
| ทางจำเป็นกับสิทธิทางน้ำและที่ดิน,ที่ดินไม่มีทางออก, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกา 220/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่ดินของโจทก์ติดแม่น้ำซึ่งยังคงสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้สภาพการสัญจรทางน้ำจะไม่สะดวกเท่า “ทางบก” โดยทั่วไปก็ตาม โดยโจทก์อ้างว่าที่ดินของตนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็น “ทางจำเป็น” ตาม มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) แต่ศาลฎีกาได้ชี้ว่า แม่น้ำซึ่งอยู่ติดที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่ ดังนั้นทางพิพาทจึงไม่เข้าเกณฑ์ของทางจำเป็นที่กฎหมายบัญญัติไว้ และจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเพิ่มเปิดทางจำเป็นหรือเรียกร้องค่าทดแทนตามบทบัญญัติ มาตรา 1349 วรรคท้าย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. ที่ดินซึ่งติดแม่น้ำที่ยังเป็นทางสาธารณะอยู่ จะถือได้ว่าเป็นที่ดินไม่มีทางออกตามมาตรา 1349 หรือไม่ 2. ความไม่สะดวกในการสัญจรทางน้ำเพียงอย่างเดียว เพียงพอให้เกิดสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินผู้อื่นได้หรือไม่ 3. เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขทางจำเป็นตามกฎหมาย เจ้าของที่ดินข้างเคียงจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ร้องเปิดทางได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความ “ทางจำเป็น” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่จำกัดหรือกระทบกระเทือนสิทธิในกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ศาลฎีกาได้พิจารณาว่าที่ดินของโจทก์ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งยังคงสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้จะใช้สัญจรไม่สะดวกก็ตาม จึงถือว่าที่ดินของโจทก์ยังมี “ทางออกถึงทางสาธารณะ” อยู่ ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ทางจำเป็น หมายถึงสิทธิที่จะขอผ่านที่ดินผู้อื่นเมื่อที่ดินของตนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เป็นสิทธิที่ลิดรอนกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด 2. ทางสาธารณะทางน้ำ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “แม่น้ำเจ้าพระยา” แม้การสัญจรจะไม่สะดวกเท่าทางบก ก็ยังคงสภาพเป็นทางสาธารณะ ซึ่งทำให้ที่ดินโจทก์ถือว่ามีทางออกสู่ทางสาธารณะแล้ว 3. เงื่อนไขการใช้สิทธิทางจำเป็น ต้องพิสูจน์ว่าที่ดิน “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ” จริง หรือมีอุปสรรคตามวรรคสองของมาตรา 1349 ซึ่งกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขเพราะยังสามารถออกทางแม่น้ำได้ 4. การตีความโดยเคร่งครัด เพราะสิทธิทางจำเป็นกระทบสิทธิกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น การตีความต้องจำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ศาลฎีกาจึงไม่ขยายความให้เกินขอบเขตกฎหมาย 5. ไม่เข้าเงื่อนไขเรียกค่าทดแทน เมื่อไม่เป็นทางจำเป็น จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย แม้ศาลอุทธรณ์จะกำหนดค่าทดแทนไว้ แต่ศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาให้ยกทั้งหมด ข้อเท็จจริง คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลเดียวกัน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 จำเลยทั้งสี่ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวตามเนื้อที่ที่แต่ละคนครอบครองโดยทางราชการออกโฉนดใหม่ให้เป็นเลขที่ 40507, 40508, 40509 และ 40510 ตำบลบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ซึ่งเป็นที่ทางพิพาท มีเนื้อที่เหลือ 1 งาน 10.30 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสี่กันไว้เป็นทางออกของตนไปสู่ทางหลวงหมายเลข 3118 ที่ดินของโจทก์โฉนด 2550 ด้านทิศเหนือ ติดทางพิพาท และที่ดินของจำเลยที่ 2 (โฉนด 40507) ด้านทิศใต้ ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลยที่ 3 (โฉนด 40509) และของจำเลยที่ 4 (โฉนด 40510) ส่วนด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา โจทก์ฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ของจำเลยทั้งสี่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์และให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งกีดขวางระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และอ้างว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ ซึ่งใช้สัญจรทางน้ำได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก ยังคงมีน้ำตลอดปี จึงยังถือเป็นทางสาธารณะอยู่ตามกฎหมาย และดังนั้นทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550ของโจทก์ ต่อจากที่ดินของโจทก์ไปจดทางหลวงหมายเลข 3118 พร้อมให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ และให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่ แม้การสัญจรทางน้ำจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเช่นเดียวกับการสัญจรทางบกก็ตาม การที่ทางจำเป็นย่อมเป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น ดังนั้นบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 ซึ่งกล่าวว่า “ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมรอบอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และ …” และ “ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ” นั้น ต้องแปลความโดยเคร่งครัด ในกรณีนี้ แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจรได้เนื่องจากไม่มีเรือโดยสารหรือเรือข้ามฟากในบริเวณที่ดินของโจทก์ แต่คำเบิกความของโจทก์เองกลับรับว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีตลอดปี และมีเรือบรรทุกทรายสัญจรไปมา พยานโจทก์ซึ่งพักอาศัยติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า แม่น้ำเจ้าพระยายังมีผู้สัญจรอยู่ แม้เพียงเล็กน้อยกว่าสมัยก่อนก็ตาม ดังนั้น แม่น้ำเจ้าพระยายังมีลักษณะเป็นทางสาธารณะอยู่ ซึ่งการที่ทางจำเป็นจะบังคับใช้ได้ ต้องเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่สามารถใช้ได้โดยความธรรมดา หรือมีอุปสรรคอันยากลำบากชนิดต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือสถานะชันสูงกว่ามาก ซึ่งมิใช่กรณีนี้ ด้วยเหตุนี้ ทางพิพาทจึง ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์ และจำเลยทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์เปิดทางจำเป็นหรือเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษากลับคือยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลเป็นพับ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย ประเด็นที่ 1 : ความหมายของ “ทางจำเป็น” ตาม มาตรา 1349 ป.พ.พ. บทบัญญัติของ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขว่า “ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” ซึ่งหมายถึงที่ดินแปลงหนึ่งถูกล้อมรอบโดยที่ดินของผู้อื่นทั้งสิ้น ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้เลย ภายในขอบเขตของกรรมสิทธิ์ หรือต้องพึ่งผ่านที่ดินผู้อื่นเท่านั้น วรรคสอง บัญญัติว่า หากมีทางออกได้แต่มีอุปสรรคเช่น ต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือระดับที่ดินกับทางสาธารณะชันมากเกินควร ให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ โดยธรรมแล้ว “ทางสาธารณะ” มิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น แต่รวมถึงทางน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างสม่ำเสมอ ประเด็นที่ 2 : เงื่อนไขการใช้สิทธิทางจำเป็นและการตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสิทธิทางจำเป็นเป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอย่างกฎหมายการ ใช้ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด (“strict construction”) ดังบทพิพากษา ในกรณีนี้ ถึงแม้ที่ดินของโจทก์จะติดแม่น้ำซึ่งยังใช้สัญจรได้ แต่สภาพดังกล่าวยังถือว่าเป็นทางสาธารณะอยู่ ดังนั้นเงื่อนไขที่ว่าที่ดิน “ไม่มีทางออก” หรือ “มีทางออกแต่ด้วยอุปสรรคอย่างยิ่งยวด” จึงไม่อุบัติขึ้น ประเด็นที่ 3 : การใช้ทางน้ำเป็นทางสาธารณะและไม่เป็นทางจำเป็น แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งติดที่ดินของโจทก์ยังมีน้ำตลอดปีและมีเรือสัญจร ศาลวินิจฉัยว่าแม้การสัญจรทางน้ำจะไม่สะดวกเท่าทางบก แต่ก็ไม่ใช่เหตุให้ทางน้ำสูญสภาพเป็นทางสาธารณะ ดังนั้นที่ดินของโจทก์จึงมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยตรงอยู่แล้ว ประเด็นที่ 4 : การเรียกร้องค่าทดแทน ตาม มาตรา 1349 วรรคท้าย เมื่อที่ดินมิได้เข้าเกณฑ์ของทางจำเป็น ผู้ที่จะเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ก็ไม่มีสิทธิดังกล่าว ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน IRAC Issue ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ซึ่งเป็นทางพิพาทที่จำเลยทั้งสี่กันไว้ให้แก่ตนเอง