ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การใช้ทางภาระจำยอมเกินสิทธิและภาระเพิ่มตามกฎหมายผ,ป.พ.พ. มาตรา 1388,(ฎีกาที่ 4890/2566)

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4890/2566, การใช้ทางภาระจำยอมเกินขอบเขตสิทธิ, การก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388, การวางกรวยกีดขวางทางภาระจำยอม, สิทธิและหน้าที่ของเจ้าของสามยทรัพย์, สิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์, การใช้ทางภาระจำยอมร่วมกัน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับภาระจำยอม, การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต, การละเมิดจากการใช้สิทธิในที่ดิน, คดีพิพาทภาระจำยอม, บทวิเคราะห์กฎหมายที่ดิน, การกีดขวางทางสาธารณูปโภค, การจำกัดสิทธิผู้อื่นในภาระจำยอม

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการใช้ทางภาระจำยอม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์นำกรวยหรือวัสดุมาวางกีดขวางทางภาระจำยอมเพื่อใช้เป็นที่จอดรถส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต และก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 แม้ผู้กระทำจะมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็ตาม

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. การใช้ทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเกินสมควรถือเป็นการละเมิดหรือไม่

2. เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิวางสิ่งกีดขวางบนทางภาระจำยอมได้เพียงใด

3. หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นการก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 คืออะไร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในทางภาระจำยอมของเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ว่าได้กระทำเกินขอบเขตแห่งสิทธิและเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการนำกรวยหรือวัสดุมาวางกีดขวางทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินสมควร ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้ทางได้โดยสะดวก ถือเป็นการก่อภาระเพิ่มตามกฎหมาย และเป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 ว่าด้วยข้อห้ามมิให้เจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิในภาระจำยอมในลักษณะที่เพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์เกินกว่าที่กำหนดหรือจำเป็น

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญโดยสังเขป

1. ภาระจำยอม

ภาระจำยอมเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน มิใช่ตัวบุคคล เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ แต่ต้องใช้ภายในขอบเขตที่จดทะเบียนและไม่กระทบสิทธิผู้อื่น

2. การใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต

การใช้ทางภาระจำยอมต้องเป็นไปเพื่อการผ่านหรือใช้ประโยชน์ร่วมกัน การสงวนพื้นที่เพื่อประโยชน์เฉพาะตน เช่น การกันที่จอดรถ ถือเป็นการใช้สิทธิที่เกินสมควร

3. การก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์

การกระทำใดที่ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์หรือผู้มีสิทธิอื่นใช้ที่ดินได้ยากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มภาระ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388

4. สิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์

แม้จะมีภาระจำยอม เจ้าของภารยทรัพย์ยังคงมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้ การกระทำที่รอนสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นการละเมิด

5. การละเมิดจากการใช้สิทธิไม่สุจริต

แม้การอ้างสิทธิในภาระจำยอมจะเป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่หากใช้โดยไม่สุจริตหรือเกินจำเป็น จนก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมเป็นการละเมิดและต้องรับผิดทางแพ่ง

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินสามยทรัพย์จำนวนหลายแปลง เพื่อใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ และสาธารณูปโภคอื่น ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์บางแปลง ได้นำกรวยและวัสดุต่าง ๆ มาวางบนทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของตน เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัว รวมถึงมีการใช้พื้นที่ข้างอาคารและติดตั้งสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินภารยทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและเรียกค่าเสียหาย

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ที่ใช้ทางภาระจำยอมโดยการวางกรวยและกีดขวางทาง เพื่อประโยชน์ของตนเองแต่ฝ่ายเดียว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขตหรือไม่ และถือเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของภารยทรัพย์หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมเพื่อให้เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงใช้ร่วมกัน ขณะเดียวกันโจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ก็ยังมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวเช่นกัน การที่จำเลยนำกรวยมาวางกีดขวาง พร้อมข้อความห้ามยกออก แสดงถึงเจตนาหวงกันพื้นที่เพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์รายอื่นและโจทก์ไม่สามารถใช้ทางได้โดยสะดวก ถือเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

