ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การขอเปิดทางจำเป็นต้องเลือกทางที่กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด,ที่ดินตาบอด, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกาที่ 4907/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4907/2566 ทางจำเป็น, สิทธิขอเปิดทางจำเป็นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349, หลักการเลือกเส้นทางที่เสียหายน้อยที่สุด, ข้อจำกัดการใช้สิทธิทางจำเป็น, ที่ดินตาบอดและสิทธิทางออกสู่ทางสาธารณะ, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับทางจำเป็น, การคุ้มครองเจ้าของที่ดินล้อม, ถนนคอนกรีตในโครงการจัดสรรที่ดิน, ภาระจำยอมตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน, การเพิ่มมูลค่าที่ดินกับการใช้สิทธิทางจำเป็น, วิเคราะห์คดีที่ดินไม่มีทางออก, หลักสมดุลประโยชน์ระหว่างคู่กรณี

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นของเจ้าของที่ดินตาบอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้เจ้าของที่ดินจะมีสิทธิขอผ่านที่ดินผู้อื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ แต่การเลือกเส้นทางต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เลือกจากความสะดวกหรือประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว อีกทั้งหากมีทางเลือกอื่นที่สามารถขอเปิดทางจำเป็นได้ ย่อมไม่อาจบังคับใช้เส้นทางที่สร้างภาระและกระทบต่อผู้อื่นอย่างรุนแรงได้

คำถามเกริ่นนำบทความ

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. การเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียว เพียงพอให้ขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่

2. การเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่ผู้ขอ ถือเป็นหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่

3. ศาลจะพิจารณาถ่วงดุลประโยชน์ระหว่างเจ้าของที่ดินตาบอดกับที่ดินล้อมอย่างไร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าของที่ดินตาบอดในการขอเปิด “ทางจำเป็น” ว่าจะเลือกผ่านที่ดินแปลงใดก็ได้จริงหรือไม่ และศาลฎีกาวางหลักว่า แม้มีสิทธิขอทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ต้องเลือก “ที่และวิธีทำทางผ่าน” ให้พอควรแก่ความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ยึดความสะดวกของผู้ขอฝ่ายเดียว

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 (โดยเฉพาะวรรคหนึ่ง และวรรคสาม)

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ทางจำเป็น (ป.พ.พ. มาตรา 1349)

แก่นของคดีคือ “สิทธิทางจำเป็น” เป็นสิทธิที่กฎหมายให้เพื่อแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางออก แต่เป็นสิทธิที่ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัด ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดที่จะเลือกทางที่ตนสะดวกที่สุด

2. ที่ดินตาบอด / ที่ดินถูกปิดล้อม

ศาลรับว่าที่ดินโจทก์ถูกปิดล้อม แต่การเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ชนะคดีเสมอไป เพราะต้องดูด้วยว่ายังมี “ทางเลือกอื่น” ให้ขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่

3. เลือกทางให้เสียหายน้อยที่สุด (หลักวรรคสามของมาตรา 1349)

ศาลฎีกาย้ำว่าการกำหนดทางจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด หากทางที่โจทก์เลือกสร้างภาระหรือกระทบผู้อื่นมาก ทั้งที่มีทางเลือกอื่น ก็ไม่ผ่านเงื่อนไขของกฎหมาย

4. ถนนสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร / ผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย

ทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตที่ผู้จัดสรรลงทุนทำไว้เพื่อที่ดินในโครงการ และมีบ้านอยู่อาศัยจำนวนมาก การเปิดให้โจทก์ใช้เข้าออกย่อมเพิ่มการใช้ถนนและกระทบความสงบปลอดภัย ศาลจึงมองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ “เสียหายน้อยที่สุด”

5. ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์ชี้ขาด

โจทก์อ้างว่าทางพิพาทสะดวกที่สุด แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ความสะดวก” เป็นประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่มาตรวัดตามมาตรา 1349 หากยังมีทางอื่นให้ขอเปิดได้ แม้ไม่สะดวกเท่า ก็ต้องพิจารณาทางที่กระทบผู้อื่นน้อยกว่า

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10547 ซึ่งถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบทุกด้าน ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรง โจทก์จึงฟ้องขอให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3625 ของจำเลยทั้งเก้า ซึ่งมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตในโครงการจัดสรร ตกเป็นทางจำเป็น และให้รื้อถอนรั้วกั้นเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าทางพิพาทเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร และโจทก์ยังมีทางเลือกอื่นในการออกสู่ถนนสาธารณะได้

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินตาบอด จึงให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็น พร้อมกำหนดให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการเปิดทางดังกล่าวเป็นไปตามหลักทางจำเป็น

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม โดยเน้นว่าหลักกฎหมายมิได้ให้ความสำคัญเพียงว่าที่ดินเป็นที่ดินตาบอดเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่า มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และการเลือกทางต้องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมน้อยที่สุด

หลักการเลือกเส้นทางที่เสียหายน้อยที่สุด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าทางพิพาทเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด แต่เป็นเพียงความสะดวกของโจทก์ฝ่ายเดียว อีกทั้งทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตที่ผู้จัดสรรลงทุนก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยในโครงการ การเปิดให้บุคคลภายนอกใช้เป็นทางจำเป็นย่อมกระทบต่อความสงบและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย

การมีทางเลือกอื่นและผลต่อสิทธิทางจำเป็น

จากพยานหลักฐานปรากฏว่า โจทก์สามารถขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นไปสู่ถนนสาธารณะได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าทางพิพาท แต่กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องเลือกทางที่สะดวกที่สุด หากแต่ต้องเลือกทางที่สร้างภาระแก่ผู้อื่นน้อยที่สุด

พฤติการณ์ในการได้มาซึ่งที่ดินตาบอด

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะโจทก์และมารดาซื้อที่ดินดังกล่าว ย่อมทราบดีว่าเป็นที่ดินตาบอด หากประสงค์ให้มีทางเข้าออก จำต้องลงทุนจัดหาที่ดินหรือก่อสร้างทางเอง การใช้สิทธิทางจำเป็นเพื่ออาศัยถนนที่ผู้อื่นลงทุนสร้าง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและยังเพิ่มมูลค่าที่ดินของตน เป็นการใช้สิทธิที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

แนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวางไว้

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิทางจำเป็นมิใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นสิทธิที่ต้องใช้อย่างจำกัดและเป็นธรรม โดยต้องคำนึงถึงสภาพที่ดิน สังคมแวดล้อม และผลกระทบต่อผู้อื่นเป็นสำคัญ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การขอเปิดทางจำเป็นไม่อาจอ้างเพียงความสะดวกของผู้ขอได้ หากยังมีทางเลือกอื่นที่สร้างความเสียหายน้อยกว่า แม้จะไม่สะดวกเท่าก็ตาม ศาลจะคุ้มครองสมดุลประโยชน์ของเจ้าของที่ดินทุกฝ่าย และไม่สนับสนุนการใช้สิทธิที่ก่อภาระแก่ผู้อื่นเกินสมควร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4907/2566 

ป.พ.พ. ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะไว้ในมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นว่าจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น บทบัญญัติในวรรคสามของมาตราเดียวกัน กำหนดให้ ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งนอกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ที่โจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแล้ว โจทก์สามารถใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 55890 เป็นทางจำเป็นเข้าออกสู่ซอยเอกชัย 69 ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้ โดยผ่านที่ดินเครือญาติโจทก์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์ยังมีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงอื่นได้ ซึ่งการจะขอเปิดทางจำเป็นในที่ดินแปลงใดนั้นต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นนั้น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดทำขึ้นและตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินที่จัดสรรตามกฎหมาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีบ้านพักอาศัยเป็นจำนวนมาก การเปิดทางจำเป็นให้ใช้เป็นเส้นทางเข้าออก ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าของที่ดินจัดสรรในการพักอาศัยให้เกิดความสงบสุขและปลอดภัยได้ อีกทั้งในขณะที่โจทก์และมารดาโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินมาและมารดาโจทก์ยกที่ดินส่วนของมารดาโจทก์ให้โจทก์ภายหลังนั้น ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งโจทก์และมารดาโจทก์ย่อมต้องทราบดีว่า การซื้อที่ดินดังกล่าวจะมีปัญหาในทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้ไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งหากต้องการให้ที่ดินมีทางเข้าออก อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดินและทำถนนเพื่อเป็นทางเข้าออก แต่โจทก์หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ กลับจะมาขอเปิดทางจำเป็นเพื่อใช้ถนนคอนกรีตอันเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสุจินต์ ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร โดยโจทก์ไม่ต้องลงทุนทำถนนคอนกรีตเอง และเมื่อเปิดทางจำเป็นแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ แต่กลับกันกลับทำให้ถนนคอนกรีตดังกล่าวต้องรับภาระจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทั้งที่ดินของโจทก์ เป็นที่ดินว่างเปล่าและโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกมาก่อน แม้โจทก์จะอ้างว่าการขอผ่านทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจะสะดวกที่สุดก็ตาม ก็เป็นความสะดวกของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่ทางเลือกที่ทำให้ที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายแต่น้อยที่สุด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการเปิดทางจำเป็นเป็นไปตามกฎหมาย

