
| ภารจำยอมโดยอายุความ การใช้ทางเกินสิบปีจนได้สิทธิภารจำยอม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องภารจำยอมโดยอายุความ ซึ่งเกิดจากการที่เจ้าของสามยทรัพย์ใช้ทางผ่านบนที่ดินผู้อื่นติดต่อกันเป็นเวลานานเกินสิบปี โดยมีการใช้ทางอย่างสงบ เปิดเผย และเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นทางสาธารณะ จนก่อให้เกิดปัญหาว่าการใช้ทางดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้เกิดสิทธิภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการได้มาซึ่งภารจำยอมมิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ต่อเจ้าของภารยทรัพย์ แต่ขึ้นกับพฤติการณ์การใช้ทางอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยเป็นหลัก ศาลฎีกาได้วางหลักการตีความเจตนาของผู้ใช้ทางและเงื่อนไขในการเกิดสิทธิตามอายุความไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อคดีสิทธิผ่านทางที่ดินเอกชนในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ ซึ่งใช้ทางพิพาทกว้างประมาณ 2 เมตร เพื่อออกสู่ทางสาธารณะโดยติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเข้าใจว่าทางพิพาทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณะ ไม่ใช่ที่ดินของจำเลย ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10574 และ 10575 ซึ่งเป็นภารยทรัพย์ ได้ปักเสาคอนกรีตและปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าว ทำให้โจทก์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้อีก จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมาย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวาง และให้จดทะเบียนภารจำยอม จำเลยให้การคัดค้านว่า โจทก์มิได้ใช้ทางเกินสิบปี โจทก์บางรายไม่เคยใช้ทางดังกล่าว อีกทั้งที่ดินโจทก์มีทางออกอื่นได้ ไม่ใช่ทางจำเป็น และการใช้ทางที่ผ่านมาเป็นเพียงการอนุญาตโดยอาศัยไมตรีหรือโดยอาศัยสิทธิของจำเลย จึงไม่เป็นการใช้ที่สามารถก่อให้เกิดภารจำยอมโดยอายุความ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขให้รับฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 1 และวินิจฉัยว่าทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่า การใช้ทางโดยโจทก์ที่ 1 ลักษณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดสิทธิภารจำยอมโดยอายุความได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่ 1 การใช้ทางพิพาทเกินสิบปีโดยสงบและเปิดเผยเพียงพอให้เกิดภารจำยอมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การได้มาซึ่งภารจำยอมโดยอายุความต้องเป็นการใช้ทางโดยสงบ เปิดเผย และติดต่อกันเป็นเวลาเกินสิบปี ตามมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการครอบครองสิทธิทางกฎหมายในบรรพ 4 ลักษณะ 3 โดยโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทร่วมกับทางสาธารณะอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการโต้แย้งหรือขัดขวางใด ๆ เป็นเวลายาวนานเกินสิบปี จึงเป็นการครอบครองการใช้ประโยชน์ของผู้หวังสิทธิที่ชัดเจน ประเด็นที่ 2 การเข้าใจผิดว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ มีผลตัดเจตนาจะได้สิทธิหรือไม่ ศาลฎีกายืนยันว่า “เจตนาครอบครองสิทธิภารจำยอม” มิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ หากแต่ขึ้นอยู่กับ พฤติการณ์การใช้ประโยชน์ในทางที่ดินนั้นในลักษณะของผู้มีสิทธิ ดังนั้นแม้โจทก์จะเข้าใจผิดว่าเป็น “ทางสาธารณะทั้งหมด” ก็ไม่ทำให้เจตนาครอบครองสิทธิภารจำยอมหายไป เพราะกฎหมายถือเอาการกระทำเป็นสำคัญ ไม่ใช่ความเข้าใจในตำแหน่งที่ดิน ประเด็นที่ 3 การมีทางออกอื่นอยู่แล้ว ทำให้ไม่อาจได้สิทธิภารจำยอมหรือไม่ ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า การมีหรือไม่มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะ ไม่ใช่องค์ประกอบของ “ภารจำยอมโดยอายุความ” ต่างจาก “ทางจำเป็น” ตามมาตรา 1349 ดังนั้นเหตุผลของจำเลยใช้ปฏิเสธไม่ได้ เพราะภารจำยอมโดยอายุความเกิดจากพฤติการณ์การใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ความจำเป็นในทางภารยทรัพย์ ประเด็นที่ 4 จำเลยอ้างว่าการใช้ทางเป็นเพียงการอนุญาตจะฟังขึ้นหรือไม่ ศาลฎีกาไม่รับฟัง เนื่องจากพฤติการณ์ไม่แสดงว่าจำเลยเคยให้ความยินยอม หรือเคยแสดงการควบคุมสิทธิในทางพิพาทแต่อย่างใด การใช้ทางต่อเนื่องโดยไม่มีการทักท้วงจึงเป็นเหตุแสดงเจตนาของโจทก์ในการใช้ประโยชน์เสมือนผู้มีสิทธิ วิเคราะห์หลักกฎหมาย (1) หลักการสำคัญจากมาตรา 1401 และ 1382 มาตรา 1401 เปิดช่องให้ใช้กฎเรื่อง “อายุความได้สิทธิ” ในการได้มาซึ่งภารจำยอม โดยให้นำมาตรา 1382 มาใช้ตามสภาพ หมายความว่า หากผู้ใช้ทางใช้ประโยชน์ในลักษณะของผู้มีสิทธิ เป็นเวลาเกิน 10 ปี โดยสงบและเปิดเผย ก็ได้สิทธิตามอายุความโดยชอบ ไม่ต้องมีสัญญา ไม่ต้องมีการจดทะเบียนมาก่อน (2) การตีความเรื่องเจตนาครอบครองสิทธิ คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจ้าของภารยทรัพย์ ไม่กระทบเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอม เนื่องจากกฎหมายต้องการคุ้มครองพฤติการณ์การใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง แสดงเจตนาชัดเจนว่าผู้ใช้เห็นตนเป็นผู้มีสิทธิผ่านทาง ไม่ใช่เพียงผู้รับอนุญาตชั่วคราว (3) ความสงบและการเปิดเผยเป็นหัวใจสำคัญ หากมีการใช้ทางโดยไม่ถูกห้ามปราม ไม่มีข้อพิพาท ไม่มีการรบกวน แสดงว่าเจ้าของภารยทรัพย์ยินยอมโดยปริยาย ไม่แสดงการคัดค้าน ศาลตีความว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิทธิภารจำยอมตามกฎหมาย (4) การมีทางออกอื่นไม่ใช่เหตุปฏิเสธสิทธิ นี่เป็นประเด็นที่หลายคดีเข้าใจผิด ศาลฎีกาย้ำชัดว่า ภารจำยอมโดยอายุความไม่ใช่ “ทางจำเป็น” ไม่เกี่ยวกับความจำเป็นหรือความคับขันของที่ดินสามยทรัพย์ แต่เป็นเรื่อง “การใช้ทางตามพฤติการณ์” เท่านั้น วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1401 และ 1382 ต้องการให้บุคคลที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย ต่อเนื่อง และเห็นกันทั่วไปว่าเป็นผู้มีสิทธิผ่านทาง ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความมั่นคงแห่งสิทธิ และป้องกันมิให้เจ้าของที่ดินมาฉวยโอกาสปิดกั้นทางหลังจากปล่อยให้ใช้ทางมาเป็นเวลานาน เจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองพฤติการณ์ของผู้ใช้ในฐานะผู้มีสิทธิ ไม่ใช่ผู้บุกรุกหรือผู้รับอนุญาตโดยความสัมพันธ์ส่วนตัว วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวฎีกาต่อไปนี้: • ฎีกาเรื่องภารจำยอมโดยอายุความหลายคดีตีความว่า “ความสงบและเปิดเผย” ไม่ต้องหมายถึงการประกาศสิทธิ แต่หมายถึงการใช้ประโยชน์โดยทั่วไปปราศจากการคัดค้าน • ฎีกาที่วางหลักว่าไม่ต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ เพราะกฎหมายมุ่งที่ลักษณะ “การใช้ทาง” ไม่ใช่ “ความรู้เกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของ” • ฎีกาที่ตีความว่าภารจำยอมโดยอายุความต่างจากทางจำเป็น เนื่องจากไม่ต้องแสดงว่าที่ดินถูกปิดล้อมหรือไร้ทางออก • แนวฎีกาที่ถือว่าการปล่อยให้ใช้ทางเป็นเวลานานโดยไม่คัดค้าน ทำให้เกิดสิทธิภารจำยอมโดยผลแห่งพฤติการณ์ คำพิพากษา 3059/2545 จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าการใช้ทางอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยเป็นหัวใจของการได้สิทธิภารจำยอมตามอายุความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ทั้งห้าไม่อาจได้ภารจำยอมโดยอายุความ เนื่องจากไม่ได้พิสูจน์การใช้ทางเกินสิบปีอย่างสงบและเปิดเผย อีกทั้งจำเลยอ้างว่าโจทก์มีทางออกอื่น จึงพิพากษายกฟ้องทั้งหมด 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ โดยถือว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเป็นเวลานานเกินสิบปีโดยสงบและเปิดเผย แม้เข้าใจผิดว่าเป็นทางสาธารณะ ก็ยังถือว่ามีเจตนาใช้ทางในฐานะผู้มีสิทธิ จึงให้ที่ดินจำเลยตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยถือหลักตามมาตรา 1401 ประกอบ 1382 ว่าการใช้ทางเกินสิบปีโดยสงบและเปิดเผยก่อให้เกิดภารจำยอมโดยอายุความ แม้ผู้ใช้จะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ย้ำหลักกฎหมายว่าการได้มาซึ่งภารจำยอมโดยอายุความเป็นระบบที่มุ่งคุ้มครองพฤติการณ์การใช้ประโยชน์ตามสภาพความเป็นจริงของเจ้าของสามยทรัพย์ เมื่อมีการใช้ทางโดยสงบ เปิดเผย และติดต่อกันเป็นเวลาเกินสิบปี ย่อมเกิดสิทธิตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องแสดงถึงความจำเป็นของที่ดินหรือแหล่งทางออกอื่น ทั้งนี้เจตนาครอบครองสิทธิไม่จำเป็นต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ เพียงแต่การใช้ทางต้องมีลักษณะของผู้มีสิทธิ มิใช่ผู้รับอนุญาตชั่วคราว หลักการดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นคงแห่งสิทธิและความแน่นอนในการใช้ที่ดินของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ร่วมกับทางสาธารณะหรือทางที่มีลักษณะกำกวมในทางปฏิบัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การใช้ทางโดยเข้าใจผิดว่าเป็นทางสาธารณะ สามารถทำให้เกิดภารจำยอมได้หรือไม่? ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใช้ทางโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะไม่ตัดเจตนาครอบครองสิทธิ เพราะกฎหมายดูพฤติการณ์การใช้ประโยชน์ของผู้ใช้ทางเป็นสำคัญ มิใช่ความรู้เกี่ยวกับเจ้าของที่ดิน 2. ภารจำยอมโดยอายุความต้องพิสูจน์อะไรบ้าง? ต้องพิสูจน์ว่ามีการใช้ทางโดยสงบ เปิดเผย และต่อเนื่องเกินสิบปี โดยลักษณะการใช้ต้องเหมือนผู้มีสิทธิผ่านทาง มิใช่ผู้รับอนุญาตหรือผู้บุกรุก 3. การมีทางออกอื่นอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถได้สิทธิภารจำยอมหรือไม่? ไม่เกี่ยวข้อง ภารจำยอมโดยอายุความต่างจาก “ทางจำเป็น” การมีทางออกอื่นไม่ใช่เหตุปฏิเสธสิทธิ หากมีการใช้ทางพิพาทครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ย่อมได้สิทธิตามอายุความ 4. เจ้าของที่ดินสามารถปิดกั้นทางได้หรือไม่ หากปล่อยให้เพื่อนบ้านใช้ทางมานานหลายปี? หากการใช้ทางนั้นสงบ เปิดเผย และต่อเนื่องเกินสิบปี เจ้าของที่ดินไม่สามารถปิดกั้นได้ เพราะเกิดสิทธิภารจำยอมตามอายุความแล้ว การปิดกั้นถือเป็นการฝ่าฝืนสิทธิของสามยทรัพย์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3059/2545 การได้ภารจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิดังกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลมกล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินภารยทรัพย์นั้นโดยความสงบและโดยเปิดเผย และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382ซึ่งกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ถือเอาการใช้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์เป็นสำคัญโดยไม่ได้คำนึงว่าภารยทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ใดหรือเจ้าของสามยทรัพย์จะต้องรู้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์นั้น โจทก์ใช้ทางพิพาทกว้าง 2 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยรวมกับทางสาธารณะ โดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะทั้งหมด และใช้ติดต่อกันเกินสิบปีโดยสงบและเปิดเผย จึงอ้างว่าได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความ โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยปักเสาคอนกรีตปิดกั้นทางกว้าง 2 เมตรบนที่ดินโฉนดเลขที่ 10574 และ 10575 ทำให้ไม่สามารถใช้ทางได้ ขอให้ศาลรับรองว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทางภารจำยอม บังคับให้จำเลยจดทะเบียน และรื้อถอนสิ่งกีดขวาง จำเลยให้การว่า ทางพิพาทไม่ใช่ภารจำยอม โจทก์บางรายไม่เคยใช้ทาง ใช้ไม่ถึงสิบปี และมีทางออกอื่นอยู่แล้ว อีกทั้งการใช้ที่ผ่านมาทำโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ถึง 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ ให้ที่ดินด้านตะวันตกกว้าง 2 เมตรตกเป็นภารจำยอมแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยจดทะเบียนและรื้อถอนเสาคอนกรีต พร้อมห้ามขัดขวางการใช้ทาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้ทางดังกล่าวแม้เข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะ ก็ถือเป็นการใช้ในลักษณะผู้มีสิทธิ หากใช้ต่อเนื่องเกินสิบปีโดยสงบ เปิดเผย ตามมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทติดต่อกันเกินกำหนดเวลา จึงได้สิทธิภารจำยอม การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