หลักกฎหมายเรื่องการก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388

มาตรา 1388 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิในภาระจำยอมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์มากกว่าที่ได้ตกลงหรือกำหนดไว้แต่เดิม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าของภารยทรัพย์ไม่ให้ต้องรับภาระเกินสมควร แม้จะมีการจดทะเบียนภาระจำยอมแล้วก็ตาม การใช้สิทธิจะต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งความจำเป็นและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้

คำพิพากษานี้วางแนวทางชัดเจนว่า การใช้ทางภาระจำยอมต้องเป็นการใช้ร่วมกันอย่างสมเหตุสมผล การยึดครอง กีดขวาง หรือสงวนพื้นที่เพื่อประโยชน์เฉพาะตน แม้จะอ้างสิทธิในภาระจำยอม ก็อาจกลายเป็นการละเมิดได้ หากทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้สิทธิตามปกติ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ภาระจำยอมมิใช่สิทธิเด็ดขาด เจ้าของสามยทรัพย์ต้องใช้สิทธิด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ และต้องเคารพสิทธิของเจ้าของที่ดินและผู้ใช้ทางรายอื่น มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดฐานละเมิดตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4890/2566

ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมแก่เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงที่จะใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว และโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ก็มีสิทธิใช้สอยอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยนำกรวยมาวางบนทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของจำเลยและหน้าอาคารพาณิชย์อื่นเพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยและบริวารนั้น เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ้าของสามยทรัพย์อื่น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์อื่นและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมในบริเวณดังกล่าวได้อย่างสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงเป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือวัสดุอื่นใดที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายกรวย วัสดุ และสิ่งของที่กีดขวางออกจากทางเดินและทางรถยนต์ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ พร้อมห้ามมิให้นำสิ่งของใดมากีดขวางอีก หากไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้ชำระค่าเสียหายวันละ 1,400 บาทจนกว่าจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้โจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนประตู พื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศ ระบบระบายอากาศ มาตรวัดน้ำ ท่อน้ำ และสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดการแทน พร้อมเรียกค่าเสียหายวันละ 500 บาทจนกว่าจะรื้อถอนแล้วเสร็จ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุที่รุกล้ำหรือกีดขวางทางภาระจำยอม พร้อมชำระค่าเสียหายรายวันจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยและบริวารต้องขนย้ายกรวยและสิ่งกีดขวางออกจากทางภาระจำยอม และห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันอีก

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 ฎีกาฟังไม่ขึ้น

ภาระจำยอมไม่ใช่สิทธิผูกขาด การใช้ทางร่วมต้องไม่ก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388

ภาระจำยอมเป็นกลไกทางกฎหมายที่ทำให้ที่ดินหลายแปลงสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะกรณีมีการจัดสรรที่ดินหรือก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวนมากซึ่งต้องพึ่งพาทางเดิน ทางรถยนต์ และระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน อย่างไรก็ดี ภาระจำยอมมิใช่สิทธิแบบ “ถือครองพื้นที่” แต่เป็นสิทธิจำกัดที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่จดทะเบียนไว้ หากเจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิเกินสมควรจนกีดกันผู้ใช้รายอื่น หรือทำให้เจ้าของภารยทรัพย์เสียประโยชน์ ศาลย่อมเข้ามาคุ้มครองให้กลับสู่ความเป็นธรรมตามหลักกฎหมายแพ่ง

1. ภาระจำยอม

หัวใจของภาระจำยอมคือ “สิทธิที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน” ไม่ผูกพันตัวบุคคล กล่าวคือ เมื่อมีการจดทะเบียนภาระจำยอมไว้กับที่ดินภารยทรัพย์ สิทธิในการใช้ภาระจำยอมจะติดตามไปกับที่ดินสามยทรัพย์ทุกครั้งที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อรายใหม่ย่อมได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมโดยอัตโนมัติ และในทางกลับกัน เจ้าของภารยทรัพย์รายใหม่ก็ต้องรับภาระตามที่จดทะเบียนไว้เช่นเดิม หลักนี้ทำให้ภาระจำยอมมีความมั่นคงแน่นอน ช่วยให้การใช้ที่ดินเป็นไปได้จริงในระยะยาว โดยไม่ขึ้นกับว่าเจ้าของที่ดินเป็นใคร

