
| หมิ่นประมาทออนไลน์ & โฆษณาคำพิพากษา(ฎีกา 976/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ผู้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดรายการข่าวออนไลน์เผยแพร่ข้อความพาดพิงโจทก์บนยูทูบและเฟซบุ๊ก ส่งผลให้ชื่อเสียงโจทก์เสียหาย ศาลยืนยันว่าการออกอากาศออนไลน์เข้าข่าย “โฆษณา” ตาม ป.อ. มาตรา 328 และให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาตาม ป.อ. มาตรา 332(2) โดยตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงสื่อออนไลน์ตามยุคสมัย เพื่อเยียวยาชื่อเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์เป็นอาจารย์ นักกิจกรรม และผู้เผยแพร่ข้อมูลสังคม-การเมือง • จำเลยเป็นนักวิชาการด้านสื่อและผู้จัดรายการออนไลน์ในยูทูบ-เฟซบุ๊ก • จำเลยเปิดคลิปของโจทก์และกล่าวเชื่อมโยงว่าโจทก์เป็นนักเคลื่อนไหวที่ได้รับเงินจากต่างชาติสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศ • ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 328 • ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง • โจทก์ฎีกา ✅ กฎหมายที่เป็นหัวใจของคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้บทกฎหมายดังต่อไปนี้: • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความหรือคลิปบน YouTube และ Facebook • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเพื่อเยียวยาชื่อเสียงผู้เสียหาย แม้โจทก์ไม่ร้องขอ และขยายความหมาย “หนังสือพิมพ์” ให้ครอบคลุมสื่อออนไลน์ยุคดิจิทัล ✅ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี 1. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การเผยแพร่ข้อมูลบนโซเชียล เช่น YouTube และ Facebook ถือเป็นการโฆษณา เพราะเข้าถึงสาธารณชนกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น 2. การปริวรรตคำว่า “หนังสือพิมพ์” ศาลตีความให้รวมถึงสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ข่าว ไม่ใช่แค่กระดาษ สิทธิฟื้นชื่อเสียงต้องทันสมัยและเข้าถึงประชาชนเช่นเดียวกับช่องทางที่ถูกทำลาย 3. อำนาจศาลสั่งโฆษณาคำพิพากษา ตาม มาตรา 332(2) ศาลสามารถสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาเองได้ เพื่อทำให้ชื่อเสียงโจทก์กลับคืน โดยไม่ต้องรอให้โจทก์ร้องขอ 4. การระบุบุคคลโดยพฤติการณ์ แม้ไม่เอ่ยชื่อผู้เสียหายโดยตรง แต่บริบท เนื้อหา และคลิปทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าใครถูกกล่าวถึง จึงเข้าข่ายหมิ่นประมาท 5. เสรีภาพสื่อกับความรับผิดชอบ การวิจารณ์ทางการเมืองหรือสังคมทำได้ แต่ต้องสุจริต มีข้อเท็จจริงรองรับ และไม่บิดเบือนเพื่อทำลายชื่อเสียงผู้อื่น ความเห็นต้องอยู่บนฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่สร้างภาพลวงให้สังคมเข้าใจผิด ✅ สรุปแก่นคดี คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า หมิ่นประมาทบนโซเชียลคือหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และศาลมีอำนาจสั่งให้เผยแพร่คำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์เพื่อฟื้นชื่อเสียงได้ กฎหมายไทยพัฒนาไปตามยุคดิจิทัล — หากความเสียหายเกิดในโลกออนไลน์ การเยียวยาก็ต้องเกิดในโลกออนไลน์เช่นกัน คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • คำกล่าวของจำเลยแม้ไม่ระบุชื่อโดยตรง แต่ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงโจทก์ • ถ้อยคำสื่อให้เห็นว่าโจทก์รับเงินต่างชาติเพื่อแบ่งแยกประเทศ เป็นการโจมตีชื่อเสียง-ความรักชาติ • เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 • ไม่เข้าเหตุยกเว้นตาม มาตรา 329 เพราะไม่สุจริต แม้อ้างห่วงใยบ้านเมือง • ศาลตีความ ป.อ. มาตรา 332(2) ว่า “หนังสือพิมพ์” หมายรวมถึงสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล • เพื่อปกป้องและฟื้นคืนชื่อเสียงโจทก์ ต้องเผยแพร่คำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์และหนังสือพิมพ์รวม 4 ช่องทาง คำพิพากษา • จำคุก 1 ปี (รอลงอาญา 2 ปี) • ปรับ 112,500 บาท (หลังลดโทษ) • สั่งโฆษณาคำพิพากษาในสื่อ 4 ช่องทาง • ค่าใช้จ่ายโฆษณาให้จำเลยออกเอง วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1) หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ป.