ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด

ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกโดยเจตนาลวง, การโอนขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิดเป็นโมฆะ, ทายาทฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอน, สัญญาซื้อขายที่ดินโดยสมรู้ร่วมคิดเป็นโมฆะตามกฎหมายแพ่ง, สิทธิของทายาทในการเรียกคืนทรัพย์มรดก, การใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยไม่สุจริต, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเจตนาลวงในนิติกรรม, การขายทรัพย์มรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท, นิติกรรมอำพรางในการซื้อขายที่ดิน, กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1532 และ 1533 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายเรื่อง การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวง และสิทธิของทายาทในการติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนที่ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ดังกล่าว โดยข้อพิพาทเกิดจากกรณีที่สามีซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของภริยาที่ถึงแก่ความตาย ได้โอนขายที่ดินมรดกให้แก่หญิงซึ่งเป็นภริยาน้อยของตน โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายที่แท้จริง แต่พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงเพื่อโอนทรัพย์มรดกออกจากสิทธิของทายาท

ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งผู้จัดการมรดกทำขึ้นกับบุคคลใกล้ชิดโดยมีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดนั้น เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ และหากศาลเห็นว่าเป็นโมฆะ ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกจะสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับ นิติกรรมอำพราง เจตนาลวง และขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก ตลอดจนสิทธิของทายาทในการคุ้มครองทรัพย์มรดกของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อเท็จจริงของคดี

นางจรินทร์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 4 แปลง โดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ต่อมาในปี พ.ศ.2524 นางจรินทร์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็น ทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ทายาทโดยธรรมได้แก่

นายสุรินทร์ (สามี)

โจทก์ทั้งสอง (บุตร)

ต่อมาศาลมีคำสั่งแต่งตั้ง นายสุรินทร์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์

อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายสุรินทร์ได้โอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นหญิงที่มีความสัมพันธ์เป็นภริยาน้อยของตน โดยจดทะเบียนซื้อขายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525

โจทก์ทั้งสองไม่เคยทราบหรือให้ความยินยอมในการขายดังกล่าว และภายหลังทราบว่าเป็นการโอนขายที่ดินโดยมิชอบ จึงฟ้องขอให้แบ่งคืนที่ดินในส่วนของตน

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีมีดังนี้

1. การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นการซื้อขายจริงหรือเป็นเพียง นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวง

2. หากเป็นการแสดงเจตนาลวง นิติกรรมดังกล่าวจะเป็น โมฆะ หรือไม่

3. ทายาทสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า

พฤติการณ์หลายประการทำให้เชื่อได้ว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง

เช่น

จำเลยมีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพมั่นคง

แหล่งเงินที่อ้างว่านำมาซื้อที่ดินไม่มีความน่าเชื่อถือ

พยานของจำเลยให้การขัดแย้งกันเอง

ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาที่บุคคลอื่นเสนอซื้อ

ภายหลังการขาย นายสุรินทร์ยังคงแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดิน

ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ศาลเชื่อว่า

การซื้อขายเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายสุรินทร์กับจำเลย

จึงเป็นนิติกรรมที่ ตกเป็นโมฆะ

ตามหลักกฎหมายแพ่ง

หลักกฎหมายเกี่ยวกับเจตนาลวง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1532

การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีเป็นโมฆะ

และ

มาตรา 1533

บุคคลภายนอกที่สุจริตอาจได้รับความคุ้มครอง แต่ในกรณีที่คู่กรณีสมรู้กัน นิติกรรมย่อมไม่มีผลผูกพัน

ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า

ผู้ขายและผู้ซื้อ สมรู้ร่วมคิดกัน

การซื้อขายเป็นเพียงฉากบังหน้า

มิได้มีการชำระราคาจริง

ดังนั้นนิติกรรมจึง เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด

สิทธิของทายาทในการติดตามทรัพย์มรดก

เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ

กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่เคยโอนไปยังจำเลย

ทายาทจึงยังคงมีสิทธิในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย

ตามหลักกฎหมายมรดกใน

มาตรา 1625

มาตรา 1626

มาตรา 1635

ซึ่งรับรองสิทธิของทายาทในการได้รับมรดกและสามารถติดตามทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ

ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินในส่วนของตนได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยของคดีนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่วางหลักว่า

หากปรากฏพฤติการณ์ว่า

การซื้อขายเกิดจาก การสมรู้ร่วมคิด

ไม่มีการชำระราคาจริง

ผู้ซื้อไม่มีฐานะซื้อทรัพย์ได้

ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็น นิติกรรมอำพรางหรือเจตนาลวง