อย่างไรก็ตาม “ความมั่นคง” ของภาระจำยอมไม่ได้แปลว่า “สิทธิไม่จำกัด” เพราะภาระจำยอมเป็นสิทธิที่กระทบกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดให้ใช้ได้เท่าที่จำเป็นและตามที่ตกลงหรือจดทะเบียนไว้เท่านั้น เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ แต่ต้องใช้โดยคำนึงถึงการใช้ร่วมกันและไม่ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์เดือดร้อนเกินสมควร ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าของภารยทรัพย์ก็ต้องยอมให้ใช้ตามสิทธิที่จดทะเบียน แต่ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เต็มตัวในที่ดินของตน ไม่ได้สูญเสียสิทธิทั้งหมดเพียงเพราะมีภาระจำยอมอยู่

2. การใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต

การใช้ทางภาระจำยอมโดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์เพื่อ “การผ่าน” หรือ “การสัญจร” ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า การขับรถ หรือการเข้าถึงสาธารณูปโภคของพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการใช้ต้องเป็นลักษณะ “ผ่านไปมาได้” และ “ใช้ร่วมกันได้” ดังนั้น การกระทำที่เปลี่ยนสภาพของทางจากพื้นที่สัญจรเป็นพื้นที่ครอบครองเพื่อประโยชน์เฉพาะตน ย่อมมีโอกาสสูงที่จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขต

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ การวางกรวย กั้นโซ่ วางสิ่งของ หรือจอดรถกีดขวาง เพื่อสงวนพื้นที่หน้าอาคารของตนให้เป็นที่จอดรถส่วนตัว แม้บุคคลนั้นจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์และมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็จริง แต่สิทธิของตนเป็นเพียงสิทธิ “ร่วม” ไม่ใช่สิทธิ “ผูกขาด” หากการสงวนพื้นที่ทำให้ผู้ใช้รายอื่นต้องเบี่ยงทาง ขับรถลำบาก หรือไม่สามารถผ่านได้โดยสะดวก การใช้เช่นนี้จึงเป็นการใช้สิทธิที่เกินสมควร เพราะไม่ได้ใช้เพื่อ “ผ่าน” แต่ใช้เพื่อ “ครอบครอง” หรือ “กันไว้” เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

แนวคิดสำคัญคือ ศาลจะพิจารณา “ผลกระทบเชิงสภาพการใช้ทาง” มากกว่าคำอ้างของผู้กระทำ ต่อให้ผู้กระทำอ้างเหตุผลว่าทำเพื่อความสะดวกหรือเพื่อความปลอดภัย หากผลคือทำให้ผู้อื่นใช้ทางได้ยากลงหรือเสียประโยชน์ ศาลอาจเห็นว่าเป็นการใช้เกินขอบเขตได้

3. การก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388

ประเด็นที่เป็นแก่นทางกฎหมายของคดีลักษณะนี้คือ “การก่อภาระเพิ่ม” ซึ่งเป็นข้อห้ามสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 หลักของมาตรานี้มุ่งรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์กับกรรมสิทธิ์ของเจ้าของภารยทรัพย์ กล่าวคือ แม้จะมีภาระจำยอม แต่เจ้าของสามยทรัพย์จะใช้สิทธิในลักษณะที่ทำให้ภารยทรัพย์ต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิมไม่ได้

คำว่า “ภาระเพิ่ม” ในทางปฏิบัติไม่ได้จำกัดเฉพาะการขยายพื้นที่หรือเพิ่มปริมาณการใช้ทางอย่างเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ที่ทำให้ “คุณภาพการใช้” แย่ลง เช่น จากเดิมใช้ทางได้สะดวก กลายเป็นต้องหลบสิ่งกีดขวาง จากเดิมทางโล่งสำหรับรถสวนกัน กลายเป็นทางแคบเพราะมีการกันพื้นที่ หรือจากเดิมผู้ใช้ทุกคนมีโอกาสใช้เท่าเทียม กลายเป็นบางคนถูกกันออกโดยพฤติการณ์สงวนพื้นที่

เมื่อการใช้สิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์ก่อให้เกิดภาระเพิ่มดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายห้าม และเมื่อกระทบสิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์หรือผู้มีสิทธิรายอื่น ก็อาจเป็นการละเมิดได้ ผลทางคดีมักนำไปสู่คำบังคับให้ “เลิกกระทำ” “ขจัดสิ่งกีดขวาง” และ “ห้ามทำซ้ำ” เพื่อให้ทางภาระจำยอมกลับสู่สภาพที่ใช้ร่วมกันได้จริง

4. สิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์

แม้ที่ดินจะตกเป็นภารยทรัพย์ แต่เจ้าของภารยทรัพย์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องไม่ขัดขวางการใช้ภาระจำยอมตามที่จดทะเบียนไว้ หลักนี้สำคัญมาก เพราะช่วยตอกย้ำว่าภาระจำยอมเป็นเพียง “ข้อจำกัดบางส่วน” ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์หรือการสละสิทธิให้แก่เจ้าของสามยทรัพย์

ดังนั้น เมื่อเจ้าของสามยทรัพย์กระทำการใดที่รอนสิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์เกินสมควร เช่น กีดขวางทางจนเจ้าของภารยทรัพย์เองใช้ทางเข้าออกหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้สะดวก หรือทำให้การจัดการพื้นที่ตามสิทธิของเจ้าของถูกจำกัดเกินกว่าที่ภาระจำยอมกำหนด การกระทำดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการละเมิด และเจ้าของภารยทรัพย์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลคุ้มครองได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ภาระจำยอมเป็นสิทธิจำกัดที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่จดทะเบียนไว้ การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องเป็นการใช้ร่วมกันเพื่อการผ่าน ไม่ใช่การยึดครองเพื่อประโยชน์เฉพาะตน หากการใช้ทำให้ผู้อื่นใช้ทางได้ยากขึ้น ย่อมเป็นการก่อภาระเพิ่มต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 และอาจเป็นละเมิดต่อเจ้าของภารยทรัพย์ ซึ่งยังคงมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้เต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 เป็นที่ดินภารยทรัพย์ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินและทางรถยนต์ให้แก่ที่ดินสามยทรัพย์จำนวนหลายแปลง รวมถึงที่ดินของจำเลย ต่อมาจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ ได้นำกรวยและวัสดุต่าง ๆ มาวางกีดขวางทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของตน โดยอ้างว่าใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของตนและบริวาร การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์รายอื่นและโจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมบริเวณดังกล่าวได้โดยสะดวก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมภายในขอบเขตแห่งสิทธิ หรือเป็นการใช้สิทธิในลักษณะที่ก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 หรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

การจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ใช้ทางเดินหรือทางรถยนต์ในที่ดินภารยทรัพย์เพื่อการสัญจรหรือใช้ประโยชน์ร่วมกันตามวัตถุประสงค์แห่งภาระจำยอม มิใช่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของสามยทรัพย์รายใดรายหนึ่งใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่ฝ่ายเดียว โดยตัดสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์รายอื่นหรือเจ้าของภารยทรัพย์

การที่จำเลยนำกรวยมาวางกีดขวางทางภาระจำยอม พร้อมแสดงเจตนาหวงกันพื้นที่ไว้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขตและเกินสมควร ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้อย่างสะดวก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือสิ่งกีดขวางออกจากทางภาระจำยอม และงดเว้นการกระทำในลักษณะเดียวกันต่อไป

ข้อ 2.

นอกจากการวางกรวยกีดขวางทางภาระจำยอมแล้ว ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า จำเลยได้ใช้ช่องประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์ของตนเป็นทางเข้าออก รุกล้ำเข้าไปในที่ดินภารยทรัพย์ของโจทก์ รวมทั้งมีการปลูกสร้างและติดตั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เช่น พื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศ ช่องระบายอากาศ มาตรวัดน้ำประปา และท่อน้ำทิ้ง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจะถือเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมตามที่จดทะเบียนไว้ หรือเป็นการรุกล้ำและก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดต่อเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ และศาลมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

ภาระจำยอมเป็นสิทธิจำกัดเฉพาะตามขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งสิทธิดังกล่าว ไม่อาจขยายไปถึงการใช้ที่ดินภารยทรัพย์ในลักษณะเป็นทางเข้าออกถาวร หรือการปลูกสร้าง ติดตั้งอุปกรณ์ และครอบครองพื้นที่ของภารยทรัพย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของภารยทรัพย์

การที่จำเลยใช้ช่องประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์เป็นทางเข้าออก และติดตั้งสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่การใช้สิทธิในภาระจำยอม แต่เป็นการรุกล้ำและครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ เป็นการกระทำโดยจงใจและผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

 

ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ที่รุกล้ำออกจากที่ดินภารยทรัพย์ รวมทั้งสั่งให้ชำระค่าเสียหายรายวันจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ แม้ภายหลังจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ก็ไม่ทำให้ผลแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นระงับไป การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาที่ให้ยืนตามแนวทางดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำหลักกฎหมายว่า การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องกระทำด้วยความสุจริตและไม่ก่อภาระหรือความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

มารดาได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยคำสั่งให้บุตรเป็นคนสาบสูญ(ฎีกา 4656/2566)
มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว(ฎีกาที่ 5672/2546)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566 ร้องซ้ำจากการครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินระหว่างสมรส(ฎีกาที่ 4838/2566)
การขอเปิดทางจำเป็นต้องเลือกทางที่กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด,ที่ดินตาบอด, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกาที่ 4907/2566)
ทางจำเป็นกับสิทธิทางน้ำและที่ดิน,ที่ดินไม่มีทางออก, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกา 220/2567)
รื้อรั้วสาธารณูปโภคโครงการจัดสรรที่ดิน & ความรับผิดละเมิด(ฎีกา 907/2567)
สิทธิ “ทางจำเป็น” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 (ฎีกา 1706/2567)
ครอบครองปรปักษ์, ขับไล่, ที่ดินพิพาท, มาตรา 1382
คดีครอบครองปรปักษ์ & ขับไล่,เจตนาเป็นเจ้าของ, การฟ้องแย้งสิทธิครอบครอง, (ฎีกา 956/2552)
(ฎีกา 891/2568)ภาระจำยอมที่ดินจัดสรร & สิทธิฟ้อง
(ฎีกา 1282/2568) คดีครอบครองปรปักษ์ & สิทธิฟ้องที่ดิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 : สิทธิเปิดทางจำเป็นกรณีไม่มีทางออกสู่สาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350
ทางพิพาทในที่ดินตกเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568: ภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ 286 ไม่สิ้นสุด แม้ไม่ได้ใช้งานนานกว่า 10 ปี
ทำให้สิทธิภาระจำยอมเสื่อมความสะดวก, บังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, การเพิกถอนภาระจำยอม,
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนทางจำเป็น, อายุความฟ้องร้องค่าทดแทน 10 ปี, หลักเกณฑ์การเปิดทางจำเป็น,
การคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน, ครอบครองปรปักษ์, ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
แม้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมไม่บริบูรณ์แต่มีสิทธิได้โดยอายุความ
ภาระจำยอมไม่มีการใช้ประโยชน์เกินกว่า 10 ปีย่อมระงับสิ้นไป
โจทก์ฟ้องขอให้ชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่ถูกฟ้องเปิดทางจำเป็น
การนับเวลาการครอบครองเป็นปรปักษ์ที่งอกริมตลิ่ง
ภาระจำยอมจากข้อตกลงทายาทและการรื้อถอนสิ่งรุกล้ำทางพิพาท(ฎีกา 5163/2566)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ยกเลิกภาระจำยอมได้ไหม?
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
ที่ดินแบ่งแยกเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
สัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฉ้อฉล
ปรปักษ์ใช้ยันผู้ได้สิทธิมาโดยจ่ายค่าซื้อที่ดินและจดทะเบียนโอนแล้วไม่ได้
รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
ตกลงยินยอมให้ใช้ทางเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้ที่ดินมีแนวเขตติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าได้
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ
ภาระจำยอมคืออะไร การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามและไม่ต้องรับอนุญาต
ได้กรรมสิทธิ์ปรปักษ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
ต่อสู้คดีอ้างครอบครองปรปักษ์แต่ขาดเจตนาเป็นเจ้าของ10 ปี
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
นับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์กระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
ทางออกมีที่ดินสูงชันขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางเดือนละเท่าไหร่เหมาะสม
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ใช้ทางโดยสำคัญผิดว่าทางนั้นอยู่ในที่ดินของตนกว่า10 ปีได้ภาระจำยอม
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
เพิกถอนโฉนดที่ดินออกทับที่ดินของผู้มีสิทธิครอบครอง
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ให้จดภาระจำยอม
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 4-(ต่อ)