลรัฐฟลอริด้า) ได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่ากันโดยไม่ได้วินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตร ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรได้หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการใช้ดุลพินิจ ธงคำตอบ ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองบุตรได้ เพราะศาลต่างประเทศไม่ได้ตัดสินหรือรับรองสิทธิการปกครองไว้ จึงไม่เกิดผลผูกพันในประเทศไทย อีกทั้งบุตรและคู่ความได้เข้ามามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยแล้ว การใช้อำนาจปกครองบุตรถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพบุคคลและสวัสดิภาพของเด็ก ซึ่งศาลไทยมีหน้าที่คุ้มครองตามหลักเขตอำนาจศาล โดยศาลจะใช้ดุลพินิจตามมาตรา 1521 และมาตรา 1566 วรรคสอง (5) เพื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ไม่ผูกพันตามคำพิพากษาต่างประเทศที่ไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ข้อ 5 หากในภายหลังพฤติการณ์ของคู่ความเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้เยาว์ต้องการอยู่กับจำเลย หรือจำเลยมีพฤติกรรมดีขึ้น ศาลสามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิมได้หรือไม่ และมีกระบวนการอย่างไร ธงคำตอบ สามารถทำได้ ตามมาตรา 1521 ซึ่งเปิดช่องให้ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทุกเมื่อหากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การใช้อำนาจปกครองเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ดังนั้น หากในภายหลังจำเลยมีพฤติกรรมเหมาะสมขึ้น หรือบุตรผู้เยาว์มีความประสงค์จะอยู่กับจำเลย ศาลสามารถพิจารณาคำร้องใหม่และมีคำสั่งเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองได้ โดยพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงในขณะนั้น ทั้งนี้หลักเกณฑ์สำคัญยังคงเป็น “ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์” เป็นประเด็นสูงสุดในการตัดสินใจของศาล
|





