
| ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ เมื่อทุนทรัพย์ต่ำกว่า 50,000 บาท อุทธรณ์ข้อเท็จจริงทำได้หรือถูกห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญสองประการ ได้แก่ การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ในคดีไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยย้ำหลักว่า การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงและศาลรับไว้เป็นหลัก มิอาจยกเอาราคาประเมินของราชการมาอ้างย้อนหลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิในการอุทธรณ์ได้ อีกทั้งเมื่อเป็นคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ส่งผลให้ข้อพิพาทเรื่องครอบครองปรปักษ์สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอาศัยการครอบครองปรปักษ์ โดยอ้างว่ามีการซื้อขายที่ดินและได้เข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโต้แย้งสิทธิ ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องครอบครองครบองค์ประกอบตามกฎหมายและกำหนดทุนทรัพย์ในคดี 50,000 บาทตามที่คู่ความแถลง คำวินิจฉัยแยกประเด็น ประเด็นแรก การกำหนดทุนทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและมีคำสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว จึงถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีโดยเด็ดขาด ประเด็นที่สอง การอ้างราคาประเมินย้อนหลัง ศาลไม่รับฟัง เนื่องจากไม่มีการแถลงต่อศาลตั้งแต่ต้น ประเด็นที่สาม สิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ประเด็นที่สี่ การครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยชอบ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญอยู่ที่ ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำกัดสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ต่ำ เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดี นอกจากนี้ ปพพ มาตรา 1382 กำหนดหลักการได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ ซึ่งต้องมีการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และต่อเนื่อง เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 224 มุ่งลดภาระศาลและทำให้คดีมูลค่าน้อยสิ้นสุดเร็ว ส่วนมาตรา 1382 มุ่งคุ้มครองผู้ครอบครองโดยสุจริตและยาวนานให้ได้รับความมั่นคงในสิทธิ แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า การกำหนดทุนทรัพย์ต้องยึดตามคำแถลงและค่าขึ้นศาล และการครอบครองปรปักษ์ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การครอบครองเป็นหลัก มิใช่เอกสารเพียงอย่างเดียว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย และกำหนดทุนทรัพย์ในคดี 50000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีทุนทรัพย์ไม่เกินเกณฑ์ คืนค่าธรรมเนียมศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว เนื่องจากต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และไม่อาจยกประเด็นราคาประเมินใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่าการกำหนดทุนทรัพย์ในคดีมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการอุทธรณ์ คู่ความต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการแถลงทุนทรัพย์ตั้งแต่ต้น อีกทั้งการครอบครองปรปักษ์แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ หากมีพฤติการณ์ครบถ้วนตามกฎหมายก็สามารถก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ได้โดยสมบูรณ์ และเมื่อคดีตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดการอุทธรณ์ ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงสิ้นสุดลงตั้งแต่ศาลชั้นต้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดทุนทรัพย์ในคดีและผลของการห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทุนทรัพย์ต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาล ไม่ใช่ราคาประเมินย้อนหลัง และเมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 50000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้าม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ทุนทรัพย์ในคดี หมายถึงมูลค่าข้อพิพาทที่คู่ความแถลงและศาลรับไว้ มีผลต่อค่าธรรมเนียมและสิทธิอุทธรณ์ 2. ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ตาม ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หากทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ คู่ความไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีมีผลต่อสิทธิอุทธรณ์อย่างไร คำตอบ การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการใช้สิทธิอุทธรณ์ของคู่ความ ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากทุนทรัพย์ในคดีไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เช่น 50000 บาท การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามทันที แม้ว่าคู่ความจะเห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดพลาดก็ตาม ดังนั้น การแถลงทุนทรัพย์ต่อศาลตั้งแต่ต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการกำหนดขอบเขตสิทธิในการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ หากกำหนดต่ำเกินไปอาจทำให้เสียสิทธิในการอุทธรณ์โดยไม่รู้ตัว 2. คำถาม สามารถอ้างราคาประเมินที่ดินย้อนหลังเพื่อเพิ่มทุนทรัพย์ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่สามารถทำได้ เนื่องจากทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและศาลมีคำสั่งรับไว้แล้ว