ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร(ฎีกา 8596/2559)

คำพิพากษาศาลฎีกา 8596/2559, สิทธิอุทธรณ์คดีค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า, อำนาจปกครองผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. ม.1520 1521, เงื่อนไขเพิกถอนอำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. ม.1582, ฟ้องตั้งสิทธิในครอบครัว, ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องค่าเลี้ยงชีพ, กรณีเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้เยาว์และอำนาจปกครอง, วิธีพิจารณาคดีครอบครัวตาม ป.วิ.พ. ม.243 247 248, วิเคราะห์คดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของโจทก์ในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าด้วยค่าเลี้ยงชีพจำนวน 200,000 บาท และอำนาจปกครองผู้เยาว์ระหว่างคู่สามี-ภริยาหลังจดทะเบียนหย่า โดยศาลวินิจฉัยว่า การฟ้องค่าเลี้ยงชีพซึ่งเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็น “คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว” โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. ม.224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง และแม้คู่ความจะไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. ม.243 (1) และ 247 ยกขึ้นวินิจฉัยเอง พร้อมทั้งวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยตาม ป.พ.พ. ม.1582 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1520/1521 จากพฤติการณ์ผู้เยาว์อายุ 10 ปีมีความรู้สึกนึกคิดสามารถเลือกผู้ใช้อำนาจปกครองเองได้แล้ว

ข้อเท็จจริง

ในคดีนี้ คู่ความคือ โจทก์ (อดีตสามี) และจำเลย (อดีตภริยา) ซึ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ภ. เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2546

ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2554 คู่ความตกลงหย่ากันโดยจดทะเบียนหย่า โดยในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าได้มีข้อตกลงว่า ผู้เยาว์จะอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของจำเลย โจทก์จะชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเป็นจำนวน 200,000 บาท ภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 และจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนผู้เยาว์มีอายุ 25 ปีบริบูรณ์

ก่อนจดทะเบียนหย่า โจทก์ได้มอบเงินให้จำเลย 300,000 บาท พร้อมยกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินและเครื่องใช้ให้เป็นของจำเลย

หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้วประมาณ 2 เดือน โจทก์อยู่กินกับหญิงคนใหม่โดยไม่ได้จดทะเบียน ส่วนจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับคู่ใหม่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท ขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ฝ่ายละครึ่ง โดยให้จำเลยชำระเดือนละ 3,000 บาทในประถมศึกษา เดือนละ 4,500 บาทในมัธยมศึกษา และเดือนละ 6,000 บาทในอุดมศึกษา

จำเลยตอบโต้ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งผู้เยาว์คืนให้จำเลยและห้ามมิให้โจทก์นำผู้เยาว์ไปจากการอุปการะของจำเลย พร้อมให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาทและค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2555 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2572 ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาทแก่จำเลย และยกคำฟ้องโจทก์รวมทั้งฟ้องแย้งของจำเลย

ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งแก่โจทก์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559 อยู่ที่การวินิจฉัย “สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาคดีค่าเลี้ยงชีพ” และ “การเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองผู้เยาว์หลังหย่า” โดยศาลฎีกาได้นำบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง, มาตรา 243 (1), มาตรา 247 และมาตรา 248 วรรคสอง รวมถึง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520, มาตรา 1521 และมาตรา 1582 วรรคหนึ่ง มาใช้ในการอธิบายและตัดสินคดี

key words ที่เป็นแก่นสำคัญของคดีนี้มี 5 ข้อ ดังนี้

1. สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีครอบครัว (ป.วิ.พ. มาตรา 224 และ 248)

ประเด็นหลักคือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีค่าเลี้ยงชีพที่เกิดจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าถือเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ไม่ใช่คดีแพ่งทั่วไป แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึง 200,000 บาท โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้

2. ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลถือว่าการตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพในทะเบียนหย่าเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย คู่สัญญาไม่อาจเพิกถอนได้โดยอ้างเหตุฐานะเปลี่ยนหรือคู่กรณีมีคู่สมรสใหม่ เว้นแต่มีเหตุผิดกฎหมายชัดเจน

3. การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ (ป.วิ.พ. มาตรา 225)

โจทก์นำข้อเท็จจริงใหม่มาฟ้องในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกายืนยันหลักนี้ชัดเจน

4. หลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ (ป.พ.พ. มาตรา 1520 และ 1521)

แม้ไม่มีเหตุถอนอำนาจปกครองของจำเลย ศาลเห็นว่าพฤติการณ์เปลี่ยนไป ผู้เยาว์อายุ 10 ปีมีความคิดอ่านสามารถเลือกได้เอง และอยู่กับโจทก์มานาน จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย

5. เงื่อนไขการเพิกถอนอำนาจปกครอง (ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง)

ศาลย้ำว่า การถอนอำนาจปกครองต้องมีเหตุร้ายแรง เช่น การปกครองโดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้าย เหตุเพียงว่าผู้เยาว์อยู่กับอีกฝ่ายแล้วมีความสุขกว่า ไม่ถือเป็นเหตุให้ถอนอำนาจปกครอ

สรุปโดยรวม คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันหลักสิทธิในการอุทธรณ์คดีครอบครัว ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพัน และศาลต้องยึด “ประโยชน์ของผู้เยาว์” เป็นเกณฑ์สูงสุดในการกำหนดอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า

คำวินิจฉัย

(1) สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นค่าเลี้ยงชีพ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คำฟ้องในเรื่องค่าเลี้ยงชีพของโจทก์ตกเป็นฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง (ทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท) โดยอาศัย ป.วิ.พ. ม.248 ว่า ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ไม่ชอบ เพราะคดีนี้เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ครอบครัว (สามี-ภริยา) จึงเป็น “คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว” ซึ่งตาม ป.วิ.พ. ม.224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา นอกจากนี้ แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตาม ม.243 (1) และ 247

ดังนั้น ประเด็นค่าเลี้ยงชีพจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงล้วน ซึ่งศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยได้

(2) เพิกถอนข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า

โจทก์อ้างเหตุรายได้ลดลง และจำเลยมีสามีใหม่ จึงขอให้เพิกถอนข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาทนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอม-ยอมความ มีผลผูกพัน คู่ความตกลงชัดเจนว่าโจทก์จะชำระเงิน 200,000 บาท แก่จำเลย และจำเลยมีสิทธิเรียกร้องได้ นับแต่วันที่ทำสัญญาไว้ ข้ออ้างของโจทก์ไม่อาจเป็นเหตุให้เพิกถอนข้อตกลงตามกฎหมายได้

และการที่โจทก์เสนอเหตุใหม่ในชั้นอุทธรณ์ (ว่าได้ให้เงิน 300,000 บาทเพื่อซื้อบ้าน แต่จำเลยนำไปใช้ส่วนตัว) เป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ซึ่งตาม ป.วิ.พ. ม.225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วในชั้นต้น

(3) เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง-ใช้ประโยชน์ของผู้เยาว์

โจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย (ภริยาผู้หย่า) โดยอ้างว่า หากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์จะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่า ศาลวินิจฉัยว่า เหตุที่อ้างไม่เข้าข่าย “การปกครองโดยมิชอบ” หรือ “ประพฤติชั่วร้าย” ตาม ป.พ.พ. ม.1582 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริง มีน้ำหนักว่า ผู้เยาว์อยู่กับโจทก์มาแล้ว ภายในอายุ 10 ปี ผู้เยาว์แสดงความประสงค์จะอยู่กับโจทก์ และจำเลยเองก็ได้ให้การว่า หากผู้เยาว์ต้องการอยู่ฝ่ายใดแล้วมีความสุขก็ยินยอมให้ ดังนั้น พฤติการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อคำนึงถึงอนาคต ประโยชน์ และความผาสุกของผู้เยาว์ อาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. ม.1520 และ 1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

ดังนั้น ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาเป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วม โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

วิเคราะห์ทางกฎหมาย

ในด้านสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเน้นว่า แม้ทุนทรัพย์จะไม่เกิน 200,000 บาท (ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นคดีข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา) แต่เมื่อเป็น “คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว” ตาม ป.วิ.พ. จำหน่ายฐานะพิเศษคือ โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ตาม ม.224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ได้ – เป็นแนวทางยืนยันสิทธิอุทธรณ์ในคดีครอบครัว