ซึ่งมีผลเป็น โมฆะ

และทายาทหรือเจ้าของสิทธิสามารถฟ้องเรียกทรัพย์คืนได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นการซื้อขายโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงถือว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยชอบ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับ เห็นว่าการซื้อขายที่ดินมีพฤติการณ์เป็นการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นโมฆะ และให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในส่วนที่มีสิทธิ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิด จึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกคืนที่ดินมรดกในส่วนของตนจากจำเลยได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การคุ้มครองสิทธิของทายาทในทรัพย์มรดก และการควบคุมการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกแม้จะมีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาท แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าว โดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิด

หากปรากฏว่าการโอนทรัพย์มรดกเกิดจาก การสมรู้ร่วมคิดและแสดงเจตนาลวง นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด และทายาทสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกคืนทรัพย์มรดกได้

หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมายมรดก และป้องกันการใช้อำนาจผู้จัดการมรดกในทางมิชอบ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การโอนขายที่ดินมรดกโดยผู้จัดการมรดกให้แก่บุคคลใกล้ชิดซึ่งมีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกัน เป็น “การแสดงเจตนาลวง” อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามกฎหมายหรือไม่ และทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน จึงเป็นโมฆะ และทายาทมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์มรดกได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532, 1533, 1625, 1626 และ 1635

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การแสดงเจตนาลวง (ป.พ.พ. มาตรา 1532)

หมายถึงการที่คู่กรณีทำสัญญาหรือแสดงเจตนาโดยสมรู้ร่วมคิดกันว่า นิติกรรมดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาจะให้เกิดผลตามที่ปรากฏภายนอกจริง เช่น การทำสัญญาซื้อขายที่ดินเพียงเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลใกล้ชิดโดยไม่มีการซื้อขายจริง ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ

2. สิทธิของทายาทในการติดตามทรัพย์มรดกคืน (ป.พ.พ. มาตรา 1625, 1626, 1635)

เมื่อทรัพย์มรดกถูกโอนออกไปโดยนิติกรรมที่เป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ย่อมไม่โอนไปยังผู้รับโอน ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิฟ้องเรียกติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิในที่ดินมรดกคนละหนึ่งในสาม และสามารถเรียกคืนที่ดินจากจำเลยได้ตามกฎหมาย.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ผู้จัดการมรดกมีสิทธิขายทรัพย์มรดกได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาท เช่น การรักษาทรัพย์สิน การชำระหนี้ หรือการดำเนินการที่จำเป็นต่อการจัดการมรดก อย่างไรก็ตาม การขายทรัพย์มรดกต้องกระทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของทายาท หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือสมรู้กับบุคคลอื่นเพื่อโอนทรัพย์ออกจากกองมรดก การกระทำนั้นอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถือว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะได้

คำถาม

2. นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวงตามกฎหมายคืออะไร

คำตอบ

นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวงหมายถึงการที่คู่กรณีทำสัญญาหรือแสดงเจตนาโดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า การกระทำนั้นไม่ใช่การกระทำที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการสร้างภาพภายนอกเพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่ามีการทำสัญญากันจริง เช่น การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินโดยไม่มีการชำระราคาจริง และมีเจตนาเพียงเพื่อโอนทรัพย์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 นิติกรรมลักษณะนี้ถือเป็นโมฆะ

คำถาม

3. หากสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ทรัพย์สินจะตกเป็นของใคร

คำตอบ

เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตามกฎหมาย ย่อมถือว่านิติกรรมดังกล่าวไม่เคยมีผลผูกพันตั้งแต่ต้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจึงไม่โอนไปยังผู้รับโอน และยังคงเป็นของเจ้าของเดิมหรือทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์นั้น ดังนั้นผู้ที่มีสิทธิในทรัพย์สามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิได้ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คำถาม

4. ทายาทสามารถฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่

คำตอบ

หากการโอนทรัพย์มรดกเกิดจากนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การแสดงเจตนาลวง การฉ้อโกง หรือการใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยมิชอบ ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกสามารถฟ้องเรียกทรัพย์ดังกล่าวคืนจากผู้รับโอนได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าการโอนนั้นมีความสุจริตหรือไม่ และผู้รับโอนมีสิทธิยึดถือทรัพย์หรือไม่

คำถาม

5. ศาลพิจารณาอย่างไรว่าการซื้อขายเป็นของจริงหรือเป็นเพียงการอำพราง

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดี เช่น แหล่งที่มาของเงินซื้อทรัพย์ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี ราคาซื้อขายเมื่อเทียบกับราคาตลาด และพฤติการณ์ภายหลังการโอนทรัพย์ หากปรากฏว่าผู้ซื้อไม่มีความสามารถทางการเงิน หรือไม่มีการชำระเงินจริง หรือผู้ขายยังคงแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์ ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือนิติกรรมอำพรางได้

คำถาม

6. ผู้ซื้อที่สุจริตจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

คำตอบ

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริตในบางกรณี แต่หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ซื้อสมรู้ร่วมคิดกับผู้ขายในการแสดงเจตนาลวง ผู้ซื้อย่อมไม่ถือเป็นบุคคลสุจริต และไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้นทรัพย์สินอาจถูกติดตามคืนได้โดยเจ้าของสิทธิหรือทายาท

คำถาม

7. หากผู้จัดการมรดกกระทำการโดยทุจริต ทายาทสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

คำตอบ

ทายาทสามารถใช้สิทธิทางศาลหลายประการ เช่น การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม การฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืน หรือการขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการมรดก หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกใช้อำนาจในทางมิชอบ การดำเนินคดีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของทายาทและรักษาทรัพย์สินของกองมรดก

คำถาม

8. การซื้อขายระหว่างบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดถือเป็นโมฆะเสมอหรือไม่

คำตอบ

การซื้อขายระหว่างบุคคลใกล้ชิดมิได้เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากมีการซื้อขายกันจริงและมีการชำระราคาตามปกติ นิติกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากปรากฏพฤติการณ์ว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการอำพรางหรือมีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ศาลอาจวินิจฉัยว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะได้

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5517/2533

เดิม จ. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จ. ตาย ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ จ. ครึ่งหนึ่งและตกเป็นของ ส.สามีจ.ครึ่งหนึ่งส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ตามคำสั่งศาลได้โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างจำเลยกับ ส. สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์ซึ่งมีสิทธิในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์จากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532,1533,1625,1626และ 1635.

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าเป็นบุตรของนายสุรินทร์กับนางจรินทร์ ซึ่งมีที่ดินสินสมรส 4 แปลง เมื่อนางจรินทร์ตาย ที่ดินครึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกของทายาท ได้แก่ โจทก์ทั้งสองและนายสุรินทร์คนละส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมานายสุรินทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกกลับโอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลย ซึ่งเป็นภริยาน้อย โดยโจทก์ไม่ยินยอมและอ้างว่าเป็นการซื้อขายลวงเพื่อฉ้อโกงทายาท จึงขอให้แบ่งที่ดินคืนแก่โจทก์แปลงละ 1 ใน 3 หรือขายทอดตลาดแบ่งเงิน

จำเลยให้การว่าซื้อที่ดินโดยสุจริตและชำระค่าตอบแทนแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินคืนแก่โจทก์ หรือขายทอดตลาดแบ่งเงิน พร้อมชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 400 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องฐานะทางการเงิน แหล่งเงินซื้อขาย และพฤติการณ์การชำระราคา อีกทั้งมีพยานโจทก์ยืนยันว่า นายสุรินทร์ยังแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินภายหลังการโอน จึงเชื่อว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 3 และมีสิทธิฟ้องติดตามเอาคืนจากจำเลยได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสุรินทร์และนางจรินทร์ปี 2524 นางจรินทร์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่อมานายสุรินทร์ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์ ตามคำสั่งศาลจังหวัดสงขลานางจรินทร์กับนายสุรินทร์มีที่ดินสินสมรส 4 แปลง ตามโฉนดเลขที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101มีชื่อนางจรินทร์ผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนางจรินทร์ตายที่ดินครึ่งหนึ่งจึงเป็นมรดกตกทอดมาเป็นของโจทก์ทั้งสองและนายสุรินทร์คนละส่วนเท่ากัน ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสองจึงมี 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดนายสุรินทร์ดูแลที่ดินส่วนของโจทก์ตลอดมาในฐานะเป็นบิดาและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์ผู้ตาย จำเลยซึ่งเป็นภริยาน้อยของนายสุรินทร์ได้ช่วยนายสุรินทร์ดูแลที่ดินทั้ง 4 แปลงแทนโจทก์ด้วยเมื่อปี 2527 นายสุรินทร์ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงทราบว่านายสุรินทร์ได้โอนที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลยไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2525โดยระบุว่าซื้อขายกันโดยที่โจทก์ทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอม และมิได้รับอนุญาตจากศาลก่อนทั้ง ๆ ที่โจทก์ที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์อายุได้19 ปี 2 เดือนในขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต แสดงเจตนาลวงด้วยการสมรู้ร่วมคิดโดยไม่ได้ซื้อขายกันจริง เพื่อฉ้อโกงโจทก์ นิติกรรมการโอนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะไม่ผูกพันส่วนของโจทก์ ขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101 ให้โจทก์แปลงละ1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 3 ส่วน

