ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



ใช้ทางโดยเข้าใจว่าทางเดินนั้นอยู่ในที่ดินของตนเองกว่า 10 ปี ได้ภาระจำยอม

(รูปภาพสำหรับ - สำนักงานทนายความ, และ ทนายความ ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ)

 (ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

ไอดีไลน์  ID line  :      leenont                  

 

ใช้ทางโดยเข้าใจว่าทางเดินนั้นอยู่ในที่ดินของตนเองกว่า 10 ปี ได้ภาระจำยอม

การใช้ทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมากว่า 10 ปี โดยเข้าใจว่าทางเดินนั้นอยู่ในที่ดินของตนเองถือว่าเป็นการใช้ทางโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอม เมื่อใช้ทางโดยความสงบเปิดเผย ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงที่ใช้ออกไปสู่ถนนสาธารณะ

     โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2544 โดยมิได้ขออนุญาตจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน แม้การใช้ทางพิพาทของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2537 จะใช้โดยเข้าใจผิดว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของโจทก์เอง ก็ถือว่าโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาแล้ว หาใช่โจทก์เพิ่งใช้เป็นทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในปี 2537 ไม่ เมื่อโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อมาจนครบสิบปีก็ถือว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเจตนาให้ได้ภาระจำยอมแล้ว และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5886/2552)


ในเรื่องทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาฎีกาข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบในเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4843/2545 แล้วศาลฎีกาตัดสินแตกต่างกันคือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10 ปีแล้ว ยังจะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครอบครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่

การที่โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งรับมรดกมาจากบิดาเช่นนี้ ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์เองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านต่อคลิ๊กที่นี่ (ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเองไม่ได้)

 

 

 

 

___________________________________________

 

 

แม้ครอบครองที่ดินโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของตนเองก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5596/2552

 

นายบุญสวน นิยม กับพวก                                       ผู้ร้อง

นางสาวบุญเทือง __________ กับพวก                  ผู้คัดค้าน

 

ป.พ.พ. มาตรา 1382

 

          การที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแม้จะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเองก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย

 

________________________________

 

          ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัศ (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 77 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา มีชื่อนายเอนกและนางสว่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทางด้านทิศเหนือมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 เมื่อปี 2470 นายนุ่ม ปู่ของผู้ร้องทั้งห้าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 จากนางฮวนแล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและเข้าครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เป็นเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน ด้วย ต่อมาปี 2481 นายนุ่มยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ให้นายต่วนบิดาของผู้ร้องทั้งห้า เมื่อนายต่วนถึงแก่ความตาย นางผม มารดาของผู้ร้องทั้งห้ารับโอนมรดกที่ดินมาจนกระทั่งนางผมถึงแก่ความตายผู้ร้องทั้งห้าจึงรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ต่อมา รวมระยะเวลาที่นายนุ่ม นายต่วน นางผม และผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัศ (พนัสนิคม) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน โดยการครอบครองปรปักษ์

 

          ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทายาทของนางสว่าง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทของนายเอนก นางสว่างและนายเอนกเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เดิมนายต่วนเข้าทำนาในที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ที่นายนุ่มบิดายกให้และเข้ามาทำนาในที่ดินพิพาท โดยขออนุญาตนายองุ่นเจ้าของที่ดินในขณะนั้น เมื่อนายต่วนถึงแก่ความตาย นางผมได้รับมรดกที่ดินแต่ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อ สำหรับผู้ร้องทั้งห้านั้นเมื่อรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 จากนางผมแล้วก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท นอกจากนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งห้าเคลือบคลุมและไม่บรรยายว่าได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างไร ขอให้ยกคำร้องขอ

          ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายประเทืองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 2 และนางสมพรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

 

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เฉพาะส่วนพื้นที่ภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.2 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาจำนวน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

 

          ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

 

