
| การขอเปิดทางจำเป็นต้องเลือกทางที่กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด,ที่ดินตาบอด, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกาที่ 4907/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นของเจ้าของที่ดินตาบอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้เจ้าของที่ดินจะมีสิทธิขอผ่านที่ดินผู้อื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ แต่การเลือกเส้นทางต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เลือกจากความสะดวกหรือประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว อีกทั้งหากมีทางเลือกอื่นที่สามารถขอเปิดทางจำเป็นได้ ย่อมไม่อาจบังคับใช้เส้นทางที่สร้างภาระและกระทบต่อผู้อื่นอย่างรุนแรงได้ คำถามเกริ่นนำบทความ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียว เพียงพอให้ขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ 2. การเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่ผู้ขอ ถือเป็นหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ 3. ศาลจะพิจารณาถ่วงดุลประโยชน์ระหว่างเจ้าของที่ดินตาบอดกับที่ดินล้อมอย่างไร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าของที่ดินตาบอดในการขอเปิด “ทางจำเป็น” ว่าจะเลือกผ่านที่ดินแปลงใดก็ได้จริงหรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักว่า แม้มีสิทธิขอทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ต้องเลือก “ที่และวิธีทำทางผ่าน” ให้พอควรแก่ความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ยึดความสะดวกของผู้ขอฝ่ายเดียว มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 (โดยเฉพาะวรรคหนึ่ง และวรรคสาม) key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ทางจำเป็น (ป.พ.พ. มาตรา 1349) แก่นของคดีคือ “สิทธิทางจำเป็น” เป็นสิทธิที่กฎหมายให้เพื่อแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางออก แต่เป็นสิทธิที่ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัด ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดที่จะเลือกทางที่ตนสะดวกที่สุด 2. ที่ดินตาบอด / ที่ดินถูกปิดล้อม ศาลรับว่าที่ดินโจทก์ถูกปิดล้อม แต่การเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชนะคดีเสมอไป เพราะต้องดูด้วยว่ายังมี “ทางเลือกอื่น” ให้ขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ 3. เลือกทางให้เสียหายน้อยที่สุด (หลักวรรคสามของมาตรา 1349) ศาลฎีกาย้ำว่าการกำหนดทางจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด หากทางที่โจทก์เลือกสร้างภาระหรือกระทบผู้อื่นมาก ทั้งที่มีทางเลือกอื่น ก็ไม่ผ่านเงื่อนไขของกฎหมาย 4. ถนนสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร / ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย ทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตที่ผู้จัดสรรลงทุนทำไว้เพื่อที่ดินในโครงการ และมีบ้านอยู่อาศัยจำนวนมาก การเปิดให้โจทก์ใช้เข้าออกย่อมเพิ่มการใช้ถนนและกระทบความสงบปลอดภัย ศาลจึงมองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ “เสียหายน้อยที่สุด” 5. ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์ชี้ขาด โจทก์อ้างว่าทางพิพาทสะดวกที่สุด แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ความสะดวก” เป็นประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่มาตรวัดตามมาตรา 1349 หากยังมีทางอื่นให้ขอเปิดได้ แม้ไม่สะดวกเท่า ก็ต้องพิจารณาทางที่กระทบผู้อื่นน้อยกว่า ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10547 ซึ่งถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบทุกด้าน ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรง โจทก์จึงฟ้องขอให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 ของจำเลยทั้งเก้า ซึ่งมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตในโครงการจัดสรร ตกเป็นทางจำเป็น และให้รื้อถอนรั้วกั้นเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าทางพิพาทเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร และโจทก์ยังมีทางเลือกอื่นในการออกสู่ถนนสาธารณะได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินตาบอด จึงให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็น พร้อมกำหนดให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการเปิดทางดังกล่าวเป็นไปตามหลักทางจำเป็น ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม โดยเน้นว่าหลักกฎหมายมิได้ให้ความสำคัญเพียงว่าที่ดินเป็นที่ดินตาบอดเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่า มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และการเลือกทางต้องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมน้อยที่สุด หลักการเลือกเส้นทางที่เสียหายน้อยที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าทางพิพาทเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด แต่เป็นเพียงความสะดวกของโจทก์ฝ่ายเดียว อีกทั้งทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตที่ผู้จัดสรรลงทุนก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยในโครงการ การเปิดให้บุคคลภายนอกใช้เป็นทางจำเป็นย่อมกระทบต่อความสงบและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย การมีทางเลือกอื่นและผลต่อสิทธิทางจำเป็น จากพยานหลักฐานปรากฏว่า โจทก์สามารถขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นไปสู่ถนนสาธารณะได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าทางพิพาท แต่กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องเลือกทางที่สะดวกที่สุด หากแต่ต้องเลือกทางที่สร้างภาระแก่ผู้อื่นน้อยที่สุด พฤติการณ์ในการได้มาซึ่งที่ดินตาบอด ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะโจทก์และมารดาซื้อที่ดินดังกล่าว ย่อมทราบดีว่าเป็นที่ดินตาบอด หากประสงค์ให้มีทางเข้าออก จำต้องลงทุนจัดหาที่ดินหรือก่อสร้างทางเอง การใช้สิทธิทางจำเป็นเพื่ออาศัยถนนที่ผู้อื่นลงทุนสร้าง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและยังเพิ่มมูลค่าที่ดินของตน เป็นการใช้สิทธิที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย แนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิทางจำเป็นมิใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นสิทธิที่ต้องใช้อย่างจำกัดและเป็นธรรม โดยต้องคำนึงถึงสภาพที่ดิน สังคมแวดล้อม และผลกระทบต่อผู้อื่นเป็นสำคัญ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การขอเปิดทางจำเป็นไม่อาจอ้างเพียงความสะดวกของผู้ขอได้ หากยังมีทางเลือกอื่นที่สร้างความเสียหายน้อยกว่า แม้จะไม่สะดวกเท่าก็ตาม ศาลจะคุ้มครองสมดุลประโยชน์ของเจ้าของที่ดินทุกฝ่าย และไม่สนับสนุนการใช้สิทธิที่ก่อภาระแก่ผู้อื่นเกินสมควร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4907/2566 ป.พ.พ. ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะไว้ในมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นว่าจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น บทบัญญัติในวรรคสามของมาตราเดียวกัน กำหนดให้ ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งนอกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ที่โจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแล้ว โจทก์สามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 55890 เป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ซอยเอกชัย 69 ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้ โดยผ่านที่ดินเครือญาติโจทก์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงอื่นได้ ซึ่งการจะขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงใดนั้นต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นนั้น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดทำขึ้นและตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรตามกฎหมาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยเป็นจำนวนมาก การเปิดทางจำเป็นให้ใช้เป็นเส้นทางเข้าออก ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าของที่ดินจัดสรรในการพักอาศัยให้เกิดความสงบสุขและปลอดภัยได้ อีกทั้งในขณะที่โจทก์และมารดาโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินมาและมารดาโจทก์ยกที่ดินส่วนของมารดาโจทก์ให้โจทก์ภายหลังนั้น ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งโจทก์และมารดาโจทก์ย่อมต้องทราบดีว่า การซื้อที่ดินดังกล่าวจะมีปัญหาในทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้ไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งหากต้องการให้ที่ดินมีทางเข้าออก อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดินและทำถนนเพื่อเป็นทางเข้าออก