ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า

สำนักงานทนายความ

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

 

ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ - ค่าทดแทนทางจำเป็นและท่อระบายน้ำสายไฟฟ้า


มาตรา 1352 เป็นบทบังคับให้เจ้าของที่ดินต้องยอมให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงมีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินได้ต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว และคดีนี้เจ้าของที่ดินข้างเคียงจะมิได้เสนอค่าทดแทนให้ก็ตาม แต่กรณีเป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็น แต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของตนและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2041/2541
 
          ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของผู้อื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เส้นทางต่าง ๆ ที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายราย จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้าน ส. ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนสาธารณะประมาณ 100 เมตรแต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนสาธารณะไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะ เส้นทางที่สองและที่สาม จะต้องผ่านรั้วของ ก. และใช้ถนนของ ก. ซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะเช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้น เมื่อผ่านที่ดินของบริษัทส. ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้ว ก็ต้องข้ามคลองมีสะพานไม้ สำหรับคนเดินข้าม และเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่า มีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกส่วนเส้นทาง อีกเส้นหนึ่งก็เป็นกรรมสิทธิ์ ก็มิใช่ทางสาธารณะ หากโจทก์ หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินก่อน จึงเป็น ทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่า ทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เมื่อเส้นทางพิพาทเส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 180 เมตรแล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตร ก็ถึงถนนสาธารณะ เป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อและที่ว่างเปล่า บางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่ และที่ดินของจำเลยที่ 2เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสอง เสียหายมากนัก โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดิน ของจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรม และบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า ธุรกิจดังกล่าวทางที่ จะออกถนนสาธารณะจะต้องกว้างประมาณ 8 ถึง 12 เมตรที่โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2 ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตรเมื่อการทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำรถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ การกำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ย่อมเหมาะสมแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 เป็นบทบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว และคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็น แต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง เพราะค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นไว้แล้ว
 
มาตรา 1349  ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้

ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ

ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านกับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ถ้าจำเป็น

ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้
 
มาตรา 1350  ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน
 
มาตรา 1351  เจ้าของที่ดิน เมื่อบอกล่วงหน้าตามสมควรแล้ว อาจใช้ที่ดินติดต่อเพียงที่จำเป็นในการปลูกสร้างหรือซ่อมแซมรั้ว กำแพง หรือโรงเรือน ตรงหรือใกล้แนวเขตของตนแต่จะเข้าไปในเรือนที่อยู่ของเพื่อนบ้านข้างเคียงไม่ได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอม
ถ้าได้ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นไซร้ ท่านว่าเพื่อนบ้านข้างเคียงจะเรียกเอาค่าทดแทนก็ได้
 
มาตรา 1352  ท่านว่าถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตน เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควรแต่เจ้าของที่ดินอาจให้ยกเอาประโยชน์ของตนขึ้นพิจารณาด้วย

เมื่อมีเหตุผลพิเศษ ถ้าจะต้องวางเหนือพื้นดินไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินอาจเรียกให้ซื้อที่ดินของตนบางส่วนตามควรที่จะใช้ในการนั้น โดยราคาคุ้มค่าที่ดินและค่าทดแทนความเสียหาย ซึ่งอาจมีเพราะการขายนั้นด้วย

ถ้าพฤติการณ์เปลี่ยนไป เจ้าของที่ดินอาจเรียกให้ย้ายถอนสิ่งที่วางนั้นไปไว้ ณ ส่วนอื่นแห่งที่ดินของตนตามแต่จะเหมาะแก่ประโยชน์แห่งเจ้าของที่ดิน

ค่าย้ายถอนนั้น เจ้าของที่ดินติดต่อเป็นผู้เสีย แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษไซร้ ท่านว่าจะให้เจ้าของที่ดินอีกฝ่ายหนึ่งช่วยเสียค่าย้ายถอนตามส่วนอันควรก็ได้
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ) อำเภอปากเกร็ดเนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่194697 ซึ่งแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 1111 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 120097 โฉนดเลขที่ 13875และโฉนดเลขที่ 13876 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศเหนือถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ลงไปทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ดินของจำเลยที่ 2 ติดกับถนนติวานนท์ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ของโจทก์มีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยแต่ละคน เพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ถนนติวานนท์ได้โดยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเป็นถนนมีความกว้าง 8 เมตรความยาวตลอดจากถนนติวานนท์ไปยังที่ดินของโจทก์ ตามแผนผังแนวทางจำเป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทำท่อน้ำประปา ต่อเสา และสายไฟฟ้า โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ผ่านทาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนทางจำเป็นดังกล่าวให้แก่ที่ดินของโจทก์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

          จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี และฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่7 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1
          จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทางภารจำยอมเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 (ก่อนแบ่งแยก) อยู่แล้ว และทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ก็มีสภาพเป็นทางเดินออกสู่ถนนติวานนท์ได้เช่นกันการที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นให้กว้าง 8 เมตรเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 2 ทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็น2 ส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนทางจำเป็นให้แก่โจทก์ หากศาลวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ต้องเสียค่าทดแทนปีละไม่น้อยกว่า1,500,000 บาท

          ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และจำเลยที่ 2 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 120097 และโฉนดเลขที่ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กว้าง 4 เมตรยาวจากที่ดินของโจทก์ลงมาทางด้านทิศใต้ออกสู่ถนนติวานนท์ตามแนวริมเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และให้ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากการใช้ทางแก่จำเลยที่ 1 ปีละ 200,000 บาท นับแต่เริ่มใช้ทางเป็นต้นไปกับให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนให้จำเลยที่ 2 ปีละ 200,000 บาทภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าระหว่างบริษัทบี ซี ดับเบิ้บยู จำกัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว จนกว่าโจทก์ยกเลิกการใช้ทางดังกล่าว

          โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ตามแนวถนนที่โจทก์ได้ทำขึ้นในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาในกรณีฉุกเฉินให้จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอย่างอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามแนวทางจำเป็น ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองเป็นรายปีละ 300,000 บาทต่อคน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยทั้งสองฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่14 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2533 โดยเห็นมาก่อนว่าเป็นที่ดินที่ถูกล้อมโดยที่ดินของผู้อื่นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ 11 ไร่ 62 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 120097,13875 และ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางทิศเหนือ ถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งติดกับถนนติวานนท์ ซึ่งเป็นทางสาธารณะปรากฏตามแผนที่เอกสารหมาย จ.19 บริษัทบี ซี ดับเบิ้ลยู จำกัด โดยโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งจดทะเบียนเช่าที่ดินของจำเลยที่ 2ทั้งสามแปลงมีกำหนด 20 ปี โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรมหรือบ้านพักชั่วคราวเพื่อขายหรือให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์สามารถใช้ทางออกด้านอื่นสู่ถนนสาธารณะได้โดยไม่ต้องผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ถึง5 ทาง กล่าวคือ ทางที่หนึ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านที่ดินของผู้อื่นไปทางหมู่บ้านสรานนท์ แล้วใช้ถนนหมู่บ้านออกสู่ถนนติวานนท์ ทางที่สองออกไปทางทิศเหนือเข้าสู่ถนนของการเคหะแห่งชาติออกถนนติวานนท์ ทางที่สามออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทางรั้วของการเคหะแห่งชาติผ่านช่องว่างระหว่างรั้วเข้าสู่ถนนของการเคหะแห่งชาติออกถนนติวานนท์ทางที่สี่และที่ห้าออกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านแนวตะเข็บที่ดินและที่ดินของบริษัทสหวิบูลย์ธนกิจ จำกัด ข้ามสะพานไม้สำหรับคนเดินข้ามคลองทองหลางออกสู่ถนนสาธารณะและออกถนนติวานนท์ ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์สามารถออกจากที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือผ่านเข้าไปยังถนนของการเคหะแห่งชาติ และอีกเส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 แล้วหักเลี้ยวเข้าเส้นทางกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 ซึ่งเป็นทางภารจำยอมออกสู่ถนนติวานนท์ บริเวณข้างสถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าเส้นทางต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างมานั้น ก็เป็นเส้นทางที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายรายเช่นกันจึงจะออกสู่ถนนติวานนท์ ซึ่งเป็นถนนสาธารณะได้โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้านสรานนท์ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนติวานนท์ประมาณ 100 เมตร และไม่ปรากฏว่าทางเลียบกำแพงของหมู่บ้านเป็นระยะทางเท่าใด แต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนติวานนท์ไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะแต่อย่างใด เส้นทางที่สองและที่สามจะต้องผ่านรั้วของการเคหะแห่งชาติและใช้ถนนของการเคหะแห่งชาติซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะ เช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนติวานนท์ได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้นเมื่อผ่านที่ดินของบริษัทสหวิบูลย์ธนกิจ จำกัด ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้วก็ต้องข้ามคลองทองหลางมีสะพานไม้สำหรับคนเดินข้ามและเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกตามภาพถ่ายหมาย ล.18 ส่วนเส้นทางที่ผ่านกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าเป็นทางภารจำยอม ได้ความจากคำเบิกความของนาวาเอกถวิล เมืองเจริญพยานจำเลยทั้งสองตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทางดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรพยาน 6 คนมิใช่ทางสาธารณะหากโจทก์หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของรวมทั้ง 6 คน จึงเป็นทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่ และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่าทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสองตามคำเบิกความของนายวิรัตน์ มาภักดี พยานจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้าน เห็นว่า เส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง180 เมตร แล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตรก็ถึงถนนติวานนท์ ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.19 จึงเป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อและที่ว่างเปล่าบางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่และที่ดินของจำเลยที่ 2 เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ชอบแล้ว