อ. ม.328) การสื่อสารผ่าน Facebook และ YouTube ครอบคลุม “โฆษณา” ผู้ฟังเข้าใจได้ว่าโจทก์คือบุคคลในรายการ แม้ไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง 2) การตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ใน ม.332(2) ศาลยอมรับการปริวรรตสื่อ กฎหมายต้องพัฒนาให้สอดคล้องยุคดิจิทัล สื่อข่าวออนไลน์ถือเป็น “ช่องทางหนังสือพิมพ์” เพื่อประสิทธิภาพการเยียวยา 3) เสรีภาพสื่อ vs การคุ้มครองชื่อเสียงบุคคล • เสรีภาพสื่อมีขอบเขต • ข้อความต้องสุจริต มีเหตุอันควร เชื่อถือได้ ไม่สร้างความเข้าใจผิด • กรณีนี้เจตนามุ่งโจมตีจงใจ IRAC Analysis Issue การเผยแพร่คลิปและถ้อยคำทางยูทูบ-เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ และศาลมีอำนาจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์ได้หรือไม่ Rule • ป.อ. มาตรา 326: หมิ่นประมาท • ป.อ. มาตรา 328: หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา • ป.อ. มาตรา 332(2): ศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาได้ • มาตรา 329: ข้อยกเว้น หากสุจริตและมีเหตุสมควร Application • การกล่าวพาดพิงเรื่องรับเงินต่างชาติและแบ่งแยกประเทศทำให้เสื่อมเสีย • แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่พฤติการณ์ชี้เฉพาะเจาะจงถึงโจทก์ • การออกตัวว่า “ไม่ได้หมายถึงใคร” เป็นเพียงกลยุทธ์ปกปิดความเจตนา • ศาลตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมสื่อออนไลน์เพื่อความเหมาะสมกับยุค Conclusion การกระทำเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำเลยมีความผิด และศาลมีอำนาจตาม ม.332(2) สั่งให้โฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์-หนังสือพิมพ์ ข้อคิดทางกฎหมาย • การใช้สื่อออนไลน์วิจารณ์บุคคลสาธารณะต้องยึดข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน • เสรีภาพสื่อไม่ใช่ใบอนุญาตละเมิดสิทธิชื่อเสียงของผู้อื่น • ศาลพร้อมปรับใช้บทกฎหมายให้สอดคล้องโลกดิจิทัล • การเยียวยาชื่อเสียงต้องเข้าถึงสาธารณชนใน “รูปแบบเดียวกับที่ถูกทำลาย” บทความสรุปย่อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 เป็นหมุดหมายสำคัญด้านกฎหมายหมิ่นประมาทออนไลน์ เมื่อสังคมดิจิทัลเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปแสดงความคิดเห็น แต่ขณะเดียวกัน ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและชื่อเสียงผู้อื่นยังคงเป็นหลักพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย คดีนี้ ศาลสูงสุดยืนยันว่า การเผยแพร่ถ้อยคำบนยูทูบและเฟซบุ๊กเข้าข่าย "โฆษณา" ตาม ป.อ. มาตรา 328 แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่ได้ระบุชื่อบุคคล แต่ภาพและบริบททำให้สาธารณชนทราบว่าเป็นโจทก์ ศาลจึงถือว่าเป็นการใส่ความเฉพาะเจาะจง ประเด็นสำคัญคือการตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ใน มาตรา 332(2) ศาลถือว่าหมายรวมถึงสื่อออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ช่วยให้การฟื้นชื่อเสียงเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงในรูปแบบล้าสมัย ไม่เหมาะกับพฤติการณ์ในโลกโซเชียล คำพิพากษานี้ยืนยันว่า กฎหมายไทยไม่เพิกเฉยต่อการหมิ่นประมาทออนไลน์ และพร้อมอัปเดตการตีความให้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ✅ คำถาม–คำตอบ ข้อที่ 1 คำถาม ในคดีที่จำเลยจัดรายการเผยแพร่คลิปและข้อความบนเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก กล่าวพาดพิงถึงนักกิจกรรมสังคมรายหนึ่งว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง และได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ แม้จำเลยจะมิได้เอ่ยชื่อโจทก์โดยตรงแต่เปิดภาพคลิปของโจทก์ในช่วงต้นรายการ และกล่าวถ้อยคำต่อเนื่องในลักษณะเชื่อมโยงให้ผู้ชมเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลตามถ้อยคำดังกล่าว คำถามคือ การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และเหตุใด คำตอบ การพิจารณาว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าการใส่ความดังกล่าวทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และเป็นการโฆษณาต่อบุคคลจำนวนมากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 ในคดีนี้ แม้จำเลยจะมิได้เอ่ยชื่อโจทก์โดยตรง แต่ได้เปิดคลิปของโจทก์ในช่วงต้นรายการ พร้อมกล่าวเชื่อมโยงถึงกลุ่มคนที่อ้างประชาธิปไตย และได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติในการแบ่งแยกประเทศ โดยจำเลยกล่าวต่อเนื่องในรายการจนทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่าโจทก์คือบุคคลที่จำเลยกล่าวถึง การระบุบุคคลอาจเกิดจากพฤติการณ์และบริบทโดยรวมได้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อโดยตรง เมื่อรายการดังกล่าวเผยแพร่ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างยูทูบและเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้จำนวนมาก จึงถือเป็นการโฆษณา และทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อีกทั้งจำเลยอ้างเพียงว่ามิได้ระบุถึงบุคคลใด แต่พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาสื่อถึงโจทก์โดยอ้อมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของโจทก์ การออกตัวว่าไม่ได้เอ่ยชื่อเป็นเพียงข้ออ้างหลีกเลี่ยงความรับผิด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ✅ คำถาม–คำตอบ ข้อที่ 2 คำถาม ในคดีหมิ่นประมาทที่เผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด โจทก์มิได้ร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษา แต่ศาลฎีกากลับสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายและเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง คำถามคือ เหตุใดศาลจึงมีอำนาจเช่นนี้ และเหตุใดศาลจึงตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงสื่อออนไลน์ด้วย คำตอบ อำนาจของศาลในการสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) ซึ่งระบุว่า ในคดีหมิ่นประมาทที่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิด ศาลสามารถสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ และให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาได้ แม้คู่ความจะไม่มีคำขอ ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจเองโดยตรงเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้เสียหายโดยไม่ต้องรอให้โจทก์ร้องขอ ในคดีนี้ การหมิ่นประมาทเกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว การเยียวยาจึงต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างกว้างขวางเช่นกัน เพื่อให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนสู่สถานะเดิมอย่างแท้จริง ศาลจึงวางหลักตีความเชิงปริวรรตคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ข่าว เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบเดิมมิใช่ช่องทางหลักในการรับข่าวสารของสาธารณชนในยุคปัจจุบัน การจำกัดเฉพาะหนังสือพิมพ์กระดาษจะทำให้ผลแห่งการคุ้มครองชื่อเสียงไม่บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์นอกจากจะอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมายแล้ว ยังสะท้อนถึงการปรับบทกฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ทางสังคมในยุคดิจิทัล เพื่อให้การเยียวยาความเสียหายเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ป.อ. มาตรา 332 (2) เป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า "หนังสือพิมพ์" ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 กับขอให้จำเลยนำคำพิพากษาหรือคำขอขมาเผยแพร่และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยและเว็บไซต์ยูทูบ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน กับให้โจทก์สามารถนำคำพิพากษาหรือคำขอขมาของจำเลยเผยแพร่และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 75,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 1 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเล่นว่าโบว์ ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากรอบรมด้านบุคลิกภาพ และเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำเลยทำงานด้านสื่อสารมวลชน เคยเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ขณะเกิดเหตุเป็นนักวิชาการอิสระและจัดรายการเกี่ยวกับข่าวการเมืองอยู่สำนักข่าว ว. เผยแพร่ภาพรายการทางระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บไซต์ยูทูบชื่อ "V." ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กชื่อ "ท." หรือ "V." ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจัดรายการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กตามแผ่นวีดิทัศน์ มีข้อความตามคำฟ้องและตามคำถอดเทป สำหรับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าผู้ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง ก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และต้องพิจารณาถ้อยคำที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน โดยจะพิจารณาเพียงถ้อยคำเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยกล่าวในรายการของจำเลยตามคำถอดเทปแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กล่าวระบุโดยตรงว่า โจทก์เป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรต่างชาติเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ แต่ในการจัดรายการครั้งดังกล่าว ช่วงต้นรายการจำเลยเปิดคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนา โดยเรียกโจทก์ว่า นักประชาธิปไตยสาวอย่างน้องโบว์ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า จำเลยกล่าวถึงโจทก์ในเรื่องคลิปช่วงต้นของรายการจริง จากนั้นจำเลยกล่าวข้อความเน้นย้ำทำนองว่า พฤติกรรมของโจทก์กับนายวัฒนาตามคลิปเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประเด็นที่จำเลยให้ความสนใจโดยจำเลยกล่าวถึงประเด็นที่จำเลยสนใจเป็นใจความว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหว มีความเกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง และได้รับการสนับสนุนเงินจากคนในต่างประเทศและจากมูลนิธิของพ่อมดทางการเงินเพื่อแบ่งแยกประเทศ การกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ตั้งแต่ช่วงต้นรายการเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์คือบุคคลที่จำเลยต้องการจะกล่าวถึงในช่วงต่อไป โดยเฉพาะในการดำเนินรายการนั้น จำเลยจัดรายการต่อเนื่องไปตลอด โดยมิได้แบ่งการดำเนินรายการเป็นช่วง ๆ เพื่อแบ่งแยกให้เห็นว่า เรื่องคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนาและถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อมาในภายหลังถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหว และไปรับการสนับสนุนเงินจากคนต่างประเทศหรือองค์กรในต่างประเทศเพื่อมาดำเนินการให้มีการแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นคนละเรื่องกัน จำเลยกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวกับเรื่องคลิประคนปนกันไปจนเป็นเรื่องเดียวกันในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า นักประชาธิปไตยที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องนำคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนามาเปิดในช่วงต้นของรายการก่อนกล่าวถึงเรื่องการรับเงินสนับสนุนเพื่อแบ่งแยกประเทศ หากไม่ต้องการที่จะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า บุคคลในคลิปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับเงินสนับสนุนเพื่อแบ่งแยกประเทศ แม้จำเลยพยายามกล่าวในรายการหลายครั้งว่า จำเลยมิได้ระบุถึงบุคคลใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังถ้อยคำของจำเลยเข้าใจว่าเป็นคนอื่นไปได้ นอกจากเข้าใจว่าจำเลยหมายถึงโจทก์นั่นเอง บุคคลที่จำเลยพูดถึงในรายการจึงหมายถึงโจทก์ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยกล่าวถึงโจทก์ว่า "...กลุ่มคนกลุ่มคนหนึ่งแล้วกัน... ที่อ้างประชาธิปไตย เป็นนักประชาธิปไตยเป็นนักเคลื่อนไหว... แต่ปรากฏว่าสุดท้ายก็เกี่ยวข้องกับใครละ เกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง... สะท้อนให้เห็นว่าใครอยู่เบื้องหลัง...ขบวนการเหล่านี้...เรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ... แต่ประเด็นองค์กรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนนอกจากจะคนจากต่างประเทศแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนเงินจากมูลนิธิของพ่อมดทางการเงิน ซึ่งมีเครือข่ายในเอเชียหลายจังหวัด ทั้งพม่า บังกลาเทศ เขมร ลาว และก็ในประเทศที่เป็นฝั่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข องค์กรต่างชาตินี้มาสนับสนุนเงินคนภายในประเทศหลาย ๆ ประเทศ ผ่านมูลนิธิของฝรั่ง หรือพ่อมดทางการเงินฉายาเค้า เพื่ออะไร ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้ เพื่อที่จะแบ่งแยกประเทศนั้น ๆ ..." ยิ่งชี้ชัดว่า จำเลยมุ่งประสงค์ให้ วิญญูชนที่ฟังถ้อยคำของจำเลยแล้วเข้าใจว่า โจทก์เป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวที่รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อดำเนินการให้มีการแบ่งแยกประเทศ อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ไม่รักแผ่นดินเกิด อ้างตัวเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อรับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติมาดำเนินการแบ่งแยกประเทศและล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญาทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อรายการของจำเลยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กและยูทูบ อันเป็นการกระจายภาพและเสียงไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา แต่ขณะเดียวกันจำเลยกลับพูดจาออกตัวย้ำหลายครั้งว่า จำเลยไม่ได้พูดถึงใครย่อมเป็นเรื่องยากที่จะให้โจทก์ออกมากล่าวแก้ต่อสาธารณชนเพราะโจทก์อาจถูกมองว่าเป็นผู้บ่อนทำลายชาติตามที่จำเลยกล่าว จำเลยมุ่งหวังให้โจทก์เสียหายแต่ฝ่ายเดียว จึงมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานใดนั้น เห็นว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กและยูทูบ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เป็นที่เสียหายแก่โจทก์อย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง อย่างไรก็ดี ยังมีถ้อยคำของจำเลยบางส่วนที่แสดงออกถึงความห่วงใยปัญหาบ้านเมืองแสดงให้เห็นเจตนาที่ดีของจำเลยอยู่บ้าง จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ความประพฤติไม่มีข้อเสื่อมเสีย ทั้งยังมีการศึกษาสูงและมีประสบการณ์ในการทำงานหลายด้าน สมควรที่จำเลยจะใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์แก่สังคมยิ่งกว่าการถูกจำคุกในระยะสั้น ที่ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิด และแม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 1 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) ก็ตาม แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 332 บัญญัติว่า "ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง... (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา" บทบัญญัติมาตรานี้จึงเป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า "หนังสือพิมพ์" ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี และปรับ 112,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามมาตรา 332 (2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ✅ 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542 ในคดีนี้จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์กล่าวพาดพิงโจทก์ในลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เรียกเงินจำนวนสูงเพื่อถ่ายภาพลักษณะอนาจาร แม้มิได้กล่าวชื่อโจทก์แต่ถ้อยคำและบริบททำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นโจทก์ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยต้องพิจารณาว่าการโฆษณานั้นมีผลต่อสาธารณะอย่างไร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงโจทก์เพียงใด ขณะเดียวกันประเด็นสำคัญคือศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งให้จำเลยตีพิมพ์คำขอขมาถือเป็นคำสั่งเกินอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) เพราะมาตรา 332 อนุญาตให้ศาลสั่ง “โฆษณาคำพิพากษา” เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งให้จำเลย “ลงคำขอขมา” ดังนั้นแม้ศาลจะมีอำนาจสั่งโฆษณาคำพิพากษาเพื่อเยียวยา แต่ต้องอยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด คดีนี้สะท้อนหลักการว่า การเยียวยาผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาทต้องไม่ล้ำขอบเขตบทกฎหมาย และเป็นคดีสำคัญที่สร้างแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลในการสั่งโฆษณาคำพิพากษา ✅ 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4249/2542 คดีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเช่นกัน โดยมีการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณะให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับโจทก์ ศาลวินิจฉัยว่าพฤติการณ์เข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ดังนั้นเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนากล่าวถึงบุคคลต่อสาธารณะจนเกิดความเสียหาย จึงไม่ต้องวินิจฉัยลงโทษซ้ำตามมาตรา 326 อันเป็นความผิดหมิ่นประมาททั่วไป เพราะมาตรา 328 มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและมีโทษหนักกว่า จุดสำคัญของคำพิพากษานี้คือศาลให้ความสำคัญกับผลของการเผยแพร่ที่เข้าถึงสาธารณะ ไม่ใช่เพียงรูปแบบของสื่อ จึงช่วยสนับสนุนหลักการว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียงในวงกว้างถือเป็น “โฆษณา” แม้จะไม่ได้ใช้สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมก็ตาม และเป็นคดีตัวอย่างที่ยืนยันความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างมาตรา 326 และมาตรา 328 ✅ 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5599/2530 คดีนี้จำเลยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกล่าวหาโจทก์ว่ามีกิจการอาหารบังหน้าแต่เบื้องหลังค้าขายยาเสพติด ต่อมามีการนำเนื้อหานั้นไปลงสื่อสิ่งพิมพ์ปรากฏต่อประชาชนจำนวนมาก ศาลพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง แต่การกระทำของจำเลยไม่ใช่การโฆษณาโดยตรงในความหมายของมาตรา 328 เพราะไม่ได้เป็นผู้สั่งการหรือควบคุมการเผยแพร่ของหนังสือพิมพ์โดยตรง แม้จำเลยจะให้สัมภาษณ์แต่ไม่ได้มีอำนาจให้สื่อเผยแพร่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ยังคงเข้าข่ายหมิ่นประมาททั่วไปตามมาตรา 326 คดีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่ถูกนำเสนอในสื่อจะเป็น “การโฆษณาโดยผู้ถูกกล่าวหา” และเป็นแนวตัวอย่างสำหรับการตีความว่าการเผยแพร่โดยสื่อ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเจตนาและการควบคุมของผู้กล่าวหา ✅ 4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2545 คดีนี้เป็นกรณีหมิ่นประมาทที่จำเลยส่งจดหมายกล่าวหาโจทก์ต่อบุคคลภายนอกว่ามีพฤติกรรมทุจริตและไม่มีความซื่อสัตย์ ศาลพิจารณาว่าถ้อยคำที่ใช้และผู้รับสารมีความระบุเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 แม้จะไม่ใช่การโฆษณาในสื่อสาธารณะ แต่คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า “การระบุบุคคล” อาจเกิดจากบริบทและพฤติการณ์ แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง ประเด็นสำคัญคือ ความสุจริตไม่ถือเป็นข้ออ้างได้หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ คดีนี้ใช้เปรียบเทียบกับคดี 976/2567 ได้ดีในส่วนของหลักการพิสูจน์ “หมายถึงบุคคลใด” ซึ่งเป็นแกนกลางของการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อรูปแบบอื่น ✅ 5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7859/2556 คดีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทที่จำเลยโพสต์ข้อความลงบนเว็บไซต์กล่าวหาโจทก์ว่าทุจริตและกระทำความผิดทางกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ศาลวินิจฉัยว่าการโพสต์บนแพลตฟอร์มที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ถือเป็น “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 เพราะมีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะในวงกว้าง แม้จำเลยจะอ้างเจตนาตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอและมีลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 คดีนี้เป็นฐานเปรียบเทียบสำคัญกับคดี 976/2567 ในแง่หมิ่นประมาทออนไลน์ และเป็นแนวพิจารณาที่ชัดเจนว่าการใช้โซเชียลมีเดียต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลจริง มิฉะนั้นจะเข้าข่ายความผิดได้ แม้อ้างเจตนาดีเพื่อสังคม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นใดเป็นหลัก คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ โดยจำเลยจัดรายการและเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวพร้อมข้อความเสียงผ่านเว็บไซต์ YouTube และ Facebook กล่าวพาดพิงเชื่อมโยงโจทก์กับการรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ ศาลวินิจฉัยว่าแม้จำเลยจะไม่เอ่ยชื่อโจทก์ตรง ๆ แต่จากลำดับรายการ ภาพที่เปิด และถ้อยคำที่กล่าวต่อเนื่อง