
| การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายเรื่อง การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวง และสิทธิของทายาทในการติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนที่ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ดังกล่าว โดยข้อพิพาทเกิดจากกรณีที่สามีซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของภริยาที่ถึงแก่ความตาย ได้โอนขายที่ดินมรดกให้แก่หญิงซึ่งเป็นภริยาน้อยของตน โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายที่แท้จริง แต่พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงเพื่อโอนทรัพย์มรดกออกจากสิทธิของทายาท ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งผู้จัดการมรดกทำขึ้นกับบุคคลใกล้ชิดโดยมีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดนั้น เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ และหากศาลเห็นว่าเป็นโมฆะ ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกจะสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับ นิติกรรมอำพราง เจตนาลวง และขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก ตลอดจนสิทธิของทายาทในการคุ้มครองทรัพย์มรดกของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อเท็จจริงของคดี นางจรินทร์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 4 แปลง โดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ต่อมาในปี พ.ศ.2524 นางจรินทร์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็น ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทายาทโดยธรรมได้แก่ • นายสุรินทร์ (สามี) • โจทก์ทั้งสอง (บุตร) ต่อมาศาลมีคำสั่งแต่งตั้ง นายสุรินทร์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายสุรินทร์ได้โอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นหญิงที่มีความสัมพันธ์เป็นภริยาน้อยของตน โดยจดทะเบียนซื้อขายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525 โจทก์ทั้งสองไม่เคยทราบหรือให้ความยินยอมในการขายดังกล่าว และภายหลังทราบว่าเป็นการโอนขายที่ดินโดยมิชอบ จึงฟ้องขอให้แบ่งคืนที่ดินในส่วนของตน ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมีดังนี้ 1. การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นการซื้อขายจริงหรือเป็นเพียง นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวง 2. หากเป็นการแสดงเจตนาลวง นิติกรรมดังกล่าวจะเป็น โมฆะ หรือไม่ 3. ทายาทสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่ การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พฤติการณ์หลายประการทำให้เชื่อได้ว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง เช่น • จำเลยมีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพมั่นคง • แหล่งเงินที่อ้างว่านำมาซื้อที่ดินไม่มีความน่าเชื่อถือ • พยานของจำเลยให้การขัดแย้งกันเอง • ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาที่บุคคลอื่นเสนอซื้อ • ภายหลังการขาย นายสุรินทร์ยังคงแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดิน ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ศาลเชื่อว่า การซื้อขายเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายสุรินทร์กับจำเลย จึงเป็นนิติกรรมที่ ตกเป็นโมฆะ ตามหลักกฎหมายแพ่ง หลักกฎหมายเกี่ยวกับเจตนาลวง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีเป็นโมฆะ และ มาตรา 1533 บุคคลภายนอกที่สุจริตอาจได้รับความคุ้มครอง แต่ในกรณีที่คู่กรณีสมรู้กัน นิติกรรมย่อมไม่มีผลผูกพัน ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า • ผู้ขายและผู้ซื้อ สมรู้ร่วมคิดกัน • การซื้อขายเป็นเพียงฉากบังหน้า • มิได้มีการชำระราคาจริง ดังนั้นนิติกรรมจึง เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด สิทธิของทายาทในการติดตามทรัพย์มรดก เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่เคยโอนไปยังจำเลย ทายาทจึงยังคงมีสิทธิในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย ตามหลักกฎหมายมรดกใน มาตรา 1625 มาตรา 1626 มาตรา 1635 ซึ่งรับรองสิทธิของทายาทในการได้รับมรดกและสามารถติดตามทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินในส่วนของตนได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยของคดีนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่วางหลักว่า หากปรากฏพฤติการณ์ว่า • การซื้อขายเกิดจาก การสมรู้ร่วมคิด • ไม่มีการชำระราคาจริง • ผู้ซื้อไม่มีฐานะซื้อทรัพย์ได้ ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็น นิติกรรมอำพรางหรือเจตนาลวง ซึ่งมีผลเป็น โมฆะ และทายาทหรือเจ้าของสิทธิสามารถฟ้องเรียกทรัพย์คืนได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นการซื้อขายโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงถือว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยชอบ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ เห็นว่าการซื้อขายที่ดินมีพฤติการณ์เป็นการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นโมฆะ และให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในส่วนที่มีสิทธิ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิด จึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกคืนที่ดินมรดกในส่วนของตนจากจำเลยได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การคุ้มครองสิทธิของทายาทในทรัพย์มรดก และการควบคุมการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกแม้จะมีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาท แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าว โดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิด หากปรากฏว่าการโอนทรัพย์มรดกเกิดจาก การสมรู้ร่วมคิดและแสดงเจตนาลวง นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด และทายาทสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกคืนทรัพย์มรดกได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมายมรดก และป้องกันการใช้อำนาจผู้จัดการมรดกในทางมิชอบ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การโอนขายที่ดินมรดกโดยผู้จัดการมรดกให้แก่บุคคลใกล้ชิดซึ่งมีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกัน เป็น “การแสดงเจตนาลวง” อันทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามกฎหมายหรือไม่ และทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกสามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน จึงเป็นโมฆะ และทายาทมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์มรดกได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532, 1533, 1625, 1626 และ 1635 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแสดงเจตนาลวง (ป.พ.พ. มาตรา 1532) หมายถึงการที่คู่กรณีทำสัญญาหรือแสดงเจตนาโดยสมรู้ร่วมคิดกันว่า นิติกรรมดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาจะให้เกิดผลตามที่ปรากฏภายนอกจริง เช่น การทำสัญญาซื้อขายที่ดินเพียงเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลใกล้ชิดโดยไม่มีการซื้อขายจริง ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ 2. สิทธิของทายาทในการติดตามทรัพย์มรดกคืน (ป.พ.พ. มาตรา 1625, 1626, 1635) เมื่อทรัพย์มรดกถูกโอนออกไปโดยนิติกรรมที่เป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ย่อมไม่โอนไปยังผู้รับโอน ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิฟ้องเรียกติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิในที่ดินมรดกคนละหนึ่งในสาม และสามารถเรียกคืนที่ดินจากจำเลยได้ตามกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้จัดการมรดกมีสิทธิขายทรัพย์มรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาท เช่น การรักษาทรัพย์สิน การชำระหนี้ หรือการดำเนินการที่จำเป็นต่อการจัดการมรดก อย่างไรก็ตาม การขายทรัพย์มรดกต้องกระทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของทายาท หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือสมรู้กับบุคคลอื่นเพื่อโอนทรัพย์ออกจากกองมรดก การกระทำนั้นอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถือว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะได้ คำถาม 2. นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวงตามกฎหมายคืออะไร คำตอบ นิติกรรมที่แสดงเจตนาลวงหมายถึงการที่คู่กรณีทำสัญญาหรือแสดงเจตนาโดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า การกระทำนั้นไม่ใช่การกระทำที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการสร้างภาพภายนอกเพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่ามีการทำสัญญากันจริง เช่น การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินโดยไม่มีการชำระราคาจริง และมีเจตนาเพียงเพื่อโอนทรัพย์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 นิติกรรมลักษณะนี้ถือเป็นโมฆะ คำถาม 3. หากสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ทรัพย์สินจะตกเป็นของใคร คำตอบ เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะตามกฎหมาย ย่อมถือว่านิติกรรมดังกล่าวไม่เคยมีผลผูกพันตั้งแต่ต้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจึงไม่โอนไปยังผู้รับโอน และยังคงเป็นของเจ้าของเดิมหรือทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์นั้น ดังนั้นผู้ที่มีสิทธิในทรัพย์สามารถฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิได้ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำถาม 4. ทายาทสามารถฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอนได้หรือไม่ คำตอบ หากการโอนทรัพย์มรดกเกิดจากนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การแสดงเจตนาลวง การฉ้อโกง หรือการใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยมิชอบ ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกสามารถฟ้องเรียกทรัพย์ดังกล่าวคืนจากผู้รับโอนได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าการโอนนั้นมีความสุจริตหรือไม่ และผู้รับโอนมีสิทธิยึดถือทรัพย์หรือไม่ คำถาม 5. ศาลพิจารณาอย่างไรว่าการซื้อขายเป็นของจริงหรือเป็นเพียงการอำพราง คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดี เช่น แหล่งที่มาของเงินซื้อทรัพย์ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี ราคาซื้อขายเมื่อเทียบกับราคาตลาด