
| ข้อพิพาทภารจำยอมทางเดินและสิทธิใช้สาธารณูปโภคบนที่ดินระหว่างเจ้าของที่ดิน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องภารจำยอมระหว่างเจ้าของที่ดินติดกัน ซึ่งเกิดจากการตีความขอบเขตสิทธิการใช้ทางภารจำยอมที่จดทะเบียนไว้ว่าเป็นเพียง “ทางเดินบางส่วน” หรือครอบคลุมถึงการใช้รถยนต์ การปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา และกิจการสาธารณูปโภคอื่นด้วย โดยคู่กรณีมีความเห็นขัดแย้งกันว่าการใช้ทางลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินภารยทรัพย์หรือไม่ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตีความเจตนารมณ์ของบันทึกถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอม รวมถึงการพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในขณะนั้นว่า “ทางเดิน” ควรถูกตีความให้ครอบคลุมถึงการใช้สาธารณูปโภคและยานพาหนะหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการปักเสาและทำคานกีดขวางของจำเลยเป็นการละเมิดหรือไม่ และสิทธิที่โจทก์พึงได้รับตามกฎหมายควรมีขอบเขตเพียงใด ข้อเท็จจริงของคดี 1 โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ติดกัน โดยที่ดินของทั้งสองฝ่าย รวมถึงที่ดินของบุคคลอื่นในบริเวณเดียวกัน ถูกกำหนดให้มีภารจำยอมร่วมกันตามการจดทะเบียนภารจำยอมเมื่อปี 2526 ซึ่งระบุว่าเป็น “ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน” กว้างประมาณ 1.44 เมตร และยาวตลอดแนวผืนที่ดินตามแผนที่พิพาท 2 เอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอมอีกชุดหนึ่งซึ่งทำที่สำนักงานที่ดิน มีข้อความชัดเจนว่า คู่กรณีต่างให้สิทธิกันและกันในการใช้ “ถนน ทางเท้า และทางรถยนต์” รวมถึงสิทธิเกี่ยวกับกิจการสาธารณูปโภค เช่น การปักเสาไฟฟ้า การวางท่อประปา และการวางระบบสาธารณูปโภคอื่น 3 เมื่อเวลาผ่านไป จำเลยทั้งสองได้ปักเสาคอนกรีตจำนวน 4 ต้น และทำคานบนเสา พร้อมติดป้ายห้ามรถ ห้ามปักเสา และวางท่อในเส้นทางภารจำยอม ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวเพื่อเข้าออกที่ดิน และไม่สามารถนำวัสดุก่อสร้างเข้าพื้นที่ได้ 4 โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง และขอให้จำเลยระงับการขัดขวางสิทธิใช้ทาง พร้อมเรียกค่าเสียหายรายวัน 5 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า การนำรถเข้าใช้ทางภารจำยอมและการวางสาธารณูปโภคเป็นการเพิ่มภาระแก่ภารจำยอมเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้ จึงขอให้ศาลสั่งยกเลิกภารจำยอม และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ประเด็นวินิจฉัยของศาล ศาลต้องพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ 1 คำว่า “ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน” ควรถูกตีความว่าครอบคลุมถึงการใช้ทางรถและการใช้สาธารณูปโภคหรือไม่ 2 เอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอมที่จำเลยไม่ได้ลงชื่อมีน้ำหนักทางกฎหมายเพียงใด 3 การที่จำเลยปักเสาคอนกรีตและทำคานกีดขวางเป็น “การละเมิด” หรือเป็นการปกป้องสิทธิของจำเลย 4 ฟ้องแย้งเพื่อขอให้ยกเลิกภารจำยอมมีเหตุผลตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยและการตีความของศาลฎีกา 1 แม้บันทึกถ้อยคำจะระบุว่า “ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน” แต่เมื่อดูเจตนารมณ์ของคู่กรณีในเอกสารประกอบ ซึ่งระบุให้ใช้ “ถนน ทางเท้า ทางรถยนต์” และการวางสาธารณูปโภคต่าง ๆ ศาลเห็นว่า การใช้รถและการใช้สาธารณูปโภคเป็นสิทธิที่คู่กรณีตั้งใจให้มีอยู่จริง 2 ศาลฎีกาตีความว่า การใช้คำว่า “ทางเดิน” ในปี 2526 ต้องสอดคล้องต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมในเวลานั้น ซึ่งมีการใช้รถยนต์อย่างแพร่หลาย และมีการวางระบบสาธารณูปโภคเข้าถึงทุกชุมชน การตีความอย่างเคร่งครัดตามถ้อยคำเพียงอย่างเดียวจะไม่สะท้อนข้อเท็จจริงตามยุคสมัย 3 แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงนามในเอกสารประกอบ แต่ศาลเห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงการขยายความเจตนารมณ์ของภารจำยอม ไม่ใช่การสร้างสิทธิใหม่ที่ต้องอาศัยการลงนามของคู่กรณี เอกสารจึงมีน้ำหนักทางพยานหลักฐาน 4 ศาลฎีกายืนยันว่า แม้ไม่มีเอกสารประกอบ (จ.8) ศาลก็ต้องตีความคำว่า “ทางเดิน” ตามเจตนารมณ์ของคู่กรณี โดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการใช้ที่ดินในยุคนั้น ซึ่งรวมถึงการใช้ยานพาหนะ การปักเสาไฟฟ้า และการวางท่อสาธารณูปโภค ไม่อาจตีความเคร่งครัดตามตัวอักษรจนทำให้ภารจำยอมลดทอนเจตนาของคู่กรณี 5 การตีความว่า “ทางเดิน” รวมถึง “ทางรถ” มีเหตุผลสัมพันธ์กับบริบทของปี 2526 ที่การใช้รถยนต์เป็นเรื่องปกติในกรุงเทพมหานคร การเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นความจำเป็นทางสังคม และเป็นเหตุผลที่ต้องตรึงสิทธิการใช้ภารจำยอมไว้ให้สามารถใช้ได้โดยไม่ถูกจำกัดเกินควร 6 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการปักเสาคอนกรีต ทำคาน และติดป้ายห้ามรถยนต์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในทางภารจำยอมได้ตามกฎหมาย ถือเป็นการขัดขวางสิทธิในทรัพยสิทธิของผู้อื่น 7 ศาลฎีกาฯ เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ว่าการใช้ทางรถและสิทธิในการวางสาธารณูปโภคเป็นสิทธิที่คู่กรณีตกลงร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น จึงไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิเกินขอบเขตหรือเพิ่มภาระแก่ที่ดินภารยทรัพย์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น 8 คำพิพากษาศาลฎีกา 4903/2545 จึงยืนตามศาลอุทธรณ์ ชี้ชัดว่า การตีความภารจำยอมต้องยึดทั้งเอกสารประกอบ ความจำเป็นของคู่กรณี ลักษณะการใช้ที่ดินในสังคมร่วมสมัย และไม่จำกัดคำว่า “ทางเดิน” เฉพาะการเดินเท้าเท่านั้น วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 หลักภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 และ 1349–1350 ภารจำยอมเป็นภาระผูกพันที่ผู้เป็นภารยทรัพย์ต้องให้ผู้เป็นภูมิเจ้าของได้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเฉพาะเจาะจง การตีความขอบเขตภารจำยอมต้องพิจารณาเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ ไม่จำกัดเพียงถ้อยคำแต่เพียงอย่างเดียว 2 หลักการตีความภารจำยอมต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในขณะทำสัญญา การตีความตามสภาพสังคมในปี 2526 มีนัยสำคัญมาก เพราะการใช้รถยนต์และสาธารณูปโภคเป็นเรื่องปกติ การตีความทางเดินให้จำกัดเฉพาะการเดินเท้า จะขัดกับเจตนารมณ์โดยสาระสำคัญ 3 หลักพยานเอกสารประกอบการจดทะเบียนสิทธิ แม้จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อ เอกสารประกอบสามารถใช้ตีความขยายความข้อตกลงได้ หากมีลักษณะเป็นพยานเอกสารเพื่อยืนยันเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี 4 หลักละเมิดตามมาตรา 420 เมื่อจำเลยปักเสา ทำคาน และปิดกั้นทางภารจำยอม ถือว่าเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของโจทก์ สร้างความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำละเมิดโดยชัดแจ้ง เจตนารมณ์ของมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 มาตรา 1337 ต้องการให้ภารยทรัพย์เป็นภาระที่อำนวยประโยชน์แก่ภูมิเจ้าของในลักษณะถาวร ต้องใช้ประโยชน์ได้จริงตามเจตนารมณ์ของข้อตกลง 2 มาตรา 1349–1350 กำหนดให้ภารจำยอมเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการใช้ที่ดิน เช่น การเข้าถึงทางสาธารณะ การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค หากตีความจำกัดเกินควร จะทำให้ระบบภารจำยอมไม่สามารถตอบสนองสภาพการใช้ที่ดินได้ตามเจตนารมณ์ 3 เจตนารมณ์หลักคือ การให้ทางเข้า-ออกและสิทธิใช้สาธารณูปโภคสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ถูกขัดขวาง เพื่อความสงบสุขแห่งการอยู่อาศัย การประกอบกิจการ และความมั่นคงของทรัพย์สิน วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันว่า การตีความภารจำยอมต้องตีความให้เกิดผลสมบูรณ์ และไม่ตีความจำกัดสิทธิของภูมิเจ้าของจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ 2 หลายคดีได้วินิจฉัยว่า “ทางเดิน” ต้องรวมถึง “การใช้รถยนต์” หากสภาพพื้นที่หรือสภาพสังคมแสดงว่าการใช้รถยนต์เป็นเรื่องปกติ 3 แนวคำพิพากษาเดิมยืนยันว่า เอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอม แม้มิใช่ต้นข้อตกลง ก็มีน้ำหนักช่วยตีความเจตนารมณ์ของคู่กรณีได้ 4 คดีนี้สอดคล้องกับแนวทางสืบเนื่องของศาลฎีกา ที่พยายามตีความสิทธิภารจำยอมให้ “สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้ที่ดินตามยุคสมัย” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ และยกคำขออื่นของโจทก์รวมถึงยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาคอนกรีตและสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม พร้อมห้ามขัดขวางการใช้ทางภารจำยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางรถ ปักเสาไฟฟ้า และวางท่อสาธารณูปโภคได้ตามเจตนารมณ์ภารจำยอม การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความภารจำยอมต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์โดยรวม มิใช่ตีความจำกัดตามถ้อยคำเพียงอย่างเดียว 2. ศาลรับรองว่า เอกสารประกอบแม้มิใช่ข้อตกลงโดยตรง ก็สามารถใช้ตีความเจตนาคู่กรณีได้ หากช่วยขยายความเนื้อหาเดิม 3. หลักการตีความต้องคำนึงถึง สภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของยุคสมัย ทำให้คำว่า “ทางเดิน” ต้องรวมถึงการใช้รถยนต์และสาธารณูปโภค 4. การขัดขวางการใช้สิทธิภารจำยอมโดยไม่มีมูลเป็น การละเมิดตามมาตรา 420 และผู้เสียหายสามารถขอให้ศาลสั่งรื้อถอนสิ่งกีดขวางได้ 5. คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่สร้างหลักว่า ไม่อาจอ้างว่าการใช้รถเพิ่มภาระ หากการใช้ดังกล่าวเป็นสิ่งคาดหมายในบริบทสังคมแห่งกาลเวลา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การระบุว่าเป็น “ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน” หมายความว่าอย่างไร และต้องตีความอย่างไรในทางกฎหมาย? คำตอบ แม้ถ้อยคำจะระบุว่าเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน แต่ศาลตีความว่าต้องดูเจตนารมณ์ของคู่กรณีและเอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอมร่วมด้วย หากมีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งใจใช้ทั้งทางเท้า ทางรถ และสาธารณูปโภค คำว่า “ทางเดิน” จึงต้องตีความครอบคลุมสิทธิเหล่านั้น ไม่จำกัดเฉพาะการเดินเท้า 2. คำถาม หากจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอม เอกสารดังกล่าวยังมีน้ำหนักใช้ประกอบการตีความหรือไม่? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารประกอบสามารถใช้ตีความเจตนารมณ์ได้ แม้จำเลยไม่ได้ลงชื่อ เพราะเอกสารนั้นไม่ได้สร้างสิทธิใหม่ แต่เป็นเพียงการขยายความข้อตกลงเดิม จึงยังมีน้ำหนักเป็นพยานหลักฐานที่ช่วยยืนยันเจตนาของคู่กรณี 3. คำถาม การปักเสา ทำคาน หรือกีดขวางทางภารจำยอม ถือเป็นการละเมิดตามกฎหมายหรือไม่? คำตอบ ถือเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เพราะเป็นการขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิใช้ภารจำยอมเข้าใช้ทางได้ตามเจตนาที่จดทะเบียนไว้ ทำให้ผู้มีสิทธิเสียหายโดยไม่ชอบ จำเลยอาจต้องรื้อถอนสิ่งกีดขวางและชดใช้ค่าเสียหาย 4. คำถาม จำเลยสามารถอ้างได้หรือไม่ว่า การใช้รถยนต์หรือการวางท่อสาธารณูปโภคเป็นการเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์จนต้องขอยกเลิกภารจำยอม? คำตอบ ไม่สามารถอ้างได้ หากหลักฐานและเจตนารมณ์ของคู่กรณีในขณะจดทะเบียนภารจำยอมแสดงชัดว่าให้ใช้ทางรถและสาธารณูปโภคอยู่แล้ว ศาลจะตีความตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคสมัยที่ทำข้อตกลง การใช้รถหรือวางท่อจึงไม่ถือเป็นการเพิ่มภาระแต่อย่างใด 5. คำถาม การตีความภารจำยอมต้องยึดถ้อยคำในเอกสารเท่านั้นหรือไม่? คำตอบ ไม่จำเป็นต้องยึดเฉพาะถ้อยคำ ศาลต้องตีความให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์โดยรวมของคู่กรณี ประกอบกับสภาพการใช้ที่ดิน วิถีชีวิต และความจำเป็นทางสังคมในยุคสมัย หากตีความเคร่งครัดตามถ้อยคำเพียงอย่างเดียว อาจทำให้สิทธิภารจำยอมไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2545 ในบันทึกถ้อยคำอันเป็นข้อตกลงภารจำยอมบางส่วนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งกำหนดให้ทางเดินในที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวม กับที่ดินของโจทก์และที่ดินของ อ. ต่างตกเป็นภารจำยอมแก่กันและกันได้มีข้อความระบุว่า "โดยตกเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน" แต่บันทึกทำกันที่สำนักงานที่ดินมีข้อความชัดเจนว่า "ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจดทะเบียนภารจำยอมไว้ระบุให้มีและใช้ถนนทางเท้าและทางรถยนต์ต่างฝ่ายต่างยังให้สิทธิซึ่งกันและกัน ในการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปา และเกี่ยวกับกิจการสาธารณูปโภคอื่น" แม้ตามบันทึกถ้อยคำจะระบุว่าเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นภารจำยอมเฉพาะทางเดินเท้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเจตนารมณ์ของการใช้ทางภารจำยอมที่ปรากฏอยู่ในบันทึกทำกันที่สำนักงานที่ดินว่าเป็นการมีและใช้ถนน ทางเท้า และทางรถยนต์ รวมทั้งการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา และกิจการสาธารณูปโภคอื่นด้วย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ทำให้มีน้ำหนักลดลง เพราะเป็นเพียงเอกสารประกอบที่อธิบายขยายคำว่า ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าไม่ได้หมายความเฉพาะทางเดินเท้าเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางรถ ปักเสาไฟฟ้า ฯลฯโดยไม่จำกัดการใช้เฉพาะทางเดินเท้าอย่างเดียวได้ เมื่อโจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอม จำเลยทั้งสองนำเสาคอนกรีตไปปักไว้และทำคานบนเสาเพื่อขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอม จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3314 และ 18616 ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินติดกันหลายแปลง ซึ่งทั้งหมดเคยจดทะเบียนภารจำยอมกว้าง 1.44 เมตร ใช้เป็นทางเดิน ทางรถ และสำหรับสาธารณูปโภคต่าง ๆ ร่วมกัน แต่เมื่อปี 2538 จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีต ทำคานกีดขวาง ติดป้ายห้ามรถและห้ามปักเสาหรือวางท่อ รวมทั้งปักเสารั้วรุกล้ำในที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำรถและวัสดุก่อสร้างเข้าออก จึงขอให้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง ห้ามขัดขวางการใช้ทาง และเรียกค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การใช้รถและการวางสาธารณูปโภคเป็นการเพิ่มภาระแก่ภารจำยอม จึงทำไม้กั้นและรั้วเพื่อปกป้องสิทธิ มิได้รุกล้ำที่ดินโจทก์ พร้อมขอให้สั่งให้โจทก์ไปจดทะเบียนยกเลิกภารจำยอม และเรียกค่าเสียหายรายเดือน โจทก์แย้งว่า การใช้ภารจำยอมเป็นไปตามสิทธิ ไม่ได้ละเมิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยรื้อถอนรั้วส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ ส่วนคำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพิ่มเติมให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตและสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม พร้อมห้ามขัดขวางสิทธิการใช้ทาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกถ้อยคำจะระบุว่าเป็น “ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน” แต่เอกสารประกอบการจดทะเบียนภารจำยอมชี้ชัดว่าคู่กรณีให้สิทธิใช้ทางเท้า ทางรถ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาและสาธารณูปโภค ซึ่งสอดคล้องกับสภาพสังคมขณะนั้นที่ใช้รถยนต์และระบบสาธารณูปโภคอย่างแพร่หลาย การตีความจึงต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ ไม่จำกัดเฉพาะการเดินเท้า การที่จำเลยปักเสาและทำคานขวางไม่ให้โจทก์ใช้สิทธิ จึงเป็นการละเมิด ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ |




