ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




โทษละเมิดอำนาจศาลจากการว่าความโดยไม่มีอำนาจ

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล, ความผิดจากการว่าความโดยขาดคุณสมบัติทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความ, การลงโทษหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, หลักการนับโทษต่อจากคดีอื่นตามมาตรา 22, หลักห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา, แนวคำพิพากษาตีความมาตรา 52 พ.ร.บ.ทนายความ, การพิจารณาความประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล, กรณีศึกษาเกี่ยวกับการกระทำโดยไม่มีอำนาจทนายความ, บทวิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยละเมิดอำนาจศาล

           ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกระทำผิดมรรยาททนายความและความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล อันเกิดจากการที่ผู้ถูกกล่าวหายังคงว่าความและจัดทำคำให้การให้จำเลยทั้งที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำแต่ละครั้งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษเรียงกระทงและให้นับโทษต่อจากคดีอื่นตามหลักกฎหมายอาญา อีกทั้งศาลยังวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกามาสู้คดีได้ เนื่องจากขัดต่อคำรับสารภาพเดิมในศาลล่าง และมิใช่ประเด็นที่ยกขึ้นโดยชอบ ทำให้ฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ครบทุกประเด็น

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือขอแรงให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลยในคดียาเสพติด หลังจำเลยยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีทนายความและต้องการทนายก่อนเริ่มกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ดี ต่อมาสภาทนายความแจ้งไปยังศาลจังหวัดว่าผู้ถูกกล่าวหาถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมติคณะกรรมการสภาทนายความ เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 43 และถูกลงโทษตามมาตรา 52(2) ซึ่งห้ามมิให้ทำการเป็นทนายความภายในกำหนดเวลา

แม้ถูกห้ามทำการเป็นทนายความ ผู้ถูกกล่าวหายังคงทำหน้าที่ทนายความในคดีนี้ ได้แก่

– ทำคำให้การในนามจำเลย 1 ครั้ง

– ว่าความในฐานะทนายความจำเลยอีก 3 ครั้ง

การกระทำจึงถือเป็นการว่าความโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย และเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน

กระบวนพิจารณาในศาลล่างและคำให้การของผู้ถูกกล่าวหา

เมื่อศาลชั้นต้นเรียกผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพอย่างชัดแจ้งในศาลชั้นต้นว่าเป็นผู้กระทำจริง ศาลจึงพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), มาตรา 33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในฐานความผิดละเมิดอำนาจศาล โดยถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ต่อมาผู้ถูกกล่าวหายื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประเด็น

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1 ประเด็นเรื่องการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหาอ้างในฎีกาว่า การกระทำของตนไม่เป็นละเมิดอำนาจศาล ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

– ผู้ถูกกล่าวหาเคยรับสารภาพในศาลชั้นต้น

– ข้ออ้างใหม่ขัดกับคำรับสารภาพ

– ข้อดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง

ดังนั้น ฎีกาในประเด็นนี้ “ไม่ชอบ” และศาลฎีกา “ไม่รับวินิจฉัย”

2 การลงโทษหลายกรรมต่างกันและการเรียงกระทง

ผู้ถูกกล่าวหาทำคำให้การและว่าความรวม 4 ครั้ง แม้เกิดขึ้นในคดีเดียว แต่เป็นการกระทำที่เสร็จเด็ดขาดเป็นครั้ง ๆ และเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาลที่เกิดขึ้น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ต้องลงโทษทุกกระทงเรียงกระทง

ศาลฎีกายืนยันว่าเป็นการใช้กฎหมายถูกต้องแล้ว

3 การนับโทษต่อจากคดีอื่น

จากบันทึกและข้อมูลในสำนวน พบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำละเมิดอำนาจศาลในลักษณะเดียวกันอีกหลายคดี

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า

– มีอำนาจนับโทษต่อจากโทษในคดีอื่นตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง

– ศาลล่างใช้ดุลพินิจชอบแล้ว

4 การขอรอการลงโทษ

ศาลฎีกาปฏิเสธคำขอรอการลงโทษ เนื่องจาก

– ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความ รู้กฎหมาย

– ต้องตระหนักถึงสถานภาพตนเองหลังถูกห้ามทำการเป็นทนายความ

– แต่ยังฝ่าฝืนโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

1. การว่าความโดยขาดคุณสมบัติทนายความ

ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล และเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

2. ความผิดหลายกรรมต่างกัน (มาตรา 91)

การกระทำแต่ละครั้งที่เสร็จเด็ดขาด แม้ในคดีเดียว ก็ต้องถือเป็นหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษเรียงกระทง

3. อำนาจนับโทษต่อจากคดีอื่น (มาตรา 22)

หากพบว่าผู้กระทำกระทำผิดในลักษณะเดียวกันหลายคดี ศาลมีอำนาจนับโทษต่อได้

4. หลักห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา

ข้อเท็จจริงใหม่ที่ขัดต่อคำรับสารภาพในศาลล่าง และไม่เคยยกต่อสู้มาก่อน เป็นฎีกาที่ไม่ชอบและศาลไม่รับวินิจฉัย

5. มาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ

กำหนดลักษณะความผิดมรรยาททนายความ และผลของการถูกสั่งห้ามทำการเป็นทนายความ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความต้องตระหนักถึงสถานภาพตามกฎหมายของตนเองอย่างสูงสุด การว่าความหรือทำหน้าที่ทนายความโดยขาดคุณสมบัติไม่เพียงเป็นความผิดทางวินัย แต่ยังเป็นการละเมิดอำนาจศาลโดยตรง และเป็นความผิดหลายกรรมต้องลงโทษเป็นรายกระทง นอกจากนี้ ศาลยังตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาที่ว่า ไม่อาจนำข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เคยยกขึ้นสู้คดีมาอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะกระทบต่อความมั่นคงแห่งกระบวนพิจารณาและหลักความยุติธรรมโดยรวม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจากการว่าความโดยไม่มีอำนาจ ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษจำคุก 4 กระทง กระทงละ 1 วัน รวม 4 วัน และให้นับโทษต่อจากคดีอื่น

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประเด็น ทั้งเรื่องความผิดหลายกรรม การเรียงกระทง และการนับโทษต่อ

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าฎีกาที่อ้างข้อเท็จจริงใหม่ไม่ชอบ ไม่รับวินิจฉัย และเห็นว่าการลงโทษของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว พฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ จึงพิพากษายืน

คำพิพากษาฎีกาที่ 7413/2544

ผู้ถูกกล่าวหายกข้อเท็จจริงขึ้นมาในชั้นฎีกาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาปล่อยผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นผิดไปนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากลับให้การปฏิเสธในชั้นฎีกา ข้ออ้างตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวจึงขัดกับคำให้การรับสารภาพและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษผิดมรรยาททนายความตามพระราชบัญญัติทนายความฯ มาตรา 52(2) ที่ห้ามทำการเป็นทนายความภายในกำหนดเวลา ฉะนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำคำให้การให้จำเลย 1 ครั้งและว่าความในฐานะทนายความจำเลยอีก 3 ครั้งในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นสำหรับคดีนี้ จึงเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจพึงกระทำได้เพราะผู้ถูกกล่าวหายังไม่พ้นกำหนดห้ามทำการเป็นทนายความดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเสร็จเด็ดขาดในแต่ละครั้งที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำ กรณีเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันซึ่งต้องลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91และเมื่อความปรากฏต่อศาลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเช่นเดียวกันนี้อีกหลายคดี ศาลจึงมีอำนาจให้นับโทษของผู้ถูกกล่าวหาต่อจากคดีอื่นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

คดีเริ่มจากจำเลยถูกฟ้องว่าครอบครองฝิ่นเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ระหว่างพิจารณา จำเลยขอทนายความ ศาลจึงขอแรงผู้ถูกกล่าวหาให้เป็นทนาย แต่ต่อมาสภาทนายความแจ้งว่าผู้ถูกกล่าวหาถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมาตรา 43 และถูกห้ามทำการเป็นทนายความ ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวนข้อหาละเมิดอำนาจศาล ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทำคำให้การและว่าความรวม 4 ครั้ง ทั้งที่ไร้อำนาจตามกฎหมาย ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 วัน รวม 4 วัน และให้นับโทษต่อจากคดีเก่าหลายคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ในชั้นฎีกา ผู้ถูกกล่าวหากลับอ้างว่าการกระทำไม่เป็นความผิด แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้ออ้างขัดกับคำรับสารภาพเดิมและไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นในศาลล่าง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ไม่รับวินิจฉัย ศาลยังวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหายังไม่พ้นกำหนดห้ามทำการเป็นทนายความ การว่าความทั้ง 4 ครั้งเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ต้องลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 และเนื่องจากเคยทำผิดลักษณะเดียวกันหลายคดี ศาลมีอำนาจนับโทษต่อได้ตามมาตรา 22

คำขอให้รอการลงโทษถูกปฏิเสธ เพราะผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความที่รู้อยู่แก่ใจถึงสถานภาพของตน แต่ยังฝ่าฝืนกฎหมาย พฤติการณ์ไม่สมควรได้รับการปรานี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

FAQ ถาม–ตอบประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1. ข้อเท็จจริงโดยสรุปในคดีละเมิดอำนาจศาลที่เกี่ยวกับการว่าความโดยไม่มีอำนาจของผู้ถูกกล่าวหามีลักษณะอย่างไร

คดีนี้เกิดจากการที่จำเลยในคดียาเสพติดร้องขอให้มีทนายความ ศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือขอแรงให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลย ต่อมาสภาทนายความมีหนังสือแจ้งว่าผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษผิดมรรยาททนายความและจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ทำให้ต้องห้ามทำการเป็นทนายความ แต่ผู้ถูกกล่าวหายังจัดทำคำให้การและว่าความแทนจำเลยต่อหน้าศาลรวม 4 ครั้ง ศาลจึงดำเนินการไต่สวนฐานละเมิดอำนาจศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้น

