
| บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานะทางกฎหมายของ “บำเหน็จตกทอด” ว่าเป็นทรัพย์ประเภทใด มีลักษณะเป็นมรดกหรือไม่ ตลอดจนการกำหนดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของคู่สมรสซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการวินิจฉัยสิทธิให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร เมื่อมีการทวงถามสิทธิในการรับบำเหน็จตกทอด รวมถึงผลทางกฎหมายของการปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งนำไปสู่ความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายแพ่ง คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่วางหลักไว้ชัดเจนทั้งในมิติของกฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายบำเหน็จบำนาญ และหลักหนี้เงินของหน่วยงานรัฐ อันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติอย่างกว้างขวาง สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์อ้างตนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประกาย โดยได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517 ต่อมานายประกายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 และศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ร่วมกับบุตรของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนหน้าการสมรสดังกล่าว นายประกายเคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และได้ฟ้องหย่าต่อศาลจังหวัดกระบี่ ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้หย่ากันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2517 อย่างไรก็ดี คู่กรณีมิได้ไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับบำเหน็จตกทอด แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างว่ามีบุคคลอ้างสิทธิเป็นภริยาของผู้ตายสองราย คือ โจทก์และจำเลยที่ 2 และยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ใดมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมาย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกเงินบำเหน็จตกทอดพร้อมดอกเบี้ย โดยกล่าวอ้างว่าการปฏิเสธการจ่ายของจำเลยที่ 1 ทำให้ตนได้รับความเสียหาย และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด ประเด็นคำวินิจฉัยของศาล คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยหลายประการ ได้แก่ ประการแรก บำเหน็จตกทอดมีสถานะเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือไม่ และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายมรดกหรือกฎหมายเฉพาะ ประการที่สอง ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของคู่สมรส โดยเฉพาะกรณีที่มีคำพิพากษาหย่าตามยอม แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ประการที่สาม หน่วยงานของรัฐผู้มีหน้าที่จ่ายบำเหน็จตกทอดมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยสิทธิและจ่ายเงินภายในระยะเวลาใด และการปฏิเสธการจ่ายก่อให้เกิดภาวะผิดนัดหรือไม่ ประการสุดท้าย หากถือว่าหน่วยงานของรัฐตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาใด และใช้อัตราดอกเบี้ยเท่าใดตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า “บำเหน็จตกทอด” มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เป็นสิทธิที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติให้จ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ดังนั้น การพิจารณาสิทธิในบำเหน็จตกทอดจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการแบ่งมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในประเด็นสถานะของคู่สมรส ศาลฎีกาได้อธิบายผลของการหย่าตามคำพิพากษาตามยอมว่า การหย่ามีผลตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง และไม่จำเป็นต้องให้คู่สมรสไปจดทะเบียนหย่าต่อหน้านายทะเบียนอีก หากผู้มีส่วนได้เสียยื่นสำเนาคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วให้นายทะเบียนบันทึกการหย่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้หย่ากับผู้ตายตามคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนการสมรสกับโจทก์ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายจึงไม่เป็นสมรสซ้อน และโจทก์ย่อมมีสถานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องทวงถามสิทธิในการรับบำเหน็จตกทอด หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร การอ้างเหตุว่ามีข้อพิพาทระหว่างผู้ยื่นคำร้องไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเพิกเฉยหรือชะลอการใช้ดุลพินิจโดยไม่มีกำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายบำเหน็จตกทอด ย่อมถือว่าตกเป็นลูกหนี้เงินตามกฎหมายแพ่ง และหากไม่ชำระภายในกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด การวินิจฉัยเรื่องดอกเบี้ยและผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นหน่วยงานของรัฐ และมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์โดยตรงในทางสัญญา แต่เมื่อกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องจ่ายเงินแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ความรับผิดดังกล่าวมีลักษณะเป็น “หนี้เงิน” เมื่อเกิดการผิดนัด ย่อมต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด ศาลจึงถือเอาวันฟ้องเป็นวันที่เริ่มนับดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียและเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมในทางกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บำเหน็จตกทอดมิใช่มรดก แต่เป็นสิทธิที่กฎหมายเฉพาะกำหนดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่โจทก์ การปฏิเสธการจ่ายเป็นการผิดนัด ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าการหย่าตามคำพิพากษาถึงที่สุดมีผลตามกฎหมายแล้ว และการไม่จดทะเบียนหย่าไม่ทำให้การหย่านั้นเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างเหตุพิพาทเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยสิทธิให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร เมื่อปฏิเสธการจ่ายย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นคำพิพากษาที่วางหลักกฎหมายสำคัญอย่างชัดเจนว่า “บำเหน็จตกทอด” เป็นสิทธิที่เกิดจากกฎหมายเฉพาะ มิใช่ทรัพย์มรดก และไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการจัดการมรดกหรือการแบ่งทรัพย์มรดก ศาลฎีกาได้ตอกย้ำหลักว่าการหย่าตามคำพิพากษาถึงที่สุดมีผลผูกพันทางกฎหมายทันที แม้จะยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน การไม่จดทะเบียนเป็นเพียงขั้นตอนทางปกครอง มิใช่องค์ประกอบแห่งผลของการหย่า ในด้านหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ คำพิพากษานี้วางแนวว่าหน่วยงานของรัฐไม่อาจใช้ข้อพิพาทระหว่างเอกชนเป็นเหตุชะลอการใช้ดุลพินิจหรือปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีกำหนด การเพิกเฉยหรือปฏิเสธการจ่ายเมื่อมีการทวงถาม ถือเป็นการผิดนัดในหนี้เงิน และก่อให้เกิดความรับผิดในดอกเบี้ยเช่นเดียวกับลูกหนี้ทั่วไป คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกฎหมายครอบครัว กฎหมายบำเหน็จบำนาญ และกฎหมายหนี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม บำเหน็จตกทอดถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นทรัพย์มรดก บำเหน็จตกทอดเป็นสิทธิที่เกิดจากกฎหมายเฉพาะ และจ่ายให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายมรดก 2. คำถาม การหย่าตามคำพิพากษาแต่ยังไม่จดทะเบียนหย่ามีผลหรือไม่ คำตอบ มีผลตามกฎหมายตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด การจดทะเบียนหย่าเป็นเพียงขั้นตอนทางทะเบียน มิใช่องค์ประกอบของการหย่า 3. คำถาม หน่วยงานของรัฐสามารถระงับการจ่ายบำเหน็จตกทอดเพราะมีข้อพิพาทได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยสิทธิและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร การเพิกเฉยถือเป็นการผิดหน้าที่ 4. คำถาม หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธการจ่ายบำเหน็จตกทอด ต้องรับผิดดอกเบี้ยหรือไม่ คำตอบ ต้องรับผิด เนื่องจากเป็นหนี้เงินตามกฎหมายแพ่ง และต้องชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนับแต่วันผิดนัด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2544 บำเหน็จตกทอดของ ป. ผู้ตายมิใช่มรดก และกฎหมายมิได้บังคับให้กรมบัญชีกลางจำเลยต้องจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียในทันทีที่ ป. ตาย แต่จะต้องจ่ายเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียทวงถาม โจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นเรื่องราวขอรับบำเหน็จตกทอดของ ป. ต่อจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นภริยาของ ป.โดยโจทก์อ้างว่าจดทะเบียนสมรสกับ ป. เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่า หย่ากับ ป. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในปี 2516 แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนหย่า เช่นนี้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยให้เสร็จไปภายในเวลาอันสมควรว่าจะจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่าย แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าปฏิเสธการจ่ายเมื่อใด จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นภริยาของนายประกาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2517 นายประกายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์และบุตรของนายประกายเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนหน้านั้นนายประกายเคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และได้ฟ้องหย่าต่อศาลจังหวัดกระบี่ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้หย่ากันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2517 แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนหย่า ภายหลังโจทก์ยื่นคำร้องขอรับบำเหน็จตกทอดจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างว่านายประกายมีภริยา 2 คน เนื่องจากการหย่ายังไม่ได้จดทะเบียน และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคัดค้าน ทำให้โจทก์ไม่ได้รับบำเหน็จตกทอดจำนวน 284,452 บาท จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนายประกายเป็นสมรสซ้อน เนื่องจากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่มีคำพิพากษายืนยันสิทธิในการรับบำเหน็จตกทอด จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ส่วนดอกเบี้ยหากต้องรับผิดก็เพียงร้อยละ 7.4 ต่อปี จำเลยที่ 2 ให้การว่าการหย่าตามคำพิพากษาตามยอมยังไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้จดทะเบียนหย่า การสมรสภายหลังจึงเป็นโมฆะ และบำเหน็จตกทอดไม่ใช่ทรัพย์มรดก ต้องพิจารณาสิทธิตามกฎหมายเฉพาะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 223,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บำเหน็จตกทอดมิใช่มรดก และกฎหมายมิได้บังคับให้จ่ายทันทีเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ต้องจ่ายเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียทวงถาม เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างยื่นขอรับบำเหน็จตกทอด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยสิทธิให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร การหย่าตามคำพิพากษาตามยอมมีผลตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายจึงเป็นการผิดนัด และต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง พิพากษายืน |




