
| คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกที่มักถูกมองข้าม คือเมื่อเริ่มต้นคดีในลักษณะ “คดีไม่มีข้อพิพาท” โดยผู้ร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม แต่ต่อมามีผู้คัดค้านเข้ามาโต้แย้งว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน คดีดังกล่าวย่อมแปรสภาพเป็น “คดีมีข้อพิพาท” ซึ่งศาลต้องเคร่งครัดต่อหลักการส่งคำคู่ความ การแจ้งสิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และการเปิดโอกาสให้บุคคลที่อาจถูกกระทบสิทธิเข้ามาต่อสู้คดีอย่างครบถ้วน หากละเลยขั้นตอนดังกล่าว แม้ศาลจะได้มีคำพิพากษาไปแล้ว กระบวนพิจารณาทั้งหมดก็อาจถูกเพิกถอนและต้องเริ่มดำเนินใหม่ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญอย่างยิ่งทั้งในทางคดีมรดกและในทางวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะศาลฎีกาเน้นย้ำว่า ความยุติธรรมในคดีมิได้อยู่เพียงผลแพ้ชนะ แต่รวมถึงความชอบด้วยกระบวนการที่ต้องคุ้มครองสิทธิของทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย และบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาด้วย สรุปข้อเท็จจริงของคดี เดิมผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางศรีสมร ผู้ตาย โดยอ้างพินัยกรรมลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งระบุให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรมและให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องโดยชอบ ต่อมาผู้คัดค้านเข้ามายื่นคำคัดค้าน อ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของผู้ตาย และขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรมดังกล่าว โดยกล่าวว่าผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกกลฉ้อฉลและเกิดจากความสำคัญผิด จึงเป็นพินัยกรรมที่ตกเป็นโมฆะ พร้อมทั้งขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้าน สำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง และให้ดำเนินคดีต่อไปอย่างคดีมีข้อพิพาท ภายหลังคดีดำเนินต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านในส่วนขอตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ โดยตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมามีผู้ร้องสอดเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี และเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของทายาทอื่น ๆ จนเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกา โดยประเด็นสำคัญที่สุดกลับมิใช่เพียงว่าใครควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่เป็นว่า “กระบวนพิจารณาเดิมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ส่งคำคัดค้านและหมายเรียกแก่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ทั้งยังมิได้มีการประกาศสาธารณะเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นเข้ามาปกป้องสิทธิ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกประเด็นออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน ประเด็นแรก คำคัดค้านที่ขอเพิกถอนพินัยกรรมมิใช่เพียงการคัดค้านคำร้องธรรมดา แต่มีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ สิทธิของทายาทตามพินัยกรรมย่อมสิ้นไปโดยตรง คำคัดค้านเช่นนี้จึงมีสภาพเทียบได้กับ “คำฟ้อง” ต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็น “ฟ้องแย้ง” ต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ดังนั้น เมื่อคดีกลายสภาพจากคดีไม่มีข้อพิพาทเป็นคดีมีข้อพิพาท ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำคัดค้านแก่ทายาทตามพินัยกรรมทุกคน ไม่ใช่ส่งเพียงให้ผู้ร้องทั้งสองเท่านั้น ศาลฎีกาชี้ด้วยว่า ในระยะเวลาดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคน การส่งคำคัดค้านให้เฉพาะผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจถือว่าเป็นการแจ้งแก่ผู้มีสิทธิเกี่ยวข้องทั้งหมด ประเด็นที่สอง ในส่วนที่ผู้คัดค้านขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวนั้น ข้อเท็จจริงตามบัญชีเครือญาติท้ายคำร้องกลับปรากฏว่ายังมีทายาทโดยธรรมอื่นอีก โดยเฉพาะบุตรของนายวัลลภซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก อันเข้าลักษณะทายาทรับมรดกแทนที่รวม 7 คน ซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่น เช่น เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้ซึ่งสิทธิอาจถูกกระทบจากผลแห่งคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้คดีดำเนินต่อไปอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว ย่อมต้องสั่งให้ส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามที่ปรากฏในขณะนั้น และต้องให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นเข้ามาปกป้องสิทธิของตน การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่มุ่งหมายให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความและการพิจารณาคดี ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยต้องดำเนินการประกาศสาธารณะคำคัดค้าน และส่งคำคู่ความพร้อมหมายเรียกหรือหมายนัดแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดใหม่ ก่อนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนฎีกาของผู้ร้องสอดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคดี จึงยกฎีกาผู้ร้องสอด วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งกำหนดหลักสำหรับคดีไม่มีข้อพิพาทว่า หากมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลนั้นมาเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีมีข้อพิพาท หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ว่า แม้คดีจะเริ่มต้นโดยไม่มีคู่พิพาท แต่เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิขึ้นจริง ศาลต้องเปลี่ยนรูปแบบการพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อพิพาท เพื่อให้บุคคลซึ่งสิทธิจะถูกกระทบมีโอกาสรับรู้ข้อกล่าวหา ได้รับสำเนาคำคู่ความ และมีสิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังอ้างถึงมาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตรา 173 วรรคหนึ่ง มาตรา 177 และมาตรา 57 (3) เพื่อรองรับหลักเรื่องการนำคดีเข้าสู่ศาล การส่งหมายเรียกและคำคู่ความแก่จำเลยหรือผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ และการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาในคดี หลักเกณฑ์เหล่านี้มิใช่เพียงพิธีการทางเทคนิค แต่เป็นรากฐานของหลักฟังความสองฝ่ายและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม หากละเลย แม้คำพิพากษาจะมีเหตุผลเพียงใด ก็อาจไม่อาจยืนอยู่ได้ ส่วนมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 ที่ศาลฎีกาใช้อำนาจนั้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องการส่งคำคู่ความไม่ครบถ้วนและการไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าคดี เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอย่างครบถ้วน เพราะระบบยุติธรรมไม่อาจยอมรับกระบวนพิจารณาที่อาจตัดสิทธิของบุคคลโดยที่บุคคลนั้นไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบและไม่มีโอกาสต่อสู้ ในแง่กฎหมายมรดก คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่า การร้องตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมิใช่เรื่องเฉพาะตัวของผู้ร้องกับศาล หากแต่มีผลกระทบต่อโครงสร้างสิทธิของทายาทตามพินัยกรรม ทายาทโดยธรรม ผู้รับมรดกแทนที่ เจ้าหนี้กองมรดก และบุคคลอื่นที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะเพราะกลฉ้อฉลและสำคัญผิด ประเด็นดังกล่าวย่อมกระทบฐานสิทธิของทุกฝ่ายพร้อมกัน ศาลจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการกำหนดคู่ความและการแจ้งสิทธิ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ตอกย้ำหลักที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า เมื่อผลของคำพิพากษาอาจกระทบสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นต้องได้รับโอกาสเข้าสู่กระบวนการพิจารณา หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐานของความยุติธรรมเชิงกระบวนวิธี และมักปรากฏในคดีที่มีลักษณะพัวพันผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย เช่น คดีมรดก คดีเพิกถอนนิติกรรม หรือคดีเกี่ยวกับฐานะบุคคล ความสำคัญเชิงปฏิบัติของคำพิพากษานี้มีอย่างน้อยสี่ประการ ประการแรก ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านในคดีตั้งผู้จัดการมรดกต้องสำรวจผู้มีส่วนได้เสียให้ครบถ้วนที่สุดตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นทายาทตามพินัยกรรม ทายาทโดยธรรม ผู้รับมรดกแทนที่ หรือเจ้าหนี้กองมรดก เพราะการละเลยบุคคลเพียงบางส่วนอาจทำให้ทั้งคดีต้องเริ่มใหม่ ประการที่สอง หากคำคัดค้านมีคำขอเพิกถอนพินัยกรรม คำคัดค้านนั้นย่อมมีลักษณะเกินกว่าการโต้แย้งทางพิธีการ แต่เป็นการฟ้องกระทบสิทธิในเนื้อหาสาระโดยตรง จึงต้องใช้มาตรฐานการส่งคำคู่ความและการกำหนดคู่ความแบบคดีมีข้อพิพาทอย่างเคร่งครัด ประการที่สาม คำอ้างว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมเพียงผู้เดียว ศาลจะไม่รับเพียงถ้อยคำกล่าวอ้าง หากเอกสารในสำนวนเองปรากฏว่ามีทายาทอื่นอยู่ด้วย ศาลย่อมต้องคุ้มครองบุคคลเหล่านั้นโดยสั่งให้ได้รับแจ้งคดี มิฉะนั้นคำพิพากษาที่ออกมาอาจกระทบสิทธิโดยไม่ชอบ ประการที่สี่ คำพิพากษานี้เตือนนักกฎหมายและคู่ความว่า ความแพ้ชนะในคดีมิได้ผูกอยู่กับเนื้อหาข้อพิพาทเพียงอย่างเดียว แต่ผูกอยู่กับความถูกต้องของ “วิธีพิจารณา” อย่างแยกไม่ออก หากกระบวนการต้นทางไม่ชอบ คำพิพากษาปลายทางย่อมถูกลบล้างได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองที่ขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านในส่วนที่ขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน เพราะมิได้ส่งคำคู่ความและประกาศสาธารณะให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดเข้ามาคุ้มครองสิทธิ จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักสำคัญว่า เมื่อคดีมรดกเริ่มต้นจากคำร้องไม่มีข้อพิพาท แต่ภายหลังมีคำคัดค้านที่กระทบสิทธิในเนื้อหาสาระ เช่น การขอเพิกถอนพินัยกรรมหรือการขอตั้งผู้จัดการมรดกแทน คดีนั้นย่อมแปรสภาพเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยสมบูรณ์ ศาลและคู่ความต้องปฏิบัติตามหลักวิธีพิจารณาอย่างเคร่งครัด มิใช่มองว่าเป็นเพียงข้อโต้แย้งประกอบคำร้องเดิม สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้มิได้อยู่ที่ใครควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่คือการวางหลักว่า บุคคลซึ่งสิทธิอาจถูกกระทบจากผลแห่งคำพิพากษาต้องได้รับการแจ้งคดีและมีโอกาสต่อสู้ก่อนเสมอ เพราะคำพิพากษาที่เกิดจากกระบวนพิจารณาไม่ครบถ้วน แม้จะมีเหตุผลในทางเนื้อหา ก็ไม่อาจถือว่าเป็นความยุติธรรมที่สมบูรณ์ได้ ในทางปฏิบัติ คดีนี้เตือนอย่างชัดเจนว่า การจัดทำบัญชีทายาท การตรวจสอบผู้รับมรดกแทนที่ การระบุผู้มีส่วนได้เสีย และการขอให้ศาลประกาศสาธารณะเมื่อจำเป็น เป็นขั้นตอนที่มีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคดีโดยตรง มิใช่เพียงงานธุรการประกอบสำนวน ผู้ดำเนินคดีมรดกที่ละเลยขั้นตอนเหล่านี้เสี่ยงอย่างยิ่งต่อการถูกเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด มาตรากฎหมายสำคัญ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสภาพคดีจากคดีไม่มีข้อพิพาทไปเป็นคดีมีข้อพิพาท เมื่อมีคำคัดค้านที่ขอเพิกถอนพินัยกรรมและขอตั้งผู้จัดการมรดกแทน ซึ่งทำให้ศาลต้องปฏิบัติตามหลักเรื่องการส่งคำคู่ความและการแจ้งสิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนอย่างเคร่งครัด หากไม่ดำเนินการให้ครบถ้วน กระบวนพิจารณาย่อมไม่ชอบและอาจถูกเพิกถอนได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 เป็นหลัก เพราะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่า หากในคดีไม่มีข้อพิพาทมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีต่อไปตามบทแห่งคดีมีข้อพิพาท นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับมาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตรา 173 วรรคหนึ่ง มาตรา 177 มาตรา 57 (3) และอำนาจศาลตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 ในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ “คดีไม่มีข้อพิพาทแปรเป็นคดีมีข้อพิพาท” ความหมายสำคัญคือ เมื่อคำคัดค้านมิใช่เพียงการคัดค้านเชิงพิธีการ แต่เป็นการโต้แย้งสิทธิในเนื้อหาสาระ เช่น ขอให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ หรือขอสิทธิเข้าจัดการมรดกแทน คดีนั้นต้องใช้กติกาของคดีมีข้อพิพาทอย่างเต็มรูปแบบทันที “ผู้มีส่วนได้เสียต้องได้รับการส่งคำคู่ความครบถ้วน” แก่นของคดีอยู่ที่ศาลฎีกาวางหลักว่า ทายาทตามพินัยกรรม ทายาทโดยธรรม ผู้รับมรดกแทนที่ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่สิทธิอาจถูกกระทบ ต้องได้รับหมายเรียก สำเนาคำคัดค้าน หรือการประกาศสาธารณะตามสมควร มิฉะนั้นการพิจารณาย่อมไม่เป็นธรรมและคำพิพากษาอาจถูกล้มได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-เมื่อคดีตั้งผู้จัดการมรดกเริ่มจากคดีไม่มีข้อพิพาท