
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ทายาทไม่สามารถเข้าเป็นคู่ความแทนกันได้ และเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย การพิจารณาฎีกาจึงไม่อาจดำเนินต่อ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3)
ข้อเท็จจริงของคดี 1. ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาตั้งนางอรัญญา (ผู้ร้องที่ 1) นายหวังสนิ นายมูฮำหมัด และนายสมัย (ผู้ร้องที่ 2) ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมัดใจ ผู้ตาย 2. ต่อมา นายหวังสนิ และนายมูฮำหมัด ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่เหลือสองคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน 3. ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องทั้งสองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอตั้งตนเองแทน 4. ผู้ร้องที่ 1 คัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้รับคำร้องผู้คัดค้านไว้ไต่สวน 5. ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย และทายาทของเธอยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • การยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หรือคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก เป็นสิทธิส่วนบุคคลของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง • ทายาทของผู้ร้องที่ 1 จึงไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนในการดำเนินคดีได้ • เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย การพิจารณาฎีกาจึงไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินต่อ • ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) • คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. สิทธิในการตั้งหรือคัดค้านผู้จัดการมรดก สิทธินี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยตรงของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้น ไม่สามารถโอนหรือสืบสิทธิแทนกันได้ แม้จะเป็นทายาทโดยตรงของผู้ร้องเดิมก็ตาม 2. การสิ้นสุดสิทธิเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย การที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทำให้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาศาลฎีกาสิ้นสุดลง ศาลจึงไม่อาจพิจารณาต่อไปได้ 3. การจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) ซึ่งบัญญัติให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ในกรณีที่ไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินต่อไป
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การตั้งหรือคัดค้านผู้จัดการมรดก เป็นสิทธิที่เกี่ยวพันกับตัวบุคคลโดยตรง ไม่สามารถใช้สิทธิแทนกันได้ • เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องเสียชีวิต คดีอาจต้องถูกจำหน่ายออกจากสารบบความหากไม่สามารถดำเนินต่อได้ • หลักนี้เป็นแนวปฏิบัติสำคัญที่ทายาทและผู้เกี่ยวข้องควรทราบ เพื่อเตรียมการดำเนินคดีให้ถูกต้องตามขั้นตอน
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) ทายาทของผู้ร้องที่ 1 จะสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ Rule (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง) • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) • หลักสิทธิส่วนบุคคลในคดีมรดก ซึ่งให้สิทธิเฉพาะทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเท่านั้น Application (การปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง) • การตั้งหรือคัดค้านผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิที่ผูกพันกับตัวบุคคล • เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินี้สิ้นสุดลง ไม่สามารถสืบสิทธิแทนได้ • ดังนั้น แม้ทายาทของผู้ร้องที่ 1 จะยื่นคำร้องขอเข้ามาแทน แต่ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย Conclusion (ข้อสรุป) ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะทายาทไม่สามารถเข้าแทนผู้ร้องที่ 1 ได้ตามกฎหมาย
English Summary The Supreme Court Judgment No. 4043/2024 addresses the issue of estate administration and the right to challenge the appointment of an estate administrator. The Court held that such rights are personal to the heirs or interested parties and cannot be substituted by successors. When the original applicant passed away, the Court ordered the case to be dismissed under Section 132(3) of the Civil Procedure Code, emphasizing the strictly personal nature of these rights in inheritance proceedings.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567
การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งนางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 นายหวังสนิ นายมูฮำหมัด และนายสมัย ผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมัดใจ ผู้ตาย ต่อมานายหวังสนิและนายมูฮำหมัดถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องทั้งสองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านแถลงไม่ติดใจที่จะขอถอนผู้ร้องที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เสียก่อน จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|





.png)