ไปจดทางหลวงหมายเลข 3118 นั้น เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์หรือไม่ และหากเป็นทางจำเป็น จำเลยทั้งสี่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตาม มาตรา 1349 วรรคท้าย หรือไม่ Rule • ตาม มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. ให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินซึ่งถูกล้อมรอบจนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ ให้ผ่านที่ดินซึ่งล้อมรอบอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ • วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า หากที่ดินมีทางออกได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก ให้ใช้ความในวรรคต้น • วรรคท้าย อนุญาตให้ผู้ที่จะใช้สิทธิทางจำเป็นเรียกร้องค่าทดแทนแก่ผู้ถูกเปิดทางได้ • สิทธิทางจำเป็นเป็นการจำกัดอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด Application ในกรณีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่ เพราะมีน้ำตลอดปี มีเรือบรรทุกทรายสัญจร แม้การสัญจรจะไม่สะดวกเท่าทางบกก็ตาม เนื่องจากที่ดินของโจทก์จึงมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยตรงผ่านทางน้ำอยู่แล้ว เงื่อนไขตามวรรคหนึ่งที่ว่า “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” จึงไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ไม่ใช่กรณีที่ต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันสูงกว่ากันมากตามวรรคสอง ดังนั้นทางพิพาทที่จำเลยกันไว้จึงไม่เข้าเกณฑ์ “ทางจำเป็น” ตามมาตรา 1349 ต่อเมื่อไม่ใช่ทางจำเป็น จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามวรรคท้าย Conclusion ทางพิพาทดังกล่าวไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์ และจำเลยทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตาม มาตรา 1349 วรรคท้าย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • สิทธิทางจำเป็นตาม มาตรา 1349 ป.พ.พ. มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ที่ดินถูกล้อมรอบจน ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ หรือมีทางออกแต่ด้วยอุปสรรคอันยากลำบาก จึงจะถือว่าใช้สิทธิทางจำเป็นได้ • การที่ที่ดินติดกับทางน้ำซึ่งยังคงสภาพเป็นทางสาธารณะอยู่ ไม่ใช่เหตุให้ต้องใช้อำนาจเปิดทางจำเป็น • ศาลมีแนวปฏิบัติให้ตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิทางจำเป็นโดยเคร่งครัด เพราะเป็นการจำกัดอำนาจกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น • ผู้ต้องการเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ต้องแสดงให้เห็นว่าเงื่อนไขของทางจำเป็นเกิดขึ้นจริง มิใช่เพียงอ้างว่าที่ดินไม่มีทางออก หรือทางสาธารณะใช้ไม่ได้สะดวกแล้ว • กรณีที่ติดแม่น้ำหรือทางน้ำซึ่งเป็นทางสาธารณะถือว่ามีทางออกแล้ว จึงต้องพิจารณาให้รอบด้านว่าเงื่อนไขบทกฎหมายครบหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ของจำเลยทั้งสี่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งกีดขวางระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 จากที่ดินของโจทก์โฉนดดังกล่าวไปจดทางหลวงหมายเลข 3118 กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ และให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวตามเนื้อที่ที่แต่ละคนครอบครองโดยทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 40507, 4058, 4059 และเลขที่ 40510 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ดินแปลงคงโฉนดเลขที่ 2549 เหลือเนื้อที่ 1 งาน 10.30 ตารางวา ซึ่งเป็นทางพิพาทที่จำเลยทั้งสี่กันไว้เป็นทางออกสู่ทางหลวงหมายเลข 3118 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 ด้านทิศเหนือติดทางพิพาทและที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 40507 ด้านทิศใต้ติดที่ดินของนางนฤมล ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40509 และที่ดินของจำเลยที่ 4 โฉนดเลขที่ 40510 ส่วนด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำเจ้าพระยา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แม่น้ำเจ้าพระยา(แม่น้ำแควน้อย) ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออกมีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ปัจจุบันยังมีชาวบ้านหรือผู้คนใช้เรือสัญจรไปมาเพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน ยังมีสภาพเป็นทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมรอบอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และวรรคสอง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเลหรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ ตามบทบัญญัติดังกล่าวทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม้โจทก์จะเบิกความว่า ปัจจุบันไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจรได้เนื่องจากบริเวณที่ดินของโจทก์ไม่มีเรือโดยสารหรือเรือข้ามฟาก ประชาชนในละแวกนั้นต่างใช้ถนนหลวงหมายเลข 3118 สัญจรไปมา แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีตลอดปีและมีเรือบรรทุกทรายสัญจรไปมา นายประสานพยานโจทก์ซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่บนที่ดินที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 และทางพิพาทก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านได้ความว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ยังมีผู้คนใช้สัญจรอยู่ เพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน เรือขนสินค้าก็ใช้สัญจรด้วย และแต่เดิมที่ดินของโจทก์ใช้ทางเข้าออกทางน้ำเป็นหลัก เจือสมทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยายังมีผู้คนใช้สัญจรและโจทก์สามารถใช้ทางน้ำได้ เพียงแต่การสัญจรทางน้ำไม่สะดวกเท่าทางบก พยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป เมื่อทางจำเป็นเป็นการจำกัดและลิดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เช่นนี้ ที่ดินของโจทก์ซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสภาพที่ยังเป็นทางสาธารณะอยู่นั้นไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง ที่การออกสู่ทางสาธารณะของโจทก์ต้องข้าม สระ บึง ทะเลหรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกันดังที่โจทก์แก้ฎีกา ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์ และจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของทางพิพาทไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์และให้โจทก์ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้มีข้อวินิจฉัยแตกต่างกันในประเด็นว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามมาตรา 1349 หรือไม่ 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เห็นว่าที่ดินของโจทก์ยังสามารถออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้ซึ่งเป็นทางสาธารณะ จึงไม่เข้าเงื่อนไขทางจำเป็น และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ด้วย 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ เห็นว่าทางพิพาทควรเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ จึงให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางและรื้อถอนสิ่งกีดขวาง พร้อมให้โจทก์ชำระค่าทดแทน 200,000 บาท 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับตามศาลชั้นต้น เห็นว่าแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะ จึงไม่เข้าเงื่อนไขทางจำเป็น และให้ยกทั้งฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 ซึ่งด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำตลอดปีและยังมีผู้คนสัญจรทางเรือ แม้จะไม่สะดวกเท่าทางบกก็ตาม จะถือได้ว่าที่ดินดังกล่าว “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ” ตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่งจนมีสิทธิเรียกเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เหตุผลทางข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยเป็นอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ที่ดินของโจทก์ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งยังมีน้ำลึกพอใช้เรือสัญจร มีเรือบรรทุกทรายผ่าน และมีผู้คนใช้เส้นทางน้ำ แม้จะมีจำนวนไม่มากก็ตาม ยังคงถือว่าแม่น้ำดังกล่าวเป็น “ทางสาธารณะ” ตามกฎหมาย การที่การสัญจรไม่สะดวกเท่าทางบกไม่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสูญเสียสภาพความเป็นทางสาธารณะ ดังนั้นที่ดินโจทก์จึงยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่ ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง อันกำหนดว่าที่ดินต้องถูกล้อมรอบจนไม่มีทางออก การขอเปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิที่กระทบกรรมสิทธิ์ผู้อื่น ศาลจึงตีความโดยเคร่งครัดและวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเปิดทางผ่านที่ดินจำเลย