การนำราคาประเมินที่ดินของทางราชการมาอ้างภายหลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ถือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏในสำนวนเดิม ศาลจึงไม่อาจรับฟังได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและป้องกันการใช้สิทธิในทางไม่สุจริต 3. คำถาม ครอบครองปรปักษ์ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง คำตอบ การครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ต่อเนื่อง และมีเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น 10 ปีในกรณีทั่วไป ผู้ครอบครองต้องแสดงพฤติการณ์ให้เห็นว่าใช้ทรัพย์เสมือนเจ้าของ มิใช่เพียงผู้ถือแทนหรือผู้เช่า หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมายทันที 4. คำถาม หากศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิด จะทำอย่างไรเมื่ออุทธรณ์ไม่ได้ คำตอบ หากคดีอยู่ในเกณฑ์ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง คู่ความจะไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงได้ แต่ยังอาจยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นฎีกาได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ดังนั้น การนำเสนอพยานหลักฐานในชั้นศาลชั้นต้นจึงมีความสำคัญสูงสุด เพราะข้อเท็จจริงจะยุติในชั้นนั้น 5. คำถาม การแถลงทุนทรัพย์ผิดพลาดมีผลอย่างไร คำตอบ การแถลงทุนทรัพย์ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เสียสิทธิในทางกระบวนพิจารณา เช่น ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ หรือเสียค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจกระทบสิทธิของคู่ความในระยะยาว ศาลจึงถือว่าการแถลงทุนทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญและต้องกระทำโดยสุจริต 6. คำถาม การครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิสามารถได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ คำตอบ สามารถได้ หากมีพฤติการณ์การครอบครองครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่หากครอบครองโดยเปิดเผย สงบ และต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ 7. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีมูลค่าน้อย คำตอบ เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดี ลดภาระศาล และให้ข้อพิพาทที่มีมูลค่าไม่สูงสามารถสิ้นสุดได้รวดเร็ว เป็นการรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย คำตอบ คดีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดทุนทรัพย์ การวางกลยุทธ์คดีตั้งแต่ต้น และการนำเสนอพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน เพราะข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เสียสิทธิในชั้นอุทธรณ์และส่งผลต่อผลคดีโดยรวม อธิบายหลักกฎหมาย ปวิพ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติหลักการสำคัญเกี่ยวกับข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ โดยกำหนดว่า ในคดีที่มีทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด คู่ความจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คดีที่มีมูลค่าไม่สูงสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระของศาล และป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ในทางที่ก่อให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีต้องยึดตามที่คู่ความแถลงต่อศาลและศาลรับรองไว้ มิอาจเปลี่ยนแปลงภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวได้ นอกจากนี้ แม้จะห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง แต่ยังคงเปิดช่องให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงถือเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างสิทธิของคู่ความและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568 ตามคำร้องขอและคำคัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยระบุว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและ ท. จริง จากนั้นผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนตามแผนที่ท้ายคำร้องโดยอ้างการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 657 เนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องและคำคัดค้านมิได้ระบุราคาที่ดินพิพาท แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินไว้ แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงให้ใช้ราคาดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ อีกทั้งคู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลว่าทุนทรัพย์มีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว จึงต้องถือว่าทุนทรัพย์ในคดีมีเพียง 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอ้างภายหลัง เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นคดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินเฉพาะส่วนตามแผนที่สังเขปท้ายคำร้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องด้วยการครอบครองตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินตามโฉนดตราจองที่ 657 เนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุคนธ์ ผู้ร้อง โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยระบุตามหนังสือลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเช่นนี้ จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา เมื่อผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและนายทนุศักดิ์ จริง จากนั้นผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