แต่ภายหลังมีผู้คัดค้านขอเพิกถอนพินัยกรรม คดีจะเปลี่ยนสภาพเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หากคำคัดค้านมีลักษณะเพียงโต้แย้งในประเด็นรองหรือแสดงความไม่เห็นด้วยทั่ว ๆ ไป อาจยังไม่เพียงพอให้คดีเปลี่ยนรูปแบบในทางสาระสำคัญ แต่หากคำคัดค้านมีคำขอบังคับถึงขั้นขอให้เพิกถอนพินัยกรรม อ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ หรือขอสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกแทนผู้ร้องเดิม คำคัดค้านเช่นนี้ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมและบุคคลผู้มีสิทธิในกองมรดก คดีจึงต้องดำเนินต่อไปตามหลักของคดีมีข้อพิพาท ศาลต้องเคร่งครัดกับการกำหนดคู่ความ การส่งหมายเรียก การส่งสำเนาคำคู่ความ และการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาต่อสู้คดีอย่างครบถ้วน หลักสำคัญอยู่ที่ “เนื้อหา” ของคำคัดค้าน มิใช่ดูเพียงชื่อของเอกสารหรือรูปแบบที่ยื่นต่อศาล 2. คำถาม-เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าคำคัดค้านในคดีนี้มีสภาพเสมือนเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน คำตอบ เพราะคำคัดค้านของผู้คัดค้านมิได้จำกัดอยู่เพียงการขอไม่ให้ศาลตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น แต่มีคำขอบังคับสำคัญถึงสองประการ คือขอให้เพิกถอนพินัยกรรมโดยอ้างว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะกลฉ้อฉลและสำคัญผิด และขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผลของคำขอดังกล่าวย่อมกระทบโดยตรงต่อสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากศาลฟังว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ สิทธิที่ทายาทตามพินัยกรรมจะได้รับตามเจตนาของผู้ตายย่อมสิ้นไป คำคัดค้านจึงมีผลในเชิงฟ้องร้องตัดสิทธิ มิใช่เพียงข้อความคัดค้านประกอบคดีเดิม ศาลฎีกาจึงถือว่าคำคัดค้านลักษณะนี้มีสภาพเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และในส่วนของผู้ร้องทั้งสองย่อมมีลักษณะเป็นฟ้องแย้งด้วย นี่คือเหตุผลที่ศาลเน้นเรื่องการส่งคำคู่ความให้ครบถ้วน 3. คำถาม-หากผู้ร้องตามพินัยกรรมยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จะถือว่าเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมคนอื่น ๆ ได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้โดยอัตโนมัติ การที่บุคคลใดถูกระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดก มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีอำนาจแทนทายาทตามพินัยกรรมทุกคนตั้งแต่ก่อนมีคำสั่งศาล ในทางกฎหมาย อำนาจของผู้จัดการมรดกเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งหรือเมื่อฐานะทางกฎหมายครบถ้วนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ในคดีนี้ศาลฎีกาชี้ชัดว่า ขณะผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านนั้น ผู้ร้องทั้งสองยังมิได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้แทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคน การส่งสำเนาคำคัดค้านให้เฉพาะผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เพียงพอ เพราะทายาทตามพินัยกรรมคนอื่นอาจถูกตัดสิทธิจากผลของคดีทั้งที่ไม่เคยได้รับแจ้งข้อโต้แย้งและไม่เคยมีโอกาสยื่นคำให้การหรือเสนอพยานหลักฐานต่อสู้คดีด้วยตนเอง 4. คำถาม-ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ จำเป็นต้องได้รับการแจ้งคดีด้วยหรือไม่ คำตอบ จำเป็นอย่างยิ่ง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีทายาทชั้นเดิมถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก และมีผู้สืบสันดานของทายาทชั้นนั้นอยู่ บุคคลเหล่านั้นอาจมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามกฎหมายมรดก เมื่อมีการโต้แย้งว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกย่อมอาจกลับไปตกแก่ทายาทโดยธรรม ซึ่งรวมถึงผู้รับมรดกแทนที่ด้วย ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ไม่ใช่เพียงผู้มีผลประโยชน์ห่าง ๆ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบัญชีเครือญาติที่อยู่ในสำนวนเองว่า ยังมีบุตรของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดกอีก 7 คน ซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดด้วย ศาลจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นควรส่งคำคัดค้านและหมายนัดให้บุคคลเหล่านี้ และเมื่อจำเป็นต้องมีการประกาศสาธารณะเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียอื่นเพิ่มเติมด้วย 5. คำถาม-เหตุใดการไม่ส่งคำคู่ความให้ครบถ้วนจึงถูกถือว่าเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำตอบ เพราะการส่งคำคู่ความและการแจ้งสิทธิแก่บุคคลที่อาจถูกกระทบจากคำพิพากษา เป็นหัวใจของกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม หากปล่อยให้ศาลพิจารณาและพิพากษาโดยบุคคลผู้มีสิทธิไม่ได้รับแจ้ง ไม่รู้ว่ามีคดี และไม่ได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้ ผลของคำพิพากษาย่อมเสี่ยงต่อการตัดสิทธิของบุคคลโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม จึงไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องส่วนตัวของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อระเบียบการพิจารณาคดีของศาลโดยตรง ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้ แม้ประเด็นดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเรื่องวิธีพิจารณา เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่กระทบต่อความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชนในวงกว้าง 6. คำถาม-การประกาศสาธารณะคำคัดค้านในคดีมรดกมีความสำคัญอย่างไร คำตอบ การประกาศสาธารณะมีความสำคัญมากในคดีมรดกที่ผู้มีส่วนได้เสียอาจยังไม่ปรากฏตัวครบถ้วนในสำนวน เพราะสิทธิในกองมรดกมิได้จำกัดอยู่เพียงผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ยื่นเอกสารต่อศาลในชั้นแรกเท่านั้น แต่อาจมีทายาทโดยธรรมคนอื่น ผู้รับมรดกแทนที่ เจ้าหนี้กองมรดก ผู้รับพินัยกรรมเฉพาะทรัพย์ หรือบุคคลอื่นซึ่งสิทธิอาจถูกกระทบจากผลคดี การประกาศสาธารณะจึงทำหน้าที่เป็นกลไกเปิดเผยข้อมูลคดีให้ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้นทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิของตนได้ทันท่วงที ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรมเพียงผู้เดียว ทั้งที่เอกสารในสำนวนบ่งชี้ว่ามีทายาทอื่นอยู่ด้วย การประกาศสาธารณะยิ่งมีความจำเป็น เพราะเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่คดีจะดำเนินไปโดยขาดผู้มีสิทธิที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทมรดกขยายตัวในภายหลัง 7. คำถาม-หากศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณา นับว่าคู่ความฝ่ายใดชนะคดีแล้วหรือยัง คำตอบ ยังไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาสิทธิว่าใครควรชนะหรือใครควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่เป็นการวินิจฉัยในระดับกระบวนพิจารณาว่า คดีเดิมดำเนินมาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่อาจรับรองผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าวได้ เมื่อต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นต้องกลับไปเริ่มต้นดำเนินการในจุดที่ศาลฎีกากำหนดใหม่ เช่น ส่งคำคู่ความ ประกาศสาธารณะ และเรียกผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาในคดีให้ครบ แล้วจึงพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายอีกครั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเพิกถอนกระบวนพิจารณาเป็นการล้างผลของการพิจารณาที่ไม่ชอบ มิใช่การรับรองสิทธิของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทางเนื้อหาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นคู่ความยังต้องต่อสู้กันใหม่ในประเด็นสาระสำคัญของคดี 8. คำถาม-นักกฎหมายหรือผู้ดำเนินคดีมรดกควรนำหลักจากคำพิพากษานี้ไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร คำตอบ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงสร้างทายาทและผู้มีส่วนได้เสียตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้องหรือคำคัดค้าน ไม่ควรมองว่าคดีตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องง่ายหรือเป็นเพียงคดีไม่มีข้อพิพาทเสมอไป หากมีแนวโน้มว่าจะมีการโต้แย้งพินัยกรรมหรือมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในกองมรดก ต้องเตรียมข้อมูลบัญชีเครือญาติ เอกสารการตายของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก รายชื่อผู้รับมรดกแทนที่ และข้อมูลผู้มีส่วนได้เสียอื่นให้พร้อม รวมทั้งควรยื่นคำขอหรือแถลงต่อศาลให้มีการส่งหมายเรียกและประกาศสาธารณะให้ครบถ้วน หลักจากคดีนี้สอนว่า ความผิดพลาดด้านวิธีพิจารณาอาจทำให้ทั้งคดีเสียเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมาก เพราะแม้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุดแล้ว หากพบว่ากระบวนการต้นทางไม่ชอบ ศาลฎีกาก็อาจเพิกถอนทั้งหมดและให้เริ่มพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้นได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2565 เดิมผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ร. ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือพินัยกรรมของ ร. ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมระบุให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองโดยชอบ ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของผู้ตาย มีคำขอบังคับให้เพิกถอนพินัยกรรม อ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด ตกเป็นโมฆะ และผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่ารับคำคัดค้าน สำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยการยื่นคำร้องขอต่อศาล ...(4) บุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่านี้มาเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่ง ป.วิ.พ. มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการคือ 1. ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เนื่องจากยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคนและผู้ร้องทั้งสองเพื่อให้การต่อสู้คดี 2. ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว เมื่อปรากฏตามบัญชีเครือญาติเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสองว่ายังมีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่อีก 7 คน รวมถึงผู้ร้องสอดในคดีด้วย และอาจยังมีทายาทโดยธรรมอื่นที่ยังไม่ปรากฎ รวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้ามาในคดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว ชอบที่จะสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปราฏในขณะนั้น รวมถึงให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมีได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิ กรณีถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความและการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ฎีกาย่อ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย ตามพินัยกรรมลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งระบุให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรมและเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมโดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลและสำคัญผิด จึงตกเป็นโมฆะ พร้อมขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นยกทั้งคำร้องและคำคัดค้าน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีเริ่มจากคดีไม่มีข้อพิพาท แต่ภายหลังมีคำคัดค้านที่ขอเพิกถอนพินัยกรรมและขอตั้งผู้จัดการมรดกแทน คดีย่อมกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 โดยคำคัดค้านดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน จึงมีลักษณะเสมือนเป็นคำฟ้องต่อทายาทเหล่านั้นและเป็นฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นจึงต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทตามพินัยกรรมทุกคน รวมทั้งทายาทโดยธรรมและผู้มีส่วนได้เสียอื่น เช่น ผู้รับมรดกแทนที่และเจ้าหนี้กองมรดก พร้อมทั้งต้องประกาศสาธารณะคำคัดค้านด้วย การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรม อันเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองกับมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางธัญญ์ชยาหรือชนัญญ์ชยา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาไม่อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมคดีนี้ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอศาลตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ พินัยกรรมของนางศรีสมร ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมมีข้อความระบุผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องขอ ผู้ร้องทั้งสองโดยชอบแล้ว ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของนางศรีสมร ผู้ตาย