3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น เนื่องจากยังมีทางเลือกอื่นและการเลือกทางพิพาทก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นมากเกินสมควร จึงให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

บทความวิเคราะห์หลักกฎหมาย “ทางจำเป็น” เมื่อที่ดินตาบอดมิได้หมายความว่าต้องได้ทางที่สะดวกที่สุด

1. บทนำ: “ทางจำเป็น” คือสิทธิช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด

ปัญหาที่ดินไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นข้อพิพาทที่พบได้บ่อยในคดีที่ดิน โดยเฉพาะกรณีซื้อที่ดินไว้แล้วพบภายหลังว่าการเข้าออกลำบากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ กฎหมายจึงบัญญัติ “สิทธิทางจำเป็น” ไว้เพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งถูกปิดล้อมสามารถมีทางออกได้ อย่างไรก็ตาม แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยต่อเนื่องยืนยันว่า ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่มีลักษณะ “ยกเว้น” จากหลักทั่วไปเรื่องกรรมสิทธิ์ กล่าวคือ โดยปกติแล้วเจ้าของที่ดินมีสิทธิเหนือที่ดินของตนและผู้อื่นไม่อาจผ่านเข้าออกได้ตามอำเภอใจ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นจริง กฎหมายจึงอนุญาตให้บุคคลหนึ่ง “จำต้อง” ผ่านที่ดินของผู้อื่นได้ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัด ดังนั้น การจะอ้างสิทธิทางจำเป็นจึงต้องพิจารณาให้รอบด้านทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสะดวกของผู้ร้องขอฝ่ายเดียว

2. ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349: สิทธิที่เกิดจาก “สภาพที่ดิน” แต่ถูกจำกัดด้วย “ความเป็นธรรม”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า หากที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จน “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” เจ้าของที่ดินนั้นมีสิทธิผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ หลักสำคัญของบทบัญญัตินี้คือกฎหมายมุ่งดู “สภาพที่ดิน” เป็นสำคัญ กล่าวคือ หากสภาพทางกายภาพทำให้ไม่มีทางออก ย่อมเกิดสิทธิทางจำเป็นขึ้นได้โดยหลัก มิได้ตั้งต้นจากการเอาผิดหรือความผิดของเจ้าของที่ดินข้างเคียง และมิได้ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาเป็นเงื่อนไขแรกเสมอไป

แต่อย่าลืมว่า สิทธิที่เกิดขึ้นตามมาตรา 1349 เป็นสิทธิที่ไป “จำกัด” การใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินผู้อื่นโดยตรง ศาลจึงมักตีความอย่างระมัดระวัง โดยเน้นความสมดุลระหว่าง “ความจำเป็นของผู้ขอ” กับ “ความเสียหายของผู้ถูกขอ” นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางจำเป็นจึงไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด และไม่ใช่ว่าผู้ขอจะเลือกเส้นทางที่ตนเห็นว่าสะดวกที่สุดได้โดยอัตโนมัติ

3. ที่ดินตาบอด/ถูกปิดล้อม: เงื่อนไขเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคดี

ข้อที่ผู้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยคือ เมื่อเป็น “ที่ดินตาบอด” แล้วต้องชนะคดีทางจำเป็นเสมอ ความจริงแล้ว การเป็นที่ดินตาบอดเป็นเพียง “เงื่อนไขตั้งต้น” เพื่อเปิดประตูให้ศาลพิจารณาว่ามีสิทธิทางจำเป็นตามมาตรา 1349 หรือไม่ แต่เมื่อเข้าสู่การวินิจฉัยเชิงลึก ศาลต้องพิจารณาต่อว่า ในทางเป็นจริง ผู้ขอมี “ทางเลือกอื่น” หรือมีแนวทางแก้ไขที่กระทบผู้อื่นน้อยกว่าหรือไม่