ทำให้วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ชัดว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกพาดพิง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังต่อสาธารณชน 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 ใช้บทกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยความผิด คำตอบ: ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ศาลใช้บทกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 328 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และมาตรา 332 ว่าด้วยอำนาจศาลในการสั่งโฆษณาคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท โดยศาลพิจารณาว่าการเผยแพร่ผ่าน YouTube และ Facebook เป็นการโฆษณาต่อสาธารณะ จึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 328 ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา 329 ศาลเห็นว่าไม่ได้เข้าเงื่อนไข เพราะการกล่าวหามิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการใส่ความให้โจทก์ถูกมองว่าเป็นภัยต่อประเทศ จึงไม่มีเหตุยกเว้นความผิด 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดในคดี 976/2567 แม้จำเลยไม่ได้เอ่ยชื่อโจทก์ตรง ๆ จึงยังถือเป็นหมิ่นประมาท คำตอบ: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 วางหลักว่า การระบุบุคคลในความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อโดยตรง หากพฤติการณ์และบริบทโดยรวมทำให้วิญญูชนทราบได้แน่นอนว่าหมายถึงใคร ในคดีนี้จำเลยเริ่มรายการด้วยการเปิดคลิปของโจทก์ เรียกโจทก์ว่า “นักประชาธิปไตยสาว” แล้วจึงกล่าวต่อไปถึงกลุ่มนักประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับนักโกงเมืองและได้รับเงินจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ โดยไม่ได้แบ่งช่วงเนื้อหาอย่างชัดเจน ศาลเห็นว่าการนำเสนอในลักษณะนี้ทำให้ผู้ชมทั่วไปเข้าใจได้ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาคือโจทก์ แม้จำเลยจะพูดออกตัวว่าไม่ได้หมายถึงใครก็ไม่เพียงพอให้สังคมเข้าใจว่าเป็นคนอื่น จึงถือว่าเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม และเข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 ตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ตามมาตรา 332 อย่างไรในยุคดิจิทัล คำตอบ: ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ศาลตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ศาลวินิจฉัยว่าคำว่า “หนังสือพิมพ์” ต้องปริวรรตตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่เฉพาะวารสารหรือหนังสือพิมพ์กระดาษ แต่รวมถึงสื่อที่นำเสนอข้อมูลเป็นอักษรให้ประชาชนอ่านเข้าใจได้และเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย เช่น เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เนื่องจากความเสียหายในคดีเกิดจากการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเข้าถึงอย่างกว้างขวาง การเยียวยาชื่อเสียงจึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้านช่องทางสื่อออนไลน์ควบคู่กับหนังสือพิมพ์ เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของมาตรา 332 อย่างแท้จริง 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คดี 976/2567 ให้บทเรียนสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ให้บทเรียนสำคัญว่า การใช้สื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะต้องอยู่ในกรอบกฎหมายหมิ่นประมาท แม้ผู้พูดจะอ้างสถานะสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือผู้ห่วงใยบ้านเมือง ก็ไม่อาจใช้เป็นเกราะคุ้มกันหากถ้อยคำดังกล่าวเกินเลยจากข้อเท็จจริงและมีลักษณะเชื่อมโยงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดีหรือเป็นภัยต่อประเทศ ศาลย้ำว่าการนำเสนอข้อมูลต้องมีหลักฐานรองรับ มีความเป็นธรรม และไม่บิดเบือน เมื่อการกล่าวหาถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนจำนวนมากอย่าง YouTube และ Facebook ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าเดิม ศาลจึงพร้อมใช้บทลงโทษตามมาตรา 328 และมาตรการตามมาตรา 332 เพื่อรับมือกับหมิ่นประมาทในยุคดิจิทัล และยืนยันว่าระบบกฎหมายคุ้มครองทั้งเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควบคู่กันไป |





