
| การใช้ทางภาระจำยอมเกินสิทธิและภาระเพิ่มตามกฎหมายผ,ป.พ.พ. มาตรา 1388,(ฎีกาที่ 4890/2566) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการใช้ทางภาระจำยอม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์นำกรวยหรือวัสดุมาวางกีดขวางทางภาระจำยอมเพื่อใช้เป็นที่จอดรถส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต และก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 แม้ผู้กระทำจะมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็ตาม คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การใช้ทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเกินสมควรถือเป็นการละเมิดหรือไม่ 2. เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิวางสิ่งกีดขวางบนทางภาระจำยอมได้เพียงใด 3. หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นการก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 คืออะไร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในทางภาระจำยอมของเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ว่าได้กระทำเกินขอบเขตแห่งสิทธิและเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการนำกรวยหรือวัสดุมาวางกีดขวางทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินสมควร ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้ทางได้โดยสะดวก ถือเป็นการก่อภาระเพิ่มตามกฎหมาย และเป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 ว่าด้วยข้อห้ามมิให้เจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิในภาระจำยอมในลักษณะที่เพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์เกินกว่าที่กำหนดหรือจำเป็น key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญโดยสังเขป 1. ภาระจำยอม ภาระจำยอมเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน มิใช่ตัวบุคคล เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ แต่ต้องใช้ภายในขอบเขตที่จดทะเบียนและไม่กระทบสิทธิผู้อื่น 2. การใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต การใช้ทางภาระจำยอมต้องเป็นไปเพื่อการผ่านหรือใช้ประโยชน์ร่วมกัน การสงวนพื้นที่เพื่อประโยชน์เฉพาะตน เช่น การกันที่จอดรถ ถือเป็นการใช้สิทธิที่เกินสมควร 3. การก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ การกระทำใดที่ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์หรือผู้มีสิทธิอื่นใช้ที่ดินได้ยากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มภาระ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 4. สิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์ แม้จะมีภาระจำยอม เจ้าของภารยทรัพย์ยังคงมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้ การกระทำที่รอนสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นการละเมิด 5. การละเมิดจากการใช้สิทธิไม่สุจริต แม้การอ้างสิทธิในภาระจำยอมจะเป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่หากใช้โดยไม่สุจริตหรือเกินจำเป็น จนก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมเป็นการละเมิดและต้องรับผิดทางแพ่ง ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินสามยทรัพย์จำนวนหลายแปลง เพื่อใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ และสาธารณูปโภคอื่น ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์บางแปลง ได้นำกรวยและวัสดุต่าง ๆ มาวางบนทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของตน เพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัว รวมถึงมีการใช้พื้นที่ข้างอาคารและติดตั้งสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินภารยทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและเรียกค่าเสียหาย ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ที่ใช้ทางภาระจำยอมโดยการวางกรวยและกีดขวางทาง เพื่อประโยชน์ของตนเองแต่ฝ่ายเดียว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขตหรือไม่ และถือเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของภารยทรัพย์หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมเพื่อให้เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงใช้ร่วมกัน ขณะเดียวกันโจทก์ในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ก็ยังมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวเช่นกัน การที่จำเลยนำกรวยมาวางกีดขวาง พร้อมข้อความห้ามยกออก แสดงถึงเจตนาหวงกันพื้นที่เพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์รายอื่นและโจทก์ไม่สามารถใช้ทางได้โดยสะดวก ถือเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต หลักกฎหมายเรื่องการก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 มาตรา 1388 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิในภาระจำยอมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์มากกว่าที่ได้ตกลงหรือกำหนดไว้แต่เดิม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าของภารยทรัพย์ไม่ให้ต้องรับภาระเกินสมควร แม้จะมีการจดทะเบียนภาระจำยอมแล้วก็ตาม การใช้สิทธิจะต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งความจำเป็นและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษานี้วางแนวทางชัดเจนว่า การใช้ทางภาระจำยอมต้องเป็นการใช้ร่วมกันอย่างสมเหตุสมผล การยึดครอง กีดขวาง หรือสงวนพื้นที่เพื่อประโยชน์เฉพาะตน แม้จะอ้างสิทธิในภาระจำยอม ก็อาจกลายเป็นการละเมิดได้ หากทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้สิทธิตามปกติ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ภาระจำยอมมิใช่สิทธิเด็ดขาด เจ้าของสามยทรัพย์ต้องใช้สิทธิด้วยความระมัดระวัง ไม่ก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ และต้องเคารพสิทธิของเจ้าของที่ดินและผู้ใช้ทางรายอื่น มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดฐานละเมิดตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4890/2566 ทางรถยนต์หรือถนนในที่ดินของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมแก่เจ้าของสามยทรัพย์ทุกแปลงที่จะใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว และโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ก็มีสิทธิใช้สอยอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยนำกรวยมาวางบนทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของจำเลยและหน้าอาคารพาณิชย์อื่นเพื่อใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของจำเลยและบริวารนั้น เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ้าของสามยทรัพย์อื่น ทำให้เจ้าของสามยทรัพย์อื่นและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมในบริเวณดังกล่าวได้อย่างสะดวก การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์จึงเป็นการก่อภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือวัสดุอื่นใดที่อยู่บนทางภาระจำยอมออกไป โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายกรวย วัสดุ และสิ่งของที่กีดขวางออกจากทางเดินและทางรถยนต์ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 ของโจทก์ พร้อมห้ามมิให้นำสิ่งของใดมากีดขวางอีก หากไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้ชำระค่าเสียหายวันละ 1,400 บาทจนกว่าจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้โจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนประตู พื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศ ระบบระบายอากาศ มาตรวัดน้ำ ท่อน้ำ และสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดการแทน พร้อมเรียกค่าเสียหายวันละ 500 บาทจนกว่าจะรื้อถอนแล้วเสร็จ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและวัสดุที่รุกล้ำหรือกีดขวางทางภาระจำยอม พร้อมชำระค่าเสียหายรายวันจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยและบริวารต้องขนย้ายกรวยและสิ่งกีดขวางออกจากทางภาระจำยอม และห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันอีก 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 ฎีกาฟังไม่ขึ้น ภาระจำยอมไม่ใช่สิทธิผูกขาด การใช้ทางร่วมต้องไม่ก่อภาระเพิ่มตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 ภาระจำยอมเป็นกลไกทางกฎหมายที่ทำให้ที่ดินหลายแปลงสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะกรณีมีการจัดสรรที่ดินหรือก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวนมากซึ่งต้องพึ่งพาทางเดิน ทางรถยนต์ และระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน อย่างไรก็ดี ภาระจำยอมมิใช่สิทธิแบบ “ถือครองพื้นที่” แต่เป็นสิทธิจำกัดที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่จดทะเบียนไว้ หากเจ้าของสามยทรัพย์ใช้สิทธิเกินสมควรจนกีดกันผู้ใช้รายอื่น หรือทำให้เจ้าของภารยทรัพย์เสียประโยชน์ ศาลย่อมเข้ามาคุ้มครองให้กลับสู่ความเป็นธรรมตามหลักกฎหมายแพ่ง 1. ภาระจำยอม หัวใจของภาระจำยอมคือ “สิทธิที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน” ไม่ผูกพันตัวบุคคล กล่าวคือ เมื่อมีการจดทะเบียนภาระจำยอมไว้กับที่ดินภารยทรัพย์ สิทธิในการใช้ภาระจำยอมจะติดตามไปกับที่ดินสามยทรัพย์ทุกครั้งที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อรายใหม่ย่อมได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมโดยอัตโนมัติ และในทางกลับกัน เจ้าของภารยทรัพย์รายใหม่ก็ต้องรับภาระตามที่จดทะเบียนไว้เช่นเดิม หลักนี้ทำให้ภาระจำยอมมีความมั่นคงแน่นอน ช่วยให้การใช้ที่ดินเป็นไปได้จริงในระยะยาว โดยไม่ขึ้นกับว่าเจ้าของที่ดินเป็นใคร อย่างไรก็ตาม “ความมั่นคง” ของภาระจำยอมไม่ได้แปลว่า “สิทธิไม่จำกัด” เพราะภาระจำยอมเป็นสิทธิที่กระทบกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดให้ใช้ได้เท่าที่จำเป็นและตามที่ตกลงหรือจดทะเบียนไว้เท่านั้น เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิใช้ แต่ต้องใช้โดยคำนึงถึงการใช้ร่วมกันและไม่ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์เดือดร้อนเกินสมควร ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าของภารยทรัพย์ก็ต้องยอมให้ใช้ตามสิทธิที่จดทะเบียน แต่ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เต็มตัวในที่ดินของตน ไม่ได้สูญเสียสิทธิทั้งหมดเพียงเพราะมีภาระจำยอมอยู่ 2. การใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขต การใช้ทางภาระจำยอมโดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์เพื่อ “การผ่าน” หรือ “การสัญจร” ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า การขับรถ หรือการเข้าถึงสาธารณูปโภคของพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการใช้ต้องเป็นลักษณะ “ผ่านไปมาได้” และ “ใช้ร่วมกันได้” ดังนั้น การกระทำที่เปลี่ยนสภาพของทางจากพื้นที่สัญจรเป็นพื้นที่ครอบครองเพื่อประโยชน์เฉพาะตน ย่อมมีโอกาสสูงที่จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขต ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ การวางกรวย กั้นโซ่ วางสิ่งของ หรือจอดรถกีดขวาง เพื่อสงวนพื้นที่หน้าอาคารของตนให้เป็นที่จอดรถส่วนตัว แม้บุคคลนั้นจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์และมีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมก็จริง แต่สิทธิของตนเป็นเพียงสิทธิ “ร่วม” ไม่ใช่สิทธิ “ผูกขาด” หากการสงวนพื้นที่ทำให้ผู้ใช้รายอื่นต้องเบี่ยงทาง ขับรถลำบาก หรือไม่สามารถผ่านได้โดยสะดวก การใช้เช่นนี้จึงเป็นการใช้สิทธิที่เกินสมควร เพราะไม่ได้ใช้เพื่อ “ผ่าน” แต่ใช้เพื่อ “ครอบครอง” หรือ “กันไว้” เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แนวคิดสำคัญคือ ศาลจะพิจารณา “ผลกระทบเชิงสภาพการใช้ทาง” มากกว่าคำอ้างของผู้กระทำ ต่อให้ผู้กระทำอ้างเหตุผลว่าทำเพื่อความสะดวกหรือเพื่อความปลอดภัย หากผลคือทำให้ผู้อื่นใช้ทางได้ยากลงหรือเสียประโยชน์ ศาลอาจเห็นว่าเป็นการใช้เกินขอบเขตได้ 3. การก่อภาระเพิ่มแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 ประเด็นที่เป็นแก่นทางกฎหมายของคดีลักษณะนี้คือ “การก่อภาระเพิ่ม” ซึ่งเป็นข้อห้ามสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 หลักของมาตรานี้มุ่งรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์กับกรรมสิทธิ์ของเจ้าของภารยทรัพย์ กล่าวคือ แม้จะมีภาระจำยอม แต่เจ้าของสามยทรัพย์จะใช้สิทธิในลักษณะที่ทำให้ภารยทรัพย์ต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ คำว่า “ภาระเพิ่ม” ในทางปฏิบัติไม่ได้จำกัดเฉพาะการขยายพื้นที่หรือเพิ่มปริมาณการใช้ทางอย่างเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ที่ทำให้ “คุณภาพการใช้” แย่ลง เช่น จากเดิมใช้ทางได้สะดวก กลายเป็นต้องหลบสิ่งกีดขวาง จากเดิมทางโล่งสำหรับรถสวนกัน กลายเป็นทางแคบเพราะมีการกันพื้นที่ หรือจากเดิมผู้ใช้ทุกคนมีโอกาสใช้เท่าเทียม กลายเป็นบางคนถูกกันออกโดยพฤติการณ์สงวนพื้นที่ เมื่อการใช้สิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์ก่อให้เกิดภาระเพิ่มดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายห้าม และเมื่อกระทบสิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์หรือผู้มีสิทธิรายอื่น ก็อาจเป็นการละเมิดได้ ผลทางคดีมักนำไปสู่คำบังคับให้ “เลิกกระทำ” “ขจัดสิ่งกีดขวาง” และ “ห้ามทำซ้ำ” เพื่อให้ทางภาระจำยอมกลับสู่สภาพที่ใช้ร่วมกันได้จริง 4. สิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์ แม้ที่ดินจะตกเป็นภารยทรัพย์ แต่เจ้าของภารยทรัพย์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องไม่ขัดขวางการใช้ภาระจำยอมตามที่จดทะเบียนไว้ หลักนี้สำคัญมาก เพราะช่วยตอกย้ำว่าภาระจำยอมเป็นเพียง “ข้อจำกัดบางส่วน” ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์หรือการสละสิทธิให้แก่เจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อเจ้าของสามยทรัพย์กระทำการใดที่รอนสิทธิของเจ้าของภารยทรัพย์เกินสมควร เช่น กีดขวางทางจนเจ้าของภารยทรัพย์เองใช้ทางเข้าออกหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้สะดวก หรือทำให้การจัดการพื้นที่ตามสิทธิของเจ้าของถูกจำกัดเกินกว่าที่ภาระจำยอมกำหนด การกระทำดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการละเมิด และเจ้าของภารยทรัพย์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลคุ้มครองได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ภาระจำยอมเป็นสิทธิจำกัดที่ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์และขอบเขตที่จดทะเบียนไว้ การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องเป็นการใช้ร่วมกันเพื่อการผ่าน ไม่ใช่การยึดครองเพื่อประโยชน์เฉพาะตน หากการใช้ทำให้ผู้อื่นใช้ทางได้ยากขึ้น ย่อมเป็นการก่อภาระเพิ่มต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 และอาจเป็นละเมิดต่อเจ้าของภารยทรัพย์ ซึ่งยังคงมีสิทธิใช้สอยที่ดินของตนได้เต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3428 เป็นที่ดินภารยทรัพย์ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินและทางรถยนต์ให้แก่ที่ดินสามยทรัพย์จำนวนหลายแปลง รวมถึงที่ดินของจำเลย ต่อมาจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ ได้นำกรวยและวัสดุต่าง ๆ มาวางกีดขวางทางรถยนต์หรือถนนซึ่งเป็นทางภาระจำยอมหน้าอาคารพาณิชย์ของตน โดยอ้างว่าใช้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวของตนและบริวาร การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์รายอื่นและโจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมบริเวณดังกล่าวได้โดยสะดวก ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมภายในขอบเขตแห่งสิทธิ หรือเป็นการใช้สิทธิในลักษณะที่ก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 หรือไม่ เพียงใด ธงคำตอบ การจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ใช้ทางเดินหรือทางรถยนต์ในที่ดินภารยทรัพย์เพื่อการสัญจรหรือใช้ประโยชน์ร่วมกันตามวัตถุประสงค์แห่งภาระจำยอม มิใช่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของสามยทรัพย์รายใดรายหนึ่งใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่ฝ่ายเดียว โดยตัดสิทธิของเจ้าของสามยทรัพย์รายอื่นหรือเจ้าของภารยทรัพย์ การที่จำเลยนำกรวยมาวางกีดขวางทางภาระจำยอม พร้อมแสดงเจตนาหวงกันพื้นที่ไว้เป็นที่จอดรถยนต์ส่วนตัว เป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมเกินขอบเขตและเกินสมควร ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้อย่างสะดวก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการก่อภาระเพิ่มแก่ที่ดินภารยทรัพย์ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ จำเลยจึงต้องขนย้ายกรวยหรือสิ่งกีดขวางออกจากทางภาระจำยอม และงดเว้นการกระทำในลักษณะเดียวกันต่อไป ข้อ 2. นอกจากการวางกรวยกีดขวางทางภาระจำยอมแล้ว ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า จำเลยได้ใช้ช่องประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์ของตนเป็นทางเข้าออก รุกล้ำเข้าไปในที่ดินภารยทรัพย์ของโจทก์ รวมทั้งมีการปลูกสร้างและติดตั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เช่น พื้นคอนกรีต เครื่องปรับอากาศ ช่องระบายอากาศ มาตรวัดน้ำประปา และท่อน้ำทิ้ง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจะถือเป็นการใช้สิทธิในภาระจำยอมตามที่จดทะเบียนไว้ หรือเป็นการรุกล้ำและก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดต่อเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ และศาลมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด ธงคำตอบ ภาระจำยอมเป็นสิทธิจำกัดเฉพาะตามขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งสิทธิดังกล่าว ไม่อาจขยายไปถึงการใช้ที่ดินภารยทรัพย์ในลักษณะเป็นทางเข้าออกถาวร หรือการปลูกสร้าง ติดตั้งอุปกรณ์ และครอบครองพื้นที่ของภารยทรัพย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของภารยทรัพย์ การที่จำเลยใช้ช่องประตูด้านข้างอาคารพาณิชย์เป็นทางเข้าออก และติดตั้งสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่การใช้สิทธิในภาระจำยอม แต่เป็นการรุกล้ำและครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ เป็นการกระทำโดยจงใจและผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ที่รุกล้ำออกจากที่ดินภารยทรัพย์ รวมทั้งสั่งให้ชำระค่าเสียหายรายวันจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ แม้ภายหลังจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ก็ไม่ทำให้ผลแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นระงับไป การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาที่ให้ยืนตามแนวทางดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำหลักกฎหมายว่า การใช้สิทธิในภาระจำยอมต้องกระทำด้วยความสุจริตและไม่ก่อภาระหรือความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ |




