
| อำนาจปกครองบุตรและหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสมรส ศาลฎีกาวางหลักอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีครอบครัวว่าด้วยการฟ้องหย่า การเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งในส่วนของคู่สมรสและบุตรผู้เยาว์ โดยศาลได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย แม้ยังมิได้หย่าขาดจากกัน ตลอดจนการตีความเจตนาแห่งฟ้องแย้ง และขอบเขตสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ว่า แม้ศาลจะมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน แต่หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1564 ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด อีกทั้งศาลฎีกาได้เน้นหลัก “ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์” เป็นเกณฑ์ในการกำหนดอำนาจปกครอง โดยมิได้ผูกพันอยู่กับผลแห่งคดีหย่าเพียงอย่างเดียว นับเป็นแนววินิจฉัยที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดีครอบครัวและการใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน ต่อมาทั้งสองฝ่ายแยกกันพักอาศัย โดยมิใช่ความผิดของฝ่ายใด เด็กชายอยู่กับโจทก์ ส่วนเด็กหญิงอยู่กับจำเลย โจทก์ฟ้องหย่า ขอเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย และขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และยืนยันประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาต่อไป พร้อมฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเอง และหากศาลพิพากษาให้หย่า ขอให้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองอยู่กับจำเลย พร้อมให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูบุตร ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งฟ้องหลักและฟ้องแย้ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะหย่า คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกาในประเด็นหน้าที่เลี้ยงดูและอำนาจปกครองบุตร คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น ประเด็นแรก เรื่องการยกปัญหาใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องหย่าและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ย่อมถือว่าคดีในส่วนเหตุหย่าถึงที่สุดแล้ว โจทก์ไม่อาจยกประเด็นใหม่ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับการสิ้นสุดความเป็นสามีภริยาในชั้นฎีกาได้ ต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประเด็นที่สอง เรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยา ศาลฎีกายืนยันหลักตามมาตรา 1461 วรรคสอง ว่าสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ แม้จะแยกกันอยู่ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีฐานะดีกว่า จำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ โจทก์จึงยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นที่สาม เรื่องสิทธิของจำเลยในการอุทธรณ์เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลย แม้จะตั้งเงื่อนไข “หากหย่า” แต่เนื้อหาสาระสะท้อนเจตนาแท้จริงว่าประสงค์ให้ศาลกำหนดอำนาจปกครองและบังคับหน้าที่บิดาตามมาตรา 1564 และ 1566 (5) ไม่ว่าหย่าหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ยกขึ้นโดยชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้อง ประเด็นที่สี่ เรื่องการกำหนดอำนาจปกครอง ศาลฎีกาใช้หลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ พิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ ความผูกพัน และความสามารถของแต่ละฝ่าย เห็นสมควรแบ่งอำนาจปกครอง โดยให้โจทก์ปกครองเด็กชาย และจำเลยปกครองเด็กหญิง พร้อมสิทธิพบเยี่ยมตามปกติ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1461 วรรคสอง มีเจตนารมณ์คุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว โดยกำหนดให้คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลือกัน แม้ความสัมพันธ์จะมีปัญหา การแยกกันอยู่โดยสมัครใจไม่ทำให้หน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลง จนกว่าจะหย่าขาดโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง กำหนดหน้าที่บิดามารดาต่อบุตรผู้เยาว์ เป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับสถานะสมรส หากยังเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษา มาตรา 1566 (5) เปิดช่องให้ศาลมีคำสั่งเรื่องอำนาจปกครองได้ เมื่อมีเหตุสมควร โดยศาลต้องพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ มิใช่ยึดถือสิทธิของบิดาหรือมารดาเป็นหลัก แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปวางหลักสอดคล้องกันว่า หนึ่ง หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ สอง หน้าที่เลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง มิอาจยกเหตุขัดแย้งระหว่างคู่สมรสมาเป็นข้อยกเว้น สาม การกำหนดอำนาจปกครองต้องยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ สี่ คู่ความไม่อาจยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ในชั้นฎีกา หากมิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์โดยชอบ คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำความสำคัญของการวางประเด็นข้อกฎหมายในแต่ละชั้นศาล และยืนยันบทบาทของศาลในการคุ้มครองสิทธิเด็กเหนือข้อพิพาทของบิดามารดา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่าและเพิกถอนอำนาจปกครองบุตร และยกฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู พร้อมให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะหย่าขาดจากกัน นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เพิ่มเติม กำหนดให้อำนาจปกครองเด็กชายอยู่กับโจทก์แต่เพียงผู้เดียว และเด็กหญิงอยู่กับจำเลยแต่เพียงผู้เดียว โดยต่างฝ่ายมีสิทธิพบเยี่ยมบุตรตามปกติ และให้แต่ละฝ่ายอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่ในความปกครองของตนเอง นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน กล่าวคือ หนึ่ง หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มีลักษณะผูกพันโดยตรง มิได้สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ หากยังมิได้หย่าขาดโดยชอบด้วยกฎหมาย สอง หน้าที่ของบิดามารดาตามมาตรา 1564 เป็นหน้าที่เชิงสาธารณะเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ มิใช่สิทธิส่วนตัวที่คู่สมรสจะละเว้นได้โดยอ้างความขัดแย้งระหว่างกัน สาม การตีความคำฟ้องหรือฟ้องแย้งต้องพิจารณา “เจตนาแท้จริง” มิใช่ยึดถ้อยคำตามรูปแบบเคร่งครัด หากเนื้อหาโดยรวมแสดงถึงการเรียกร้องสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมต้องวินิจฉัย สี่ หลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นเกณฑ์สูงสุดในการกำหนดอำนาจปกครอง ศาลอาจแบ่งอำนาจปกครองตามสภาพข้อเท็จจริง เพื่อให้สอดคล้องกับความผูกพันและสภาพแวดล้อมของเด็กแต่ละคน ห้า กระบวนพิจารณาในคดีครอบครัวมิใช่เพียงการตัดสินข้อพิพาทระหว่างคู่ความ แต่เป็นกลไกคุ้มครองสถาบันครอบครัวและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ในระยะยาว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาและหน้าที่บิดามารดาต่อบุตรผู้เยาว์ แม้ศาลมิได้พิพากษาให้หย่าขาดจากกัน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการแยกกันอยู่โดยสมัครใจไม่ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายสิ้นสุด และการกำหนดอำนาจปกครองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิได้ผูกพันอยู่กับผลแห่งคดีหย่าเพียงประการเดียว สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา” (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง) ศาลฎีกายืนยันว่า สามีภริยามีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ แม้จะแยกกันพักอาศัย หากยังมิได้หย่าขาด หน้าที่ดังกล่าวยังคงมีผลบังคับ โจทก์จึงไม่อาจปฏิเสธการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยได้ 2. “ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตร” (มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1566 (5)) ศาลวินิจฉัยว่า หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ไม่ขึ้นกับการหย่าหรือไม่หย่า และเมื่อมีเหตุสมควร ศาลสามารถกำหนดหรือแบ่งอำนาจปกครองได้ โดยต้องพิจารณาประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นเกณฑ์สูงสุด มิใช่ยึดถือสิทธิของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. หากศาลยกฟ้องหย่าแล้ว สามียังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูภริยาหรือไม่ คำตอบ ต้องจ่าย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และฝ่ายหนึ่งมีฐานะดีกว่า อีกฝ่ายไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ย่อมมีหน้าที่ตามมาตรา 1461 2. การแยกกันอยู่โดยสมัครใจทำให้หน้าที่เลี้ยงดูสิ้นสุดหรือไม่ คำตอบ ไม่ทำให้สิ้นสุด หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงอยู่จนกว่าจะหย่าขาดหรือมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น 3. บิดาสามารถปฏิเสธการเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ หากไม่ได้อยู่กับบุตร คำตอบ ไม่ได้ หน้าที่ตามมาตรา 1564 เป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการอยู่อาศัยร่วมกัน 4. หากฟ้องแย้งตั้งเงื่อนไข “กรณีหย่า” ศาลยังพิจารณาได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเจตนาแท้จริงคือการขอให้ศาลกำหนดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ว่าหย่าหรือไม่ 5. ศาลสามารถแบ่งอำนาจปกครองบุตรคนละคนได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากเห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ และสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง 6. เหตุใดศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยบางประเด็นของโจทก์ คำตอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 7. การกำหนดค่าเลี้ยงดูพิจารณาจากอะไร คำตอบ พิจารณาจากฐานะ ความสามารถในการชำระ และความจำเป็นของผู้รับ ตามหลักความเหมาะสมและความเป็นธรรม 8. หากทั้งสองฝ่ายมีความสามารถเลี้ยงดูบุตรเท่าเทียมกัน ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาความผูกพัน ความใกล้ชิด และสภาพแวดล้อมของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิได้ยึดเฉพาะรายได้ของบิดามารดา 9. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญยืนยันว่า หน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวมีลักษณะบังคับโดยตรง และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์โดยไม่ผูกพันอยู่กับข้อพิพาทเรื่องหย่าเพียงประการเดียว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10769/2558 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองฝ่ายเดียว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โจทก์ไม่อาจฟ้องหย่าได้ จำเลยยังประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ และแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแย้งว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ขอให้บุตรทั้งสองอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยมีอำนาจปกครอง ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองนั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามฟ้องแย้งจำเลยว่า ไม่ประสงค์หย่ากับโจทก์และยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะบิดามารดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดกันแล้วหรือไม่ กรณีมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์หรือจำเลยตามมาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันหรือไม่เช่นเดียวกันแม้ศาลจะมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวได้ หาใช่ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้โจทก์ปฏิบัติตามฟ้องแย้งได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองและให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจฝ่ายเดียว จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเองเดือนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหากหย่า ขอให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับจำเลย พร้อมให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาทต่อคนจนบรรลุนิติภาวะ ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองฝ่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 10,000 บาทจนกว่าจะหย่า คู่ความฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องหย่าและโจทก์ไม่อุทธรณ์ ย่อมถึงที่สุดว่าไม่มีเหตุหย่า โจทก์จึงยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาไม่ได้ ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู เห็นว่าแม้แยกกันอยู่ โจทก์ยังมีหน้าที่เลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 สำหรับฟ้องแย้งเรื่องอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูบุตร ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีสิทธิยกขึ้นได้ เพราะเป็นหน้าที่บิดามารดาตามมาตรา 1564 และ 1566 (5) ไม่ว่าหย่าหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ จึงกำหนดให้อำนาจปกครองเด็กชายอยู่กับโจทก์ และเด็กหญิงอยู่กับจำเลย ต่างฝ่ายพบเยี่ยมได้ตามปกติ และรับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรที่อยู่ในความปกครองของตนเอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนับแต่เดือนสิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 8 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระให้แก่จำเลยเสร็จและชำระเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันที่โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย ขอให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียวโดยให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ต. นับแต่เดือนสิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 8 เดือน เดือนละ 20,000 บาท เป็นเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระให้แก่จำเลยเสร็จ กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยเป็นรายเดือนต่อบุตรผู้เยาว์หนึ่งคนเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ศ. อายุ 6 ปี กับเด็กหญิง ต. อายุ 2 ปี โจทก์กับจำเลยแยกกันพักอาศัย โดยเด็กชาย ศ. อยู่กับโจทก์ ส่วนเด็กหญิง ต. อยู่กับจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้น ยังรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีเหตุหย่าจำเลยตามฟ้องพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่าจำเลยตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าเหตุสิ้นสุดแห่งการเป็นสามีภริยาได้เกิดขึ้นแล้ว ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีกเพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ออกไปจากบ้านแล้วไม่กลับมาอีก ประกอบกับพยานจำเลยทุกปากต่างเบิกความรับรองว่า จำเลยมีความพร้อมสามารถเลี้ยงดูตนเองและบุตรผู้เยาว์ได้ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัวจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ แสดงว่าโจทก์มีฐานะดีกว่าจำเลยและสามารถช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยซึ่งเป็นภริยา ตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง แม้โจทก์กับจำเลยจะแยกกันพักอาศัยก็ตาม โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ปรากฏตามฟ้องแย้งจำเลยที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย จำเลยขอให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยเป็นรายเดือน โจทก์มิได้ขอใช้สิทธิเรียกร้องนี้ในระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องแย้งจำเลยที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมจะมีข้อความระบุว่า หากพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน แต่จำเลยบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่าจำเลยยังประสงค์จะอยู่กันฉันสามีภริยากับโจทก์ โจทก์ไม่เคยใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จำเลยกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังรักห่วงใยต่อกัน จำเลยสามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ขอให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลย แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่า จำเลยไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ และกรณีมีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์หรือจำเลยตามมาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันหรือไม่เช่นเดียวกัน ดังนั้น แม้ศาลมิได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้พิพากษาบังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำขอฟ้องแย้งได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่แก่จำเลยฝ่ายเดียวและโจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด จำเลยยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยให้ แต่จำเลยฎีกาปัญหาข้อนี้มา โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยใหม่ พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โดยมิใช่ความผิดของฝ่ายใด โดยเด็กชาย ศ. อยู่กับโจทก์ ส่วนเด็กหญิง ต. กับจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยยังประสงค์อยู่กินกับโจทก์ฉันสามีภริยา การที่โจทก์และจำเลยแยกทางกันอยู่น่าจะเป็นเพียงกรณีชั่วคราว ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองในปัจจุบันและอนาคต เห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่ผู้เดียว ส่วนจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ต. ผู้เดียวเช่นกัน โดยโจทก์และจำเลยสามารถพบเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามปกติและให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่อยู่ในความปกครองของตนเอง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ต. แต่เพียงผู้เดียว โจทก์และจำเลยสามารถพบเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามปกติ ให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่อยู่ในความปกครองของตนเอง นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ |



.jpg)