แต่โจทก์หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ กลับจะมาขอเปิดทางจำเป็นเพื่อใช้ถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร โดยโจทก์ไม่ต้องลงทุนทำถนนคอนกรีตเอง และเมื่อเปิดทางจำเป็นแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ แต่กลับกันกลับทำให้ถนนคอนกรีตดังกล่าวต้องรับภาระจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทั้งที่ดินของโจทก์ เป็นที่ดินว่างเปล่าและโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกมาก่อน แม้โจทก์จะอ้างว่าการขอผ่านทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจะสะดวกที่สุดก็ตาม ก็เป็นความสะดวกของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่ทางเลือกที่ทำให้ที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายแต่น้อยที่สุด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการเปิดทางจำเป็นเป็นไปตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น เนื่องจากยังมีทางเลือกอื่นและการเลือกทางพิพาทก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นมากเกินสมควร จึงให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ บทความวิเคราะห์หลักกฎหมาย “ทางจำเป็น” เมื่อที่ดินตาบอดมิได้หมายความว่าต้องได้ทางที่สะดวกที่สุด 1. บทนำ: “ทางจำเป็น” คือสิทธิช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด ปัญหาที่ดินไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นข้อพิพาทที่พบได้บ่อยในคดีที่ดิน โดยเฉพาะกรณีซื้อที่ดินไว้แล้วพบภายหลังว่าการเข้าออกลำบากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ กฎหมายจึงบัญญัติ “สิทธิทางจำเป็น” ไว้เพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งถูกปิดล้อมสามารถมีทางออกได้ อย่างไรก็ตาม แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยต่อเนื่องยืนยันว่า ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่มีลักษณะ “ยกเว้น” จากหลักทั่วไปเรื่องกรรมสิทธิ์ กล่าวคือ โดยปกติแล้วเจ้าของที่ดินมีสิทธิเหนือที่ดินของตนและผู้อื่นไม่อาจผ่านเข้าออกได้ตามอำเภอใจ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นจริง กฎหมายจึงอนุญาตให้บุคคลหนึ่ง “จำต้อง” ผ่านที่ดินของผู้อื่นได้ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัด ดังนั้น การจะอ้างสิทธิทางจำเป็นจึงต้องพิจารณาให้รอบด้านทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสะดวกของผู้ร้องขอฝ่ายเดียว 2. ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349: สิทธิที่เกิดจาก “สภาพที่ดิน” แต่ถูกจำกัดด้วย “ความเป็นธรรม” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า หากที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จน “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” เจ้าของที่ดินนั้นมีสิทธิผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ หลักสำคัญของบทบัญญัตินี้คือกฎหมายมุ่งดู “สภาพที่ดิน” เป็นสำคัญ กล่าวคือ หากสภาพทางกายภาพทำให้ไม่มีทางออก ย่อมเกิดสิทธิทางจำเป็นขึ้นได้โดยหลัก มิได้ตั้งต้นจากการเอาผิดหรือความผิดของเจ้าของที่ดินข้างเคียง และมิได้ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาเป็นเงื่อนไขแรกเสมอไป แต่อย่าลืมว่า สิทธิที่เกิดขึ้นตามมาตรา 1349 เป็นสิทธิที่ไป “จำกัด” การใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินผู้อื่นโดยตรง ศาลจึงมักตีความอย่างระมัดระวัง โดยเน้นความสมดุลระหว่าง “ความจำเป็นของผู้ขอ” กับ “ความเสียหายของผู้ถูกขอ” นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางจำเป็นจึงไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด และไม่ใช่ว่าผู้ขอจะเลือกเส้นทางที่ตนเห็นว่าสะดวกที่สุดได้โดยอัตโนมัติ 3. ที่ดินตาบอด/ถูกปิดล้อม: เงื่อนไขเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคดี ข้อที่ผู้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยคือ เมื่อเป็น “ที่ดินตาบอด” แล้วต้องชนะคดีทางจำเป็นเสมอ ความจริงแล้ว การเป็นที่ดินตาบอดเป็นเพียง “เงื่อนไขตั้งต้น” เพื่อเปิดประตูให้ศาลพิจารณาว่ามีสิทธิทางจำเป็นตามมาตรา 1349 หรือไม่ แต่เมื่อเข้าสู่การวินิจฉัยเชิงลึก ศาลต้องพิจารณาต่อว่า ในทางเป็นจริง ผู้ขอมี “ทางเลือกอื่น” หรือมีแนวทางแก้ไขที่กระทบผู้อื่นน้อยกว่าหรือไม่ คำว่า “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” มิได้หมายความว่า