และพฤติการณ์ภายหลังการโอนทรัพย์ หากปรากฏว่าผู้ซื้อไม่มีความสามารถทางการเงิน หรือไม่มีการชำระเงินจริง หรือผู้ขายยังคงแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์ ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือนิติกรรมอำพรางได้ คำถาม 6. ผู้ซื้อที่สุจริตจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ คำตอบ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริตในบางกรณี แต่หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ซื้อสมรู้ร่วมคิดกับผู้ขายในการแสดงเจตนาลวง ผู้ซื้อย่อมไม่ถือเป็นบุคคลสุจริต และไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้นทรัพย์สินอาจถูกติดตามคืนได้โดยเจ้าของสิทธิหรือทายาท คำถาม 7. หากผู้จัดการมรดกกระทำการโดยทุจริต ทายาทสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง คำตอบ ทายาทสามารถใช้สิทธิทางศาลหลายประการ เช่น การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม การฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืน หรือการขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการมรดก หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกใช้อำนาจในทางมิชอบ การดำเนินคดีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของทายาทและรักษาทรัพย์สินของกองมรดก คำถาม 8. การซื้อขายระหว่างบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดถือเป็นโมฆะเสมอหรือไม่ คำตอบ การซื้อขายระหว่างบุคคลใกล้ชิดมิได้เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากมีการซื้อขายกันจริงและมีการชำระราคาตามปกติ นิติกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากปรากฏพฤติการณ์ว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการอำพรางหรือมีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ศาลอาจวินิจฉัยว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5517/2533 เดิม จ. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จ. ตาย ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ จ. ครึ่งหนึ่งและตกเป็นของ ส.สามีจ.ครึ่งหนึ่งส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ตามคำสั่งศาลได้โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างจำเลยกับ ส. สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์ซึ่งมีสิทธิในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์จากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532,1533,1625,1626และ 1635. ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าเป็นบุตรของนายสุรินทร์กับนางจรินทร์ ซึ่งมีที่ดินสินสมรส 4 แปลง เมื่อนางจรินทร์ตาย ที่ดินครึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกของทายาท ได้แก่ โจทก์ทั้งสองและนายสุรินทร์คนละส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมานายสุรินทร์ในฐานะผู้จัดการมรดกกลับโอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลย ซึ่งเป็นภริยาน้อย โดยโจทก์ไม่ยินยอมและอ้างว่าเป็นการซื้อขายลวงเพื่อฉ้อโกงทายาท จึงขอให้แบ่งที่ดินคืนแก่โจทก์แปลงละ 1 ใน 3 หรือขายทอดตลาดแบ่งเงิน จำเลยให้การว่าซื้อที่ดินโดยสุจริตและชำระค่าตอบแทนแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินคืนแก่โจทก์ หรือขายทอดตลาดแบ่งเงิน พร้อมชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 400 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อ ทั้งเรื่องฐานะทางการเงิน แหล่งเงินซื้อขาย และพฤติการณ์การชำระราคา อีกทั้งมีพยานโจทก์ยืนยันว่า นายสุรินทร์ยังแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินภายหลังการโอน จึงเชื่อว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 3 และมีสิทธิฟ้องติดตามเอาคืนจากจำเลยได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสุรินทร์และนางจรินทร์ปี 2524 นางจรินทร์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่อมานายสุรินทร์ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์ ตามคำสั่งศาลจังหวัดสงขลานางจรินทร์กับนายสุรินทร์มีที่ดินสินสมรส 4 แปลง ตามโฉนดเลขที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101มีชื่อนางจรินทร์ผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนางจรินทร์ตายที่ดินครึ่งหนึ่งจึงเป็นมรดกตกทอดมาเป็นของโจทก์ทั้งสองและนายสุรินทร์คนละส่วนเท่ากัน ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสองจึงมี 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดนายสุรินทร์ดูแลที่ดินส่วนของโจทก์ตลอดมาในฐานะเป็นบิดาและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจรินทร์ผู้ตาย จำเลยซึ่งเป็นภริยาน้อยของนายสุรินทร์ได้ช่วยนายสุรินทร์ดูแลที่ดินทั้ง 4 แปลงแทนโจทก์ด้วยเมื่อปี 2527 นายสุรินทร์ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงทราบว่านายสุรินทร์ได้โอนที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลยไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2525โดยระบุว่าซื้อขายกันโดยที่โจทก์ทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอม และมิได้รับอนุญาตจากศาลก่อนทั้ง ๆ ที่โจทก์ที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์อายุได้19 ปี 2 เดือนในขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต แสดงเจตนาลวงด้วยการสมรู้ร่วมคิดโดยไม่ได้ซื้อขายกันจริง เพื่อฉ้อโกงโจทก์ นิติกรรมการโอนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะไม่ผูกพันส่วนของโจทก์ ขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101 ให้โจทก์แปลงละ1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 3 ส่วน จำเลยให้การว่า นายสุรินทร์บิดาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจรินทร์ได้โอนขายที่ดินทั้ง 4 แปลงให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2525 ในราคา 120,000 บาท จำเลยกระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 1087, 1099, 1100 และ 1101 ให้โจทก์ทั้งสองแปลงละ 1ใน 3 ส่วนหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 400บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งเสร็จ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์พยานหลักฐาน โจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสุรินทร์และนางจรินทร์ นางจรินทร์ประกอบธุรกิจแพปลา มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่พิพาท 4 แปลง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ตามโฉนดเลขที่ 1087,1099, 1100 และ 1101 เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 เมื่อปี 2524นางจรินทร์ตาย ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมรดกของนางจรินทร์ต่อมานายสุรินทร์สามีในฐานะผู้จัดการมรดกนางจรินทร์ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 476/2524 ของศาลชั้นต้น ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.1 คดีมีปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดแบ่งที่ดินพิพาทตามฟ้องคืนโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2522 และทราบว่านายสุรินทร์ได้จำเลยเป็นภริยาโดยไม่จดทะเบียนในปีดังกล่าวปกติจำเลยมีฐานะยากจนไม่มีอาชีพ จำเลยเคยพูดหลังนางจรินทร์ตายว่าจะดูแลทรัพย์สมบัติให้โจทก์ทั้งสอง นายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยโดยโจทก์ทั้งสองไม่ทราบและไม่เห็นด้วย นางอ่วมเคยขอซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุรินทร์เมื่อ ปี 2526 ในราคา 350,000บาท นายสุรินทร์บอกปฏิเสธไม่ขายอ้างว่าเป็นของบุตรโจทก์มีนายสำราญ และนางอ่วม เป็นพยานเบิกความสนับสนุนและยืนยันว่าต่างเคยรู้จักบิดามารดาโจทก์ทั้งสองมาก่อน กล่าวคือ นายสำราญเคยเฝ้าบ้านและดูแลทรัพย์สินให้นางจรินทร์ ส่วนนางอ่วมก็เคยซื้อที่ดินแปลงอื่นจากนายสุรินทร์ และต่างไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน คำพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นตัวจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยรู้จักนายสุรินทร์ ต้นปี 2523 นายสุรินทร์แนะนำโจทก์ทั้งสองให้จำเลยรู้จักเมื่อปลายเดือนมกราคม 2525 และอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยปลายปี 2525 จึงน่าเชื่อตามคำพยานโจทก์ว่านายสุรินทร์ได้จำเลยเป็นภริยาก่อนนายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2525เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า นายสุรินทร์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเพราะการค้าตกต่ำ จำเลยจึงซื้อด้วยวาจา 180,000 บาท จำเลยออกเงินเองจำนวน 80,000 บาท และเอาเงินจากนางระเบียบมารดาจำเลยจำนวน 100,000 บาท และชำระเป็นเงินสดให้นายสุรินทร์ที่รถกระบะหน้าสำนักงานที่ดินนั้นไม่น่าเชื่อเพราะถ้าหากนายสุรินทร์ต้องการขายที่ดินพิพาทเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าตกต่ำจริงก็น่าจะขายแก่บุคคลอื่นจะได้ราคามากกว่าขายให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เสนอราคาซื้อสูงเป็นพิเศษ ทั้งนางพรทิพย์ พี่สาวจำเลยก็เบิกความขัดกับคำเบิกความของจำเลยโดยนางพรทิพย์เบิกความว่าจำเลยเอาเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาเพียง 60,000 ถึง 70,000 บาทมิใช่ 100,000 บาท ตามที่จำเลยอ้าง นอกจากนั้นในตอนชำระเงินค่าที่ดินพิพาทจำเลยก็น่าจะชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินไม่ใช่ที่รถกระบะหน้าสำนักงานที่ดิน อนึ่ง จำเลยเองนำสืบรับว่า มารดาจำเลยมีรายได้จากการขายอาหารเพียงเดือนละ 3,000 ถึง 4,000 บาท จึงไม่น่าจะมีเงินเพียงพอที่จะแบ่งให้จำเลยนำไปซื้อที่ดินพิพาทได้ ประกอบกับนางอ่วมพยานโจทก์ เบิกความยืนยันว่าเคยขอซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุรินทร์เมื่อปี 2526 ในราคา 350,000 บาท นายสุรินทร์ แสดงตัวเป็นเจ้าของบอกปฏิเสธไม่ขายโดยบอกว่าที่ดินพิพาทเป็นของบุตรข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 เกิดโดยการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างจำเลยกับนายสุรินทร์จึงเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทหนึ่งในสามส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พาณิชย์ มาตรา 1532, 1533, 1625, 1626และ 1635 โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกติดตามเอาคืนจากจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ดั่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน. |