2. เหตุใดการว่าความและจัดทำคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาจึงถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

เมื่อผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษผิดมรรยาททนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 52 และถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนตามมาตรา 43 ย่อมขาดคุณสมบัติและต้องห้ามทำการเป็นทนายความตามมาตรา 33 การที่ผู้ถูกกล่าวหายังคงจัดทำคำให้การและว่าความแทนจำเลยต่อหน้าศาลจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ขัดต่อคำสั่งและระบบวินัยของวิชาชีพทนายความ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศักดิ์ศรีของศาล อันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาและกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

3. ศาลวินิจฉัยอย่างไรว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเรียงกระทง

ศาลพิเคราะห์ว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหามาจัดทำคำให้การให้จำเลย 1 ครั้ง และว่าความในฐานะทนายความจำเลยอีก 3 ครั้ง เป็นการกระทำคนละขณะ คนละวาระ แต่ละครั้งเป็นการกระทำที่เสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์แล้ว จึงถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหลายกรรมต่างกัน มิใช่การกระทำเดียวต่อเนื่องกัน ตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำคุก 4 กระทง กระทงละ 1 วัน รวมจำคุก 4 วัน โดยเรียงกระทงลงโทษ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมทั้งศาลฎีกาเห็นพ้องว่าการใช้บทกฎหมายเช่นนี้เป็นไปโดยชอบแล้ว

4. ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับการยกข้อเท็จจริงใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นฎีกา

ในชั้นฎีกาผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าการกระทำของตนไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและขอให้ศาลฎีกายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกลับคำให้การจากที่เคยรับสารภาพในศาลชั้นต้น และเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง การยกข้อเท็จจริงใหม่เช่นนี้ขัดต่อหลักกระบวนวิธีพิจารณาและเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และยืนยันคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

5. กรณีนี้ศาลมีอำนาจนับโทษจำคุกของผู้ถูกกล่าวหาต่อจากคดีอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 อย่างไร

จากพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนและรายงานของเจ้าหน้าที่ศาล ศาลทราบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการละเมิดอำนาจศาลในลักษณะเดียวกันอีกหลายคดี ศาลจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษและการนับโทษ ศาลเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องในเชิงพฤติกรรม แม้จะเป็นคนละคดีก็ตาม จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาลอื่นที่มีมาก่อน เพื่อให้โทษสอดคล้องกับความร้ายแรงของพฤติการณ์และป้องปรามการกระทำในลักษณะเดียวกันในอนาคต

6. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้รอการลงโทษในคดีละเมิดอำนาจศาลจากการว่าความโดยไม่มีอำนาจครั้งนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความ รู้กฎหมายและย่อมทราบสถานภาพของตนเองว่าถูกลงโทษผิดมรรยาทและถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนแล้ว ไม่อาจทำการเป็นทนายความได้ แต่กลับยังเข้ามาว่าความและจัดทำคำให้การต่อหน้าศาลโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและศาล อีกทั้งยังมีประวัติการกระทำผิดลักษณะใกล้เคียงกันหลายคดี ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเหตุอันควรปรานี ไม่สมควรได้รับการรอการลงโทษ และเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหาอยู่แล้ว จึงพิพากษายืนมิให้รอการลงโทษ

7. คำพิพากษาฉบับนี้ให้หลักกฎหมายหรือข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับวินัยทนายความและการละเมิดอำนาจศาลอย่างไรบ้าง

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญหลายประการ ได้แก่ (1) ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความต้องเคารพกฎหมายและวินัยวิชาชีพอย่างเคร่งครัด หากถูกลงโทษทางวินัยและถูกห้ามทำการแล้วแต่ยังฝ่าฝืน ย่อมมีความรับผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาฐานละเมิดอำนาจศาล (2) การว่าความโดยปราศจากอำนาจถือเป็นการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล กระทบต่อศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม (3) การกระทำหลายครั้งแม้อยู่ในคดีเดียวกัน หากเสร็จเด็ดขาดเป็นคนละวาระ ย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษเรียงกระทง และ (4) การยกข้อเท็จจริงใหม่ที่ขัดกับคำรับสารภาพในชั้นฎีกาเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลไม่รับวินิจฉัย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการธำรงความมั่นคงของกระบวนวิธีพิจารณาความ




คดีมรรยาททนายความ

ผู้รับมอบอำนาจเรียงหรือแต่งคำฟ้องได้
ขาดจากเป็นทนายความว่าความในศาลเป็นละเมิดอำนาจศาล
ห้ามมิให้ผู้ซึ่งมิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตทำการเป็นทนายความ
ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐว่าความอย่างทนายความ
ทนายความเข้ามีส่วนได้เสียในผลคดี
ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