มีคำขอบังคับให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม อ้างเหตุว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิดตกเป็นโมฆะ และอ้างเหตุว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่า "รับคำคัดค้านสำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีต่อไปอย่างคดีมีข้อพิพาท" เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล...4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาท ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรง หรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีบทบัญญัติเรื่องวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น เกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ตาม ภาค 2 ลักษณะ 1 วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 ดังนี้ เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการ ประการแรก คือ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยผู้คัดค้านกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิตามที่ระบุในพินัยกรรมและกระทบกระเทือนโดยอ้อมตามข้ออ้างของผู้คัดค้านที่อ้างว่า มีการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นคำฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เพราะยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียก พร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และผู้ร้องทั้งสอง เพื่อให้การต่อสู้คดีตามบทบัญญัติในมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 57 (3) มาตรา 173 วรรคหนึ่งและมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และเมื่อพิจารณาในส่วนของคำขอบังคับประการที่สอง ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้คัดค้านอ้างสิทธิในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียวของเจ้ามรดกผู้ตาย นั้น ตามเอกสารในสำนวนศาลชั้นต้นในขณะนั้น ปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง อ้างบัญชีเครือญาติผู้ตายระบุว่านางศรีสมร ผู้ตาย มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 3 คน คือ ผู้คัดค้าน, นายศรพร ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก (ไม่มีทายาท) และนายวัลลภ โดยระบุว่านายวัลลภ ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอีก 7 คน เท่ากับว่าหากพินัยกรรมตกเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอ้าง ทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกเป็นสิทธิของทายาทโดยธรรม ซึ่งรวมถึงทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวัลลภคือบุตรทั้ง 7 คน ดังกล่าวข้างต้นซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีทายาทโดยธรรมอื่นอีกที่ไม่ปรากฏรวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก เช่น เจ้าหนี้กองมรดก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่มีสิทธิเข้ามาในคดีนี้ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว จึงชอบที่จะต้องสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปรากฏในขณะนั้น รวมถึงสั่งให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมี ได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิได้ การที่ผู้คัดค้านอ้างในคำคัดค้านว่าเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนและมีผลทำให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นรวมทั้งผู้ร้องสอด และผู้ร้องอื่นอีกหลายคนตามที่ปรากฏในเวลาต่อมา ไม่ทราบข้อโต้แย้งสิทธิตามคำคัดค้าน และเป็นเงื่อนไขให้เกิดข้อพิพาทขยายตัวทำให้การจัดการมรดกไม่อาจดำเนินการได้สำเร็จเรียบร้อย ถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความ และการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกระบวนการดังวินิจฉัยมาข้างต้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอด เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคดี พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยให้ดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการประกาศสาธารณะคำคัดค้านและการส่งคำคู่ความพร้อมหมายเรียกและหรือหมายนัดแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดใหม่แล้วให้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ยกฎีกาผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ |



