
| พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรมหลายฉบับ การเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง และคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับใดไว้เป็นฉบับสุดท้ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับหลังทำขึ้นโดยผู้ตายขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ และเมื่อพินัยกรรมฉบับหลังมีผลใช้บังคับแล้ว บุคคลที่เคยถูกระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับแรกแต่ไม่ได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก จะยังมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้เพียงใด คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญอย่างยิ่งว่า “ตำแหน่งผู้จัดการมรดก” มิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากความเกี่ยวพันในทรัพย์มรดก หากแต่ต้องอาศัยฐานะทางกฎหมายของผู้ร้องประกอบด้วย กล่าวคือ ผู้ร้องต้องเป็นทายาท ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้กองมรดก หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรงตามที่กฎหมายรับรอง การที่ชื่อของบุคคลหนึ่งเคยปรากฏอยู่ในพินัยกรรมฉบับเก่า มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะคงมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปได้เสมอ เมื่อพินัยกรรมฉบับใหม่ที่สมบูรณ์ได้เปลี่ยนแปลงเจตนาของเจ้ามรดกแล้ว คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญสำหรับการทำงานด้านคดีมรดก โดยเฉพาะในกรณีที่มีพินัยกรรมหลายฉบับ มีข้อโต้แย้งเรื่องสติสัมปชัญญะของผู้ทำพินัยกรรม และมีการคัดค้านสิทธิของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก อันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติทั้งในศาลและในการให้คำปรึกษากฎหมายด้านมรดก สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2520 ยกทรัพย์มรดกให้แก่บุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมทั้ง 7 คน กับมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว และกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ โดยกำหนดให้บุตรทั้ง 7 คนได้รับมรดกคนละส่วนเท่า ๆ กัน และเปลี่ยนตัวผู้จัดการมรดกเป็นผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องที่ 1 หลังจากนั้นยังมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เจ้ามรดกได้ทำหนังสือตัดทายาทบางคนมิให้รับมรดก อันเป็นเหตุให้เกิดข้อโต้แย้งซ้อนกันทั้งเรื่องสิทธิรับมรดก สิทธิเป็นผู้จัดการมรดก และผลบังคับของพินัยกรรมแต่ละฉบับ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรม ผู้ร้องทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก โดยอาศัยพินัยกรรมฉบับแรกเป็นหลัก ขณะที่ผู้คัดค้านทั้งสองโต้แย้งว่า พินัยกรรมฉบับแรกถูกเพิกถอนแล้วโดยพินัยกรรมฉบับหลังซึ่งสมบูรณ์และใช้บังคับได้ อีกทั้งผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีในชั้นฎีกาจึงเหลือเพียงว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับหลังนั้น ได้ทำขึ้นในขณะที่เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ เพราะหากพินัยกรรมฉบับหลังสมบูรณ์ ก็ย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกในส่วนที่ขัดกัน รวมทั้งย่อมทำให้การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรกสิ้นผลไปด้วยในส่วนที่ถูกแทนที่โดยเจตนาล่าสุดของเจ้ามรดก สาระของข้อพิพาทจึงมี 3 ชั้นพร้อมกัน ได้แก่ ชั้นแรกคือข้อพิพาทเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรมฉบับหลัง ชั้นที่สองคือผลทางกฎหมายของพินัยกรรมฉบับหลังต่อพินัยกรรมฉบับแรก และชั้นที่สามคือคุณสมบัติของผู้ร้องที่ 2 ว่ายังมีฐานะทางกฎหมายเพียงพอจะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ เมื่อชื่อของตนถูกตัดออกจากพินัยกรรมฉบับหลังและตนเองมิใช่ทายาทโดยธรรมหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเริ่มจากข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันก่อน กล่าวคือ เจ้ามรดกมีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ 7 คน เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับจริง และพินัยกรรมฉบับหลังเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับที่มีข้อความเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องการจัดสรรมรดกและตัวผู้จัดการมรดก ศาลจึงหันมาพิจารณาประเด็นเฉพาะที่ผู้ร้องที่ 2 ฎีกาขึ้นมาว่า เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ขณะทำพินัยกรรมฉบับหลัง ศาลฎีกาตรวจดูตัวพินัยกรรมฉบับหลังแล้วเห็นว่า ลักษณะการเขียน ตัวอักษร การใช้ถ้อยคำ และความหมายในเอกสารไม่มีส่วนใดผิดปกติที่จะบ่งชี้ว่าผู้ทำพินัยกรรมขาดสติสัมปชัญญะ ตรงกันข้าม กลับมีรายละเอียดที่แสดงถึงความรู้ตัวและความรอบคอบ เช่น การเขียนนามสกุลของบุคคลหนึ่งผิดแล้วขีดฆ่าแก้ไข พร้อมลงลายมือชื่อกำกับไว้ การกระทำเช่นนี้เป็นพฤติการณ์เชิงบวกที่สนับสนุนว่าผู้ทำพินัยกรรมยังมีความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจตามเจตนาของตนเองอย่างดี ศาลจึงไม่รับฟังข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของผู้ร้องที่ 2 ที่ว่าเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนให้เห็นเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า เหตุผลที่ผู้ร้องที่ 2 นำมาอ้าง เช่น พฤติการณ์ความขัดแย้งระหว่างเจ้ามรดกกับผู้คัดค้านทั้งสอง หรือความเห็นส่วนตัวว่าหากเจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมจริงควรมีผู้ช่วยจัดทำหรือควรมีพยานรู้เห็น ล้วนเป็นเพียงข้อสันนิษฐานและความเข้าใจของผู้ร้องเอง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเพียงพอจะลบล้างเอกสารพินัยกรรมที่ปรากฏชัดอยู่แล้วว่ามีลักษณะสมบูรณ์ เมื่อศาลรับฟังว่าพินัยกรรมฉบับหลังสมบูรณ์ จึงมีผลทางกฎหมายโดยตรงเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกในส่วนที่ขัดกัน โดยเฉพาะในส่วนของการตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ผลก็คือ ผู้ร้องที่ 2 ไม่อาจอาศัยพินัยกรรมฉบับแรกมาเป็นฐานสิทธิของตนได้อีกต่อไป ประเด็นสุดท้ายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ แม้ผู้ร้องที่ 2 เคยถูกระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับแรกในฐานะผู้จัดการมรดก แต่เมื่อพินัยกรรมฉบับหลังที่สมบูรณ์มิได้ตั้งผู้ร้องที่ 2 ไว้อีก และผู้ร้องที่ 2 ก็มิได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ หลักกฎหมายสำคัญข้อแรกของคดีนี้คือ หลักเรื่อง “เจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก” กฎหมายมรดกให้ความสำคัญอย่างสูงต่อเจตนาของเจ้ามรดกในการกำหนดการจัดการทรัพย์สินภายหลังความตาย ดังนั้น เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และพินัยกรรมนั้นมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับพินัยกรรมฉบับเดิม ย่อมถือได้ว่าพินัยกรรมฉบับใหม่แสดงเจตนาล่าสุดและมีผลแทนที่ฉบับเดิมในส่วนที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ หลักนี้มีรากฐานอยู่บนเหตุผลเชิงนิติปรัชญาว่า เสรีภาพของเจ้ามรดกในการจัดการทรัพย์ของตนต้องได้รับความเคารพตราบเท่าที่เป็นไปโดยสมัครใจและภายใต้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หลักกฎหมายข้อที่สองคือ เรื่อง “ภาระการพิสูจน์ความไม่สมบูรณ์ของพินัยกรรม” ผู้ที่กล่าวอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์เพราะผู้ทำพินัยกรรมขาดสติสัมปชัญญะ ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นอย่างมีน้ำหนัก ไม่อาจอาศัยเพียงข้อสงสัย ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีในครอบครัว หรือข้อคาดเดาจากพฤติการณ์ภายนอกโดยลำพังได้ เพราะพินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในฐานะการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก หากจะล้มล้างผลของพินัยกรรม จึงต้องมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ หลักกฎหมายข้อที่สามคือ เรื่อง “สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บุคคลที่จะขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นผู้มีฐานะเกี่ยวข้องกับกองมรดกอย่างแท้จริง เช่น ทายาท ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้ของกองมรดก หรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดก การเคยถูกระบุชื่อในพินัยกรรมฉบับเก่าซึ่งต่อมาถูกเพิกถอนไปแล้ว ไม่ก่อให้เกิดสิทธิคงอยู่โดยลำพัง หากขาดฐานะอื่นที่กฎหมายรองรับ บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1713 คือการจำกัดวงบุคคลผู้มีสิทธิขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกหรือผู้ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการกองมรดก อันอาจนำไปสู่ความล่าช้า ความสับสน หรือการใช้กระบวนพิจารณาในทางไม่สุจริต บทบัญญัตินี้จึงทำหน้าที่ทั้งในเชิงคุ้มครองทรัพย์มรดกและคุ้มครองทายาทหรือผู้มีสิทธิแท้จริง ในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้สะท้อนแนวทางที่ศาลยึดถือมาโดยสม่ำเสมอในคดีมรดกว่า ศาลจะพิจารณาเอกสารพินัยกรรมจากตัวเอกสารเองประกอบพยานแวดล้อม และจะไม่เพิกถอนผลของพินัยกรรมง่าย ๆ เว้นแต่มีเหตุชัดเจนเรื่องความไม่สมบูรณ์ของรูปแบบหรือขาดสติสัมปชัญญะ ทั้งยังสะท้อนแนววินิจฉัยสำคัญอีกประการหนึ่งว่า สิทธิในการเข้ามาจัดการกองมรดกไม่ใช่สิทธิเปิดกว้าง แต่ต้องเป็นสิทธิของบุคคลที่กฎหมายถือว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกจริงเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คดีนี้วางหลัก 2 ชั้นที่นักกฎหมายควรจดจำ คือ ชั้นแรก หากพินัยกรรมฉบับหลังสมบูรณ์ ย่อมใช้บังคับเหนือฉบับก่อน และชั้นที่สอง หากบุคคลหนึ่งหลุดออกจากพินัยกรรมฉบับหลังและไม่มีฐานะทางมรดกอื่นรองรับ บุคคลนั้นย่อมหมดสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แม้เคยมีชื่อในพินัยกรรมฉบับเดิมก็ตาม ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในคดีมรดกที่มีพินัยกรรมหลายฉบับ ผู้ปฏิบัติงานกฎหมายต้องแยกประเด็นให้ชัดระหว่าง “สิทธิรับมรดก” กับ “สิทธิเป็นผู้จัดการมรดก” เพราะแม้บุคคลบางคนจะเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมฉบับหนึ่ง แต่เมื่อมีพินัยกรรมฉบับหลังที่สมบูรณ์มาเปลี่ยนแปลง การแต่งตั้งเดิมย่อมสิ้นผลได้ และหากบุคคลดังกล่าวไม่มีฐานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอยู่ด้วย ก็ไม่อาจอาศัยเพียงประวัติการถูกแต่งตั้งในอดีตมาเรียกร้องสิทธิในปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ คดีนี้ยังเตือนให้เห็นว่า การโต้แย้งพินัยกรรมด้วยเหตุขาดสติสัมปชัญญะไม่ควรยกขึ้นอย่างกว้างหรือเลื่อนลอย แต่ต้องเตรียมพยานหลักฐานทางการแพทย์ พยานบุคคลใกล้ชิด หรือพยานแวดล้อมที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาที่มีการทำพินัยกรรมอย่างแท้จริง เพราะหากศาลพิจารณาจากตัวเอกสารแล้วเห็นว่ามีความสมบูรณ์ชัดเจน การคัดค้านโดยไม่มีหลักฐานหนักแน่นย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำความสำคัญของการจัดทำพินัยกรรมให้ชัดเจน หากเจ้ามรดกประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้จัดการมรดกหรือเปลี่ยนวิธีแบ่งทรัพย์สิน ควรจัดทำพินัยกรรมใหม่ให้ครบถ้วน ชัดแจ้ง และถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีความขัดแย้งสะสมหรือมีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินอยู่ก่อนแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองถูกเจ้ามรดกตัดมิให้รับมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 2 มิใช่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก และพินัยกรรมฉบับหลังสุดมิได้ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก จึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 รวมทั้งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นทุกประการ โดยยังคงให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก และไม่รับรองสิทธิของผู้ร้องที่ 2 ในการขอเป็นผู้จัดการมรดก 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ ทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จึงมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกในส่วนที่ขัดกัน เมื่อผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายมรดกไว้อย่างชัดเจนว่า พินัยกรรมฉบับหลังที่สมบูรณ์ย่อมมีผลแทนที่หรือเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน โดยศาลจะยึดเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ ผู้ใดจะโต้แย้งว่าพินัยกรรมฉบับหลังไม่สมบูรณ์เพราะผู้ทำพินัยกรรมขาดสติสัมปชัญญะ ต้องนำสืบด้วยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก ไม่อาจอาศัยเพียงข้อสงสัยหรือข้อคาดเดาได้ อีกทั้งสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมิใช่สิทธิทั่วไปของบุคคลใดก็ได้ แต่เป็นสิทธิของทายาท ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรงเท่านั้น หากขาดฐานะดังกล่าว แม้เคยมีชื่อในพินัยกรรมฉบับเดิม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 1713 ได้ หลักดังกล่าวช่วยคุ้มครองทั้งเจตนาของเจ้ามรดกและความสงบเรียบร้อยในการจัดการกองมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับหลังมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือไม่ และบุคคลที่มิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกจะมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพินัยกรรมฉบับหลังสมบูรณ์ย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน และผู้ที่มิใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียย่อมไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก หลักกฎหมายมรดกกำหนดว่า หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมหลายฉบับ และพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดหรือแตกต่างจากฉบับก่อน พินัยกรรมฉบับหลังซึ่งเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกย่อมมีผลใช้บังคับแทนที่ฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน ดังนั้นเมื่อศาลรับฟังว่าพินัยกรรมฉบับหลังทำขึ้นโดยเจ้ามรดกขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พินัยกรรมฉบับแรกจึงถูกเพิกถอนในส่วนที่ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก 2. ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1713) มาตรา 1713 วางหลักว่า บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาท ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยตรง หากบุคคลใดมิได้มีฐานะดังกล่าว แม้เคยมีชื่อในพินัยกรรมฉบับเดิม แต่เมื่อพินัยกรรมฉบับหลังมิได้ตั้งไว้ และบุคคลนั้นไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ก็ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้หลายฉบับ ศาลจะถือเอาฉบับใดเป็นหลักในการวินิจฉัยสิทธิของทายาทและผู้จัดการมรดก คำตอบ ในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้หลายฉบับ ศาลจะไม่เลือกถือเอาฉบับใดเพียงเพราะทำขึ้นก่อนหรือหลังเท่านั้น แต่จะพิจารณาก่อนว่าพินัยกรรมแต่ละฉบับสมบูรณ์ตามแบบและเงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ หากพินัยกรรมฉบับหลังเป็นฉบับที่สมบูรณ์และมีข้อความขัดหรือแย้งกับพินัยกรรมฉบับก่อน ย่อมถือได้ว่าพินัยกรรมฉบับหลังเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกและมีผลเพิกถอนหรือแทนที่ฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน หลักนี้สำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดก เพราะเจตนาสุดท้ายของเจ้ามรดกเป็นหัวใจของการตีความพินัยกรรม ดังนั้น หากพินัยกรรมฉบับหลังเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการมรดกหรือเปลี่ยนวิธีแบ่งทรัพย์สิน ศาลย่อมต้องเคารพเจตนาดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพินัยกรรมฉบับหลังไม่สมบูรณ์หรือทำขึ้นโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ คำถาม 2. การอ้างว่าผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะขณะทำพินัยกรรม ต้องพิสูจน์อย่างไรจึงจะมีน้ำหนักในศาล คำตอบ การกล่าวอ้างว่าผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นข้อกล่าวอ้างที่มีผลร้ายแรงต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ดังนั้น ผู้ที่ยกข้อนี้ขึ้นอ้างต้องมีภาระนำสืบด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและมีน้ำหนัก เช่น เวชระเบียนหรือความเห็นแพทย์ที่ใกล้เคียงช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม พยานบุคคลใกล้ชิดที่เห็นอาการผิดปกติอย่างต่อเนื่อง หรือข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ชี้ว่าผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถรับรู้ความหมายและผลของการกระทำของตนได้จริง หากมีเพียงข้อสงสัยทั่วไป ความขัดแย้งภายในครอบครัว หรือการคาดเดาว่าผู้สูงอายุไม่น่าจะเขียนพินัยกรรมเองได้ ศาลมักไม่รับฟังเพียงพอจะล้มล้างเอกสารพินัยกรรม เพราะพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างสำคัญ การจะทำลายผลของพินัยกรรมจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่แน่นหนา ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐาน คำถาม 3. ผู้ที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม แต่เคยถูกตั้งชื่อไว้ในพินัยกรรมฉบับแรกเป็นผู้จัดการมรดก ยังมีสิทธิร้องขอต่อศาลได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว สิทธิร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกมิได้เกิดจากการมีชื่อในพินัยกรรมฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าบุคคลนั้นยังมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกอยู่หรือไม่ หากต่อมาปรากฏว่ามีพินัยกรรมฉบับหลังที่สมบูรณ์และพินัยกรรมฉบับนั้นมิได้ตั้งบุคคลดังกล่าวไว้เป็นผู้จัดการมรดกอีก อีกทั้งบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรม และไม่ใช่เจ้าหนี้หรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกโดยตรง บุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อไป หลักการนี้เป็นไปตามแนวคิดว่าการจัดการมรดกควรอยู่ในมือของบุคคลที่มีฐานะเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกจริง มิใช่ผู้ที่เคยมีชื่อปรากฏในเอกสารเก่าแต่สิทธิตามเอกสารนั้นถูกเพิกถอนไปแล้ว คำถาม 4. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับมีความน่าเชื่อถือและใช้บังคับได้เพียงใดในทางกฎหมาย คำตอบ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับเป็นรูปแบบพินัยกรรมที่กฎหมายรับรอง หากผู้ทำพินัยกรรมได้เขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือของตนเอง ลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด พินัยกรรมชนิดนี้ย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่ต่างจากพินัยกรรมรูปแบบอื่น แม้จะไม่มีพยานรู้เห็นในขณะทำพินัยกรรมก็ตาม ความน่าเชื่อถือของพินัยกรรมแบบนี้จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการมีพยาน แต่ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของแบบและความสามารถในการพิสูจน์ว่าเป็นลายมือและเจตนาของผู้ทำจริง ในทางพิจารณาคดี ศาลมักพิจารณาจากลักษณะตัวอักษร ความสอดคล้องของข้อความ การแก้ไขเอกสาร และพยานแวดล้อมอื่นประกอบกัน หากไม่ปรากฏข้อบกพร่องสำคัญหรือเหตุอันควรสงสัยว่าขาดสติสัมปชัญญะ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับย่อมมีน้ำหนักใช้บังคับได้ คำถาม 5. หากในพินัยกรรมมีการขีดฆ่าคำผิดหรือแก้ไขข้อความ จะทำให้พินัยกรรมเสียไปทั้งฉบับหรือไม่ คำตอบ การที่พินัยกรรมมีการขีดฆ่า แก้คำ หรือเติมข้อความ มิได้ทำให้พินัยกรรมเสียไปโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาว่าการแก้ไขนั้นเกิดขึ้นโดยผู้ทำพินัยกรรมเองหรือไม่ และมีลักษณะสอดคล้องกับการแสดงเจตนาโดยสุจริตหรือไม่ หากการแก้ไขปรากฏควบคู่กับลายมือเดียวกัน มีลายมือชื่อกำกับ หรือมีลักษณะเชื่อมโยงกับตัวเอกสารโดยธรรมชาติ ศาลอาจกลับมองว่าการแก้ไขดังกล่าวสะท้อนถึงความรอบคอบและความรู้ตัวของผู้ทำพินัยกรรมด้วยซ้ำ ในคดีลักษณะนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การมีรอยแก้ไขหรือไม่ แต่คือรอยแก้ไขนั้นทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญต่อความแท้จริงของเอกสารหรือไม่ หากไม่ก่อให้เกิดข้อสงสัยในสาระสำคัญ พินัยกรรมยังคงใช้บังคับได้ และรอยแก้ไขอาจเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ในขณะจัดทำเอกสาร คำถาม 6. หนังสือตัดทายาทไม่ให้รับมรดกมีผลทันทีหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกอย่างไร คำตอบ หนังสือตัดทายาทหรือการแสดงเจตนามิให้บุคคลบางคนได้รับมรดก จะมีผลหรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติกฎหมายมรดกและพินัยกรรมอย่างรอบด้าน เพราะไม่ใช่การเขียนข้อความใด ๆ แล้วจะตัดสิทธิของทายาทได้โดยสมบูรณ์เสมอไป ต้องพิจารณาทั้งรูปแบบเอกสาร เนื้อหา และความสัมพันธ์กับพินัยกรรมฉบับที่ใช้บังคับอยู่ อย่างไรก็ดี แม้ประเด็นสิทธิรับมรดกของบุคคลใดจะยังมีข้อโต้แย้งอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาแยกอีกชั้นหนึ่งว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับกองมรดกหรือไม่ ดังนั้น หนังสือตัดทายาทอาจกระทบต่อฐานะของบุคคลในฐานะผู้มีสิทธิรับทรัพย์ แต่ศาลยังต้องพิจารณาองค์ประกอบทางกฎหมายอื่นประกอบด้วยก่อนจะวินิจฉัยเรื่องผู้จัดการมรดก คำถาม 7. เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้เฉพาะทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ คำตอบ เหตุผลสำคัญที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไว้เฉพาะทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกเข้ามาแทรกแซงการบริหารกองมรดกโดยไม่จำเป็น การจัดการมรดกเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน สิทธิของทายาท หนี้ของกองมรดก และการดำเนินคดีแทนกองมรดก จึงต้องอยู่ในมือของผู้ที่มีความผูกพันทางกฎหมายกับทรัพย์นั้นจริง กฎหมายจึงวางหลักไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ลดข้อพิพาทซ้ำซ้อน และป้องกันการใช้กระบวนการศาลในลักษณะที่อาจสร้างภาระแก่กองมรดกโดยไม่ชอบ หลักนี้ยังช่วยให้การบริหารทรัพย์มรดกมีความคล่องตัว เพราะผู้ได้รับแต่งตั้งย่อมเป็นบุคคลที่มีเหตุผลและแรงจูงใจในการดูแลผลประโยชน์ของกองมรดกอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพียงทางอ้อมหรือเกี่ยวข้องในเชิงอารมณ์เท่านั้น คำถาม 8. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้ที่กำลังจะทำพินัยกรรมหรือครอบครัวที่คาดว่าจะมีข้อพิพาทเรื่องมรดก คำตอบ บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือ ผู้ที่ประสงค์จะจัดการมรดกของตนล่วงหน้าควรทำพินัยกรรมให้ชัดเจน ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ หากมีเจตนาเปลี่ยนแปลงการแบ่งทรัพย์หรือเปลี่ยนตัวผู้จัดการมรดก ควรทำพินัยกรรมฉบับใหม่ให้ถูกต้องตามแบบกฎหมายและเก็บรักษาไว้ในลักษณะที่ตรวจสอบได้ง่าย เพื่อลดข้อโต้แย้งภายหลังเสียชีวิต ขณะเดียวกันครอบครัวหรือทายาทที่เกี่ยวข้องก็ควรเข้าใจว่าการคัดค้านพินัยกรรมต้องอาศัยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจหรือความสงสัยส่วนตัว นอกจากนี้ หากบุคคลใดต้องการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จำเป็นต้องประเมินฐานะทางกฎหมายของตนก่อนว่าตนเป็นทายาท ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้ หรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหรือไม่ เพราะหากไม่มีฐานะดังกล่าว การยื่นคำร้องอาจถูกยกได้ตั้งแต่ต้น คำถาม 9. หากพินัยกรรมฉบับหลังเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวผู้จัดการมรดก แต่ไม่ได้เปลี่ยนสาระการแบ่งทรัพย์ทั้งหมด จะถือว่าเพิกถอนฉบับแรกทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน คำตอบ หลักกฎหมายเรื่องพินัยกรรมหลายฉบับมิได้บังคับว่าพินัยกรรมฉบับหลังจะต้องทำลายผลของฉบับแรกทั้งหมดเสมอไป การเพิกถอนจะมีผลเพียงเท่าที่ข้อความของพินัยกรรมทั้งสองฉบับขัดแย้งกันหรือไม่อาจใช้บังคับร่วมกันได้ ดังนั้น หากพินัยกรรมฉบับหลังเปลี่ยนเฉพาะเรื่องผู้จัดการมรดก แต่ส่วนการยกทรัพย์หรือรายละเอียดบางอย่างในฉบับแรกยังไม่ขัดกันโดยตรง ศาลอาจตีความว่าฉบับแรกยังคงใช้บังคับได้ในส่วนที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม หากเนื้อหาของพินัยกรรมฉบับหลังมีลักษณะเป็นการจัดระเบียบทรัพย์มรดกใหม่ทั้งหมดหรือแสดงเจตนาชัดว่าให้ใช้ฉบับล่าสุดเป็นหลัก ศาลก็มักรับฟังว่าฉบับหลังเป็นเจตนาสุดท้ายที่ครอบคลุมกว่า ในทางปฏิบัติ ผู้ร่างพินัยกรรมจึงควรระบุให้ชัดว่าประสงค์เพิกถอนฉบับก่อนทั้งหมดหรือเฉพาะบางส่วน เพื่อลดปัญหาการตีความในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2534 อ. ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกตั้งผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ฉบับหลังตั้งผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อพินัยกรรมฉบับหลังสมบูรณ์ย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกที่ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของ อ. ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ฎีกาย่อ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า หลวงอาจอัคคีการมีบุตร 7 คน และได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ 25 มิถุนายน 2520 ยกทรัพย์มรดกให้บุตรทั้ง 7 คนกับมูลนิธิหลวงอาจอัคคีการและแสร์ พร้อมตั้งผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาทำหนังสือตัดทายาท 5 คนมิให้รับมรดก เมื่อหลวงอาจอัคคีการถึงแก่กรรม ผู้ร้องจึงขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านว่า พินัยกรรมฉบับดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งกำหนดให้บุตรทั้ง 7 คนได้ส่วนแบ่งเท่ากัน และตั้งผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งหนังสือตัดทายาทเป็นเอกสารปลอม ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองถูกตัดมิให้รับมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 2 มิใช่ทายาทโดยธรรม และพินัยกรรมฉบับหลังสุดก็มิได้ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก จึงตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นมีเพียงว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ทำขึ้นขณะหลวงอาจอัคคีการมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อพิจารณาพินัยกรรมแล้วเห็นว่าลายมือ ตัวอักษร และข้อความชัดเจน ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าผู้ทำพินัยกรรมขาดสติ อีกทั้งยังมีการแก้คำผิดและลงชื่อกำกับ แสดงถึงความรอบคอบ ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าผู้ตายไร้สติ ข้ออ้างต่าง ๆ เป็นเพียงการคาดเดา จึงรับฟังหักล้างพินัยกรรมไม่ได้ พินัยกรรมฉบับหลังจึงสมบูรณ์และมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกในส่วนที่ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า หลวงอาจอัคคีการ (อาจ)มีบุตร 7 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2นางพรโพยม นางพงศ์พริ้ง นายชาลี และนายอุดม หลวงอาจอัคคีการได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ 25มิถุนายน 2520 ยกทรัพย์มรดกให้แก่บุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมทั้ง 7 คน กับมูลนิธิหลวงอาจอัคคีการและแสร์ และตั้งผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาหลวงอาจอัคคีการได้ทำหนังสือตัดทายาทไม่ให้รับมรดก 5 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 นางพรโพยม นางพงศ์พริ้ง และนายชาลี หลวงอาจอัคคีการถึงแก่กรรม ผู้ร้องที่ 1 นายอุดมและมูลนิธิหลวงอาจอัคคีการและแสร์ จึงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงอาจอัคคีการ ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน พินัยกรรมที่ผู้ร้องขอทั้งสองอ้างมาไม่มีผลบังคับเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ซึ่งระบุให้บุตรซึ่งเป็นทายาททั้ง 7 คนได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน และตั้งผู้คัดค้านทั้งสองและผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกหลวงอาจอัคคีการไม่เคยทำหนังสือตัดทายาททั้งห้าไม่ให้รับมรดก หากมีหนังสือตัดทายาทจริงก็เป็นเอกสารปลอม จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมายผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ถูกเพิกถอน ผู้ร้องทั้งสองไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่ผู้คัดค้านทั้งสองสมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงอาจอัคคีการ และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองถูกเจ้ามรดกตัดมิให้รับมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 2 มิใช่ทายาทโดยธรรมของหลวงอาจอัคคีการและพินัยกรรมฉบับหลังสุดมิได้ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของหลวงอาจอัคคีการ ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 และคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ผู้ร้องที่ 2และผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติว่า หลวงอาจอัคคีการกับนางแสร์ มีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน 7 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องที่ 1ผู้คัดค้านที่ 1 นางพรโพยม นางพงศ์พริ้งนายชาลี และนายอุดม บิดามารดาหลวงอาจอัคคีการ ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นางแสร์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5กันยายน 2521 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองและนางแขไขดวง เป็นผู้จัดการมรดกของนางแสร์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 11771/2521 ของศาลชั้นต้น หลวงอาจอัคคีการถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2527 ก่อนตายหลวงอาจอัคคีการได้ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2520 ยกทรัพย์มรดกให้แก่บุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมทั้ง 7 คน กับมูลนิธิหลวงอาจอัคคีการและแสร์ และตั้งผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ตามเอกสารหมาย ร.4 ฉบับหลังเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ยกทรัพย์มรดกให้แก่บุตรทั้ง7 คน โดยแบ่งออกเป็น 7 ส่วนเท่า ๆ กัน และตั้งผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามเอกสารหมาย ค.1 ต่อมาวันที่30 มกราคม 2524 หลวงอาจอัคคีการได้ทำหนังสือตัดผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมด้วยนางพรโพยม นางพงศ์พริ้ง และนายชาลี มิให้รับมรดก คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 เพียงว่า หลวงอาจอัคคีการทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ในขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ศาลฎีกาตรวจดูพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2523 ตามเอกสารหมาย ค.1 แล้ว เห็นว่า ลักษณะการเขียน ตัวอักษร และข้อความต่าง ๆ ในพินัยกรรมดังกล่าวไม่มีตอนใดผิดปกติที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมีข้อความและความหมายชัดเจน เมื่อเขียนนามสกุลของผู้คัดค้านที่ 2 ผิดเป็นอักษร ณ ก็ได้ขีดฆ่าแล้วเขียนตัวอักษร น ให้ถูกต้อง และได้เซ็นชื่อกำกับไว้ด้วย แสดงถึงความมีสติทั้งมีความรอบคอบอย่างดีอีกด้วยที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่า หลวงอาจอัคคีการมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ขณะทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า หลวงอาจอัคคีการมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์อย่างไรเหตุผลที่ผู้ร้องที่ 2 ยกขึ้นเป็นข้อฎีกาได้แก่พฤติการณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองที่ได้กระทำต่อหลวงอาจอัคคีการ กล่าวคือผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแสร์ ได้ยื่นฟ้องหลวงอาจอัคคีการเพื่อเรียกเอาทรัพย์สินจากหลวงอาจอัคคีการ อ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างหลวงอาจอัคคีการกับนางแสร์ ทำให้หลวงอาจอัคคีการโกรธผู้คัดค้านทั้งสองส่วนที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่า หากหลวงอาจอัคคีการมีเจตนาจะทำพินัยกรรมจริง ก็ควรจะมีผู้ปรึกษาหารือหรือผู้หนึ่งผู้ใดจัดทำขึ้นและควรมีพยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรมด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นความเข้าใจและเป็นการคาดเดาของผู้ร้องที่ 2 เองทั้งสิ้น จึงไม่มีน้ำหนักที่จะให้รับฟังหักล้างข้อความในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้ ดังนี้พินัยกรรมฉบับหลังตามเอกสารหมาย ค.1 จึงสมบูรณ์และมีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกที่ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อปรากฏว่า ผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของหลวงอาจอัคคีการ จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงอาจอัคคีการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713" พิพากษายืน |