ข้อ 2 ในกรณีที่โจทก์อ้างว่าการเดินทางทางน้ำไม่สะดวก ไม่มีเรือโดยสาร ไม่มีเรือข้ามฟาก และไม่สามารถใช้เป็นทางหลักได้ จึงควรได้รับสิทธิทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคสอง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไรเกี่ยวกับ “อุปสรรคทางธรรมชาติ” ที่จะทำให้ที่ดินเข้าเงื่อนไขตามวรรคสอง คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าวรรคสองของมาตรา 1349 ใช้เฉพาะกรณีที่มีอุปสรรคถึงขั้น “ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก” ซึ่งต้องเป็นอุปสรรคตามลักษณะธรรมชาติที่ทำให้การเข้าถึงทางสาธารณะเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากในเชิงกฎหมาย ไม่ใช่เพียงความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันเท่านั้น ในคดีนี้แม่น้ำเจ้าพระยายังมีน้ำตลอดปี ไม่ได้ตื้นเขิน ไม่มีที่ชันขัดขวาง และยังใช้สัญจรได้จริง ศาลจึงเห็นว่าอุปสรรคที่โจทก์อ้างเป็นเพียงความไม่สะดวก ไม่ใช่อุปสรรคตามบทบัญญัติวรรคสอง จึงไม่อาจนำมาขอใช้สิทธิทางจำเป็นได้ ข้อ 3 เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสิทธิทางจำเป็นซึ่งเป็นการจำกัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินผู้อื่น ศาลฎีกาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการตีความบทบัญญัติมาตรา 1349 ไว้อย่างไร และหลักดังกล่าวมีผลอย่างไรต่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิทางจำเป็นเป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินที่ไม่มีทางออก แต่เป็นการลิดรอนหรือจำกัดอำนาจกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นโดยตรง จึงต้องตีความบทบัญญัติมาตรา 1349 “โดยเคร่งครัด” ไม่ขยายความเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ กรณีนี้เมื่อพยานหลักฐานยืนยันว่าแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นเส้นทางสาธารณะที่ใช้ได้ แม้ไม่สะดวกก็ตาม ศาลจึงไม่อาจตีความขยายให้ถือว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกได้ การตีความแบบเคร่งครัดทำให้ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าความไม่สะดวกทางน้ำเพียงเท่านั้น ไม่เพียงพอให้เข้าเงื่อนไขทางจำเป็น ข้อ 4 จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของทางพิพาทได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าทดแทน 200,000 บาท แต่ศาลฎีกากลับไม่เห็นพ้องด้วย ประเด็นสำคัญทางกฎหมายใดที่ทำให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องชำระค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย คำตอบ มาตรา 1349 วรรคท้ายกำหนดให้ผู้ใช้สิทธิทางจำเป็นต้องชำระค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเปิดทาง แต่เงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องเป็นกรณีที่เข้าเกณฑ์ทางจำเป็นตามกฎหมายก่อน” เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะทางแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ จึงไม่ใช่กรณีทางจำเป็นตามมาตรา 1349 ในเมื่อไม่เกิดสิทธิทางจำเป็นโดยผลของกฎหมาย สิทธิเกี่ยวกับค่าทดแทนตามวรรคท้ายย่อมไม่อาจเกิดขึ้น จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และการกำหนดค่าทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายกทั้งฟ้องและฟ้องแย้ง ข้อ 5 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เคยใช้ทางน้ำเป็นทางเข้าออกที่ดินแต่เดิม แม้ภายหลังการพัฒนาเมืองทำให้การสัญจรทางน้ำลดลง การใช้ถนนหลวงหมายเลข 3118 จะสะดวกกว่า และโจทก์ต้องการใช้ทางบกแทน ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้อย่างไรในการชี้ขาดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลย คำตอบ ศาลฎีกามองว่าความสะดวกของผู้ครอบครองที่ดินไม่ใช่ปัจจัยตามกฎหมายที่จะทำให้เกิดสิทธิทางจำเป็น การที่การสัญจรทางบกสะดวกกว่าไม่ได้ทำให้ทางน้ำหมดสภาพทางสาธารณะ เพราะข้อเท็จจริงชัดว่ามีน้ำตลอดปี มีเรือบรรทุกทรายผ่าน และยังมีชาวบ้านใช้ทางน้ำ แม้ด้วยปริมาณน้อยก็ตาม ศาลจึงวินิจฉัยว่าแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเป็น “ทางออกถึงทางสาธารณะ” ของที่ดินโจทก์ การประสงค์ของโจทก์ที่จะใช้ทางบกซึ่งสะดวกกว่านั้นเป็นเรื่องภายใน แต่ไม่ใช่เหตุให้บังคับให้จำเลยต้องเสียสละกรรมสิทธิ์โดยเปิดทางจำเป็นให้ ศาลจึงยึดถือข้อเท็จจริงตามกฎหมายมากกว่าความสะดวกสบายของคู่ความ และยกฟ้องโจทก์ตามหลักกฎหมายทางจำเป็น |