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีชื่อนายเอนก และนางสว่างเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.1 ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ในกรอบเส้นสีแดง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.2 ที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินด้านใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งผู้ร้องทั้งห้าได้รับมรดกมาจากนางผม ผู้เป็นมารดา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่าผู้ร้องทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ผู้ร้องทั้งห้ามีผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 นายประเทือง บุตรของผู้ร้องที่ 2 และนางสมพร ภริยาของผู้ร้องที่ 3 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่าเมื่อปี 2470 นายนุ่มปู่ของผู้ร้องทั้งห้าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 มาจากนางฮวนและเนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 เมื่อนายนุ่มซื้อมาจากนางฮวนแล้วได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ ทำนา ทำไร่ ทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยอย่างเป็นเจ้าของติดต่อกันโดยตลอดมา เมื่อปี 2481 นายนุ่มยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ให้แก่นายต่วนบิดาของผู้ร้องทั้งห้า นายต่วนได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทต่อมาจนถึงปี 2500 นายต่วนถึงแก่ความตาย นางผมมารดาของผู้ร้องทั้งหาได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อมา โดยนางผมและผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทนับแต่นายต่วนถึงแก่ความตายด้วยเช่นกัน ต่อมานางผมถึงแก่ความตาย ผู้ร้องทั้งห้าจึงเข้ารับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ต่อจากนางผมและผู้ร้องทั้งห้ายังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 และที่ดินพิพาทสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่นายนุ่มปู่ของผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อมาจนกระทั่งถึงผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 70 ปีแล้ว การครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้ผู้ร้องทั้งห้ายังมีนางทองย้อย นายทองหล่อ และนายเที่ยง เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันด้วยว่าพยานทั้งสามมีที่ดินอยู่ข้างเคียงที่ดินพิพาทรู้จักผู้ร้องทั้งห้าและบิดามารดาของผู้ร้องทั้งห้าเป็นอย่างดี เห็นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งห้าและผู้ร้องทั้งห้าร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าทำนาและปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสามมีผู้คัดค้านที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอนกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท นายเอนกถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อปี 2539 ขณะที่นายเอนกยังมีชีวิตอยู่นั้น นายเอนกได้เคยชี้ให้ผู้คัดค้านที่ 3 ดูที่ดินพิพาทซึ่งอยู่เขตติดต่อกับที่ดินของนายต่วน ผู้คัดค้านที่ 3 เห็นนายต่วนครอบครองทำประโยชน์เฉพาะในที่ดินของนายต่วน ซึ่งต่อมาตกเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเท่านั้น ส่วนที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่ารกร้างไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองทำประโยชน์ เมื่อปี 2535 มีการรังวัดที่ดินข้างเคียงที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตที่ดิน ผู้ร้องที่ 1 ก็ไประวังแนวเขตของตนเองด้วยเช่นกัน ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้ร้องที่ 1 ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ตามเอกสารหมาย ค.1 และ ค.3 เห็นว่า นอกจากผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนางสมพรเบิกความเป็นพยานผู้ร้องทั้งห้าแล้ว ยังมีนางทองย้อย นายหล่อ และนายเที่ยง เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียในคดีอย่างใด เป็นพยานเบิกความอย่างสอดคล้องต้องกัน ส่วนผู้คัดค้านทั้งสามคงมีผู้คัดค้านที่ 3 เป็นพยานเบิกความลอยๆ เป็นพยานปากเดียว พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งห้าจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสาม ที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาในทำนองว่า ตั้งแต่นายนุ่มเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองเป็นการครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงนั้น ข้อนี้เห็นว่าการที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแม้จะเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเอง ก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้นส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบระยะเวลา 10 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่า เมื่อปี 2535 ได้มีเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตด้วย การระวังแนวเขตดังกล่าวผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้ชี้แสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ร้องทั้งห้าแต่อย่างใด หากผู้ร้องทั้งห้ามีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองหลังจากปี 2535 จนถึงวันฟ้อง ก็ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งห้ายังยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาไม่ครบ 10 ปี จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น ข้อนี้เห็นว่าจากพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามตามที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความอ้างว่าผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไประวังแนวเขตพร้อมทั้งลงชื่อรับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินไว้ตามเอกสารหมาย ค.1 และ ค.3 นั้น การระวังแนวเขตของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นการระวังแนวเขตในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10615 ของนายสุรเดชซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9333 ของผู้ร้องทั้งห้าและที่ดินโฉนดเลขที่ 9309 ของผู้คัดค้านที่ 3 ดังนั้น การที่ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้พูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวกับที่ดินพิพาทหรือไม่ได้ระวังแนวเขตโดยชี้แสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองเข้าทำประโยชน์ด้วยก็ตาม พฤติการณ์ของผู้ร้องที่ 1 ดังกล่าวก็ยังมิอาจจะถือได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ หรือเป็นการสละการยึดถือครอบครองที่ได้ครอบครองมาตั้งแต่ปู่ของผู้ร้องแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องทั้งห้าจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว”

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

 

( เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ - ศุภชัย สมเจริญ - สนอง เล่าศรีวรกต )

 

 

 

ปรึกษากฏหมาย  ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  085-9604258  *  www.lawyerleenont.com  *    สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
ที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้ที่ดินมีแนวเขตติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าได้
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองที่ดินโดยอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไม่ได้กรรมสิทธิ์
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
ภาระจำยอมคืออะไร? | การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใคร
การครอบครองปรปักษ์ ได้กรรมสิทธิ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
อ้างการครอบครองปรปักษ์แต่ไม่ได้ให้การให้ครบถ้วนว่าด้วยเจตนาเป็นเจ้าของครบ 10 ปีแล้ว
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
ผู้รับโอนจะนับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์เป็นการกระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทาง-ใช้ทางโดยอาศัยสิทธิไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ทางออกมีที่ชันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางถนนกว้าง 2.30 เมตร ยาวประมาณ 88 เมตร-1,000 บาทต่อเดือน
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติฯ
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป
"ทางภาระจำยอม"ไม่ใช่ทางจำเป็น
ทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
การยึดถืออย่างสิทธิครอบครอง กับครอบครองเจตนาเป็นเจ้าของ
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 4-(ต่อ)