จำเลยให้การว่า นายสุรินทร์บิดาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจรินทร์ได้โอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2525 ในราคา 120,000 บาท จำเลยกระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101 ให้โจทก์ทั้งสองแปลงละ 1ใน 3 ส่วนหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 400บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์พยานหลักฐาน โจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสุรินทร์และนางจรินทร์ นางจรินทร์ประกอบธุรกิจแพปลา มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่พิพาท 4 แปลง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ตามโฉนดเลขที่ 1087,1099, 1100 และ 1101 เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 เมื่อปี 2524นางจรินทร์ตาย ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมรดกของนางจรินทร์ต่อมานายสุรินทร์สามีในฐานะผู้จัดการมรดกนางจรินทร์ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 476/2524 ของศาลชั้นต้น ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดแบ่งที่ดินพิพาทตามฟ้องคืนโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2522 และทราบว่านายสุรินทร์ได้จำเลยเป็นภริยาโดยไม่จดทะเบียนในปีดังกล่าวปกติจำเลยมีฐานะยากจนไม่มีอาชีพ จำเลยเคยพูดหลังนางจรินทร์ตายว่าจะดูแลทรัพย์สมบัติให้โจทก์ทั้งสอง นายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยโดยโจทก์ทั้งสองไม่ทราบและไม่เห็นด้วย นางอ่วมเคยขอซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุรินทร์เมื่อ ปี 2526 ในราคา 350,000บาท นายสุรินทร์บอกปฏิเสธไม่ขายอ้างว่าเป็นของบุตรโจทก์มีนายสำราญ และนางอ่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนและยืนยันว่าต่างเคยรู้จักบิดามารดาโจทก์ทั้งสองมาก่อน กล่าวคือ นายสำราญเคยเฝ้าบ้านและดูแลทรัพย์สินให้นางจรินทร์ ส่วนนางอ่วมก็เคยซื้อที่ดินแปลงอื่นจากนายสุรินทร์ และต่างไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน คำพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นตัวจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยรู้จักนายสุรินทร์ ต้นปี 2523 นายสุรินทร์แนะนำโจทก์ทั้งสองให้จำเลยรู้จักเมื่อปลายเดือนมกราคม 2525 และอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยปลายปี 2525 จึงน่าเชื่อตามคำพยานโจทก์ว่านายสุรินทร์ได้จำเลยเป็นภริยาก่อนนายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า นายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะการค้าตกต่ำ จำเลยจึงซื้อด้วยวาจา 180,000 บาท จำเลยออกเงินเองจำนวน 80,000 บาท และเอาเงินจากนางระเบียบมารดาจำเลยจำนวน 100,000 บาท และชำระเป็นเงินสดให้นายสุรินทร์ที่รถกระบะหน้าสำนักงานที่ดินนั้นไม่น่าเชื่อเพราะถ้าหากนายสุรินทร์ต้องการขายที่ดินพิพาทเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าตกต่ำจริงก็น่าจะขายแก่บุคคลอื่นจะได้ราคามากกว่าขายให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เสนอราคาซื้อสูงเป็นพิเศษ ทั้งนางพรทิพย์ พี่สาวจำเลยก็เบิกความขัดกับคำเบิกความของจำเลยโดยนางพรทิพย์เบิกความว่าจำเลยเอาเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาเพียง 60,000 ถึง 70,000 บาทมิใช่ 100,000 บาท ตามที่จำเลยอ้าง นอกจากนั้นในตอนชำระเงินค่าที่ดินพิพาทจำเลยก็น่าจะชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินไม่ใช่ที่รถกระบะหน้าสำนักงานที่ดิน อนึ่ง จำเลยเองนำสืบรับว่า มารดาจำเลยมีรายได้จากการขายอาหารเพียงเดือนละ 3,000 ถึง 4,000 บาท จึงไม่น่าจะมีเงินเพียงพอที่จะแบ่งให้จำเลยนำไปซื้อที่ดินพิพาทได้ ประกอบกับนางอ่วมพยานโจทก์ เบิกความยืนยันว่าเคยขอซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุรินทร์เมื่อปี 2526 ในราคา 350,000 บาท นายสุรินทร์ แสดงตัวเป็นเจ้าของบอกปฏิเสธไม่ขายโดยบอกว่าที่ดินพิพาทเป็นของบุตรข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 เกิดโดยการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างจำเลยกับนายสุรินทร์จึงเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทหนึ่งในสามส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พาณิชย์ มาตรา 1532, 1533, 1625, 1626และ 1635 โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกติดตามเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ดั่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้ article
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์ article
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้ article
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน