
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2567: มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของแผ่นดิน และสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งเงินฝาก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรมและไม่มีพินัยกรรม โดยศาลวินิจฉัยว่าทรัพย์มรดกตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมาย พร้อมพิจารณาสิทธิของโจทก์ในการฟ้องขอส่วนแบ่งเงินฝากและการคืนเงินจากจำเลย ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกับผู้ตาย โดยยืนยันว่าศาลล่างวินิจฉัยไม่เกินฟ้อง ข้อเท็จจริงโดยสรุป •ผู้ตาย นายโต๊ะเม้ง ไม่มีภริยา บุตร บิดามารดาถึงแก่ความตายก่อน และไม่มีพินัยกรรม •โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่น มิใช่ทายาทของผู้ตาย •ผู้ตายมีบัญชีเงินฝากร่วมกับโจทก์และจำเลยบางคน •มีการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกร่วมและตกลงแบ่งเงินในบัญชี •ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินส่วนแบ่ง หรือคืนเงินที่ได้รับไป •ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกที่ตกเป็นของแผ่นดิน •จำเลยทั้งห้าฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้ามี “สถานะเป็นทายาทตามกฎหมายหรือไม่” และมี “สิทธิในเงินฝากที่มีชื่อร่วมกับผู้ตายหรือไม่” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทุกฝ่ายจะเป็นผู้มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ตาย แต่ ไม่ได้เป็นทายาทโดยธรรม และไม่มีการจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในทรัพย์มรดกได้ เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทและไม่มีพินัยกรรม มรดกทั้งหมด—including เงินฝากที่มีชื่อร่วม—ย่อม ตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ (1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 – เรื่องทายาทโดยธรรม (2) หลักการรับบุตรบุญธรรมที่ต้อง “จดทะเบียน” จึงจะมีผลในทางมรดก (3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 – กรณีไม่มีทายาท มรดกตกเป็นของแผ่นดิน (4) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 – ภาระการพิสูจน์สิทธิหรือข้ออ้างใด ๆ (5) หลักเรื่องอำนาจฟ้องและขอบเขตการพิจารณา – การชี้ขาดสิทธิในทรัพย์มิใช่การวินิจฉัยเกินฟ้อง ด้านล่างนี้คือ 5 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. "ไม่มีทายาทโดยธรรม" ผู้ตายไม่มีภริยา บุตร หรือบิดามารดา จึงไม่มีทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ส่งผลให้คู่ความทั้งหมดไม่อาจอ้างสิทธิในทรัพย์มรดกได้ 2. "ไม่ได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม" แม้ผู้ตายจะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยเหมือนบุตร แต่การเป็นบุตรบุญธรรมต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย หากไม่จดทะเบียน ย่อมไม่มีสิทธิในมรดกโดยอัตโนมัติ 3. "มรดกตกเป็นของแผ่นดิน" เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทและไม่ทำพินัยกรรม มรดกทั้งหมดต้องตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 1733 ซึ่งเป็นใจความสำคัญที่สุดของคดีนี้ 4. "ไม่มีหลักฐานการยกทรัพย์หรือการเป็นลูกหนี้" จำเลยที่ 2 อ้างว่าผู้ตายยกเงินให้หรือเป็นหนี้ตน แต่ไม่มีหลักฐาน เช่น หนังสือรับสภาพหนี้ การโอนบัญชี หรือพินัยกรรม ศาลจึงไม่รับฟังตามหลักภาระการพิสูจน์ 5. "ไม่ใช่การวินิจฉัยเกินฟ้อง" แม้ศาลล่างวินิจฉัยว่าเงินในบัญชีตกเป็นของแผ่นดิน แต่เป็นการวินิจฉัย ความมีสิทธิของคู่ความ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคำฟ้องอยู่แล้ว ไม่ใช่การออกนอกประเด็นหรือเกินฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.สิทธิในมรดก – โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่ใช่ทายาทโดยธรรม หรือโดยพินัยกรรมของผู้ตาย 2.ข้ออ้างเรื่องการยกทรัพย์ – ไม่มีหลักฐานว่าผู้ตายเป็นหนี้จำเลยที่ 2 หรือได้ยกเงินในบัญชีให้แก่จำเลยที่ 2 3.ผลทางกฎหมาย – เมื่อไม่มีทายาท ทรัพย์มรดกตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 4.การวินิจฉัยของศาลชั้นต้น – ไม่ถือว่าเกินฟ้อง เพราะเป็นการพิจารณาสิทธิในทรัพย์ตามคำขอ 5.บทสรุป – ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •มรดกตกเป็นของแผ่นดิน – ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 หากไม่มีทายาทโดยธรรม และไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์สินของผู้ตายตกเป็นของแผ่นดินทันที •การเป็นเจ้าของบัญชีร่วม – ชื่อในบัญชีเงินฝากร่วม ไม่เท่ากับการได้สิทธิในทรัพย์สินหากไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ตายยกให้ •การฟ้องขอส่วนแบ่ง – ผู้ไม่มีสถานะทายาทไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์จากกองมรดก •หลักไม่เกินฟ้อง – ศาลสามารถวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์ได้หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำขอในฟ้อง ข้อคิดทางกฎหมาย 1.การมีชื่อในบัญชีเงินฝากร่วมไม่ได้หมายความว่าได้สิทธิในทรัพย์สินโดยอัตโนมัติ 2.หากไม่มีทายาทโดยธรรมและไม่มีพินัยกรรม มรดกทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดิน 3.ศาลสามารถวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์ได้ หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำขอ แม้จะไม่ได้ระบุชัดในฟ้อง สรุปภาษาอังกฤษ This Supreme Court decision No. 5560/2567 concerns inheritance without legal heirs or a will. The Court ruled that the estate, including joint bank accounts, belongs to the state under Section 1623 of the Civil and Commercial Code. Mere joint account names do not grant inheritance rights without evidence of transfer. The plaintiff and defendants had no right to claim or divide the assets, and the trial court’s decision was within the scope of the claim. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมและไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจึงตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่ใช่ทายาท จึงไม่มีสิทธิในมรดก แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายยกเงินให้หรือเป็นเจ้าหนี้ แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน การมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการได้สิทธิในทรัพย์สิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินไม่เกินฟ้อง ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลล่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2567 โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่ใช่ทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยพินัยกรรมของ ต. ผู้ตาย โจทก์และจำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของแผ่นดิน การจะวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอส่วนแบ่งหรือไม่ หรือจำเลยทั้งห้าจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในเงินดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกหรือเกินกว่าฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 506,783.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินส่วนแบ่งที่ได้รับไป 1,304,725.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสถิตย์กับนางเบญจพรทั้งสองคนถึงแก่ความตายแล้ว นายโต๊ะเม้ง ผู้ตาย ไม่มีภริยาและบุตร ส่วนบิดามารดาถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นายโต๊ะเม้งรับนายสถิตย์เป็นบุตรบุญธรรมแต่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นเงินตามบัญชีเงินฝากธนาคารหลายธนาคารและหลายบัญชี มีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของบัญชีร่วมกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นางสาวปิยาภรณ์ และนางสาวไซ้จวง โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะเงินตามบัญชีเงินฝากที่มีชื่อผู้ตาย โจทก์ และจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ร่วมกันเปิดไว้กับธนาคารรวม 3 บัญชี จำเลยที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้าน ต่อมาตกลงเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันและตกลงแบ่งเงินตามบัญชีเงินฝาก 3 บัญชีดังกล่าว ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เฉพาะบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 006- 1- 29xxx- x ชื่อ นายโต๊ะเม้ง เพื่อนายสมศักดิ์ นางวิไลและนางวิภา กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 177-3-03 xxx- x ชื่อ นางสาววิภา และนายโต๊ะเม้ง และบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. เลขที่บัญชี 322-140- 05x-xxx ชื่อ นางวิภา และนายโต๊ะเม้ง (ต่อมาเปลี่ยนเป็นบัญชีธนาคาร อ. บัญชี 020-299-53x-xxx และเลขที่บัญชี 300-036-47x-xxx ชื่อ นางสาววรุณรัตน์หรือวิภา) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายตกเป็นของแผ่นดินและศาลชั้นต้นพิพากษาเกินฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่ใช่ทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยพินัยกรรมของนายโต๊ะเม้ง ผู้ตาย โจทก์และจำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ที่จำเลยทั้งห้าอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ผู้ตาย และผู้ตายยกทรัพย์สินให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งห้ามีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มาเบิกความลอย ๆ โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุน หากเป็นเช่นที่กล่าวอ้างจริง ควรมีหลักฐานความเป็นหนี้ที่ผู้ตายลงลายมือชื่อรับสภาพ หรือมิฉะนั้นผู้ตายคงดำเนินการเปลี่ยนชื่อในบัญชีเงินฝากจากผู้ตายมาเป็นชื่อจำเลยที่ 2 แล้ว การเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากไม่ใช่เรื่องที่กระทำโดยยากและไม่ปรากฏเหตุที่ไม่สามารถกระทำได้ หรือหากผู้ตายไม่ประสงค์จะดำเนินการดังกล่าวแต่ยังคงมีเจตนายกเงินในบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ตายก็ควรทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานเช่นว่านั้นใด ๆ ทั้งสิ้น แต่กลับได้ความว่าในคดีร้องจัดการมรดกของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้คัดค้านมีการตกลงกันไม่ใช่แต่เฉพาะควรตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก แต่ยังตกลงกันถึงเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมแบ่งเงินตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 177 - 3 – 03xxx – x มีชื่อโจทก์และนายโต๊ะเม้ง เป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. เลขที่ 322-140-05x-xxx มีชื่อโจทก์และนายโต๊ะเม้ง เป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ถอนเงินออกจากบัญชีแล้วไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคาร อ. บัญชีเลขที่ 300–036–47x-xxx และบัญชีเลขที่ 020-299-53x-xxx ในส่วนของนายโต๊ะเม้ง ให้แก่โจทก์จำนวน 1 ใน 6 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 อีกคนละ 1 ใน 6 เห็นได้ว่าหากผู้ตายยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งเงินให้แก่โจทก์หรือจำเลยอื่น ผู้ตายจึงไม่ได้เป็นหนี้และไม่ได้ยกทรัพย์ให้จำเลยที่ 2 เงินตามบัญชีเงินฝากจึงเป็นของผู้ตายย่อมตกทอดเป็นมรดก เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเพื่อขอส่วนแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากในส่วนที่จำเลยทั้งห้าและนางไซ้จวง มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีร่วมกับผู้ตาย แต่หากจำเลยทั้งห้าไม่ยอมแบ่งเงินก็ขอให้จำเลยทั้งห้าคืนเงินตามบัญชีเงินฝากที่โจทก์มีชื่อร่วมกับผู้ตายที่จำเลยทั้งห้ารับไปจากโจทก์ นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินตามบัญชีเงินฝากที่ฝ่ายจำเลยมีชื่อร่วมกับผู้ตายหรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยอีกว่าจำเลยทั้งห้าต้องคืนเงินตามบัญชีเงินฝากที่โจทก์มีชื่อร่วมกับผู้ตายหรือไม่ การจะวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอส่วนแบ่งหรือไม่ หรือจำเลยทั้งห้าจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในเงินดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกหรือเกินกว่าฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายตกเป็นของแผ่นดินนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาทั้งสามศาล *ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่มีฐานะเป็นทายาทตามกฎหมายของผู้ตาย แม้มีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากก็ไม่ถือเป็นสิทธิในทรัพย์ เมื่อผู้ตายไม่มีทายาท มรดกทั้งหมดต้องตกเป็นของแผ่นดิน จึงพิพากษายกฟ้อง *ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้วเห็นพ้องว่าผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรม การรับบุตรบุญธรรมไม่ได้จดทะเบียน และไม่มีหลักฐานว่าผู้ตายยกทรัพย์หรือเป็นหนี้จำเลย จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น *ศาลฎีกาย้ำว่าการมีชื่อร่วมในบัญชีไม่ทำให้เกิดสิทธิในทรัพย์ เงินฝากเป็นของผู้ตาย เมื่อไม่มีทายาท มรดกตกเป็นของแผ่นดิน การวินิจฉัยดังกล่าวไม่ใช่การเกินฟ้อง พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองศาล IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) โจทก์และจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในเงินฝากของผู้ตายหรือไม่ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกินฟ้องหรือไม่ Rule (กฎกฎหมาย) •ป.พ.พ. มาตรา 1623: มรดกตกเป็นของแผ่นดินเมื่อไม่มีทายาท •ป.พ.พ. มาตรา 1649: ผู้ไม่มีสิทธิในมรดกไม่อาจเรียกร้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ Application (การปรับใช้ข้อกฎหมาย) •ข้อเท็จจริงยืนยันว่าผู้ตายไม่มีทายาทและไม่มีพินัยกรรม •ไม่มีหลักฐานว่าผู้ตายยกเงินให้จำเลย หรือมีหนี้ต่อจำเลย •การมีชื่อร่วมในบัญชีไม่ได้ทำให้ได้สิทธิโดยอัตโนมัติ •ศาลพิจารณาสิทธิในทรัพย์เป็นไปในขอบเขตฟ้อง Conclusion (ข้อสรุป) โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิในเงินฝากดังกล่าว มรดกตกเป็นของแผ่นดิน และศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยเกินฟ้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ (1) ประเด็นคำถามที่ 1 เมื่อผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีภริยา บุตร บิดามารดา และคู่ความทั้งสองฝ่ายแม้จะเป็นบุตรของนายสถิตย์ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ตายเลี้ยงดูเสมือนบุตร แต่การรับเป็นบุตรบุญธรรมไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย การที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงกันในคดีจัดการมรดกว่าให้แบ่งเงินฝากในบัญชีของผู้ตายกันเองนั้น ทำให้เกิดคำถามว่า ในทางกฎหมายแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งห้าจะอ้างสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายได้หรือไม่ และศาลสามารถวินิจฉัยประเด็นสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวได้เพียงใด ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ผู้มีสิทธิรับมรดกต้องเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งได้แก่บุตร บิดามารดา หรือคู่สมรส แต่คดีนี้ผู้ตายไม่มีทายาทดังกล่าว และแม้จะรับนายสถิตย์เป็นบุตรบุญธรรม แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ผลคือความเป็นบุตรบุญธรรมไม่เกิดขึ้นตามมาตราแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยทั้งห้า ซึ่งต่างเป็นเพียงบุตรของนายสถิตย์ จึงไม่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย การที่คู่ความเคยตกลงแบ่งทรัพย์ในคดีจัดการมรดก มิได้ทำให้เกิดสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว เพราะการตกลงไม่อาจสร้างสิทธิรับมรดกขึ้นใหม่ได้ในเมื่อกฎหมายกำหนดชัดว่า เมื่อไม่มีทายาทและไม่มีพินัยกรรม มรดกตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 1733 ศาลจึงวินิจฉัยได้ว่าโจทก์และจำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์ ทั้งมิใช่การวินิจฉัยเกินฟ้อง เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับอำนาจฟ้องและการมีสิทธิในทรัพย์ที่เป็นหัวใจของคดีนี้ (2) ประเด็นคำถามที่ 2 ในเมื่อจำเลยที่ 2 อ้างว่าผู้ตายเป็นหนี้ตน และผู้ตายยกเงินในบัญชีฝากให้แก่ตนก่อนตาย โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เบิกความสนับสนุน แต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชี และไม่มีหลักฐานพินัยกรรม คำถามคือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ และจะทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิยึดถือเงินตามบัญชีเงินฝากของผู้ตายได้หรือไม่ ธงคำตอบ ตามหลักภาระการพิสูจน์แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ผู้ที่กล่าวอ้างสิทธิต้องนำสืบให้ศาลรับฟังได้ว่ามีสิทธิตามที่กล่าวอ้างจริง การอ้างว่าผู้ตายยกทรัพย์หรือเป็นหนี้ จำต้องมีหลักฐานที่แสดงเจตนาแน่ชัด เช่น หนังสือรับสภาพหนี้ การลงลายมือชื่อของผู้ตาย การเปลี่ยนชื่อบัญชีเงินฝาก หรือพินัยกรรม แต่คดีนี้จำเลยเพียงให้การกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานใดสนับสนุน อีกทั้งข้อเท็จจริงกลับขัดแย้งกันเอง เพราะจำเลยที่ 2 เคยยินยอมให้แบ่งเงินในคดีจัดการมรดก ซึ่งหากเงินนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จริง ย่อมไม่มีเหตุให้จำเลยต้องยอมแบ่งให้บุคคลอื่น การอ้างสิทธิของจำเลยจึงปราศจากน้ำหนักทางกฎหมาย ศาลจึงชอบที่จะวินิจฉัยว่าเงินในบัญชีเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและเมื่อไม่มีทายาท มรดกย่อมตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 1733 (3) ประเด็นคำถามที่ 3 เมื่อบัญชีเงินฝากบางบัญชีมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของร่วมกับโจทก์หรือจำเลยบางคน การมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากก่อให้เกิดสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายหรือไม่ และในกรณีเช่นนี้โจทก์หรือจำเลยทั้งห้าจะมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมในเงินฝากส่วนดังกล่าวหรือมีสิทธินำสืบแบ่งเงินได้หรือไม่ ธงคำตอบ การมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในบัญชีเงินฝากมิได้มีผลในทางกฎหมายเสมอว่าทุกฝ่ายเป็นเจ้าของเงินในบัญชีนั้นโดยส่วนเท่ากัน แต่ต้องพิจารณาว่าเงินในบัญชีเป็นเงินของผู้ใดเป็นหลัก ฎีกานี้ยืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นของผู้ตายและผู้ตายเพียงแต่ใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนหรือเปิดบัญชีร่วมโดยสะดวก เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย เงินในบัญชีจึงยังคงเป็นทรัพย์ของผู้ตายโดยแท้ มิได้แปรสภาพเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของผู้มีชื่อในบัญชี ดังนั้นการที่โจทก์ถอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ ไม่ใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ แต่เป็นเพียงการจัดการทรัพย์ของผู้ตาย และต้องคืนให้ส่วนกลางตามกฎหมาย เมื่อผู้ตายไม่มีทายาท เงินฝากทั้งหมดจึงตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 1733 โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่อาจอ้างสิทธิเป็นเจ้าของร่วมได้ (4) ประเด็นคำถามที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินในบัญชีเป็นของแผ่นดิน แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ขอให้ศาลวินิจฉัยเช่นนั้นโดยตรง คำถามคือ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงความเป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวว่าเป็นของแผ่นดิน ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือเกินกว่าที่คู่ความฟ้องร้องหรือไม่ ธงคำตอบ การวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวเป็นของใคร เป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกส่วนแบ่งเงินฝากและให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไป หากศาลไม่วินิจฉัยว่าคู่ความมีสิทธิในเงินฝากหรือไม่ ย่อมวินิจฉัยคดีไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินทั้งหมดเป็นทรัพย์มรดกที่ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 1733 จึงมิใช่การออกนอกประเด็น แต่เป็นการชี้ขาดสิทธิในทรัพย์ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคำฟ้อง การวินิจฉัยเช่นนี้ทำให้ทราบชัดว่าคู่ความไม่มีสิทธิเรียกร้องต่อกัน คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการพิพากษาเกินฟ้องแต่อย่างใด (5) ประเด็นคำถามที่ 5 เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าเคยตกลงแบ่งเงินจากบัญชีผู้ตายในคดีร้องจัดการมรดก และมีการถอนเงินบางส่วนออกไปแล้ว แต่ภายหลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในเงินดังกล่าวขึ้นในคดีแพ่ง คำถามคือ การที่คู่ความเคยตกลงแบ่งเงินในชั้นจัดการมรดก จะเป็นเหตุให้เกิดสิทธิในทรัพย์ หรือเป็นเหตุให้ศาลต้องยึดการตกลงนั้นเป็นจริงหรือไม่ และจะผูกพันสิทธิรับมรดกตามกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ การตกลงกันในชั้นจัดการมรดกเป็นเพียงข้อตกลงภายในของผู้ขอจัดการมรดก แต่ไม่สามารถสร้างสิทธิใหม่ในมรดกที่คู่ความไม่มีสิทธิอยู่เดิมได้ สิทธิในการรับมรดกเป็นเรื่องข้อกฎหมายเด็ดขาดตามมาตรา 1629 และ 1733 ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยการตกลงของคู่ความ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 4 จะเคยยินยอมแบ่งเงินให้บุคคลอื่นในคดีจัดการมรดก แต่เมื่อภายหลังพิสูจน์ได้ตามพยานหลักฐานว่าเงินเป็นของผู้ตายและผู้ตายไม่มีทายาท มรดกย่อมตกเป็นของแผ่นดิน การตกลงแบ่งเงินจึงไม่ผูกพันกฎหมาย ศาลฎีกาจึงชอบที่วินิจฉัยว่า ข้อตกลงเดิมไม่มีผลทำให้คู่ความมีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว และไม่อาจอ้างสิทธิต่อสู้เพื่อยึดถือเงินใด ๆ ได้
|