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร เกินความจำเป็นของโจทก์หรือไม่ เนื่องจากโจทก์สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้โดยใช้ความกว้างของถนนไม่เกิน 2 ถึง 3 เมตร โจทก์ก็สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้โดยสะดวกและเสียหายน้อยกว่านั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรมและบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า เจือสมกับคำเบิกความของนาวาเอกถวิล พยานจำเลยทั้งสองตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อที่จะสร้างเป็นโรงแรมพักอาศัย และพยานยังเบิกความต่อมาว่าธุรกิจดังกล่าวทางที่จะออกถนนติวานนท์จะต้องกว้างประมาณ 8 ถึง 12 เมตร และนายวิรัตน์พยานจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเช่นเดียวกันว่า โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตร เห็นว่า การทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำ รถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร เหมาะสมแล้ว

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองปีละ 300,000 บาท และค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางให้แก่จำเลยที่ 150,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ สำหรับค่าทดแทนเป็นรายปีนั้นได้ความว่า บริษัทบี ซี ดับเบิ้ลยู จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการและเป็นผู้เช่าที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมและใช้เป็นที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่กำหนดเวลา 20 ปี คิดค่าเช่าเป็นรายปี ๆ ละ 170,000 บาท เท่านั้น ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองปีละ 300,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าทดแทนเนื่องจากการทำถนนในที่ดินของจำเลยที่ 1 นั้นเห็นว่า แม้ที่ดินส่วนนี้โจทก์ทำเป็นถนนทางจำเป็นล้ำเข้าไปในบ่อปลามีเพียงเล็กน้อย ที่ดินบริเวณอื่นของจำเลยที่ 1 ยังเหลืออยู่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถยังทำประโยชน์ได้อยู่อีกมากก็ตาม แต่เมื่อมีรถยนต์ผ่านเข้าออกเป็นจำนวนมากทุก ๆ วันเป็นประจำย่อมก่อให้เกิดเสียงรบกวนแก่ปลาและไก่ทำให้ปลาและไก่ตื่นตกใจไม่เจริญเติบโตตามปกติและถึงแก่ความตายได้เป็นเหตุให้ไม่สามารถเลี้ยงปลาและไก่ได้เหมือนเดิม ประกอบกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ราคาไร่ละ 16 ถึง 20 ล้านบาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าทดแทนเนื่องจากการทำถนนในที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้จำนวน 50,000 บาท นั้นน้อยไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำนวน 100,000 บาท