ในด้านการเพิกถอนข้อตกลง-ค่าเลี้ยงชีพ ข้อตกลงในทะเบียนหย่า ถือเป็นสัญญาประนีประนอม-ยอมความ อยู่ภายใต้หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า เมื่อคู่ความตกลงกันแล้ว ศาลจะไม่เพิกถอนได้ตามอำเภอใจ ยกเว้นมีเหตุร้ายแรงตามกฎหมาย

ในด้านอำนาจปกครองของผู้เยาว์ ศาลเลือก “ประโยชน์ของผู้เยาว์” เป็นเกณฑ์หลัก โดยยอมให้เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนไปและผู้เยาว์มีความเห็นที่ชัดเจนแล้ว (อายุ 10 ปีขึ้นไป) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มหรือหลักกฎหมายครอบครัวว่า ผู้เยาว์ที่สามารถแสดงความเห็นได้ต้องได้รับการพิจารณา

ศาลยังยืนยันการใช้บทบัญญัติ ป.พ.พ. ม.1520/1521 (อำนาจปกครองร่วม) และ ม.1582 (การเพิกถอนอำนาจปกครอง) เป็นเครื่องมือในพิจารณาเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครอง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การฟ้องค่าเลี้ยงชีพของอดีตสามี-ภริยาหลังหย่า แม้ทุนทรัพย์ไม่สูง ก็อาจเป็นคดีที่ “เกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว” ทำให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. ม.224 และ 248

ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าแม้มีเหตุเปลี่ยนแปลงสถานะคือ คู่ความแยกจากกันแล้ว หากคู่ความตกลงชัด ข้อตกลงถือมีผลแล้ว และไม่อาจเพิกถอนโดยง่าย นอกจากมีเหตุร้ายแรงตามกฎหมาย

ผู้เยาว์ที่มีอายุพอสมควรและสามารถแสดงความเห็นได้ ศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยยึด “ประโยชน์ของผู้เยาว์” เป็นหลัก และสามารถใช้รูปแบบอำนาจปกครองร่วมตาม ป.พ.พ. ม.1520/1521

กระบวนการพิจารณาคดีครอบครัวต้องถือว่าการเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้เยาว์และครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลควรพิจารณา

IRAC 

Issue (ปัญหา):

1. ประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีค่าเลี้ยงชีพหลังจดทะเบียนหย่า หรือไม่

2. ประเด็นว่า ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าด้วยค่าเลี้ยงชีพจำนวน 200,000 บาท ซึ่งโจทก์ตกลงจะชำระให้จำเลยนั้น มีเหตุอันควรเพิกถอนหรือไม่

3. ประเด็นว่า มีเหตุสมควรให้เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์จากจำเลยมาเป็นโจทก์ (หรือตั้งให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วม) หรือไม่

Rule (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง):

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 224 วรรคสอง, มาตรา 243 (1), มาตรา 247, มาตรา 248 วรรคสอง – เกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในคดีครอบครัว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1520, มาตรา 1521 – อำนาจปกครองร่วมของบิดา-มารดา

ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง – เพิกถอนอำนาจปกครองผู้ปกครองที่ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้าย

Application (การวิเคราะห์):

สำหรับสิทธิอุทธรณ์ฎีกา: ศาลพิจารณาว่า แม้ทุนทรัพย์จะไม่เกิน 200,000 บาท (ซึ่งโดยปกติต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง) แต่คดีนี้เป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ครอบครัว (สามี-ภริยา) จึงเป็น “คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว” ซึ่งตามกฎหมาย ป.วิ.พ. ม.224 และ 248 ผู้ฟ้องมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา – ดังนั้น ศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพจึงไม่ชอบ

สำหรับการเพิกถอนข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพ: ศาลเห็นว่า ข้อตกลงเป็นสัญญาประนีประนอม-ยอมความ มีสิทธิเรียกร้องได้ทันที คู่ความตกลงและโจทก์รับผิดชอบตามสัญญาแล้ว เหตุที่โจทก์อ้าง (รายได้ลดลง, จำเลยมีสามีใหม่) ไม่เพียงพอจะเพิกถอนสัญญาได้ และข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในชั้นอุทธรณ์ถือเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจรับวินิจฉัยตาม ม.225 – จึงยกฎีกาข้อนี้ของโจทก์

สำหรับอำนาจปกครอง: ศาลรับฟังว่า ผู้เยาว์อยู่กับโจทก์มาแล้ว มีอายุ 10 ปีและได้แสดงความประสงค์ชัดเจนว่าจะอยู่กับโจทก์ และจำเลยได้ให้การว่ายินยอมหากผู้เยาว์เลือกฝ่ายใด ก็อนุโลมให้ ซึ่งถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป เมื่อคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. ม.1520/1521 สมควรให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองร่วม โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

Conclusion (บทสรุป):

ศาลฎีกาให้รับฟังสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของโจทก์ในประเด็นค่าเลี้ยงชีพ แต่ปฏิเสธเพิกถอนข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท เพราะไม่มีเหตุอันควรตามกฎหมาย และยอมให้เปลี่ยนรูปแบบอำนาจปกครองเป็น “ร่วม” ระหว่างโจทก์และจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร

   โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงกับจำเลย โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะโจทก์มีฐานะและรายได้ลดลง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีการตกลงกันเป็นลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลให้จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์นับแต่วันทำสัญญา ฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองฝ่ายเดียวตามที่ตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่าถือว่าโจทก์ประสงค์ที่จะใช้อำนาจปกครอง เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพื่อประโยชน์ความผาสุกของผู้เยาว์ สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

โจทก์ฎีกาประเด็นขอให้เพิกถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องที่โจทก์ตกลงจะให้ค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องในเรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 และไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เป็นการฟ้องตั้งสิทธิ อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ 247

   ประเด็นขอเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยนั้น โจทก์อ้างว่า หากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ จะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่าอยู่กับจำเลย เหตุที่อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้ายอันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่การที่ผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ และผู้เยาว์ทำคำแถลงต่อศาลว่า ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้วถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเอง สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลยสามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอยๆ ประกอบกับฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยฝ่ายเดียวตามที่ตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ตกลงกันไว้กับจำเลย ถือว่าโจทก์ประสงค์ที่จะใช้อำนาจปกครอง เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพื่อประโยชน์ความผาสุกของผู้เยาว์ อาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520,1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

   โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อตกลงในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้จำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว และจำเลยควรต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกับโจทก์ฝ่ายละครึ่ง ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ขณะที่ผู้เยาว์เรียนในระดับประถมศึกษาเดือนละ 3,000 บาท มัธยมศึกษาเดือนละ 4,500 บาท และอุดมศึกษาเดือนละ 6,000 บาท ให้โจทก์

   จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ส่งผู้เยาว์คืนให้จำเลย และห้ามมิให้โจทก์นำผู้เยาว์ไปจากการอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2555 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2572 ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้จำเลย

   โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

   ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลย คำฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งข้ออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

   โจทก์อุทธรณ์

   ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

   โจทก์ฎีกา

   ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับราชการทหาร ส่วนจำเลยรับราชการครู โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2546 ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2554 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน โดยทำข้อตกลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหย่าในทะเบียนหย่าว่า ให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย โจทก์จะชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลยภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนกว่าผู้เยาว์มีอายุ 25 ปีบริบูรณ์ ก่อนจดทะเบียนหย่าโจทก์มอบเงินให้จำเลย 300,000 บาท ยกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินและเครื่องใช้ให้เป็นของจำเลย หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้วประมาณ 2 เดือน โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้หญิงคนใหม่แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนจำเลยก็มีสามีใหม่แล้ว จดทะเบียนสมรสกับสามีใหม่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

   ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ประเด็นค่าเลี้ยงชีพต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องฎีกาของโจทก์ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และไม่รับฎีกาข้อนี้นั้น คำสั่งศาลชั้นต้นส่วนนี้ไม่ชอบ เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องประเด็นค่าเลี้ยงชีพอันเป็นการฟ้องตั้งสิทธิ อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ 247 แต่อย่างไรก็ตามที่โจทก์ฎีกาประเด็นนี้ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์จะต้องชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงท้ายการหย่าชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ด้วยนั้น เห็นควรวินิจฉัยเสียทีเดียว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงกับจำเลย โดยกล่าวอ้างเหตุผลมาในฟ้องว่า เป็นเพราะโจทก์มีฐานะและรายได้ลดลง ประกอบจำเลยมีสามีใหม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ที่จะต้องพึงชำระในอนาคต และมีการตกลงกันเป็นลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลให้จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์นับแต่วันทำสัญญา ข้ออ้างของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมายจะให้เพิกถอนข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพตามสัญญาหย่าได้ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้โดยอ้างเหตุผลว่า ก่อนจดทะเบียนหย่าโจทก์มอบเงินให้แก่จำเลย 300,000 บาท เพื่อให้จำเลยไปซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยกับบุตร แต่จำเลยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวผิดข้อตกลงขอหักกลบลบหนี้กับค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงท้ายทะเบียนหย่า ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติมาตรา 225 วรรคหนึ่งดังกล่าวหมายความว่า ศาลจะต้องนำข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือคำให้การและมีการนำสืบมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเท่านั้น มาวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเป็นข้อแพ้ชนะแห่งคดี ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์หยิบยกมาในชั้นอุทธรณ์ย่อมเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลต้องไม่รับและไม่นำมาวินิจฉัย ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคดีครอบครัวด้วย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

   ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุจะเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย อันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในวันที่ 9 เมษายน 2556 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้เยาว์มาแสดงตัวต่อศาลชั้นต้น ยื่นคำแถลงและขอให้ศาลชั้นต้นสอบสวนตามบันทึกท้ายคำแถลงกับคำแถลงของผู้เยาว์ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ได้ความสรุปว่า ผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข เพราะบิดาเลี้ยงดุโดยไม่มีเหตุผล และมารดากับบิดาเลี้ยงทะเลาะกันบ่อย สภาพที่พักอาศัยไม่สะดวกเพราะต้องนอนห้องเดียวกัน ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้ว ถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเองแล้วมีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ตามสมควร สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลย ผู้เยาว์สามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอย ๆ จำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าหากผู้เยาว์ต้องการอยู่กับฝ่ายใดแล้วมีความสุข ก็ยินยอมให้ผู้เยาว์อยู่กับฝ่ายนั้น จำเลยสามารถรับผู้เยาว์กลับมาอยู่ได้ แต่สาเหตุที่ไม่รับกลับมาเพราะเกรงผู้เยาว์จะเสียการเรียนเนื่องจากหนังสือเรียนและเครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนอยู่กับโจทก์ทั้งหมด และเมื่อนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของโจทก์มาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวตามบันทึกข้อตกลงในทะเบียนหย่า แต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ตกลงไว้กับจำเลยถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อคำนึงถึงอนาคต ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลยโดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

   พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ ร่วมกับจำเลยโดยมีอำนาจในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยซึ่งเคยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนหย่ากัน โดยมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่า โจทก์จะชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างว่าฐานะทางการเงินลดลงและจำเลยมีสามีใหม่ ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาในประเด็นนี้ โดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฎีกาในคดีนี้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว เนื่องจากเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาที่จดทะเบียนหย่า การฟ้องเรื่องค่าเลี้ยงชีพจึงเป็นการตั้งสิทธิที่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ใช่คดีแพ่งทั่วไป โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และมาตรา 248 วรรคสอง แม้คู่ความจะไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 243 (1) และมาตรา 247 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 2. ในข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าระบุว่าโจทก์ต้องชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท ภายในวันที่กำหนด ต่อมาโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนข้อตกลง โดยอ้างเหตุว่าฐานะลดลงและจำเลยมีสามีใหม่ ศาลต้องวินิจฉัยว่าข้อตกลงค่าเลี้ยงชีพนี้สามารถเพิกถอนได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลผูกพันคู่ความทันทีที่ตกลงกัน ข้ออ้างของโจทก์ว่า รายได้ลดลงหรือจำเลยมีสามีใหม่ไม่ใช่เหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะเพิกถอนข้อตกลงได้ การเพิกถอนสัญญาประนีประนอมต้องมีเหตุผิดกฎหมาย เช่น ถูกหลอกลวง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ในคดีนี้ไม่ปรากฏเหตุเช่นนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพยังคงมีผลผูกพันตามกฎหมาย และโจทก์ต้องชำระเงินตามที่ตกลงไว้

ข้อ 3. โจทก์อ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า ก่อนจดทะเบียนหย่าได้มอบเงินให้จำเลย 300,000 บาท เพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยกับผู้เยาว์ แต่จำเลยนำเงินไปใช้ส่วนตัว และขอให้หักเงินส่วนนี้จากค่าเลี้ยงชีพตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ วินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์กระทำถูกต้องหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลพิจารณาได้เฉพาะข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวในคำฟ้องหรือคำให้การและมีการนำสืบมาโดยชอบในศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4. โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยโดยอ้างว่าหากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์จะได้รับความผาสุกดีกว่าอยู่กับจำเลย จำเลยคัดค้าน ศาลต้องวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์อ้างเข้าข่ายการเพิกถอนอำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์อ้างว่า ผู้เยาว์จะมีความสุขหากอยู่กับตน ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้ายของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นเหตุเพิกถอนอำนาจปกครอง อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้เยาว์อาศัยอยู่กับโจทก์มาเป็นเวลานาน มีความผูกพัน และแสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่อยากอยู่กับจำเลย เมื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์เปลี่ยนไป จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย

ข้อ 5. เมื่อผู้เยาว์อายุ 10 ปี แสดงความประสงค์ต่อศาลว่าจะอยู่กับบิดาเพราะอยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข จำเลยก็ยินยอมให้ผู้เยาว์อยู่กับฝ่ายที่มีความสุข ศาลต้องวินิจฉัยว่า การให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์อายุ 10 ปีถือว่ามีความรู้สึกนึกคิดและสามารถตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง การที่ผู้เยาว์แสดงความประสงค์ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ ไม่ใช่คำกล่าวลอย ๆ ศาลจึงให้ความสำคัญกับเจตนาของผู้เยาว์ ประกอบกับจำเลยเองยอมรับว่า หากผู้เยาว์อยู่กับฝ่ายใดแล้วมีความสุขก็ไม่ขัดข้อง จึงถือว่าพฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนไป เพื่อประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ ศาลอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และมาตรา 1521 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ การวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับหลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาคดีครอบครัวกา

 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุจะเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย อันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในวันที่ 9 เมษายน 2556 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้เยาว์มาแสดงตัวต่อศาลชั้นต้น ยื่นคำแถลงและขอให้ศาลชั้นต้นสอบสวนตามบันทึกท้ายคำแถลงกับคำแถลงของผู้เยาว์ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ได้ความสรุปว่า ผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข เพราะบิดาเลี้ยงดุโดยไม่มีเหตุผล และมารดากับบิดาเลี้ยงทะเลาะกันบ่อย สภาพที่พักอาศัยไม่สะดวกเพราะต้องนอนห้องเดียวกัน ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้ว ถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเองแล้วมีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ตามสมควร สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลย ผู้เยาว์สามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอย ๆ จำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าหากผู้เยาว์ต้องการอยู่กับฝ่ายใดแล้วมีความสุข ก็ยินยอมให้ผู้เยาว์อยู่กับฝ่ายนั้น จำเลยสามารถรับผู้เยาว์กลับมาอยู่ได้ แต่สาเหตุที่ไม่รับกลับมาเพราะเกรงผู้เยาว์จะเสียการเรียนเนื่องจากหนังสือเรียนและเครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนอยู่กับโจทก์ทั้งหมด และเมื่อนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของโจทก์มาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวตามบันทึกข้อตกลงในทะเบียนหย่า แต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ตกลงไว้กับจำเลยถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อคำนึงถึงอนาคต ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลยโดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ ร่วมกับจำเลยโดยมีอำนาจในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ



บิดามารดา กับ บุตร

ถอนอำนาจปกครองบิดามารดาเกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของบุตร(ฎีกา 515/2560)
มาตรา 1562 ห้ามบุตรฟ้องบุพการี | ตีความเคร่งครัด บุตรชอบด้วยกฎหมาย
(ฎีกาที่ 3013/2568) – ฟ้องบุพการีอุทลุมต้องห้าม ป.พ.พ. มาตรา 1562
ไม่มีกฎหมายให้บิดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แม้บิดาจะรับรองแล้วก็ตาม
การจดทะเบียนรับรองบุตร: ขั้นตอน กฎหมาย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ขอบเขตการขอเป็นคู่ความแทนในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส(ฎีกา 3927/2562)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2563 : ศาลฎีกายืนให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามศาลชั้นต้น
เปลี่ยนสิทธิดูแลบุตรจากมารดาเป็นบิดา
สิทธิและหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร,
การเลี้ยงดูบุตรหลังการหย่า, การอุปการะเลี้ยงดูบุตร มาตรา 1564, ข้อตกลงการเลี้ยงดูบุตรในกรณีหย่าร้าง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, การคำนวณค่าเลี้ยงดูบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร หลังการหย่า,
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร, การรับรองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
การเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองบุตร, การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสิทธิเลี้ยงดูบุตร
เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง เปลี่ยนผู้ปกครองบุตรหลังหย่าได้ไหม
สิทธิการตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์เมื่อมารดาเสียชีวิตและบิดายังมีชีวิต(ฎีกา 2563/2544)
บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองบุตร
กฎหมายเรื่อง,ฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, ฟ้องหย่า, อำนาจปกครองบุตร,
ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ค่าอุปการะเลี้ยงดูกับค่าเลี้ยงชีพ, การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
ฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร-มารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องแทนได้
สิทธิอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า และเงื่อนไขการ ‘ตั้งผู้ปกครอง’(ฎีกา 2960/2548)
ส่วนแบ่งสินสมรสและความรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
อำนาจศาลเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับการให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน
ให้ใช้นามสกุลในสูติบัตรยังไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรยุติไปด้วยความตายไม่ตกทอดเป็นมรดก
การแบ่งสินสมรสกับหนี้ร่วมหลังหย่า ขอบเขตอำนาจศาลและหลักรับผิดชำระหนี้ร่วม
อำนาจปกครองบุตรและหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสมรส ศาลฎีกาวางหลักอย่างไร
อายุความฟ้องขอเลิกรับบุตรบุญธรรม
อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวมีได้ในกรณีใดบ้าง
รับสมอ้างว่าเป็นบุตรในการแจ้งเกิด, บิดาในสูติบัตร
ทำสัญญาประนีประนอมแทนผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรแต่บิดาปฏิเสธว่าเป็นบุตร
เรียกบุตรคืนจากสามีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, บิดานอกกฎหมายไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของบุตร
บิดาลงชื่อในใบแต่งทนายความแทนบุตรที่บรรละนิติภาวะแล้ว
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (เด็กและมารดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว)
บุตรนอกกฎหมายเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่?
บุตรนอกกฎหมาย สิทธิประกันสังคม
บุตรจำต้องเลี้ยงดูบิดามารดา เรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยได้
ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้หรือไม่ วิเคราะห์สิทธิผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายแพ่งอย่างเข้าใจง่าย
ฟ้องบุพการี,คดีอุทลุม,การใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้
อำนาจศาลสั่งให้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว(ฎีกา 2668/2556)
ศาลชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเรื่องความสามารถเสียก่อนยกฟ้อง
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (คดีขาดอายุความ)
ใช้สิทธิทางศาลขอเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย
บิดาขอจดทะเบียนรับรองบุตรกรณีเด็กถึงแก่ความตายแล้ว
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (บิดาถึงแก่ความตาย)
อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ฟ้องให้บิดารับรองบุตร เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
การนับอายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เยาว์
จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยไม่ใช่อสุจิของโจทก์
ละเมิดเรียกค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของบิดามารดา
ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามสัญญายอมความได้
ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสหรือมีอายุครบ 20 ปี
คำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
สามีภริยาสมัครใจมีบุตรร่วมกันโดยการทำกิ๊ฟท์
การอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ
เงินที่มีผู้ช่วยทำศพผู้ตายนำมาบรรเทาความรับผิดไม่ได้
โจทก์เป็นบุตรมีอำนาจฟ้องบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา
บุตรขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้ตายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ถือหุ้นฟ้องปู่ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทไม่เป็นคดีอุทลุม
คดีอุทลุมคือการห้ามฟ้องบุพการี
ฟ้องให้รับรองบุตรเมื่อเด็กอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
กฎหมายไม่บังคับว่าบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดา
สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร
ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรเนื่องจากไม่ใช่บุตรที่แท้จริง
เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือไม่
ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเป็นบุตรเพราะมิใช่บิดาแท้จริง
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว
บุตรนอกสมรสตาย บิดามารดาจดทะเบียนสมรสภายหลังการตาย
เมื่อศาลได้พิพากษาแล้วไม่จำต้องบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนรับเป็นบุตรอีก
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน