ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หมิ่นประมาทออนไลน์ & โฆษณาคำพิพากษา(ฎีกา 976/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 976/2567, คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านยูทูบและเฟซบุ๊ก, หลักกฎหมายหมิ่นประมาทออนไลน์, การตีความ ป.อ. มาตรา 332(2) เกี่ยวกับการโฆษณาคำพิพากษา, คำว่า “หนังสือพิมพ์” ปริวรรตตามยุคดิจิทัล, การเผยแพร่คำพิพากษาทางเว็บไซต์ข่าว, ตัวอย่างคดีหมิ่นประมาทสื่อออนไลน์, คดีละเมิดสิทธิชื่อเสียงในสังคมดิจิทัล, การลงโทษหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์, สิทธิชื่อเสียงและเสรีภาพสื่อมวลชน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมิ่นประมาทออนไลน์, กฎหมายสื่อดิจิทัลและสิทธิส่วนบุคคล, แนวทางบังคับให้โฆษณาคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท, บทวิเคราะห์กฎหมายคอมพิวเตอร์และหมิ่นประมาท, คดีตัวอย่างเพื่อฟื้นคืนชื่อเสียงผู้เสียหาย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ผู้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดรายการข่าวออนไลน์เผยแพร่ข้อความพาดพิงโจทก์บนยูทูบและเฟซบุ๊ก ส่งผลให้ชื่อเสียงโจทก์เสียหาย ศาลยืนยันว่าการออกอากาศออนไลน์เข้าข่าย “โฆษณา” ตาม ป.อ. มาตรา 328 และให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาตาม ป.อ. มาตรา 332(2) โดยตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงสื่อออนไลน์ตามยุคสมัย เพื่อเยียวยาชื่อเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นอาจารย์ นักกิจกรรม และผู้เผยแพร่ข้อมูลสังคม-การเมือง

จำเลยเป็นนักวิชาการด้านสื่อและผู้จัดรายการออนไลน์ในยูทูบ-เฟซบุ๊ก

จำเลยเปิดคลิปของโจทก์และกล่าวเชื่อมโยงว่าโจทก์เป็นนักเคลื่อนไหวที่ได้รับเงินจากต่างชาติสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 328

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

✅ กฎหมายที่เป็นหัวใจของคดี

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้บทกฎหมายดังต่อไปนี้:

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความหรือคลิปบน YouTube และ Facebook

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2)

ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเพื่อเยียวยาชื่อเสียงผู้เสียหาย แม้โจทก์ไม่ร้องขอ และขยายความหมาย “หนังสือพิมพ์” ให้ครอบคลุมสื่อออนไลน์ยุคดิจิทัล

✅ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี 

1. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

การเผยแพร่ข้อมูลบนโซเชียล เช่น YouTube และ Facebook ถือเป็นการโฆษณา เพราะเข้าถึงสาธารณชนกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น

2. การปริวรรตคำว่า “หนังสือพิมพ์”

ศาลตีความให้รวมถึงสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ข่าว ไม่ใช่แค่กระดาษ สิทธิฟื้นชื่อเสียงต้องทันสมัยและเข้าถึงประชาชนเช่นเดียวกับช่องทางที่ถูกทำลาย

3. อำนาจศาลสั่งโฆษณาคำพิพากษา

ตาม มาตรา 332(2) ศาลสามารถสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาเองได้ เพื่อทำให้ชื่อเสียงโจทก์กลับคืน โดยไม่ต้องรอให้โจทก์ร้องขอ

4. การระบุบุคคลโดยพฤติการณ์

แม้ไม่เอ่ยชื่อผู้เสียหายโดยตรง แต่บริบท เนื้อหา และคลิปทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าใครถูกกล่าวถึง จึงเข้าข่ายหมิ่นประมาท

5. เสรีภาพสื่อกับความรับผิดชอบ

การวิจารณ์ทางการเมืองหรือสังคมทำได้ แต่ต้องสุจริต มีข้อเท็จจริงรองรับ และไม่บิดเบือนเพื่อทำลายชื่อเสียงผู้อื่น ความเห็นต้องอยู่บนฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่สร้างภาพลวงให้สังคมเข้าใจผิด

✅ สรุปแก่นคดี

คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า

หมิ่นประมาทบนโซเชียลคือหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

และศาลมีอำนาจสั่งให้เผยแพร่คำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์เพื่อฟื้นชื่อเสียงได้

กฎหมายไทยพัฒนาไปตามยุคดิจิทัล — หากความเสียหายเกิดในโลกออนไลน์ การเยียวยาก็ต้องเกิดในโลกออนไลน์เช่นกัน

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คำกล่าวของจำเลยแม้ไม่ระบุชื่อโดยตรง แต่ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงโจทก์

ถ้อยคำสื่อให้เห็นว่าโจทก์รับเงินต่างชาติเพื่อแบ่งแยกประเทศ เป็นการโจมตีชื่อเสียง-ความรักชาติ

เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328

ไม่เข้าเหตุยกเว้นตาม มาตรา 329 เพราะไม่สุจริต แม้อ้างห่วงใยบ้านเมือง

ศาลตีความ ป.อ. มาตรา 332(2) ว่า “หนังสือพิมพ์” หมายรวมถึงสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล

เพื่อปกป้องและฟื้นคืนชื่อเสียงโจทก์ ต้องเผยแพร่คำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์และหนังสือพิมพ์รวม 4 ช่องทาง

คำพิพากษา

จำคุก 1 ปี (รอลงอาญา 2 ปี)

ปรับ 112,500 บาท (หลังลดโทษ)

สั่งโฆษณาคำพิพากษาในสื่อ 4 ช่องทาง

ค่าใช้จ่ายโฆษณาให้จำเลยออกเอง

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1) หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ป.อ. ม.328)

การสื่อสารผ่าน Facebook และ YouTube ครอบคลุม “โฆษณา”

ผู้ฟังเข้าใจได้ว่าโจทก์คือบุคคลในรายการ แม้ไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง

2) การตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ใน ม.332(2)

ศาลยอมรับการปริวรรตสื่อ กฎหมายต้องพัฒนาให้สอดคล้องยุคดิจิทัล

สื่อข่าวออนไลน์ถือเป็น “ช่องทางหนังสือพิมพ์” เพื่อประสิทธิภาพการเยียวยา

3) เสรีภาพสื่อ vs การคุ้มครองชื่อเสียงบุคคล

เสรีภาพสื่อมีขอบเขต

ข้อความต้องสุจริต มีเหตุอันควร เชื่อถือได้ ไม่สร้างความเข้าใจผิด

กรณีนี้เจตนามุ่งโจมตีจงใจ

IRAC Analysis

Issue

การเผยแพร่คลิปและถ้อยคำทางยูทูบ-เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ และศาลมีอำนาจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์ได้หรือไม่

Rule

ป.อ. มาตรา 326: หมิ่นประมาท

ป.อ. มาตรา 328: หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ป.อ. มาตรา 332(2): ศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาได้

มาตรา 329: ข้อยกเว้น หากสุจริตและมีเหตุสมควร

Application

การกล่าวพาดพิงเรื่องรับเงินต่างชาติและแบ่งแยกประเทศทำให้เสื่อมเสีย

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่พฤติการณ์ชี้เฉพาะเจาะจงถึงโจทก์

การออกตัวว่า “ไม่ได้หมายถึงใคร” เป็นเพียงกลยุทธ์ปกปิดความเจตนา

ศาลตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมสื่อออนไลน์เพื่อความเหมาะสมกับยุค

Conclusion

การกระทำเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำเลยมีความผิด และศาลมีอำนาจตาม ม.332(2) สั่งให้โฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์-หนังสือพิมพ์

ข้อคิดทางกฎหมาย

การใช้สื่อออนไลน์วิจารณ์บุคคลสาธารณะต้องยึดข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน

เสรีภาพสื่อไม่ใช่ใบอนุญาตละเมิดสิทธิชื่อเสียงของผู้อื่น

ศาลพร้อมปรับใช้บทกฎหมายให้สอดคล้องโลกดิจิทัล

การเยียวยาชื่อเสียงต้องเข้าถึงสาธารณชนใน “รูปแบบเดียวกับที่ถูกทำลาย”

บทความสรุปย่อ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 เป็นหมุดหมายสำคัญด้านกฎหมายหมิ่นประมาทออนไลน์ เมื่อสังคมดิจิทัลเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปแสดงความคิดเห็น แต่ขณะเดียวกัน ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและชื่อเสียงผู้อื่นยังคงเป็นหลักพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย

คดีนี้ ศาลสูงสุดยืนยันว่า การเผยแพร่ถ้อยคำบนยูทูบและเฟซบุ๊กเข้าข่าย "โฆษณา" ตาม ป.อ. มาตรา 328 แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่ได้ระบุชื่อบุคคล แต่ภาพและบริบททำให้สาธารณชนทราบว่าเป็นโจทก์ ศาลจึงถือว่าเป็นการใส่ความเฉพาะเจาะจง

ประเด็นสำคัญคือการตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ใน มาตรา 332(2) ศาลถือว่าหมายรวมถึงสื่อออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ช่วยให้การฟื้นชื่อเสียงเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงในรูปแบบล้าสมัย ไม่เหมาะกับพฤติการณ์ในโลกโซเชียล

คำพิพากษานี้ยืนยันว่า กฎหมายไทยไม่เพิกเฉยต่อการหมิ่นประมาทออนไลน์ และพร้อมอัปเดตการตีความให้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

✅ คำถาม–คำตอบ ข้อที่ 1

คำถาม

ในคดีที่จำเลยจัดรายการเผยแพร่คลิปและข้อความบนเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก กล่าวพาดพิงถึงนักกิจกรรมสังคมรายหนึ่งว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง และได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ แม้จำเลยจะมิได้เอ่ยชื่อโจทก์โดยตรงแต่เปิดภาพคลิปของโจทก์ในช่วงต้นรายการ และกล่าวถ้อยคำต่อเนื่องในลักษณะเชื่อมโยงให้ผู้ชมเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลตามถ้อยคำดังกล่าว คำถามคือ การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และเหตุใด

คำตอบ

การพิจารณาว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าการใส่ความดังกล่าวทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และเป็นการโฆษณาต่อบุคคลจำนวนมากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 ในคดีนี้ แม้จำเลยจะมิได้เอ่ยชื่อโจทก์โดยตรง แต่ได้เปิดคลิปของโจทก์ในช่วงต้นรายการ พร้อมกล่าวเชื่อมโยงถึงกลุ่มคนที่อ้างประชาธิปไตย และได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติในการแบ่งแยกประเทศ โดยจำเลยกล่าวต่อเนื่องในรายการจนทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่าโจทก์คือบุคคลที่จำเลยกล่าวถึง การระบุบุคคลอาจเกิดจากพฤติการณ์และบริบทโดยรวมได้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อโดยตรง เมื่อรายการดังกล่าวเผยแพร่ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างยูทูบและเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้จำนวนมาก จึงถือเป็นการโฆษณา และทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

อีกทั้งจำเลยอ้างเพียงว่ามิได้ระบุถึงบุคคลใด แต่พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาสื่อถึงโจทก์โดยอ้อมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของโจทก์ การออกตัวว่าไม่ได้เอ่ยชื่อเป็นเพียงข้ออ้างหลีกเลี่ยงความรับผิด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

✅ คำถาม–คำตอบ ข้อที่ 2

คำถาม

ในคดีหมิ่นประมาทที่เผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด โจทก์มิได้ร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษา แต่ศาลฎีกากลับสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายและเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง คำถามคือ เหตุใดศาลจึงมีอำนาจเช่นนี้ และเหตุใดศาลจึงตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงสื่อออนไลน์ด้วย

คำตอบ

อำนาจของศาลในการสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) ซึ่งระบุว่า ในคดีหมิ่นประมาทที่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิด ศาลสามารถสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ และให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาได้ แม้คู่ความจะไม่มีคำขอ ศาลจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจเองโดยตรงเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้เสียหายโดยไม่ต้องรอให้โจทก์ร้องขอ

ในคดีนี้ การหมิ่นประมาทเกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว การเยียวยาจึงต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างกว้างขวางเช่นกัน เพื่อให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนสู่สถานะเดิมอย่างแท้จริง ศาลจึงวางหลักตีความเชิงปริวรรตคำว่า “หนังสือพิมพ์” ให้รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ข่าว เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบเดิมมิใช่ช่องทางหลักในการรับข่าวสารของสาธารณชนในยุคปัจจุบัน การจำกัดเฉพาะหนังสือพิมพ์กระดาษจะทำให้ผลแห่งการคุ้มครองชื่อเสียงไม่บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ดังนั้น การสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อออนไลน์นอกจากจะอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมายแล้ว ยังสะท้อนถึงการปรับบทกฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ทางสังคมในยุคดิจิทัล เพื่อให้การเยียวยาความเสียหายเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 “ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (1) ให้ยึด และทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

ป.อ. มาตรา 332 (2) เป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า "หนังสือพิมพ์" ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 กับขอให้จำเลยนำคำพิพากษาหรือคำขอขมาเผยแพร่และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยและเว็บไซต์ยูทูบ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน กับให้โจทก์สามารถนำคำพิพากษาหรือคำขอขมาของจำเลยเผยแพร่และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 75,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 1 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเล่นว่าโบว์ ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากรอบรมด้านบุคลิกภาพ และเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำเลยทำงานด้านสื่อสารมวลชน เคยเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ขณะเกิดเหตุเป็นนักวิชาการอิสระและจัดรายการเกี่ยวกับข่าวการเมืองอยู่สำนักข่าว ว. เผยแพร่ภาพรายการทางระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บไซต์ยูทูบชื่อ "V." ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กชื่อ "ท." หรือ "V." ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจัดรายการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กตามแผ่นวีดิทัศน์ มีข้อความตามคำฟ้องและตามคำถอดเทป สำหรับความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าผู้ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง ก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และต้องพิจารณาถ้อยคำที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน โดยจะพิจารณาเพียงถ้อยคำเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยกล่าวในรายการของจำเลยตามคำถอดเทปแล้ว แม้จำเลยไม่ได้กล่าวระบุโดยตรงว่า โจทก์เป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรต่างชาติเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ แต่ในการจัดรายการครั้งดังกล่าว ช่วงต้นรายการจำเลยเปิดคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนา โดยเรียกโจทก์ว่า นักประชาธิปไตยสาวอย่างน้องโบว์ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า จำเลยกล่าวถึงโจทก์ในเรื่องคลิปช่วงต้นของรายการจริง จากนั้นจำเลยกล่าวข้อความเน้นย้ำทำนองว่า พฤติกรรมของโจทก์กับนายวัฒนาตามคลิปเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประเด็นที่จำเลยให้ความสนใจโดยจำเลยกล่าวถึงประเด็นที่จำเลยสนใจเป็นใจความว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหว มีความเกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง และได้รับการสนับสนุนเงินจากคนในต่างประเทศและจากมูลนิธิของพ่อมดทางการเงินเพื่อแบ่งแยกประเทศ การกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ตั้งแต่ช่วงต้นรายการเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์คือบุคคลที่จำเลยต้องการจะกล่าวถึงในช่วงต่อไป โดยเฉพาะในการดำเนินรายการนั้น จำเลยจัดรายการต่อเนื่องไปตลอด โดยมิได้แบ่งการดำเนินรายการเป็นช่วง ๆ เพื่อแบ่งแยกให้เห็นว่า เรื่องคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนาและถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อมาในภายหลังถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหว และไปรับการสนับสนุนเงินจากคนต่างประเทศหรือองค์กรในต่างประเทศเพื่อมาดำเนินการให้มีการแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นคนละเรื่องกัน จำเลยกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวกับเรื่องคลิประคนปนกันไปจนเป็นเรื่องเดียวกันในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า นักประชาธิปไตยที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องนำคลิประหว่างโจทก์กับนายวัฒนามาเปิดในช่วงต้นของรายการก่อนกล่าวถึงเรื่องการรับเงินสนับสนุนเพื่อแบ่งแยกประเทศ หากไม่ต้องการที่จะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า บุคคลในคลิปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับเงินสนับสนุนเพื่อแบ่งแยกประเทศ แม้จำเลยพยายามกล่าวในรายการหลายครั้งว่า จำเลยมิได้ระบุถึงบุคคลใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังถ้อยคำของจำเลยเข้าใจว่าเป็นคนอื่นไปได้ นอกจากเข้าใจว่าจำเลยหมายถึงโจทก์นั่นเอง บุคคลที่จำเลยพูดถึงในรายการจึงหมายถึงโจทก์ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยกล่าวถึงโจทก์ว่า "...กลุ่มคนกลุ่มคนหนึ่งแล้วกัน... ที่อ้างประชาธิปไตย เป็นนักประชาธิปไตยเป็นนักเคลื่อนไหว... แต่ปรากฏว่าสุดท้ายก็เกี่ยวข้องกับใครละ เกี่ยวข้องกับนักโกงเมือง... สะท้อนให้เห็นว่าใครอยู่เบื้องหลัง...ขบวนการเหล่านี้...เรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ... แต่ประเด็นองค์กรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนนอกจากจะคนจากต่างประเทศแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนเงินจากมูลนิธิของพ่อมดทางการเงิน ซึ่งมีเครือข่ายในเอเชียหลายจังหวัด ทั้งพม่า บังกลาเทศ เขมร ลาว และก็ในประเทศที่เป็นฝั่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข องค์กรต่างชาตินี้มาสนับสนุนเงินคนภายในประเทศหลาย ๆ ประเทศ ผ่านมูลนิธิของฝรั่ง หรือพ่อมดทางการเงินฉายาเค้า เพื่ออะไร ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้ เพื่อที่จะแบ่งแยกประเทศนั้น ๆ ..." ยิ่งชี้ชัดว่า จำเลยมุ่งประสงค์ให้ วิญญูชนที่ฟังถ้อยคำของจำเลยแล้วเข้าใจว่า โจทก์เป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวที่รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อดำเนินการให้มีการแบ่งแยกประเทศ อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ไม่รักแผ่นดินเกิด อ้างตัวเป็นนักประชาธิปไตยหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อรับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติมาดำเนินการแบ่งแยกประเทศและล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญาทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อรายการของจำเลยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กและยูทูบ อันเป็นการกระจายภาพและเสียงไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา แต่ขณะเดียวกันจำเลยกลับพูดจาออกตัวย้ำหลายครั้งว่า จำเลยไม่ได้พูดถึงใครย่อมเป็นเรื่องยากที่จะให้โจทก์ออกมากล่าวแก้ต่อสาธารณชนเพราะโจทก์อาจถูกมองว่าเป็นผู้บ่อนทำลายชาติตามที่จำเลยกล่าว จำเลยมุ่งหวังให้โจทก์เสียหายแต่ฝ่ายเดียว จึงมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานใดนั้น เห็นว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กและยูทูบ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เป็นที่เสียหายแก่โจทก์อย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง อย่างไรก็ดี ยังมีถ้อยคำของจำเลยบางส่วนที่แสดงออกถึงความห่วงใยปัญหาบ้านเมืองแสดงให้เห็นเจตนาที่ดีของจำเลยอยู่บ้าง จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ความประพฤติไม่มีข้อเสื่อมเสีย ทั้งยังมีการศึกษาสูงและมีประสบการณ์ในการทำงานหลายด้าน สมควรที่จำเลยจะใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์แก่สังคมยิ่งกว่าการถูกจำคุกในระยะสั้น ที่ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิด และแม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 1 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) ก็ตาม แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 332 บัญญัติว่า "ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง... (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา" บทบัญญัติมาตรานี้จึงเป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า "หนังสือพิมพ์" ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี และปรับ 112,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามมาตรา 332 (2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

✅ 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542

ในคดีนี้จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์กล่าวพาดพิงโจทก์ในลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เรียกเงินจำนวนสูงเพื่อถ่ายภาพลักษณะอนาจาร แม้มิได้กล่าวชื่อโจทก์แต่ถ้อยคำและบริบททำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นโจทก์ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยต้องพิจารณาว่าการโฆษณานั้นมีผลต่อสาธารณะอย่างไร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงโจทก์เพียงใด ขณะเดียวกันประเด็นสำคัญคือศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งให้จำเลยตีพิมพ์คำขอขมาถือเป็นคำสั่งเกินอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) เพราะมาตรา 332 อนุญาตให้ศาลสั่ง “โฆษณาคำพิพากษา” เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งให้จำเลย “ลงคำขอขมา” ดังนั้นแม้ศาลจะมีอำนาจสั่งโฆษณาคำพิพากษาเพื่อเยียวยา แต่ต้องอยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด คดีนี้สะท้อนหลักการว่า การเยียวยาผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาทต้องไม่ล้ำขอบเขตบทกฎหมาย และเป็นคดีสำคัญที่สร้างแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลในการสั่งโฆษณาคำพิพากษา

✅ 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4249/2542

คดีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเช่นกัน โดยมีการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณะให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับโจทก์ ศาลวินิจฉัยว่าพฤติการณ์เข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ดังนั้นเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนากล่าวถึงบุคคลต่อสาธารณะจนเกิดความเสียหาย จึงไม่ต้องวินิจฉัยลงโทษซ้ำตามมาตรา 326 อันเป็นความผิดหมิ่นประมาททั่วไป เพราะมาตรา 328 มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและมีโทษหนักกว่า จุดสำคัญของคำพิพากษานี้คือศาลให้ความสำคัญกับผลของการเผยแพร่ที่เข้าถึงสาธารณะ ไม่ใช่เพียงรูปแบบของสื่อ จึงช่วยสนับสนุนหลักการว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียงในวงกว้างถือเป็น “โฆษณา” แม้จะไม่ได้ใช้สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมก็ตาม และเป็นคดีตัวอย่างที่ยืนยันความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างมาตรา 326 และมาตรา 328

✅ 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5599/2530

คดีนี้จำเลยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกล่าวหาโจทก์ว่ามีกิจการอาหารบังหน้าแต่เบื้องหลังค้าขายยาเสพติด ต่อมามีการนำเนื้อหานั้นไปลงสื่อสิ่งพิมพ์ปรากฏต่อประชาชนจำนวนมาก ศาลพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง แต่การกระทำของจำเลยไม่ใช่การโฆษณาโดยตรงในความหมายของมาตรา 328 เพราะไม่ได้เป็นผู้สั่งการหรือควบคุมการเผยแพร่ของหนังสือพิมพ์โดยตรง แม้จำเลยจะให้สัมภาษณ์แต่ไม่ได้มีอำนาจให้สื่อเผยแพร่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ยังคงเข้าข่ายหมิ่นประมาททั่วไปตามมาตรา 326 คดีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่ถูกนำเสนอในสื่อจะเป็น “การโฆษณาโดยผู้ถูกกล่าวหา” และเป็นแนวตัวอย่างสำหรับการตีความว่าการเผยแพร่โดยสื่อ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเจตนาและการควบคุมของผู้กล่าวหา

✅ 4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2545

คดีนี้เป็นกรณีหมิ่นประมาทที่จำเลยส่งจดหมายกล่าวหาโจทก์ต่อบุคคลภายนอกว่ามีพฤติกรรมทุจริตและไม่มีความซื่อสัตย์ ศาลพิจารณาว่าถ้อยคำที่ใช้และผู้รับสารมีความระบุเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง จึงเป็นความผิดหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 แม้จะไม่ใช่การโฆษณาในสื่อสาธารณะ แต่คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า “การระบุบุคคล” อาจเกิดจากบริบทและพฤติการณ์ แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง ประเด็นสำคัญคือ ความสุจริตไม่ถือเป็นข้ออ้างได้หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ คดีนี้ใช้เปรียบเทียบกับคดี 976/2567 ได้ดีในส่วนของหลักการพิสูจน์ “หมายถึงบุคคลใด” ซึ่งเป็นแกนกลางของการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อรูปแบบอื่น

✅ 5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7859/2556

คดีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทที่จำเลยโพสต์ข้อความลงบนเว็บไซต์กล่าวหาโจทก์ว่าทุจริตและกระทำความผิดทางกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ศาลวินิจฉัยว่าการโพสต์บนแพลตฟอร์มที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ถือเป็น “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 เพราะมีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะในวงกว้าง แม้จำเลยจะอ้างเจตนาตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอและมีลักษณะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 คดีนี้เป็นฐานเปรียบเทียบสำคัญกับคดี 976/2567 ในแง่หมิ่นประมาทออนไลน์ และเป็นแนวพิจารณาที่ชัดเจนว่าการใช้โซเชียลมีเดียต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลจริง มิฉะนั้นจะเข้าข่ายความผิดได้ แม้อ้างเจตนาดีเพื่อสังคม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำตอบ

   คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นใดเป็นหลัก

   คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ โดยจำเลยจัดรายการและเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวพร้อมข้อความเสียงผ่านเว็บไซต์ YouTube และ Facebook กล่าวพาดพิงเชื่อมโยงโจทก์กับการรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อดำเนินการแบ่งแยกประเทศ ศาลวินิจฉัยว่าแม้จำเลยจะไม่เอ่ยชื่อโจทก์ตรง ๆ แต่จากลำดับรายการ ภาพที่เปิด และถ้อยคำที่กล่าวต่อเนื่อง ทำให้วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ชัดว่าโจทก์คือบุคคลที่ถูกพาดพิง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังต่อสาธารณชน

2. คำถาม-คำตอบ

   คำถาม: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 ใช้บทกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยความผิด

   คำตอบ: ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ศาลใช้บทกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 328 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และมาตรา 332 ว่าด้วยอำนาจศาลในการสั่งโฆษณาคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท โดยศาลพิจารณาว่าการเผยแพร่ผ่าน YouTube และ Facebook เป็นการโฆษณาต่อสาธารณะ จึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 328 ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา 329 ศาลเห็นว่าไม่ได้เข้าเงื่อนไข เพราะการกล่าวหามิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการใส่ความให้โจทก์ถูกมองว่าเป็นภัยต่อประเทศ จึงไม่มีเหตุยกเว้นความผิด

3. คำถาม-คำตอบ

   คำถาม: เหตุใดในคดี 976/2567 แม้จำเลยไม่ได้เอ่ยชื่อโจทก์ตรง ๆ จึงยังถือเป็นหมิ่นประมาท

   คำตอบ: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 วางหลักว่า การระบุบุคคลในความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อโดยตรง หากพฤติการณ์และบริบทโดยรวมทำให้วิญญูชนทราบได้แน่นอนว่าหมายถึงใคร ในคดีนี้จำเลยเริ่มรายการด้วยการเปิดคลิปของโจทก์ เรียกโจทก์ว่า “นักประชาธิปไตยสาว” แล้วจึงกล่าวต่อไปถึงกลุ่มนักประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับนักโกงเมืองและได้รับเงินจากต่างประเทศเพื่อแบ่งแยกประเทศ โดยไม่ได้แบ่งช่วงเนื้อหาอย่างชัดเจน ศาลเห็นว่าการนำเสนอในลักษณะนี้ทำให้ผู้ชมทั่วไปเข้าใจได้ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาคือโจทก์ แม้จำเลยจะพูดออกตัวว่าไม่ได้หมายถึงใครก็ไม่เพียงพอให้สังคมเข้าใจว่าเป็นคนอื่น จึงถือว่าเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม และเข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

4. คำถาม-คำตอบ

   คำถาม: ศาลฎีกาในคดี 976/2567 ตีความคำว่า “หนังสือพิมพ์” ตามมาตรา 332 อย่างไรในยุคดิจิทัล

   คำตอบ: ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ศาลตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ศาลวินิจฉัยว่าคำว่า “หนังสือพิมพ์” ต้องปริวรรตตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่เฉพาะวารสารหรือหนังสือพิมพ์กระดาษ แต่รวมถึงสื่อที่นำเสนอข้อมูลเป็นอักษรให้ประชาชนอ่านเข้าใจได้และเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วย เช่น เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เนื่องจากความเสียหายในคดีเกิดจากการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเข้าถึงอย่างกว้างขวาง การเยียวยาชื่อเสียงจึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้านช่องทางสื่อออนไลน์ควบคู่กับหนังสือพิมพ์ เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของมาตรา 332 อย่างแท้จริง

5. คำถาม-คำตอบ

   คำถาม: คดี 976/2567 ให้บทเรียนสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ

   คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 ให้บทเรียนสำคัญว่า การใช้สื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะต้องอยู่ในกรอบกฎหมายหมิ่นประมาท แม้ผู้พูดจะอ้างสถานะสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือผู้ห่วงใยบ้านเมือง ก็ไม่อาจใช้เป็นเกราะคุ้มกันหากถ้อยคำดังกล่าวเกินเลยจากข้อเท็จจริงและมีลักษณะเชื่อมโยงให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดีหรือเป็นภัยต่อประเทศ ศาลย้ำว่าการนำเสนอข้อมูลต้องมีหลักฐานรองรับ มีความเป็นธรรม และไม่บิดเบือน เมื่อการกล่าวหาถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนจำนวนมากอย่าง YouTube และ Facebook ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าเดิม ศาลจึงพร้อมใช้บทลงโทษตามมาตรา 328 และมาตรการตามมาตรา 332 เพื่อรับมือกับหมิ่นประมาทในยุคดิจิทัล และยืนยันว่าระบบกฎหมายคุ้มครองทั้งเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควบคู่กันไป    




หมวด 3 ความผิดฐานหมิ่นประมาท (มาตรา 326 ถึง มาตรา 333)

หมิ่นประมาทผ่านเฟซบุ๊ก & หลัก 329 / 328 (ฎีกา 7256/2567)
คดีหมิ่นประมาทบนเฟซบุ๊ก (หลายกรรม) ป.อ. มาตรา 328, (ฎีกา 2624/2567)
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, ความคิดเห็นโดยสุจริต, คดีหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่รัฐ
เจตนาหมิ่นประมาท, การโฆษณาใส่ร้าย, คดีหมิ่นประมาทบนโซเชียลมีเดีย