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 เป็นบทบัญญัติบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวได้เมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้วและคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็นแต่ประการใดแต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง ส่วนค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น ซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้ว

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
 
 
( สมคิด ไตรโสรัส - เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ - อัธยา ดิษยบุตร )
 

 




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
ที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนเป็นเหตุให้ไม่มีทางออกมีสิทธิเรียกให้เปิดทางจำเป็น
เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้ที่ดินมีแนวเขตติดต่อวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าได้
ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นแต่ระหว่างพิจารณาคดีได้สิทธิภาระจำยอมแปลงอื่น
การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง
ครอบครองที่ดินโดยอาศัยสิทธิไม่บอกเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไม่ได้กรรมสิทธิ์
ที่ดินตาบอดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอเปิดทางจำเป็น
ภาระจำยอมคืออะไร? | การใช้ทางโดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใคร
การครอบครองปรปักษ์ ได้กรรมสิทธิ์แล้วไม่ได้จดทะเบียนการได้มา
อ้างการครอบครองปรปักษ์แต่ไม่ได้ให้การให้ครบถ้วนว่าด้วยเจตนาเป็นเจ้าของครบ 10 ปีแล้ว
การครอบครองปรปักษ์กับการนับเวลาการครอบครองต่อเนื่องต่อจากเจ้าของเดิม
การใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านโดยถือวิสาสะไม่ได้ภาระจำยอม
ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง
อำนาจฟ้องคดี ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองไม่ได้
ครอบครองที่ดินมรดกตกทอดหาใช่การครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นไม่
ผู้รับโอนจะนับเวลาซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี -ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
คลองสาธารณะไม่ได้ใช้สัญจรไม่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะได้
การโอนกรรมสิทธิ์ในระยะที่ดินถูกครอบครองปรปักษ์เป็นการกระทบสิทธิครอบครอง
อุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้วจะขอเรียกคืน
ทายาททำหนังสือยินยอมให้ใช้ทาง-ใช้ทางโดยอาศัยสิทธิไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม
เจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินมีโฉนดอ้างครอบครองปรปักษ์
ฟ้องขอให้เปิดทางจำแต่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นตกลงจดภาระจำยอมให้
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ทางออกมีที่ชันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากขวางอยู่ขอให้เปิดทางจำเป็นได้
ค่าทดแทนการใช้ทางถนนกว้าง 2.30 เมตร ยาวประมาณ 88 เมตร-1,000 บาทต่อเดือน
การครอบครองปรปักษ์ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ-การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์
ใช้ทางโดยเข้าใจว่าทางเดินนั้นอยู่ในที่ดินของตนเองกว่า 10 ปี ได้ภาระจำยอม
การใช้สิทธิวางท่อน้ำ,สายไฟฟ้าในที่ดินของผู้อื่น
ครอบครองโดยสำคัญผิดได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์หรือไม่?
จดภาระจำยอมให้แค่เดินผ่านแต่ปลูกสร้างหลังคาและวางของขาย
เจ้าของที่ดินมีสิทธิสร้างแผงร้านค้าบนทางภาระจำยอมหรือไม่?
ภาระจำยอมที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินขาย
ใช้ทางอย่างเป็นปรปักษ์กับใช้ทางเป็นการวิสาสะ
ยึดถือที่ดินเพื่อตนกับมีชื่อในทะเบียนสิทธิใดดีกว่า?
ตกเป็นภาระจำยอมแล้วจึงรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่
ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติฯ
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 3-(ต่อ)
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 2-(ต่อ)
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป
"ทางภาระจำยอม"ไม่ใช่ทางจำเป็น
ทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว
การครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์-การครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ
การยึดถืออย่างสิทธิครอบครอง กับครอบครองเจตนาเป็นเจ้าของ
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอม 4-(ต่อ)