ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ เมื่อทุนทรัพย์ต่ำกว่า 50,000 บาท อุทธรณ์ข้อเท็จจริงทำได้หรือถูกห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์หรือไม่, อุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีทุนทรัพย์ต่ำ, ปวิพมาตรา224วรรคหนึ่งอธิบาย, คดีที่ดินทุนทรัพย์ไม่เกิน50000อุทธรณ์ไม่ได้, ราคาที่ดินกับทุนทรัพย์ในคดี, การแถลงทุนทรัพย์ต่อศาลมีผลอย่างไร, ครอบครองโดยสงบและเปิดเผยตามกฎหมาย, การซื้อขายที่ดินไม่มีเอกสาร, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาครอบครองปรปักษ์, สิทธิอุทธรณ์ในคดีแพ่ง, การกำหนดค่าขึ้นศาลกับทุนทรัพย์, การอ้างราคาประเมินย้อนหลังทำได้หรือไม่, คดีพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน, ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง, 

บทนำ

   คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญสองประการ ได้แก่ การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยย้ำหลักว่า การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงและศาลรับไว้เป็นหลัก มิอาจยกเอาราคาประเมินของราชการมาอ้างย้อนหลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิในการอุทธรณ์ได้ อีกทั้งเมื่อเป็นคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ส่งผลให้ข้อพิพาทเรื่องครอบครองปรปักษ์สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริง

   ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอาศัยการครอบครองปรปักษ์ โดยอ้างว่ามีการซื้อขายที่ดินและได้เข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโต้แย้งสิทธิ ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องครอบครองครบองค์ประกอบตามกฎหมายและกำหนดทุนทรัพย์ในคดี 50,000 บาทตามที่คู่ความแถลง

คำวินิจฉัยแยกประเด็น

   ประเด็นแรก การกำหนดทุนทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและมีคำสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว จึงถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีโดยเด็ดขาด

   ประเด็นที่สอง การอ้างราคาประเมินย้อนหลัง ศาลไม่รับฟัง เนื่องจากไม่มีการแถลงต่อศาลตั้งแต่ต้น

   ประเด็นที่สาม สิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย

   ประเด็นที่สี่ การครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยชอบ

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญอยู่ที่ ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำกัดสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ต่ำ เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดี นอกจากนี้ ปพพ มาตรา 1382 กำหนดหลักการได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ ซึ่งต้องมีการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และต่อเนื่อง

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

   มาตรา 224 มุ่งลดภาระศาลและทำให้คดีมูลค่าน้อยสิ้นสุดเร็ว ส่วนมาตรา 1382 มุ่งคุ้มครองผู้ครอบครองโดยสุจริตและยาวนานให้ได้รับความมั่นคงในสิทธิ

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

    แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า การกำหนดทุนทรัพย์ต้องยึดตามคำแถลงและค่าขึ้นศาล และการครอบครองปรปักษ์ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การครอบครองเป็นหลัก มิใช่เอกสารเพียงอย่างเดียว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

    พิพากษาว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย และกำหนดทุนทรัพย์ในคดี 50000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

    พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีทุนทรัพย์ไม่เกินเกณฑ์ คืนค่าธรรมเนียมศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

    พิพากษายืน เห็นว่าศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว เนื่องจากต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และไม่อาจยกประเด็นราคาประเมินใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้

ข้อคิดทางกฎหมาย

    คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่าการกำหนดทุนทรัพย์ในคดีมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการอุทธรณ์ คู่ความต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการแถลงทุนทรัพย์ตั้งแต่ต้น อีกทั้งการครอบครองปรปักษ์แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ หากมีพฤติการณ์ครบถ้วนตามกฎหมายก็สามารถก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ได้โดยสมบูรณ์ และเมื่อคดีตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงสิ้นสุดลงตั้งแต่ศาลชั้นต้น

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

    ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดทุนทรัพย์ในคดีและผลของการห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทุนทรัพย์ต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาล ไม่ใช่ราคาประเมินย้อนหลัง และเมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 50000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้าม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ทุนทรัพย์ในคดี

   หมายถึงมูลค่าข้อพิพาทที่คู่ความแถลงและศาลรับไว้ มีผลต่อค่าธรรมเนียมและสิทธิอุทธรณ์

2. ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง

   ตาม ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หากทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ คู่ความไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีมีผลต่อสิทธิอุทธรณ์อย่างไร

   คำตอบ การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการใช้สิทธิอุทธรณ์ของคู่ความ ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากทุนทรัพย์ในคดีไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เช่น 50000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามทันที แม้ว่าคู่ความจะเห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดพลาดก็ตาม ดังนั้น การแถลงทุนทรัพย์ต่อศาลตั้งแต่ต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการกำหนดขอบเขตสิทธิในการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ หากกำหนดต่ำเกินไปอาจทำให้เสียสิทธิในการอุทธรณ์โดยไม่รู้ตัว

2. คำถาม สามารถอ้างราคาประเมินที่ดินย้อนหลังเพื่อเพิ่มทุนทรัพย์ได้หรือไม่

   คำตอบ โดยหลักแล้วไม่สามารถทำได้ เนื่องจากทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและศาลมีคำสั่งรับไว้แล้ว การนำราคาประเมินที่ดินของทางราชการมาอ้างภายหลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ถือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏในสำนวนเดิม ศาลจึงไม่อาจรับฟังได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและป้องกันการใช้สิทธิในทางไม่สุจริต

3. คำถาม ครอบครองปรปักษ์ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

   คำตอบ การครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ต่อเนื่อง และมีเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น 10 ปีในกรณีทั่วไป ผู้ครอบครองต้องแสดงพฤติการณ์ให้เห็นว่าใช้ทรัพย์เสมือนเจ้าของ มิใช่เพียงผู้ถือแทนหรือผู้เช่า หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมายทันที

4. คำถาม หากศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิด จะทำอย่างไรเมื่ออุทธรณ์ไม่ได้

   คำตอบ หากคดีอยู่ในเกณฑ์ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง คู่ความจะไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงได้ แต่ยังอาจยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นฎีกาได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ดังนั้น การนำเสนอพยานหลักฐานในชั้นศาลชั้นต้นจึงมีความสำคัญสูงสุด เพราะข้อเท็จจริงจะยุติในชั้นนั้น

5. คำถาม การแถลงทุนทรัพย์ผิดพลาดมีผลอย่างไร

   คำตอบ การแถลงทุนทรัพย์ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เสียสิทธิในทางกระบวนพิจารณา เช่น ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ หรือเสียค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจกระทบสิทธิของคู่ความในระยะยาว ศาลจึงถือว่าการแถลงทุนทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญและต้องกระทำโดยสุจริต

6. คำถาม การครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิสามารถได้กรรมสิทธิ์หรือไม่

   คำตอบ สามารถได้ หากมีพฤติการณ์การครอบครองครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่หากครอบครองโดยเปิดเผย สงบ และต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์

7. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีมูลค่าน้อย

    คำตอบ เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดี ลดภาระศาล และให้ข้อพิพาทที่มีมูลค่าไม่สูงสามารถสิ้นสุดได้รวดเร็ว เป็นการรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย

    คำตอบ คดีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดทุนทรัพย์ การวางกลยุทธ์คดีตั้งแต่ต้น และการนำเสนอพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน เพราะข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เสียสิทธิในชั้นอุทธรณ์และส่งผลต่อผลคดีโดยรวม

อธิบายหลักกฎหมาย ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

    มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติหลักการสำคัญเกี่ยวกับข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ โดยกำหนดว่า ในคดีที่มีทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด คู่ความจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คดีที่มีมูลค่าไม่สูงสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระของศาล และป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ในทางที่ก่อให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและศาลรับรองไว้ มิอาจเปลี่ยนแปลงภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวได้ นอกจากนี้ แม้จะห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง แต่ยังคงเปิดช่องให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงถือเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างสิทธิของคู่ความและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568  

ตามคำร้องขอและคำคัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยระบุว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและ ท. จริง จากนั้นผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนตามแผนที่ท้ายคำร้องโดยอ้างการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 657 เนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องและคำคัดค้านมิได้ระบุราคาที่ดินพิพาท แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินไว้ แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงให้ใช้ราคาดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ อีกทั้งคู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลว่าทุนทรัพย์มีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว จึงต้องถือว่าทุนทรัพย์ในคดีมีเพียง 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอ้างภายหลัง

เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินเฉพาะส่วนตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องด้วยการครอบครองตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินตามโฉนดตราจองที่ 657 เนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุคนธ์ ผู้ร้อง โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยระบุตามหนังสือลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเช่นนี้ จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและนายทนุศักดิ์ จริง จากนั้นผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรแล้วไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอม ฟ้องบังคับได้หรือไม่ ผู้ซื้อทอดตลาดมีสิทธิภาระจำยอมหรือไม่ และผู้จัดสรรมีหน้าที่ต้องดำเนินการเพียงใดตามกฎหมาย
ทางภาระจำยอมกับทางจำเป็น ศาลมีอำนาจวินิจฉัยต่างจากศาลชั้นต้นได้หรือไม่
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิทธิภารจำยอมตามข้อตกลงการใช้ถนนเข้าออกระหว่างคู่สัญญา
ข้อพิพาทภารจำยอมทางเดินและสิทธิใช้สาธารณูปโภคบนที่ดินระหว่างเจ้าของที่ดิน
ภารจำยอมโดยอายุความ การใช้ทางเกินสิบปีจนได้สิทธิภารจำยอม
มารดาได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยคำสั่งให้บุตรเป็นคนสาบสูญ(ฎีกา 4656/2566)
มีทางออกสู่ทางสาธารณะอื่นทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว(ฎีกาที่ 5672/2546)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566 ร้องซ้ำจากการครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินระหว่างสมรส(ฎีกาที่ 4838/2566)
การใช้ทางภาระจำยอมเกินสิทธิและภาระเพิ่มตามกฎหมายผ,ป.พ.พ. มาตรา 1388,(ฎีกาที่ 4890/2566)
การขอเปิดทางจำเป็นต้องเลือกทางที่กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด,ที่ดินตาบอด, ป.พ.พ. มาตรา 1349,(ฎีกาที่ 4907/2566)
ที่ดินติดแม่น้ำขอทางจำเป็นได้ไหม? กฎหมายว่าอย่างไรเมื่อยังมีทางน้ำเป็นทางออก วิเคราะห์สิทธิผ่านที่ดินผู้อื่นตามกฎหมายแพ่ง
เจ้าของบ้านรื้อรั้วหมู่บ้านผิดกฎหมายหรือไม่ ฟ้องบังคับให้สร้างคืนได้ไหม และต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ตามกฎหมายแพ่ง
ที่ดินไม่มีทางออกฟ้องเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ศาลกำหนดเส้นทางอย่างไร และต้องจ่ายค่าทดแทนหรือไม่ตามกฎหมายแพ่ง
ครอบครองปรปักษ์, ขับไล่, ที่ดินพิพาท, มาตรา 1382
คดีครอบครองปรปักษ์ & ขับไล่,เจตนาเป็นเจ้าของ, การฟ้องแย้งสิทธิครอบครอง, (ฎีกา 956/2552)
(ฎีกา 891/2568)ภาระจำยอมที่ดินจัดสรร & สิทธิฟ้อง
(ฎีกา 1282/2568) คดีครอบครองปรปักษ์ & สิทธิฟ้องที่ดิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 : สิทธิเปิดทางจำเป็นกรณีไม่มีทางออกสู่สาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350
ทางพิพาทในที่ดินตกเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568: ภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ 286 ไม่สิ้นสุด แม้ไม่ได้ใช้งานนานกว่า 10 ปี
ทำให้สิทธิภาระจำยอมเสื่อมความสะดวก, บังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, การเพิกถอนภาระจำยอม,
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนทางจำเป็น, อายุความฟ้องร้องค่าทดแทน 10 ปี, หลักเกณฑ์การเปิดทางจำเป็น,
การคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน, ครอบครองปรปักษ์, ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
แม้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมไม่บริบูรณ์แต่มีสิทธิได้โดยอายุความ
ภาระจำยอมไม่มีการใช้ประโยชน์เกินกว่า 10 ปีย่อมระงับสิ้นไป
โจทก์ฟ้องขอให้ชดใช้ค่าทดแทนที่ดินเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่ถูกฟ้องเปิดทางจำเป็น
การนับเวลาการครอบครองเป็นปรปักษ์ที่งอกริมตลิ่ง
ทางภาระจำยอมเกิดขึ้นได้อย่างไรในที่ดินมรดก ใช้ทางร่วมกันมาก่อนฟ้องได้ไหม ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องทางพิพาทและการรื้อสิ่งปลูกสร้าง
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ยกเลิกภาระจำยอมได้ไหม?
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
ที่ดินแบ่งแยกเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
สัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฉ้อฉล
ปรปักษ์ใช้ยันผู้ได้สิทธิมาโดยจ่ายค่าซื้อที่ดินและจดทะเบียนโอนแล้วไม่ได้
รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
ตกลงยินยอมให้ใช้ทางเป็นการทำนิติกรรมก่อตั้งสิทธิภาระจำยอมระหว่างกัน
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้ที่ดินมีแนวเขตติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าได้
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ
ภาระจำยอมคืออะไร การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามและไม่ต้องรับอนุญาต
ได้กรรมสิทธิ์ปรปักษ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
ต่อสู้คดีอ้างครอบครองปรปักษ์แต่ขาดเจตนาเป็นเจ้าของ10 ปี
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
นับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์กระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
ทางออกมีที่ดินสูงชันขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางเดือนละเท่าไหร่เหมาะสม
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ใช้ทางโดยสำคัญผิดว่าทางนั้นอยู่ในที่ดินของตนกว่า10 ปีได้ภาระจำยอม
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
เพิกถอนโฉนดที่ดินออกทับที่ดินของผู้มีสิทธิครอบครอง
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป