
| ขาดจากเป็นทนายความว่าความในศาลเป็นละเมิดอำนาจศาล
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งจำหน่ายชื่อทนายความออกจากทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยทนายความและผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นทันทีว่าทนายความยังสามารถว่าความในศาลได้หรือไม่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับทันทีหรือไม่ และการอุทธรณ์มีผลเป็นการทุเลาคำสั่งหรือไม่ รวมถึงผลทางอาญาเมื่อบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายยังคงปฏิบัติหน้าที่ทนายความในศาล ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล อีกทั้งยังต้องพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมและสามารถนับโทษต่อเนื่องกันได้หรือไม่ ข้อเท็จจริง ผู้ถูกกล่าวหาเคยเป็นทนายความได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความในคดีอาญา ต่อมาคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหาทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ว่าความในศาลหลายครั้งรวม 29 ครั้ง โดยอ้างว่าได้อุทธรณ์คำสั่งและเข้าใจว่ายังมีสิทธิว่าความได้ในระหว่างรอคำวินิจฉัย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นละเมิดอำนาจศาล และเป็นการกระทำหลายกรรมต่างวาระ คำวินิจฉัยของศาล ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งจำหน่ายชื่อทนายความมีผลทำให้สถานะทนายความสิ้นสุดลงทันทีตามกฎหมาย แม้จะมีสิทธิอุทธรณ์แต่การอุทธรณ์ไม่มีผลเป็นการทุเลาคำสั่ง ดังนั้นเมื่อทราบคำสั่งแล้วต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที การที่ผู้ถูกกล่าวหายังคงว่าความจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล อันเป็นละเมิดอำนาจศาล อีกทั้งการว่าความแต่ละครั้งถือเป็นการกระทำแยกกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว และสามารถนับโทษต่อเนื่องกันได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญอยู่ที่ผลของคำสั่งทางปกครองในระบบวิชาชีพทนายความ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คำสั่งของคณะกรรมการมีผลทันทีเพื่อคุ้มครองความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม การไม่ให้การอุทธรณ์มีผลทุเลาคำสั่งสะท้อนหลักการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่คู่ความและศาล อีกทั้งหลักละเมิดอำนาจศาลมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยในกระบวนพิจารณา การที่บุคคลไม่มีอำนาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ย่อมกระทบต่อความยุติธรรมโดยตรง เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษา เจตนารมณ์ของกฎหมายทนายความคือการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพและคุ้มครองสาธารณะ เมื่อบุคคลขาดคุณสมบัติหรือถูกจำหน่ายชื่อย่อมไม่อาจใช้สถานะดังกล่าวได้อีก แนวคำพิพากษาศาลฎีกายืนยันหลักการว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลทันที และการฝ่าฝืนเป็นความผิดละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ยังวางหลักว่าการกระทำแต่ละครั้งเป็นความผิดแยกกัน ซึ่งมีผลต่อการกำหนดโทษ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบคำสั่งจำหน่ายชื่อแล้วแต่ยังว่าความในศาลโดยไม่มีอำนาจ ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นละเมิดอำนาจศาล ลงโทษจำคุกเป็นรายกรรมรวมหลายกระทง และให้นับโทษต่อจากคดีอื่น 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการอุทธรณ์คำสั่งไม่เป็นการทุเลา และการกระทำเป็นหลายกรรมต่างวาระ การลงโทษต่อเนื่องจึงชอบด้วยกฎหมาย 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนยันว่าคำสั่งจำหน่ายชื่อมีผลทันที ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ การว่าความต่อไปเป็นละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดหลายกรรม การนับโทษต่อเนื่องถูกต้อง พิพากษายืน ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าคำสั่งขององค์กรวิชาชีพที่มีผลตัดสิทธิในการประกอบวิชาชีพย่อมมีผลบังคับทันทีเพื่อคุ้มครองความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรม การอุทธรณ์ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฝ่าฝืนคำสั่ง เว้นแต่กฎหมายบัญญัติให้ทุเลาไว้โดยชัดแจ้ง การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอำนาจในศาลเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศักดิ์ศรีของศาล จึงเป็นละเมิดอำนาจศาล และการกระทำแต่ละครั้งย่อมมีความเป็นอิสระในตัวเองจึงเป็นหลายกรรม ส่งผลต่อการกำหนดโทษอย่างเคร่งครัด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งจำหน่ายชื่อทนายความตามกฎหมายทนายความ และการตีความว่าการอุทธรณ์คำสั่งไม่เป็นการทุเลาผลบังคับของคำสั่งดังกล่าว มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ มาตรา 43 มาตรา 44 และมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ และมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การสิ้นสุดสถานะทนายความทันที เมื่อมีคำสั่งจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียน สถานะทนายความสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องรอผลอุทธรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่มีสิทธิว่าความอีกต่อไป การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาคำสั่ง แม้กฎหมายเปิดโอกาสให้อุทธรณ์ แต่ไม่ถือเป็นการระงับผลของคำสั่ง ดังนั้นผู้ถูกกล่าวหายังต้องปฏิบัติตามคำสั่งเดิมอย่างเคร่งครัด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายชื่อทนายความทำให้ยังว่าความในศาลได้หรือไม่ คำตอบ การอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความมิได้มีผลเป็นการทุเลาคำสั่ง เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งในกรณีของพระราชบัญญัติทนายความมิได้กำหนดให้การอุทธรณ์มีผลระงับคำสั่ง ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนแล้ว ย่อมมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาขาดจากสถานะทนายความทันทีตามกฎหมาย การยังคงว่าความในศาลจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและขัดต่อบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังอาจกระทบสิทธิของคู่ความที่เชื่อว่าตนได้รับการว่าความโดยผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย 2. คำถาม การว่าความในศาลโดยไม่มีสถานะทนายความถือเป็นละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ คำตอบ การที่บุคคลซึ่งไม่มีสถานะทนายความเข้าไปดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคู่ความในศาล ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนพิจารณาโดยมิชอบและเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลมีอำนาจควบคุมความสงบเรียบร้อยในห้องพิจารณาและคุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งมิได้พิจารณาเฉพาะผลเสียหายเท่านั้น แต่พิจารณาถึงลักษณะการฝ่าฝืนอำนาจศาลโดยตรง 3. คำถาม การว่าความหลายครั้งภายหลังถูกจำหน่ายชื่อถือเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม คำตอบ การกระทำแต่ละครั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปว่าความในศาลโดยไม่มีอำนาจ เป็นการกระทำที่แยกจากกันในทางข้อเท็จจริงและกฎหมาย มีลักษณะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ มิใช่การกระทำต่อเนื่องในกรรมเดียว ดังนั้นจึงเป็นความผิดหลายกรรม ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดโทษเป็นรายกระทงตามจำนวนครั้งที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นไปตามหลักการของกฎหมายอาญาที่พิจารณาความรับผิดเป็นรายพฤติการณ์ 4. คำถาม ศาลสามารถนับโทษต่อจากคดีอื่นได้หรือไม่ในกรณีละเมิดอำนาจศาลหลายคดี คำตอบ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดมีการกระทำละเมิดอำนาจศาลในหลายคดี และมีคำพิพากษาลงโทษในแต่ละคดี ศาลมีอำนาจนับโทษต่อเนื่องกันได้ตามหลักกฎหมายอาญา เพื่อให้โทษสะท้อนถึงพฤติการณ์โดยรวมของผู้กระทำความผิด การนับโทษต่อเนื่องมิใช่การลงโทษซ้ำซ้อน แต่เป็นการรวมผลของการกระทำหลายกรรมเข้าด้วยกันเพื่อกำหนดโทษอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม 5. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้คำสั่งจำหน่ายชื่อมีผลทันที คำตอบ เจตนารมณ์ของกฎหมายทนายความมุ่งคุ้มครองมาตรฐานวิชาชีพและความเชื่อมั่นของสาธารณชนในกระบวนการยุติธรรม หากปล่อยให้บุคคลที่ถูกพิจารณาว่าขาดคุณสมบัติยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่ความและกระทบต่อความยุติธรรมโดยรวม ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้คำสั่งมีผลทันที และไม่ให้การอุทธรณ์มีผลทุเลา เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างรอคำวินิจฉัย 6. คำถาม การอ้างว่าเข้าใจผิดว่ายังมีสิทธิว่าความสามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวได้หรือไม่ คำตอบ การอ้างความเข้าใจผิดจะต้องเป็นความเข้าใจผิดโดยสุจริตและมีเหตุผลรองรับตามสมควร หากปรากฏว่าผู้กระทำทราบถึงคำสั่งจำหน่ายชื่อแล้ว แต่ยังคงฝ่าฝืนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยรู้ข้อเท็จจริงและฝ่าฝืนกฎหมายโดยเจตนา ความเข้าใจผิดในลักษณะดังกล่าวจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ 7. คำถาม หลักละเมิดอำนาจศาลมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิ่งใด คำตอบ หลักละเมิดอำนาจศาลมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อย ศักดิ์ศรี และความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาคดีในศาล มิให้มีการกระทำใดที่รบกวน ขัดขวาง หรือบิดเบือนกระบวนยุติธรรม การลงโทษในกรณีละเมิดอำนาจศาลจึงเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งรักษาระเบียบและความน่าเชื่อถือของศาล มากกว่าการเยียวยาความเสียหายของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนอย่างไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องปฏิบัติตามคำสั่งขององค์กรกำกับอย่างเคร่งครัด และต้องตระหนักถึงผลทางกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวอย่างถูกต้อง การฝ่าฝืนแม้จะอ้างเหตุผลว่ากำลังใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ไม่อาจทำให้พ้นความรับผิดได้ อีกทั้งยังสะท้อนว่าศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสุจริตและความถูกต้องของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความยุติธรรมในสังคม ขาดจากเป็นทนายความว่าความในศาลเป็นละเมิดอำนาจศาล เมื่อคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 43 แล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาขาดจากการเป็นทนายความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดกระทำหน้าที่เป็นทนายความ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าความในศาลโดยไม่มีอำนาจ รวม 29 ครั้ง พิพากษาให้ลงโทษทุกกรรมรวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 1 วัน รวม 29 วัน คำพิพากษาฎีกาที่ 2174/2545 คำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความที่ให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 43 ย่อมมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) ทันที แม้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความเพื่อให้วินิจฉัยอีกชั้นหนึ่งได้ การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการทุเลาคำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดกระทำหน้าที่เป็นทนายความในระหว่างที่รอฟังคำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพราะในระหว่างนั้นผู้ถูกกล่าวหาต้องห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ทนายความตามมาตรา 33 ผู้ถูกกล่าวหาทำการเป็นทนายความในแต่ละครั้งถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมมิใช่กรรมเดียว และเมื่อผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ทนายความขณะถูกห้ามทำการเป็นทนายความเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายคดี ศาลให้นับโทษติดต่อกันได้. คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการจังหวัดหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวเสาวรส บุตรรส กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1583/2540 ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีหนังสือขอแรงทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตั้งผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร้องเรียนต่อผู้พิพากษาในคดีของศาลชั้นต้นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเรียกเงินค่าใช้จ่ายในการว่าความ ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงสภาทนายความให้ดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความ สภาทนายความมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นแจ้งว่า ปัจจุบันผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นทนายความเนื่องจากขาดต่อใบอนุญาต ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหาขาดคุณสมบัติในการที่จะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความแล้ว จึงให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความและผู้ถูกกล่าวหาทราบคำสั่งแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาย่อมว่าความในศาลไม่ได้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความโดยเข้าใจว่าตามพระราชบัญญัติทนายความ ฯ ผู้ถูกกล่าวหาว่าความได้ในระหว่างพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งก็ตาม ก็หาทำให้คำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความไม่มีผลบังคับเพราะการอุทธรณ์คำสั่งนั้นไม่ และความเข้าใจของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เกิดจากความสุจริต เมื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าความในศาลโดยไม่มีอำนาจ รวม 29 ครั้ง กรณีถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พิพากษาให้ลงโทษทุกกรรมรวม 29 กระทง จำคุกกระทงละ 1 วัน รวม 29 วัน ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1242/2538 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1551/2541 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1260/2541 ของศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า… พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาข้อแรกว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 43 แล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) ทันที แม้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความเพื่อให้วินิจฉัยอีกชั้นหนึ่งได้ แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการทุเลาคำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความที่ให้จำหน่ายชื่อผู้ถูกกล่าวหาออกจากทะเบียนทนายความ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดกระทำหน้าที่เป็นทนายความในระหว่างที่รอฟังคำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพราะในระหว่างนั้นผู้ถูกกล่าวหาต้องห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ทนายความตามมาตรา 33 ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบคำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังปฏิบัติหน้าที่ทนายความว่าความให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ตามลำดับเป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 22 เมษายน 2542 จึงขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาข้อต่อมาว่า การกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมเดียว และการที่ศาลให้นับโทษต่อจากคดีอื่นไม่ถูกต้อง เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ทนายความของผู้ถูกกล่าวหาในแต่ละครั้งถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมมิใช่กรรมเดียว ส่วนที่ให้นับโทษต่อจากคดีอื่นเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจำนวนหลายคดี การที่ศาลให้นับโทษติดต่อกันจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ศาลรอการลงโทษ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทราบดีว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้มีคำสั่งให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความแล้วผู้ถูกกล่าวหายังฝ่าฝืนกระทำหน้าที่เป็นทนายความโดยที่ตนเองไม่มีอำนาจ การกระทำดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 43 เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ไม่ว่าจะขาดคุณสมบัติก่อนหรือหลังจากจดทะเบียนและรับใบอนุญาต ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความ และให้คณะกรรมการจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ทนายความผู้ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดหลังจากทนายความผู้นั้นได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตแล้ว เมื่อมีการจำหน่ายชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 36 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลมและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด ให้นำบทบัญญัติมาตรา 70 มาใช้บังคับแก่การจำหน่ายชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม มาตรา 35 ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย (2) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาต (3) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรืออนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาทนายความเห็นว่าสถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา (4) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่อง ในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต (5) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (6) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ (7) ไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย (8) ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม (9) ไม่เป็นผู้มีกายพิการหรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้เป็นผู้หย่อนสมรรถภาพในการประกอบอาชีพทนายความ (10) ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำเว้นแต่ข้าราชการการเมือง (11) ไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้ยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตตามมาตรา 71 มาตรา 36 ภายใต้บังคับมาตรา 38 เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตแล้ว เห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้คณะกรรมการพิจารณารับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอโดยเร็ว ในกรณีที่คณะกรรมการไม่รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอคณะกรรมการต้องแสดงเหตุผลของการไม่รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในกรณีเช่นนี้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์การไม่รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตของสภาทนายความต่อสภานายกพิเศษได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ คำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด มาตรา 70 เมื่อมีคำสั่งอันถึงที่สุดลงโทษทนายความที่ประพฤติผิดมรรยาททนายความ หรือมีคำสั่งลบชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความ ให้นายทะเบียนทนายความจดแจ้งคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนทนายความและแจ้งคำสั่งนั้นให้ทนายความผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหาทราบ ในกรณีที่คำสั่งตามวรรคหนึ่งเป็นคำสั่งห้ามทำการเป็นทนายความหรือคำสั่งลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ให้นายทะเบียนทนายความแจ้งคำสั่งนั้นให้ศาลทั่วราชอาณาจักรและเนติบัณฑิตยสภาทราบด้วย คำพิพากษาฎีกาที่ 2174/2545 ละเมิดอำนาจศาลเพราะเหตุใด สภาทนายความจำหน่ายชื่อออกมีผลขาดจากเป็นทนายความ การที่ทนายความว่าความในศาลโดยไม่มีอำนาจจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี การเรียกค่าวิ่งเต้นคดี แม้ทนายความจะได้เรียกเงินและรับเงินกันนอกศาลก็ตาม แต่ภายหลังได้มีการทวงเงินในบริเวณศาลและมีการคืนเงินกันในบริเวณศาลถือเป็นส่วนหนึ่งของการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
|