คำว่า “ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้” มิได้หมายความว่า ต้องไม่มีทางที่รถยนต์ผ่านได้เท่านั้น หรือจำต้องเป็นถนนกว้างขนาดมาตรฐานเสมอไป หลายกรณีศาลพิจารณาว่า หากยังมีทางออกได้แม้เป็นทางแคบ ทางเดิน หรือทางที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมบางส่วน ก็อาจถือว่ายังไม่ถึงขั้น “จำเป็น” ต้องไปใช้ทางของผู้อื่นในรูปแบบที่สร้างภาระสูงกว่า นอกจากนี้ หากมีทางออกโดยอาศัยที่ดินแปลงอื่น ไม่ว่าจะเป็นของญาติหรือบุคคลอื่นที่มีความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะขอเปิดทางจำเป็นได้เช่นกัน ก็ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ศาลต้องชั่งน้ำหนักว่า ควรไปเปิดทางผ่านแปลงใดจึงจะเป็นธรรมที่สุด

4. หัวใจของคดี: หลัก “เสียหายน้อยที่สุด” ตามมาตรา 1349 วรรคสาม

มาตรา 1349 วรรคสาม เป็นแก่นของการชี้ขาดคดีทางจำเป็นจำนวนมาก เพราะบัญญัติให้ “ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน และให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้” กล่าวง่าย ๆ คือ ต่อให้ผู้ขอมีความจำเป็นจริง ก็ยังต้องเลือกทางและวิธีใช้ทางอย่างพอดี และต้องลดผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินที่ถูกใช้ทางให้มากที่สุด

หลักนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ 3 ประการ

(1) ความจำเป็นต้องมี “ขอบเขต” ไม่ใช่ขอได้กว้างยาวเท่าที่ต้องการ

(2) ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์สูงสุด หากแลกกับความเสียหายของผู้อื่นมากเกินควร

(3) ศาลต้องถ่วงดุลผลกระทบในเชิงสังคมและการใช้ประโยชน์ที่ดินจริง เช่น เป็นถนนสาธารณูปโภคในชุมชนหรือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น การเพิ่มการสัญจรอาจกระทบความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยได้

ดังนั้น หากผู้ขอเลือกเส้นทางที่ทำให้ที่ดินที่ถูกล้อมได้รับภาระมาก ทั้งที่มีเส้นทางอื่นซึ่งกระทบน้อยกว่า แม้จะไม่สะดวกเท่า ศาลย่อมเห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของวรรคสาม และอาจปฏิเสธการให้เปิดทางในเส้นทางนั้นได้

5. ประยุกต์หลักกฎหมาย: “ทางเลือกอื่น” ทำให้สิทธิทางจำเป็นต้องถูกใช้แบบจำกัด

เมื่อปรากฏว่าผู้ขอยังมีทางเลือกอื่นให้ขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นได้ นี่มิได้หมายความว่าผู้ขอต้องไปฟ้องแปลงนั้นก่อนเสมอในทุกคดี แต่หมายความว่า ศาลจะใช้ข้อเท็จจริงนี้เป็นฐานในการชี้ว่า ผู้ขอไม่ควรเลือกเส้นทางที่สร้างผลกระทบสูงแก่ผู้ถูกขอ การมีทางเลือกอื่นจึงทำให้ “ระดับความจำเป็น” ลดลง และทำให้ศาลเข้มงวดขึ้นในการพิจารณาว่า ทางที่เลือกนั้นเป็นทางที่เสียหายน้อยที่สุดจริงหรือไม่

ผู้ขอมักโต้แย้งว่า ทางเลือกอื่นแคบ รถเข้าไม่ได้ หรือไม่สะดวก ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ศาลพิจารณาได้ แต่โดยหลักแล้วศาลจะไม่ยอมให้คำว่า “รถเข้าไม่ได้” กลายเป็นเหตุให้บังคับใช้เส้นทางที่ก่อภาระหนักแก่ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายไม่ได้รับรองว่าทางจำเป็นต้องเป็นถนนรถยนต์ได้เสมอไป หากสภาพที่ดินที่ล้อมอยู่สามารถเปิดทางแคบเพื่อทางเดิน หรือทางเข้าออกตามสมควรแก่สภาพและลดความเสียหายได้มากกว่า ศาลย่อมมีเหตุให้เลือกแนวนั้น

6. สรุป: หลักกฎหมายที่ต้องจำให้ขึ้นใจในการทำคดีทางจำเป็น

คดีทางจำเป็นไม่ได้ตัดสินด้วยคำว่า “ที่ดินตาบอด” เพียงคำเดียว แต่ตัดสินด้วยการถ่วงดุลภายใต้มาตรา 1349 โดยเฉพาะวรรคสาม กล่าวคือ

1. ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่กฎหมายให้เพื่อแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางออก แต่เป็นสิทธิที่ใช้ได้อย่างจำกัด

2. การเป็นที่ดินตาบอดเป็นเงื่อนไขเริ่มต้นเท่านั้น ศาลยังต้องดูว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่

3. เส้นทางที่ขอเปิดต้องเป็นทางที่ “พอควรแก่ความจำเป็น” และ “เสียหายน้อยที่สุด” ต่อที่ดินที่ถูกล้อม

4. ความสะดวกของผู้ขอไม่ใช่เกณฑ์สูงสุด หากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือรับภาระเกินสมควร

5. การเตรียมคดีจึงต้องทำให้ศาลเห็นให้ชัดว่า เส้นทางที่ร้องขอเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเชิงความเป็นธรรม ไม่ใช่เหมาะสมที่สุดเฉพาะฝ่ายผู้ขอ

ท้ายที่สุด หลักทางจำเป็นเป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเกิดขึ้นได้จริงในสังคม แต่ก็ต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือให้ผู้ขอโยนภาระให้ผู้อื่นเพียงเพื่อความสะดวกหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของตนฝ่ายเดียว การใช้สิทธิภายใต้มาตรา 1349 จึงต้องอยู่บนฐานของความจำเป็นที่แท้จริงและความเสียหายที่น้อยที่สุดเสมอ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบทุกด้าน ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรง จึงฟ้องขอให้ที่ดินของจำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตภายในโครงการจัดสรร ตกเป็นทางจำเป็น โดยอ้างว่าเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุดและสามารถใช้รถยนต์เข้าออกได้ คำถามมีว่า เพียงการเป็นที่ดินตาบอดและการเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่โจทก์ จะเพียงพอให้ศาลรับรองสิทธิในการเปิดทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ และศาลต้องพิจารณาองค์ประกอบใดเพิ่มเติมบ้าง

ธงคำตอบ

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคำถามนี้อยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 โดยเฉพาะวรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จะมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นได้ตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิเด็ดขาดที่จะเลือกผ่านที่ดินแปลงใดก็ได้ตามความสะดวกของตน

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า นอกจากที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็นแล้ว โจทก์ยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้ แม้จะไม่สะดวกเท่าทางพิพาทก็ตาม เมื่อยังมีทางเลือกอื่นเช่นนี้ การอ้างว่าเป็นที่ดินตาบอดเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะบังคับให้ที่ดินของจำเลยต้องตกเป็นทางจำเป็น

นอกจากนี้ มาตรา 1349 วรรคสาม กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ที่และวิธีทำทางผ่านต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความเสียหายแก่ที่ดินที่ถูกล้อมให้น้อยที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเลือกเส้นทางที่สะดวกที่สุดแก่โจทก์ แต่ก่อให้เกิดภาระและผลกระทบต่อที่ดินของจำเลยมาก ไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าว ดังนั้น การเป็นที่ดินตาบอดและความสะดวกของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่อาจถือเป็นเกณฑ์ชี้ขาดในการรับรองสิทธิทางจำเป็นได้

ข้อ 2.

ในคดีเดียวกัน ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทที่โจทก์ขอเปิดเป็นทางจำเป็น มีลักษณะเป็นถนนคอนกรีตซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นสาธารณูปโภคภายในโครงการจัดสรร และมีบ้านพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในขณะโจทก์และมารดาซื้อที่ดิน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตาบอด คำถามมีว่า สภาพของทางพิพาทดังกล่าว และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งที่ดินตาบอดของโจทก์ มีผลต่อการใช้สิทธิทางจำเป็นและการวินิจฉัยของศาลฎีกาอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้โดยเชื่อมโยงหลักกฎหมายเรื่องทางจำเป็นกับการถ่วงดุลประโยชน์ระหว่างเจ้าของที่ดินตาบอดกับเจ้าของที่ดินที่ถูกขอให้เป็นทางผ่าน ศาลเห็นว่า ทางพิพาทเป็นถนนคอนกรีตซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้ลงทุนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของที่ดินในโครงการจัดสรร และตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมเพื่อใช้ร่วมกันของเจ้าของที่ดินในโครงการนั้น การเปิดให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกใช้เป็นทางเข้าออก ย่อมทำให้การใช้งานถนนเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในโครงการ

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์และมารดาทราบดีตั้งแต่ต้นว่าที่ดินที่ซื้อมาเป็นที่ดินตาบอด หากประสงค์ให้มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ย่อมต้องยอมรับภาระในการจัดหาที่ดินหรือจัดทำทางด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง การที่โจทก์ไม่ดำเนินการเช่นนั้น แต่กลับขอใช้ถนนคอนกรีตซึ่งผู้อื่นลงทุนจัดทำขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเอง และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิทางจำเป็นที่เอื้อประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า สิทธิทางจำเป็นต้องใช้อย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจำเป็นขั้นต่ำ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความสะดวกหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ขอ เมื่อพิจารณาสภาพทางพิพาทและพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว การบังคับให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นในกรณีนี้ จึงไม่เป็นไปตามหลักเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ 




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

มารดาได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยคำสั่งให้บุตรเป็นคนสาบสูญ(ฎีกา 4656/2566)
มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว(ฎีกาที่ 5672/2546)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566 ร้องซ้ำจากการครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินระหว่างสมรส(ฎีกาที่ 4838/2566)
การใช้ทางภาระจำยอมเกินสิทธิและภาระเพิ่มตามกฎหมายผ,ป.พ.พ. มาตรา 1388,(ฎีกาที่ 4890/2566)
ทางจำเป็นกับสิทธิทางน้ำและที่ดิน,ที่ดินไม่มีทางออก, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกา 220/2567)
รื้อรั้วสาธารณูปโภคโครงการจัดสรรที่ดิน & ความรับผิดละเมิด(ฎีกา 907/2567)
สิทธิ “ทางจำเป็น” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 (ฎีกา 1706/2567)
ครอบครองปรปักษ์, ขับไล่, ที่ดินพิพาท, มาตรา 1382
คดีครอบครองปรปักษ์ & ขับไล่,เจตนาเป็นเจ้าของ, การฟ้องแย้งสิทธิครอบครอง, (ฎีกา 956/2552)
(ฎีกา 891/2568)ภาระจำยอมที่ดินจัดสรร & สิทธิฟ้อง
(ฎีกา 1282/2568) คดีครอบครองปรปักษ์ & สิทธิฟ้องที่ดิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 : สิทธิเปิดทางจำเป็นกรณีไม่มีทางออกสู่สาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350
ทางพิพาทในที่ดินตกเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568: ภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ 286 ไม่สิ้นสุด แม้ไม่ได้ใช้งานนานกว่า 10 ปี
ทำให้สิทธิภาระจำยอมเสื่อมความสะดวก, บังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, การเพิกถอนภาระจำยอม,
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนทางจำเป็น, อายุความฟ้องร้องค่าทดแทน 10 ปี, หลักเกณฑ์การเปิดทางจำเป็น,
การคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน, ครอบครองปรปักษ์, ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
แม้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมไม่บริบูรณ์แต่มีสิทธิได้โดยอายุความ
ภาระจำยอมไม่มีการใช้ประโยชน์เกินกว่า 10 ปีย่อมระงับสิ้นไป
โจทก์ฟ้องขอให้ชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่ถูกฟ้องเปิดทางจำเป็น
การนับเวลาการครอบครองเป็นปรปักษ์ที่งอกริมตลิ่ง
ภาระจำยอมจากข้อตกลงทายาทและการรื้อถอนสิ่งรุกล้ำทางพิพาท(ฎีกา 5163/2566)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ยกเลิกภาระจำยอมได้ไหม?
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
ที่ดินแบ่งแยกเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
สัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฉ้อฉล
ปรปักษ์ใช้ยันผู้ได้สิทธิมาโดยจ่ายค่าซื้อที่ดินและจดทะเบียนโอนแล้วไม่ได้
รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
ตกลงยินยอมให้ใช้ทางเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้ที่ดินมีแนวเขตติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าได้
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ
ภาระจำยอมคืออะไร การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามและไม่ต้องรับอนุญาต
ได้กรรมสิทธิ์ปรปักษ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
ต่อสู้คดีอ้างครอบครองปรปักษ์แต่ขาดเจตนาเป็นเจ้าของ10 ปี
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
นับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์กระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
ทางออกมีที่ดินสูงชันขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางเดือนละเท่าไหร่เหมาะสม
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ใช้ทางโดยสำคัญผิดว่าทางนั้นอยู่ในที่ดินของตนกว่า10 ปีได้ภาระจำยอม
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
เพิกถอนโฉนดที่ดินออกทับที่ดินของผู้มีสิทธิครอบครอง
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ให้จดภาระจำยอม
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 4-(ต่อ)