
| ขอบเขตการขอเป็นคู่ความแทนในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส(ฎีกา 3927/2562)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ ขอบเขตการขอเป็นคู่ความแทนในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2562 มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่า เรียกค่าเลี้ยงดู แบ่งสินสมรส และเรียกคืนทรัพย์สิน โดยภายหลังโจทก์ถึงแก่ความตาย มารดาของโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนในคดีนี้ ศาลวินิจฉัยว่า สิทธิบางประการถือเป็นสิทธิส่วนตัวของโจทก์ เช่น ค่าเลี้ยงดูและอำนาจปกครองบุตร จึงไม่อาจสืบทอดได้ ส่วนสิทธิเรียกร้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์คืนเป็นสิทธิที่ทายาทสามารถดำเนินการต่อได้ คดีนี้ยังชี้ชัดถึงหลักการตีความสินสมรส-สินส่วนตัว และภาระการพิสูจน์ในการแบ่งทรัพย์หลังหย่า ข้อเท็จจริงโดยสรุป *ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน 1 คน และมีทรัพย์สินระหว่างสมรสหลายรายการ ซึ่งบางส่วนเป็นมรดกที่จำเลยได้รับมาก่อนแต่งงาน และอีกบางส่วนซื้อร่วมกันภายหลังแต่งงาน ในกรณีที่ดินพร้อมบ้านที่ฟ้องขอแบ่ง ศาลพบว่าจำเลยใช้เงินจากการขายทรัพย์มรดกซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปไถ่ถอนจำนอง แม้เคยมีการผ่อนร่วมกันในช่วงแรก แต่ศาลเห็นควรให้จำเลยชดใช้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสจำนวน 453,774 บาท *ส่วนทรัพย์รายการอื่น เช่น ที่ดิน ทองคำ และรถเบนซ์ ศาลเห็นว่าไม่ได้มาจากเงินสินสมรสโดยตรง และจำเลยใช้เงินส่วนตัวซื้อ จึงถือเป็นสินส่วนตัวไม่ต้องแบ่ง *ในประเด็นรายได้จากค่าเช่าและดอกเบี้ยธนาคาร โจทก์ไม่มีหลักฐานยืนยันรายได้หรือยอดเงินคงเหลือ ขณะที่จำเลยมีหลักฐานแสดงการใช้จ่ายเพื่อครอบครัวจำนวนมาก รวมทั้งค่าดูแลบุตร ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายส่วนรวม จึงไม่มีสินสมรสเหลือให้แบ่ง 🔹 สรุปข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์ฟ้องจำเลย ขอหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกแบ่งสินสมรส และเรียกทรัพย์คืน •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า และให้แบ่งทรัพย์สินบางรายการ •โจทก์อุทธรณ์และฎีกา •ระหว่างการพิจารณา โจทก์เสียชีวิต มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทน ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2562 อยู่ที่การตีความสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรส รวมถึงสิทธิเฉพาะตัวของผู้ฟ้องในคดีครอบครัว โดยศาลฎีกาอ้างอิงกฎหมายหลักจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายมาตรา ดังนี้ 1. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า “ทรัพย์สินที่สามีภริยาได้มาระหว่างสมรส ให้ถือเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ศาลฎีกาใช้หลักข้อนี้เพื่อวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยซื้อร่วมกันในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แต่หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินจากทรัพย์มรดกหรือสินส่วนตัว ก็ถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยและไม่ต้องแบ่งให้โจทก์ 2. มาตรา 1566 (1) บัญญัติว่า “บิดามารดามีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน แต่ถ้าฝ่ายใดถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองย่อมตกแก่ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่” ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ (มารดา) ถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรตกแก่จำเลย (บิดา) โดยอัตโนมัติ ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ไม่มีอำนาจขอแทนในประเด็นนี้ 3. มาตรา 1490 (1) บัญญัติถึงหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน เช่น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาล และการศึกษาบุตร ศาลฎีกาใช้หลักข้อนี้อธิบายว่า รายจ่ายภายในครอบครัวที่จำเลยใช้ระหว่างสมรสถือเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยา ทำให้เงินที่จำเลยใช้ไปไม่ถือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง 4. มาตรา 1600 และ 1601 ว่าด้วยการเป็นทายาทและสิทธิของผู้รับมรดก ศาลฎีกาใช้เพื่ออธิบายว่า จำเลยซึ่งเป็นทายาทของมารดาบุญธรรม ได้รับตึกแถวและหอพักมาเป็นมรดก ถือเป็นสินส่วนตัวไม่ใช่สินสมรส แม้จะขายมรดกและนำเงินมาชำระหนี้หรือซื้อทรัพย์อื่น ก็ยังถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย 5. หลักสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสในคดีครอบครัว แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงในมาตราเดียว แต่ศาลฎีกาใช้หลักทั่วไปของสิทธิเฉพาะตัวในการวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิส่วนบุคคลของภริยา เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงและไม่ตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าแทนที่โจทก์ได้ในส่วนนี้ สรุปแล้ว แก่นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การใช้มาตรา 1474 วรรคสอง มาตรา 1566 (1) มาตรา 1490 (1) มาตรา 1600 และ 1601 ร่วมกับหลักสิทธิเฉพาะตัวของบุคคล เพื่อกำหนดขอบเขตของสิทธิในการแบ่งสินสมรส เรียกทรัพย์คืน และการเข้าแทนที่คู่ความภายหลังการถึงแก่ความตายของโจทก์ ประเด็นปัญหาตามฎีกาและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ⚖️ 1. สิทธิในการขอเป็นคู่ความแทนผู้ตาย •ศาลเห็นว่า การเรียกค่าเลี้ยงดู และอำนาจปกครองบุตร เป็นสิทธิส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งไม่สามารถส่งต่อให้ทายาทดำเนินคดีแทนได้ •ส่วนประเด็นการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืน เป็นสิทธิที่สามารถสืบทอดได้ ✅ ศาลอนุญาตให้มารดาโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะประเด็นการแบ่งสินสมรส และเรียกทรัพย์คืน ⚖️ 2. การวินิจฉัยสถานะทรัพย์สิน: สินสมรส vs สินส่วนตัว •ที่ดินพร้อมบ้านที่ฟ้องว่าร่วมซื้อระหว่างสมรส แม้จำเลยนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้เป็นหลัก แต่มีการชำระหนี้ร่วมบางส่วน ➡️ ศาลให้แบ่งเฉพาะในสัดส่วนที่เป็นสินสมรสร่วมกันเท่านั้น •ส่วนทรัพย์อื่น เช่น ทองคำแท่ง ที่ดิน รถยนต์ ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสินสมรส ➡️ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เนื่องจากซื้อโดยใช้เงินจากการขายทรัพย์มรดกที่ตกเป็นของจำเลยโดยเฉพาะ ⚖️ 3. รายได้จากค่าเช่าและดอกเบี้ยเงินฝาก •โจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานรายรับ ค่าเช่า หรือรายการธนาคารชัดเจน ➡️ ศาลไม่รับฟังข้ออ้างนี้ เพราะขาดหลักฐาน ➡️ ศาลรับฟังตามคำเบิกความและหลักฐานจากฝ่ายจำเลยที่แสดงรายจ่ายครอบครัวอย่างชัดเจน ⚖️ 4. ทรัพย์สินอื่นที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยยึดไว้ •ศาลรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองหรือยืมเงินตามรายการเหล่านั้น ➡️ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน ขยายความประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ 📌 สิทธิส่วนตัว (Personal Rights) ไม่สามารถโอนหรือสืบทอดได้ กรณีค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และอำนาจปกครองบุตรเป็นสิทธิเฉพาะบุคคล เมื่อบุคคลเสียชีวิต สิทธิเหล่านี้ยุติลงและทายาทไม่สามารถดำเนินคดีแทนได้ 📌 การแยกสินสมรสและสินส่วนตัวต้องพิจารณาแหล่งที่มาของเงิน แม้ว่าทรัพย์จะซื้อมาในระหว่างสมรส หากพิสูจน์ได้ว่าใช้สินส่วนตัวซื้อก็ถือเป็นสินส่วนตัว ทั้งนี้ ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัว 📌 หลักการใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าเล่าเรียน ค่ารักษา และค่าใช้จ่ายทั่วไปในครัวเรือน หากไม่มีการแยกบัญชีชัดเจนย่อมถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายร่วม ซึ่งไม่สามารถเรียกคืนได้ในภายหลัง ตัวอย่างกรณีศึกษา ในกรณีที่สามี-ภรรยาร่วมกันผ่อนบ้าน แต่ต่อมาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้จนหมด แล้วหย่าร้างกัน ฝ่ายที่นำเงินส่วนตัวมาจ่ายอาจเรียกร้องให้รับรู้ว่าไม่ใช่สินสมรสเต็มจำนวน ศาลจะพิจารณาแหล่งที่มาของเงินและช่วงเวลาการชำระหนี้อย่างละเอียด แนวปฏิบัติของนักกฎหมาย 1.การรับมอบอำนาจหรือการเข้าสืบสิทธิแทนผู้ตาย: ทนายควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าสิทธิที่ขอรับช่วงต่อเป็นสิทธิที่สามารถสืบได้ตามกฎหมายหรือไม่ 2.การพิสูจน์แหล่งที่มาทรัพย์สิน: ควรรวบรวมเอกสารประกอบ เช่น หลักฐานธนาคาร สัญญาซื้อขาย หรือใบนำฝาก เพื่อนำสืบแยกสินสมรสกับสินส่วนตัวให้ชัดเจน 3.การฟ้องเรียกร้องทรัพย์สิน: หลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างลอย ๆ ควรมีหลักฐานหรือพยานที่เป็นรูปธรรมประกอบคำฟ้องทุกครั้ง ข้อคิดทางกฎหมาย •สิทธิส่วนตัวในคดีครอบครัว เช่น ค่าเลี้ยงดูหรืออำนาจปกครองบุตร ไม่อาจโอนหรือฟ้องแทนกันได้ •การอ้างสิทธิในทรัพย์สิน ต้องมีหลักฐานแสดงแหล่งที่มาอย่างชัดเจน •ในการดำเนินคดีครอบครัวที่มีประเด็นเรื่องทรัพย์สิน ต้องเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างสินสมรสและสินส่วนตัว รวมถึงแนวปฏิบัติการพิสูจน์ในแต่ละกรณี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3927/2562 โจทก์ฟ้องจำเลย ขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร และเรียกทรัพย์คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา ในเรื่องหย่ายุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนนี้ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะในประเด็นค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะ และอำนาจปกครองบุตร คงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,508,822 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ส. ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. จนกว่าเด็กชาย ส. จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยแบ่งดอกผลค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท 45,000 บาท และ 52,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือจนกว่าโจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวตามรายการที่ 14 ถึง 21 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,205,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระเงิน 453,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอเวอเรส แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การแบ่งรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยตกลงกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำรถยนต์คันดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงคนเดียว โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นาง ร. มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ จำเลยไม่ค้าน เห็นว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเลี้ยงชีพ ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ผู้เป็นภริยาจะเรียกร้องจากจำเลยได้ ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่จำเลยที่เป็นบิดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1) ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่ คงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส และการเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ส. ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกันจำเลยได้รับมรดกจากนางสาว พ. มารดาบุญธรรม เป็นตึกแถว 11 คูหา และหอพัก 4 ชั้น จำนวน 30 ห้อง เดิมนางสาว พ. ให้ผู้อื่นเช่าตึกแถวและหอพักดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 วันที่ 15 ธันวาคม 2549 วันที่ 14 ธันวาคม 2550 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 29 สิงหาคม 2551 จำเลยขายตึกแถวรวม 4 คูหา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,000,000 บาท หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานคงมีรายได้จากเงินค่าเช่าตึกแถวและหอพักมาใช้จ่ายภายในครอบครัว สำหรับประเด็นเรื่องหย่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องผู้อื่นฉันภริยา กับทรัพย์รายการที่ 5 ที่ 12 และที่ 13 คู่ความมิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์รายการที่ 6 และที่ 7 โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 5,000,000 บาท หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินว่า โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านจากบริษัทดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ในราคา 7,460,000 บาท และนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยสมรสกัน โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยมีภาระการพิสูจน์ ในข้อนี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 6,656,135.65 บาท ไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่า ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ดังกล่าว จำเลยขายตึกแถวไปในราคาคูหาละ 7,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท จริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความจำเลย ประกอบกับใบนำฝากระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยนำฝากเงิน 3,000,000 บาท และ 3,656,135.65 บาท ตามลำดับ ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ซึ่งวันที่จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นเวลาที่ต่อเนื่องภายหลังจากวันที่จำเลยขายตึกแถวทั้ง 2 คูหา เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ได้ทำงานและไม่ปรากฏว่ามีรายได้จากแหล่งอื่นเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะนำมาชำระหนี้จำนวนนี้ได้ คำเบิกความของจำเลยจึงสมเหตุผลและมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวทั้ง 2 คูหาดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมบ้านตามที่จำเลยนำสืบจริง เมื่อที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยใช้เงินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งเป็นสินสมรสผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมไปบางส่วนในระยะแรกและนำเงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้เงินกู้ยืมที่คงเหลือทั้งหมดและไถ่ถอนจำนองที่ดินออกมาแยกได้เป็นสัดส่วนจากกัน ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยหย่ากันจึงต้องแบ่งทรัพย์สินในส่วนของที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว และเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสเป็นเงินที่ได้จากที่ดินและบ้านดังกล่าว กรณีเช่นนี้จำเลยจะต้องคืนเงินสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในระยะแรกแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินสินสมรสในส่วนนี้จำนวน 453,774 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 2 คือ เงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 1,250,000 บาท ทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 3 คือ ทองคำแท่ง น้ำหนัก 200 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท และทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 4 คือ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 500,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยซื้อทรัพย์สินทั้งสามรายการดังกล่าวมานั้นโจทก์เบิกความว่าซื้อที่ดินมาในราคา 1,700,000 บาท ทองคำแท่งราคา 400,000 บาท และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มีราคา ณ วันฟ้อง 1,000,000 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรัพย์แต่ละรายการมีมูลค่าเป็นเงินจำนวนมากและไม่ปรากฏว่าเป็นการซื้อโดยวิธีผ่อนชำระแต่อย่างใด แม้จะปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินว่า จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 หลังจากจำเลยขายตึกแถวคูหาสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เป็นระยะเวลาถึงปีเศษ ส่วนทองคำแท่งกับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยซื้อมาเมื่อวันใดก็ตาม แต่การซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น ลำพังรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและหอพักที่จำเลยได้รับในแต่ละเดือนระหว่างอยู่กินกับโจทก์ ซึ่งปกติต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวและอุปการะเลี้ยงดูกันส่วนหนึ่งด้วยนั้น น่าเชื่อว่าจะมีเงินรายได้เหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ซื้อทรัพย์แต่ละรายการดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้เงินจำนวนมากจากการขายตึกแถวที่ได้รับมรดกมารวมเป็นเงิน 37,000,000 บาท ตามที่กล่าวข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยนำเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอไปใช้ซื้อทรัพย์ทั้งสามรายการดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบจริง ทรัพย์ทั้งสามรายการนี้จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยหาใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งไม่ ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย รับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน จ้างแม่บ้านทำงานบ้าน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ รวมทั้งอุปการะเลี้ยงดูกับออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของเด็กชาย ส. ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยให้เงินโจทก์ไปศัลยกรรมหน้าอกตามความประสงค์ของโจทก์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่จำเลยจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ คิดคำนวณรวมกันแล้วต้องใช้เงินค่อนข้างสูงจำนวนหลายแสนบาทต่อเดือนหรือหลายล้านบาทต่อปี กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายที่ดิน ทองคำแท่ง และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ดังกล่าวหมดไปแล้วตามที่จำเลยนำสืบจริง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องรายการที่ 8 ค่าเช่าตึกแถว รวม 6 คูหา รายการที่ 9 ค่าเช่าตึกแถว รวม 3 คูหา รายการที่ 10 ค่าเช่าตึกแถว และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ได้จากเงินที่ขายตึกแถว และรายการที่ 11 ค่าเช่าหอพัก ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าว ทั้งมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่จำเลยนำเงินที่ได้จากการขายตึกแถวรวม 5 คูหาไปฝากไว้ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง จำเลยปฏิเสธว่า มีรายได้น้อยกว่าที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ แต่โจทก์เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า โจทก์เคยช่วยจำเลยเก็บค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวในอัตราและจำนวนเงินตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานการรับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักของจำเลยตามที่โจทก์อ้างมาแสดงต่อศาล แม้โจทก์จะมีคลิปเสียง วัตถุพยาน ซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของร้านทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับตึกแถวของจำเลย เกี่ยวกับอัตราค่าเช่าตึกแถวและหอพักของจำเลยก็เป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองเท่านั้น ทั้งตามปกติทั่วไปการให้เช่าตึกแถวกับหอพักอาจมีคนเช่าไม่ครบทั้งหมดและไม่ต่อเนื่องกันในแต่ละช่วงเวลา และยังต้องมีช่วงเวลาที่ปิดซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานอีกด้วย ส่วนจำเลยมีหลักฐานหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวมาแสดงว่า ได้รับค่าเช่าตึกแถวตามที่จำเลยนำสืบ และมีภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นถึงสภาพของหอพักที่ทรุดโทรม รวมทั้งค่าซ่อมแชมตึกแถวเป็นจำนวนหลายรายการตามสำเนาราคาประเมินค่าซ่อมแซมตึก กรณีจึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยได้รับค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวตามข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งไม่มากเท่ากับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ก็เป็นเรื่องที่โจทก์คิดคำนวณโดยคาดคะเนเอาเองทั้งสิ้น โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานทางการเงินของจำเลยมาแสดงให้เห็นว่า หลังจากจำเลยขายตึกแถวดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเงินเข้าฝากธนาคารเมื่อใดเป็นจำนวนเงินเท่าใด และปัจจุบันจำเลยยังคงเหลือเงินฝากอยู่ในธนาคารเท่าใด นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่า จำเลยขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางสาว พ. ที่ตกทอดแก่จำเลยและเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแล้วนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3785 พร้อมบ้าน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลยยังใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวมรดกทั้ง 5 คูหาอีกส่วนหนึ่งซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8905 ซื้อทองคำแท่งและรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ตลอดจนนำมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าอุปการะเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว ย่อมทำให้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวดังกล่าวลดจำนวนลงตามที่จำเลยได้ใช้ไป จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารจากเงินที่จำเลยขายตึกแถวรวม 5 คูหา ดังกล่าวเป็นจำนวนมากดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้ในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ จำเลยก็นำสืบโดยมีพยานเอกสารมาแสดงว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยา โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำงานโดยมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเท่านั้น โจทก์กับจำเลยรับประทานอาหารนอกบ้านเกือบทุกวัน ท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศกับต่างประเทศ โจทก์กับจำเลยจ้างแม่บ้านทำงานบ้าน และจำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับช่วยเหลือดูแลบุคคลในครอบครัวของโจทก์ อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กชาย ส. ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในประเด็นข้างต้น ทั้งยังต้องซ่อมแซมตึกแถวกับหอพักที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมแล้วนำออกให้เช่าเพื่อนำรายได้ใช้จ่ายในครอบครัว จึงถือเป็นการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้ย่อมผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของสามีภริยาและถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) นอกจากนี้จำเลยยังนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกของนางสาว พ. ซึ่งถือว่าจำเลยดำเนินการดังกล่าวในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนางสาว พ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1601 โดยโจทก์เองก็เบิกความยอมรับในเรื่องนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งเงินที่จำเลยใช้จ่ายในครอบครัวและเงินที่จำเลยชำระหนี้แทนกองมรดกของนางสาว พ. ดังกล่าวรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้านบาท กรณีจึงน่าเชื่อว่า จำเลยใช้เงินที่ได้จากการขายตึกแถวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวกับเงินที่ได้มาจากค่าเช่าตึกแถวกับหอพักดังกล่าวระคนปนกันไปจนมิอาจแยกออกเป็นสัดส่วนจากกันได้ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงยืนยันว่า จำเลยยังคงมีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้วเป็นเงินเท่าใด จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ใช้จ่ายเงินเหล่านี้ไปโดยไม่มีเงินค่าเช่าตึกแถวกับหอพักรวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากอันเป็นสินสมรสเหลืออยู่ที่จะแบ่งให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีที่คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านโดยใช้เงินกู้จากธนาคาร ต่อมาฝ่ายสามีได้นำเงินจากการขายทรัพย์มรดกที่ตนได้รับก่อนสมรสมาใช้ชำระหนี้เงินกู้และไถ่ถอนจำนอง จะถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสทั้งหมดที่ต้องแบ่งครึ่งเมื่อหย่าหรือไม่ ธงคำตอบ ไม่ถือเป็นสินสมรสทั้งหมด เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง กำหนดให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว ในคดีนี้จำเลยพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์บางส่วนเกิดจากการนำเงินจากการขายทรัพย์มรดกของตน ซึ่งเป็นสินส่วนตัว มาชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดิน จึงแยกส่วนได้ว่า บางส่วนเป็นสินสมรส (ที่ใช้เงินร่วมกันในระหว่างสมรส) และบางส่วนเป็นสินส่วนตัว (ที่ใช้เงินมรดกของจำเลย) เมื่อหย่ากัน จำเลยมีหน้าที่เพียงคืนเงินสินสมรสที่ใช้ร่วมกันในส่วนแรกให้แก่โจทก์เท่านั้น ไม่ต้องแบ่งทรัพย์ทั้งแปลง ข้อ 2 เมื่อภริยาผู้เป็นโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดีหย่า มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เพื่อดำเนินคดีต่อ ทั้งในส่วนเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร ศาลจะอนุญาตหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่ในประเด็นดังกล่าว เพราะสิทธิค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสผู้มีชีวิตอยู่ ซึ่งเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงและไม่ตกทอดไปยังทายาท ส่วนอำนาจปกครองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1) เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองตกแก่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเข้าแทนที่ในส่วนนี้ ศาลจึงอนุญาตเฉพาะให้เข้าแทนในประเด็นแบ่งสินสมรสและเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น ข้อ 3 ในกรณีที่สามีได้รับมรดกเป็นตึกแถวและหอพัก แล้วนำรายได้จากค่าเช่าทรัพย์มรดกนั้นมาใช้จ่ายภายในครอบครัว และต่อมาขายทรัพย์มรดกบางส่วนเพื่อนำเงินมาใช้ซื้อทรัพย์อื่น เช่น ทองคำแท่ง ที่ดิน หรือรถยนต์ จะถือว่าทรัพย์ที่ซื้อภายหลังเป็นสินสมรสหรือไม่ ธงคำตอบ ไม่ถือเป็นสินสมรส เพราะเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ประกอบมาตรา 1474 วรรคสอง แม้จะซื้อทรัพย์ภายหลังการสมรส แต่ถ้าแหล่งที่มาของเงินพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว ก็ยังคงมีสถานะเป็นสินส่วนตัวเช่นเดิม ในคดีนี้ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยนำเงินจากการขายตึกแถวซึ่งเป็นมรดกมาซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ ตามที่จำเลยนำสืบจริง โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าได้ร่วมสมทบเงินหรือมีส่วนในทรัพย์สินนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่าทรัพย์เหล่านี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ไม่ต้องแบ่งให้โจทก์ ข้อ 4 ในคดีหย่าที่มีการฟ้องขอแบ่งค่าเช่าทรัพย์สินและดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร โดยอ้างว่าเป็นรายได้จากสินสมรส คู่สมรสฝ่ายที่กล่าวอ้างจะต้องพิสูจน์อย่างไรเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าเป็นสินสมรสจริง ธงคำตอบ คู่สมรสฝ่ายที่กล่าวอ้างต้องนำหลักฐานแสดงให้เห็นว่า รายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินและดอกเบี้ยเงินฝากนั้นเป็นผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส และยังคงมีอยู่ในขณะฟ้องร้อง เช่น สัญญาเช่า เอกสารทางการเงิน หรือหลักฐานการโอนเงิน แต่ในคดีนี้โจทก์อ้างลอย ๆ ว่าจำเลยมีรายได้จากค่าเช่าและดอกเบี้ยเงินฝาก โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งจำเลยมีพยานหลักฐานแสดงรายจ่ายจำนวนมากที่ใช้ภายในครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ จึงถือว่าเงินดังกล่าวได้ถูกใช้ไปในการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) โจทก์จึงไม่สามารถเรียกร้องให้แบ่งรายได้ดังกล่าวเป็นสินสมรสได้ ข้อ 5 เมื่อภริยา (โจทก์) ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดีหย่า ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินหรือดำเนินคดีแทนในทุกประเด็นได้หรือไม่ และศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นนี้อย่างไร ธงคำตอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิแทนที่โจทก์ในทุกประเด็น แต่มีสิทธิเฉพาะในการเข้าแทนที่เพื่อดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การแบ่งสินสมรสและเรียกทรัพย์คืนเท่านั้น เพราะสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิทางทรัพย์ที่ตกทอดแก่ทายาทได้ ส่วนสิทธิค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตรเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวสิ้นไปตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยยืนยันหลักการนี้โดยอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าแทนที่เฉพาะในประเด็นทรัพย์สินเท่านั้น และไม่อนุญาตให้เข้าแทนที่ในประเด็นสิทธิเฉพาะตัว ทั้งนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้สิทธิเฉพาะตัวคงอยู่กับผู้มีสิทธินั้นเท่านั้น ไม่ให้ทายาทสืบสิทธิได้ในส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัว ![]() |