ต้องไม่มีทางที่รถยนต์ผ่านได้เท่านั้น หรือจำต้องเป็นถนนกว้างขนาดมาตรฐานเสมอไป หลายกรณีศาลพิจารณาว่า หากยังมีทางออกได้แม้เป็นทางแคบ ทางเดิน หรือทางที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมบางส่วน ก็อาจถือว่ายังไม่ถึงขั้น “จำเป็น” ต้องไปใช้ทางของผู้อื่นในรูปแบบที่สร้างภาระสูงกว่า นอกจากนี้ หากมีทางออกโดยอาศัยที่ดินแปลงอื่น ไม่ว่าจะเป็นของญาติหรือบุคคลอื่นที่มีความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะขอเปิดทางจำเป็นได้เช่นกัน ก็ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ศาลต้องชั่งน้ำหนักว่า ควรไปเปิดทางผ่านแปลงใดจึงจะเป็นธรรมที่สุด 4. หัวใจของคดี: หลัก “เสียหายน้อยที่สุด” ตามมาตรา 1349 วรรคสาม มาตรา 1349 วรรคสาม เป็นแก่นของการชี้ขาดคดีทางจำเป็นจำนวนมาก เพราะบัญญัติให้ “ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน และให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้” กล่าวง่าย ๆ คือ ต่อให้ผู้ขอมีความจำเป็นจริง ก็ยังต้องเลือกทางและวิธีใช้ทางอย่างพอดี และต้องลดผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินที่ถูกใช้ทางให้มากที่สุด หลักนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ 3 ประการ (1) ความจำเป็นต้องมี “ขอบเขต” ไม่ใช่ขอได้กว้างยาวเท่าที่ต้องการ (2) ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์สูงสุด หากแลกกับความเสียหายของผู้อื่นมากเกินควร (3) ศาลต้องถ่วงดุลผลกระทบในเชิงสังคมและการใช้ประโยชน์ที่ดินจริง เช่น เป็นถนนสาธารณูปโภคในชุมชนหรือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น การเพิ่มการสัญจรอาจกระทบความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยได้ ดังนั้น หากผู้ขอเลือกเส้นทางที่ทำให้ที่ดินที่ถูกล้อมได้รับภาระมาก ทั้งที่มีเส้นทางอื่นซึ่งกระทบน้อยกว่า แม้จะไม่สะดวกเท่า ศาลย่อมเห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของวรรคสาม และอาจปฏิเสธการให้เปิดทางในเส้นทางนั้นได้ 5. ประยุกต์หลักกฎหมาย: “ทางเลือกอื่น” ทำให้สิทธิทางจำเป็นต้องถูกใช้แบบจำกัด เมื่อปรากฏว่าผู้ขอยังมีทางเลือกอื่นให้ขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นได้ นี่มิได้หมายความว่าผู้ขอต้องไปฟ้องแปลงนั้นก่อนเสมอในทุกคดี แต่หมายความว่า ศาลจะใช้ข้อเท็จจริงนี้เป็นฐานในการชี้ว่า ผู้ขอไม่ควรเลือกเส้นทางที่สร้างผลกระทบสูงแก่ผู้ถูกขอ การมีทางเลือกอื่นจึงทำให้ “ระดับความจำเป็น” ลดลง และทำให้ศาลเข้มงวดขึ้นในการพิจารณาว่า ทางที่เลือกนั้นเป็นทางที่เสียหายน้อยที่สุดจริงหรือไม่ ผู้ขอมักโต้แย้งว่า ทางเลือกอื่นแคบ รถเข้าไม่ได้ หรือไม่สะดวก ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ศาลพิจารณาได้ แต่โดยหลักแล้วศาลจะไม่ยอมให้คำว่า “รถเข้าไม่ได้” กลายเป็นเหตุให้บังคับใช้เส้นทางที่ก่อภาระหนักแก่ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายไม่ได้รับรองว่าทางจำเป็นต้องเป็นถนนรถยนต์ได้เสมอไป หากสภาพที่ดินที่ล้อมอยู่สามารถเปิดทางแคบเพื่อทางเดิน หรือทางเข้าออกตามสมควรแก่สภาพและลดความเสียหายได้มากกว่า ศาลย่อมมีเหตุให้เลือกแนวนั้น 6. สรุป: หลักกฎหมายที่ต้องจำให้ขึ้นใจในการทำคดีทางจำเป็น คดีทางจำเป็นไม่ได้ตัดสินด้วยคำว่า “ที่ดินตาบอด” เพียงคำเดียว แต่ตัดสินด้วยการถ่วงดุลภายใต้มาตรา 1349 โดยเฉพาะวรรคสาม กล่าวคือ 1. ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่กฎหมายให้เพื่อแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางออก แต่เป็นสิทธิที่ใช้ได้อย่างจำกัด 2. การเป็นที่ดินตาบอดเป็นเงื่อนไขเริ่มต้นเท่านั้น ศาลยังต้องดูว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่ 3. เส้นทางที่ขอเปิดต้องเป็นทางที่ “พอควรแก่ความจำเป็น” และ “เสียหายน้อยที่สุด” ต่อที่ดินที่ถูกล้อม 4. ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์สูงสุด หากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือรับภาระเกินสมควร 5. การเตรียมคดีจึงต้องทำให้ศาลเห็นให้ชัดว่า เส้นทางที่ร้องขอเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเชิงความเป็นธรรม ไม่ใช่เหมาะสมที่สุดเฉพาะฝ่ายผู้ขอ ท้ายที่สุด หลักทางจำเป็นเป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเกิดขึ้นได้จริงในสังคม แต่ก็ต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้ขอโยนภาระให้ผู้อื่นเพียงเพื่อความสะดวกหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของตนฝ่ายเดียว การใช้สิทธิภายใต้มาตรา 1349 จึงต้องอยู่บนฐานของความจำเป็นที่แท้จริงและความเสียหายที่น้อยที่สุดเสมอ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบทุกด้าน ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรง จึงฟ้องขอให้ที่ดินของจำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตภายในโครงการจัดสรร ตกเป็นทางจำเป็น โดยอ้างว่าเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุดและสามารถใช้รถยนต์เข้าออกได้ คำถามมีว่า เพียงการเป็นที่ดินตาบอดและการเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่โจทก์ จะเพียงพอให้ศาลรับรองสิทธิในการเปิดทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ และศาลต้องพิจารณาองค์ประกอบใดเพิ่มเติมบ้าง ธงคำตอบ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคำถามนี้อยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โดยเฉพาะวรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จะมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นได้ตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิเด็ดขาดที่จะเลือกผ่านที่ดินแปลงใดก็ได้ตามความสะดวกของตน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า นอกจากที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นแล้ว โจทก์ยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าทางพิพาทก็ตาม เมื่อยังมีทางเลือกอื่นเช่นนี้ การอ้างว่าเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะบังคับให้ที่ดินของจำเลยต้องตกเป็นทางจำเป็น นอกจากนี้ มาตรา 1349 วรรคสาม กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ที่และวิธีทำทางผ่านต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่โจทก์ แต่ก่อให้เกิดภาระและผลกระทบต่อที่ดินของจำเลยมาก ไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าว ดังนั้น การเป็นที่ดินตาบอดและความสะดวกของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่อาจถือเป็นเกณฑ์ชี้ขาดในการรับรองสิทธิทางจำเป็นได้ ข้อ 2. ในคดีเดียวกัน ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นสาธารณูปโภคภายในโครงการจัดสรร และมีบ้านพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในขณะโจทก์และมารดาซื้อที่ดิน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตาบอด คำถามมีว่า สภาพของทางพิพาทดังกล่าว และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งที่ดินตาบอดของโจทก์ มีผลต่อการใช้สิทธิทางจำเป็นและการวินิจฉัยของศาลฎีกาอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้โดยเชื่อมโยงหลักกฎหมายเรื่องทางจำเป็นกับการถ่วงดุลประโยชน์ระหว่างเจ้าของที่ดินตาบอดกับเจ้าของที่ดินที่ถูกขอให้เป็นทางผ่าน ศาลเห็นว่า ทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของที่ดินในโครงการจัดสรร และตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อใช้ร่วมกันของเจ้าของที่ดินในโครงการนั้น การเปิดให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกใช้เป็นทางเข้าออก ย่อมทำให้การใช้งานถนนเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในโครงการ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์และมารดาทราบดีตั้งแต่ต้นว่าที่ดินที่ซื้อมาเป็นที่ดินตาบอด หากประสงค์ให้มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ย่อมต้องยอมรับภาระในการจัดหาที่ดินหรือจัดทำทางด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง การที่โจทก์ไม่ดำเนินการเช่นนั้น แต่กลับขอใช้ถนนคอนกรีตซึ่งผู้อื่นลงทุนจัดทำขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเอง และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิทางจำเป็นที่เอื้อประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า สิทธิทางจำเป็นต้องใช้อย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจำเป็นขั้นต่ำ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความสะดวกหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ขอ เมื่อพิจารณาสภาพทางพิพาทและพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว การบังคับให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นในกรณีนี้ จึงไม่เป็นไปตามหลักเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ |




