
| หมิ่นประมาทผ่านเฟซบุ๊ก & หลัก 329 / 328 (ฎีกา 7256/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่จำเลยใช้บัญชี Facebook โพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์โดยมีผลทำให้บุคคลที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน หรือหลอกลวง จึงเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ศาลวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะเห็นว่าโจทก์ตั้งเจตนาจะไม่ชำระหนี้ จำเลยไม่อาจใช้วิธีโพสต์ดังกล่าวแทนการดำเนินคดีได้ และการโพสต์ดังกล่าวมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1),(3) จึงเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 328 ข้อเท็จจริง ในคดีนี้ โจทก์ร้องทุกข์ต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 จำเลยซึ่งใช้บัญชีในโปรแกรมประยุกต์ Facebook ได้โพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ โดยมีเจตนาให้บุคคลที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน หรือหลอกลวง ซึ่งเป็นข้อความที่มีผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โจทก์จึงฟ้องร้องจำเลยในทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยในคดีอาญาฟ้องตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328 และในคดีแพ่งฟ้องให้จำเลยลงข้อความขอโทษใน Facebook ของจำเลยเป็นเวลา 1 เดือน และให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 800,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ข้อหาตามฟ้องข้อ 2.1 มีมูลให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาตามฟ้องข้อ 2.2 ไม่มีมูล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำสั่งให้ประทับฟ้องข้อ 2.2 ไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธในทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมส่วนแพ่งให้จำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท ยกโทษจำคุกเหลือเพียงปรับตามมาตรา 55 หากจำเลยไม่ชำระปรับให้จัดการตามมาตรา 29,30 คำขออื่นยก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และมาตรา 329 (1), (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ “ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” และ “ข้อยกเว้นความผิดในกรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือเป็นเรื่องจริง” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโพสต์ข้อความและภาพโจทก์ใน Facebook ของจำเลยนั้น มิใช่การติชมโดยสุจริตตามมาตรา 329 แต่เป็นการใส่ความที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงตามมาตรา 328 key words ที่สำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (มาตรา 328) ศาลถือว่าการโพสต์ข้อความและภาพของโจทก์ใน Facebook เป็นการโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เข้าข่ายการใส่ความที่ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง 2. การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต (มาตรา 329 (1)) จำเลยอ้างว่าโพสต์เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่ศาลเห็นว่าไม่มีเจตนาสุจริต เพราะใช้ถ้อยคำรุนแรงและมีเจตนาประจานโจทก์ในที่สาธารณะ จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยกเว้นความผิด 3. การเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook) ศาลวินิจฉัยว่า Facebook ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ถือเป็น “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 ซึ่งขยายขอบเขตความเสียหายให้กว้างกว่าการพูดปากต่อปาก 4. ขอบเขตของสิทธิตามกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีหนี้สินหรือโกงไม่อาจถูกประจานในที่สาธารณะได้ ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการคุ้มครองชื่อเสียง และผู้กล่าวหาควรใช้วิธีทางกฎหมาย เช่น ฟ้องบังคับหนี้ แทนการโพสต์ประจาน 5. โทษและมาตรการลงโทษแบบรอการลงโทษ (มาตรา 55 และ 56) ศาลฎีกาเห็นควรลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี พร้อมทำงานบริการสังคม ถือเป็นการลงโทษที่มุ่งแก้ไขพฤติกรรมแทนการจำคุกจริง สรุปได้ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายอาญาในบริบทของ “โซเชียลมีเดีย” โดยเฉพาะเมื่อมีการโพสต์ข้อความหรือภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ซึ่งแม้จะอ้างความจริงหรือสุจริตก็ไม่อาจพ้นความผิดได้ หากขาดเจตนาที่สุจริตและมีลักษณะประจานในที่สาธารณะ คำวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้บัญชี Facebook โพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ ซึ่งข้อความและภาพดังกล่าวทำให้ผู้รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน หรือหลอกลวง ซึ่งเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง สำหรับคำฟ้องข้อ 2.1 ซึ่งจำเลยฎีกาว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม (fair comment) และเป็นเรื่องจริง จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1),(3) นั้น ศาลเห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดตาม มาตรา 328 สำหรับคำฟ้องข้อ 2.2 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยร่วมตั้งกลุ่ม Facebook ชื่อ “คนโกงปากช่อง” ใช้ภาพถ่ายโจทก์เป็นภาพประจำกลุ่มนั้น ศาลชั้นต้นยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ โดยผลเท่ากับยกฟ้องโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และ 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ ในส่วนของโทษ ศาลเห็นว่า การโพสต์ข้อความและภาพบน Facebook ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ถือเป็นการสร้างความเสียหายแก่โจทก์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ภายใต้ มาตรา 328 และพฤติการณ์แห่งคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาทนั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่อุทธรณ์ให้ยกโทษจำคุกเหลือปรับเพียงอย่างเดียวตาม มาตรา 55 ของประมวลกฎหมายอาญา นั้น ศาลไม่เห็นพ้อง ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท โดยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้จำเลยอยู่ระหว่างคุมประพฤติ 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง ภายใน 1 ปี ตาม มาตรา 56 ของประมวลกฎหมายอาญา หากไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตาม มาตรา 29,30 วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ตามมาตรา 328 กล่าวว่า ผู้ใดโดยการโฆษณาหรือแพร่หลายด้วยประการใดๆ นำข้อความอันเป็นเท็จหรือใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลภายนอกโดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง มีความผิดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (ยกตัวอย่าง) กรณีนี้ จำเลยโพสต์ข้อความและภาพถ่ายโจทก์บน Facebook ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จึงเข้าหลัก “โฆษณาหรือแพร่หลาย” และเป็น “การใส่ความ” ที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง 2. ข้อยกเว้นการไม่รับโทษตาม มาตรา 329 (1),(3) มาตรา 329 (1) กำหนดว่า ถ้าผู้ใดแสดงความคิดเห็นไม่ว่าโดยการโฆษณาหรือโดยการโต้ตอบซึ่งประชาชนพึงกระทำนั้นด้วยความสุจริต และด้วยเหตุผลอันควร ย่อมไม่เป็นความผิด … และ (3) ว่า ถ้าข้อความนั้นเป็นเรื่องจริงซึ่งผู้พูดมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็ไม่เป็นความผิด ในคดีนี้ จำเลยอ้างว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมและเป็นเรื่องจริง แต่ศาลเห็นว่า จำเลยไม่ได้นำหลักฐานยืนยันอย่างเป็นไปได้ว่าข้อความเป็นจริงหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ และการโพสต์มีลักษณะประจานในที่สาธารณะด้วยภาพและข้อความซึ่งไปไกลกว่าการติชมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป 3. โซเชียลมีเดีย + บัญชี Facebook กับขอบเขตของการใช้งาน โพสต์ผ่าน Facebook ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ถือเป็น “การโฆษณาหรือแพร่หลาย” ตามมาตรา 328 มากกว่าการติชมภายในวงจำกัด เช่น กลุ่มปิด ดังนั้น การใช้โซเชียลมีเดียจึงเพิ่มช่องทางความเสียหายให้กว้างขึ้น ส่งผลให้ศาลเพิ่มความเข้มงวด 4. โทษและการลงโทษรอการลงโทษ (Probation) แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะยกโทษจำคุก เหลือเพียงปรับตามมาตรา 55 แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์พึงได้รับโทษจำคุก แม้ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติ มีกลไกเพื่อป้องกันการกระทำซ้ำ นับเป็นแนวทางที่เหมาะสมในบริบท โซเชียลมีเดีย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การโพสต์ข้อความหรือภาพบุคคลใน โซเชียล มีเดีย โดยมีเจตนาให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นคนโกง เป็นหนี้ไม่ชำระ หรือหลอกลวง ถือเป็นการหมิ่นประมาทตาม มาตรา 328 หากข้อความนั้นมิใช่การติชมโดยสุจริตหรือไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนตาม มาตรา 329 (1),(3) • แม้การติชมในที่สาธารณะอาจได้รับการคุ้มครอง แต่เมื่อใช้ภาพประจาน หรือแพร่หลายออกสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขของ มาตรา 329 อย่างเคร่งครัด • โซเชียล มีเดีย เปิดช่องให้ความเสียหายกระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทำให้ศาลมีแนวโน้มให้โทษที่หนักขึ้นหรือใช้มาตรการควบคุม เช่น คุมประพฤติ บริการสังคม • ผู้ถูกใส่ความควรใช้สิทธิทางกฎหมาย เช่น ดำเนินคดีฟ้องบังคับหนี้ แทนการใช้โซเชียลเชิงประจาน ซึ่งอาจกลับกลายเป็นผู้ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ • สำหรับทนายความและผู้ใช้โซเชียล มีเดีย ควรระมัดระวังก่อนโพสต์ข้อความหรือภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีลักษณะกล่าวหา หากไม่มีหลักฐานชัดเจนและไม่ใช่การติชมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567 จำเลยโพสต์ข้อความ และแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328, ให้จำเลยลงข้อความขอโทษโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊กของจำเลยเป็นเวลา 1 เดือน และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อหาตามฟ้องข้อ 2.1 มีมูล ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาตามฟ้องข้อ 2.2 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ประทับฟ้องข้อ 2.2 ไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธในคดีอาญาและคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำขอส่วนแพ่ง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท ยกโทษจำคุก คงให้ปรับแต่อย่างเดียวตามมาตรา 55 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 จำเลยลงข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคำฟ้องข้อ 2.1 ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความที่จำเลยลงในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ และข้อความที่โพสต์เป็นเรื่องจริงและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปมากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ข้อความและภาพซึ่งมีชื่อของโจทก์ระบุประกอบข้อความ ทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวง จึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊กซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับคำฟ้องข้อ 2.2 ที่โจทก์ฎีกาว่า วันที่ 27 สิงหาคม 2563 จำเลยกับพวกร่วมกันตั้งกลุ่มในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า คนโกงปากช่อง โดยใช้ภาพถ่ายของโจทก์เป็นภาพประจำกลุ่มเพื่อประจานโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 2.2 ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการยกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์ฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนฟ้องข้อ 2.2 ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยหนักกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊กซึ่งมิใช่กลุ่มปิด บุคคลทั่วไปจากทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้ เป็นการสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาระวางโทษของความผิดที่จำเลยได้กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว แต่ที่พิพากษาให้ยกโทษจำคุก คงให้ปรับสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง และให้ทำงานบริการสังคม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 – โพสต์เฟซบุ๊กหลายครั้ง ถือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คดีนี้จำเลยโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านเฟซบุ๊กแบบสาธารณะต่อเนื่องกันหลายครั้งในช่วงเวลาประมาณสองเดือน แต่ละโพสต์มีเนื้อหาและบริบทต่างกัน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หลายกรรม ลงโทษแยกกระทงตามมาตรา 91 ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าเป็นกรรมเดียวและลดโทษพร้อมรอการลงโทษ ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่า การโพสต์แต่ละครั้งต่างวันเวลา เนื้อหายืนยันข้อเท็จจริงใส่ร้ายแตกต่างกัน มีผู้เข้ามาเห็นและโต้ตอบต่างช่วงเวลา แสดงถึง “หลายเจตนา” ที่มุ่งทำลายชื่อเสียงโจทก์หลายครั้ง จึงเป็นหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษแยกกระทงตามมาตรา 91 และไม่รอการลงโทษ เหตุผลสำคัญที่เชื่อมกับฎีกา 7256/2567 คือ (1) การตั้งค่าเฟซบุ๊กเป็นสาธารณะถือเป็น “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 อย่างชัดเจน (2) ศาลเน้นว่าความขัดแย้งส่วนตัวต้องใช้ช่องทางกฎหมาย ไม่ใช่การประจานบนโซเชียล และ (3) แสดงแนวทางเคร่งครัดต่อการโพสต์ซ้ำๆ ที่มุ่งโจมตีชื่อเสียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน 7256/2567 ที่เห็นว่าการใช้เฟซบุ๊กประจานหนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิสุจริต แต่เป็นการละเมิดชื่อเสียงในวงกว้าง 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 – โพสต์ใส่ร้ายบุคคลสาธารณะบนเพจเฟซบุ๊ก ไม่ใช่ “คำถาม” หรือ “วิจารณ์โดยสุจริต” ในคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กทางการเมือง โพสต์ข้อความและตัดต่อภาพกล่าวหาบุคคลสาธารณะระดับแกนนำการเมืองและอดีตรัฐมนตรี ให้เกี่ยวพันกับกลุ่มก่อความไม่สงบ BRN และสนับสนุนการก่อการร้าย แม้จำเลยอ้างว่าเป็นเพียง “ตั้งคำถาม” และเป็นประเด็นสาธารณะ แต่ศาลฎีกาตรวจดูถ้อยคำ ภาพ และการโพสต์ซ้ำหลายครั้งแล้วเห็นว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในลักษณะปรักปรำ สร้างภาพให้โจทก์เป็น “คนชั่ว” และเป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่ใช่เพียงการวิจารณ์เชิงข้อมูล ศาลจึงวินิจฉัยให้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 ลงโทษตามสมควร โดยย้ำว่าการใช้เครื่องหมายคำถามหรือบังหน้าเป็น “ข้อสงสัย” ไม่ลบล้างเจตนาหมิ่นประมาท หากภาพรวมทำให้วิญญูชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริงเสียหาย แนวคำพิพากษานี้ใกล้เคียงกับ 7256/2567 ตรงที่ศาลไม่รับฟังข้อต่อสู้เรื่อง “ติชมโดยสุจริต” เมื่อจำเลยไม่ใช้ช่องทางตรวจสอบหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เลือกใช้พื้นที่ออนไลน์ประจานให้สาธารณะเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความเสียหายวงกว้าง 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2563 – โพสต์ด่าหยาบคายบนเฟซบุ๊กสาธารณะเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และยืนยันสถานะเฟซบุ๊กเป็นสื่อโฆษณา คดีนี้จำเลยใช้บัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงใส่ผู้เสียหายหลายข้อความต่อเนื่อง และตั้งค่าให้บัญชีเป็นสาธารณะ ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ข้อความมีลักษณะใส่ความติดป้ายทางเพศและศีลธรรมในทางเสียหาย ไม่ใช่เพียงการด่าเพราะโกรธชั่ววูบในวงจำกัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำข้อความขึ้นเฟซบุ๊กในลักษณะที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ เป็น “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 และถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ศาลยังยืนยันหลักว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทกับหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในกรณีเดียวกันต้องลงโทษบทที่หนักกว่า และพิจารณาเรื่องรอการลงโทษกับค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องไปพร้อมกัน คำพิพากษานี้สัมพันธ์กับ 7256/2567 ในสองมิติสำคัญ คือ (1) ย้ำว่าพื้นที่โซเชียลสาธารณะคือช่องทางโฆษณาทางกฎหมาย ทำให้ฐานความผิดยกระดับจากมาตรา 326 เป็น 328 และ (2) แสดงให้เห็นผลทางแพ่งคู่ขนานจากการใช้คำหยาบหรือเนื้อหาลามกประจานชื่อเสียงผู้อื่นบนสื่อออนไลน์ 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 – ขยายความหมาย “หนังสือพิมพ์” ตามมาตรา 332 ให้ครอบคลุมเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ในคดีหมิ่นประมาท คดีนี้เกี่ยวกับมาตรการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลมีดุลพินิจสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาใน “หนังสือพิมพ์” เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูชื่อเสียงผู้เสียหาย ประเด็นสำคัญคือ ในยุคสื่อดิจิทัล หนังสือพิมพ์ต้องตีความจำกัดเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์กระดาษหรือรวมถึงเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ด้วย ศาลฎีกาในคดีนี้ตีความว่า คำว่า “หนังสือพิมพ์” ต้องสอดคล้องบริบทสังคมและพฤติกรรมการรับข่าวสารปัจจุบัน ครอบคลุมถึงสื่อออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นสื่อข่าวสารเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างกว้างขวาง จึงอาจสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาผ่านเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ได้ด้วย แนวคำพิพากษานี้แม้เน้นมาตรา 332 แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับ 7256/2567 และคดีหมิ่นประมาทออนไลน์อื่นๆ เพราะสะท้อนว่า เมื่อการกระทำผิดเกิดในพื้นที่ออนไลน์ มาตรการเยียวยาก็ต้อง “ออนไลน์” ตามไปด้วย ช่วยตอกย้ำว่าการใช้เฟซบุ๊กหรือสื่อดิจิทัลใส่ร้ายผู้อื่นมีผลทางกฎหมายรุนแรงทั้งด้านโทษและมาตรการแก้ไข 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2565 – วางเส้นแบ่งว่า “ด่าหยาบ” อย่างเดียว ยังไม่เป็นหมิ่นประมาท หากไม่ใช่การใส่ความเป็นข้อเท็จจริง แม้คดีนี้จะไม่ใช่คดีเฟซบุ๊กโดยตรง แต่เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ใช้ประกอบการตีความในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ รวมถึง 7256/2567 ศาลฎีกาพิจารณาคำด่ารุนแรงเช่น “ไอ้สันดานหมา” แล้วเห็นว่าเป็นถ้อยคำหยาบคายด้วยอารมณ์โกรธมากกว่าจะเป็น “การใส่ความ” ในเชิงยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 326 เพราะคนทั่วไปไม่เชื่อถือถ้อยคำดังกล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงจริงจังเกี่ยวกับนิสัยหรือศีลธรรมของผู้ถูกด่า แต่เห็นว่าเป็นการระบายอารมณ์และเกินจริง ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชื่อเสียงในความหมายตามกฎหมาย แนวคำพิพากษานี้จึงเน้นว่า ความผิดหมิ่นประมาทต้องมี “การใส่ความเป็นข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ด่าหยาบลอยๆ จุดนี้ช่วยให้ผู้อ่านเปรียบเทียบกับ 7256/2567 ได้ชัด ว่าในคดี 7256/2567 จำเลยไม่ได้แค่ “ด่า” แต่โพสต์ข้อความและภาพในลักษณะที่ทำให้วิญญูชนเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง หนีหนี้ หลอกลวง มีผลให้เสียชื่อเสียงในสังคมอย่างแท้จริง จึงเข้าองค์ประกอบหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และไม่เข้าเหตุยกเว้นตามมาตรา 329 IRAC Issue (ประเด็นปัญหา) 1. จำเลยได้โพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในบัญชี Facebook ซึ่งทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน หรือหลอกลวง ซึ่งเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่? 2. หากเข้าข่ายมาตรา 328 แล้ว จำเลยจะอาศัยข้อยกเว้นตาม มาตรา 329 (1),(3) ว่าเป็นการติชมโดยสุจริตหรือเป็นเรื่องจริงได้หรือไม่? 3. โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาแล้วเหมาะสมหรือควรมีโทษหนักกว่า? Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย) • ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ผู้ใดโดยการโฆษณาหรือแพร่หลายด้วยประการใดๆ นำข้อความอันเป็นเท็จหรือใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลภายนอกโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง มีความผิดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ • ตาม มาตรา 329 (1) หากเป็นการแสดงความคิดเห็นซึ่งประชาชนพึงกระทำด้วยความสุจริต และด้วยเหตุผลอันควร ก็ไม่เป็นความผิด และตาม (3) ถ้าข้อความนั้นเป็นเรื่องจริงซึ่งผู้พูดมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็ไม่เป็นความผิด • ตาม มาตรา 55 ถ้าผู้กระทำผิดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลอาจยกโทษจำคุกให้เหลือแต่ปรับ หรือจำคุกรอการลงโทษ • ตาม มาตรา 56 หากศาลให้โอกาสผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นพลเมืองดี อาจออกคำสั่งให้คุมประพฤติหรือให้ทำงานบริการสังคม Application (การวิเคราะห์ประยุกต์ใช้กับกรณีนี้) • ในคดีนี้ จำเลยใช้บัญชี Facebook ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โพสต์ข้อความและภาพถ่ายของโจทก์ ซึ่งข้อความ+ภาพนั้นทำให้ผู้รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระ หรือหลอกลวง นั่นเข้าข่าย “นำข้อความหรือใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลภายนอก” และ น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามองค์ประกอบของมาตรา 328 • จำเลยอ้างว่าเป็นการติชมและเป็นเรื่องจริงตามมาตรา 329 (1),(3) แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำผิดจริง และข้อความนั้นไม่อยู่ในขอบเขตการติชมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป (เพราะโพสต์ภาพพร้อมข้อความในสาธารณะ) ดังนั้นข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น • ในส่วนของโทษ ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท (ยกโทษจำคุกเหลือแต่ปรับตามมาตรา 55) แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ซึ่งแม้จะให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีและคุมประพฤติ 1 ปีพร้อมงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง ตาม มาตรา 56 นั้น ถือเป็นโทษที่เหมาะสมในสถานการณ์นี้ Conclusion (บทสรุป) ศาลฎีกาให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม มาตรา 328 ของประมวลกฎหมายอาญา และปฏิเสธข้ออ้างตาม มาตรา 329 (1),(3) ที่ว่าเป็นการติชมโดยสุจริตหรือเป็นเรื่องจริง โทษที่กำหนดคือ จำคุก 3 เดือน (รอการลงโทษไว้) ปรับ 1,000 บาท พร้อมคุมประพฤติ 1 ปีและงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า การใช้ โซเชียล มีเดีย เพื่อประจานบุคคลโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนมีผลทางกฎหมายที่ค่อนข้างรุนแรง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อที่ 1 คำถาม: การที่จำเลยใช้บัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ข้อความและแสดงภาพถ่ายของโจทก์ โดยระบุชื่อและเนื้อหาที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระ หรือเป็นคนหลอกลวงนั้น การกระทำดังกล่าวเข้าข่าย “การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ และเหตุใดศาลจึงเห็นว่าการกระทำนี้ไม่เป็นเพียงการติชมโดยสุจริตตามมาตรา 329 (1), (3) คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโพสต์ข้อความและภาพถ่ายของโจทก์บนเฟซบุ๊กซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ถือเป็นการ “โฆษณา” ตามองค์ประกอบของมาตรา 328 เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนในวงกว้าง การที่ข้อความและภาพดังกล่าวมีผลทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าโจทก์เป็นคนโกงหรือหลอกลวง ถือเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การที่จำเลยอ้างว่าเป็นการติชมโดยสุจริตไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (1) หรือ (3) เพราะข้อความที่โพสต์เกินกว่าการติชมตามวิสัยประชาชนทั่วไป และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อความนั้นเป็นความจริง การโพสต์ลักษณะนี้จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทำลายชื่อเสียงผู้อื่นมากกว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ข้อที่ 2 คำถาม: ในคดีนี้ จำเลยอ้างสิทธิในการป้องกันตนเองโดยกล่าวว่าการโพสต์ข้อความเป็นการแสดงความเห็นต่อผู้ที่เป็นหนี้และไม่ชำระหนี้ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การอ้างเหตุเช่นนี้สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นความผิดตามมาตรา 329 ได้หรือไม่ และศาลให้เหตุผลอย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้ แต่การกระทำของจำเลยไม่ใช่การใช้สิทธิตามกฎหมายที่สุจริต เพราะหากเห็นว่าโจทก์ไม่ชำระหนี้ จำเลยควรใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ตามกระบวนการยุติธรรม มิใช่ใช้วิธีเผยแพร่ข้อความและภาพโจทก์ในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ การกระทำเช่นนี้เป็นการนำความขัดแย้งส่วนตัวไปเผยแพร่ต่อสาธารณะจนทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ศาลจึงเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามมาตรา 329 (1) และไม่ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ เพราะเนื้อหาที่โพสต์มุ่งประจานโจทก์มากกว่าการให้ข้อมูลเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนทั่วไป ข้อที่ 3 คำถาม: การเผยแพร่ข้อความและภาพถ่ายของโจทก์ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งบุคคลทั่วไปจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ ศาลใช้หลักกฎหมายใดในการพิจารณาขอบเขตของ “การโฆษณา” และความร้ายแรงของการกระทำในบริบทสื่อออนไลน์ คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยขยายความว่า การโพสต์ข้อความและภาพถ่ายในเฟซบุ๊กที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ ถือเป็น “การโฆษณา” ตามความหมายในมาตรา 328 เพราะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลในที่สาธารณะซึ่งบุคคลจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัด การใช้สื่อออนไลน์จึงเป็นการกระจายข้อมูลที่รวดเร็วและกว้างขวางกว่าสื่อแบบดั้งเดิม ทำให้ความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลเกิดขึ้นในวงกว้างและยากแก่การแก้ไข ศาลจึงถือว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีความร้ายแรงกว่าการพูดในวงจำกัด และเมื่อพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ศาลเห็นว่าการลงโทษจำคุกและปรับเป็นการเหมาะสม เพื่อให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนทั่วไป ข้อที่ 4 คำถาม: ศาลฎีกาได้ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาโทษของจำเลย และเหตุใดจึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี พร้อมคุมประพฤติและทำงานบริการสังคมแทนการจำคุกจริง คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท แต่พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี ศาลจึงใช้ดุลพินิจตามมาตรา 55 และมาตรา 56 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยอยู่ระหว่างคุมประพฤติ 1 ปี และทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง เพื่อให้โอกาสจำเลยแก้ไขพฤติกรรมแทนการจำคุกจริง ทั้งนี้เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียของการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ยั้งคิด และเป็นแนวทางเชิงป้องกันมากกว่าการลงโทษอย่างรุนแรงในคดีหมิ่นประมาทลักษณะนี้ |






