
| (ฎีกาที่ 3681/2567) : อำนาจผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนสู่กองมรดก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททรัพย์มรดกและอำนาจของผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องร้อง ศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีหลายคน แต่การตัดสินใจโดยเสียงข้างมากและการมอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าร่วมประชุมถือว่าเป็นการจัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกบ้าน ที่ดิน และเงินพิพาทคืนจากจำเลยเพื่อรวบรวมเข้าสู่กองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726, 1736 และ 1723
สรุปข้อเท็จจริงของคดี 1. ผู้ตาย (นายวี) และโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมบ้าน แต่โอนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลย (น้องชายต่างบิดามารดาเดียวกัน) เนื่องจากผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ 2. ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย 20 ล้านบาท เพื่อใช้ชำระราคาที่ดินและบ้าน โดยจำเลยนำไปชำระหนี้ส่วนใหญ่ เหลือเงินพิพาท 5,480,000 บาทอยู่ในบัญชี 3. ผู้ตายเสียชีวิต ต่อมาโจทก์และนางเบียวถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วม 4. มีการประชุมผู้จัดการมรดก โดยนางเบียวมอบอำนาจให้ทนายความและผู้รับมอบอำนาจเข้าประชุมร่วมกับโจทก์ และที่ประชุมมีมติให้ฟ้องเรียกคืนที่ดิน บ้าน และเงินพิพาทจากจำเลย 5. โจทก์ยื่นฟ้องเรียกทรัพย์สินคืน จำเลยเพิกเฉยและต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
คำวินิจฉัยของศาล • ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกึ่งหนึ่ง และชำระเงินครึ่งหนึ่ง • ศาลอุทธรณ์ แก้ไข ให้โอนกรรมสิทธิ์ทั้งแปลงคืนแก่โจทก์และกองมรดก และให้จำเลยชำระเงิน 5,480,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย • ศาลฎีกา ยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมมีอำนาจฟ้อง เนื่องจากมีการประชุมและมติร่วมโดยเสียงข้างมาก ถือเป็นการจัดการมรดกร่วมตามกฎหมาย
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม (มาตรา 1726) • หากผู้จัดการมรดกมีหลายคน ต้องดำเนินการโดยเสียงข้างมาก • การประชุมและการมอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าร่วมถือว่าเพียงพอ • ไม่จำเป็นต้องลงนามร่วมกันทุกครั้ง 2. สิทธิในการฟ้องคดีแทนกองมรดก (มาตรา 1736 วรรคสอง) • ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมและเรียกคืนทรัพย์มรดก • การฟ้องร้องถือเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองกองมรดก 3. ความรับผิดของผู้จัดการมรดก (มาตรา 1720, 1723) • ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันต่อทายาทและบุคคลภายนอก • การมอบอำนาจหรือการยินยอมโดยเสียงข้างมากมีผลผูกพัน
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดิน บ้าน และเงินพิพาทจากจำเลยหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ป.พ.พ. มาตรา 1726: ผู้จัดการมรดกหลายคนต้องดำเนินการโดยเสียงข้างมาก • ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง: ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องคดีเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดก • ป.พ.พ. มาตรา 1720 และ 1723: ผู้จัดการมรดกต้องร่วมรับผิดในการจัดการ Application (การปรับใช้กฎหมาย) โจทก์และผู้แทนของนางเบียว (ผู้จัดการมรดกร่วม) มีมติในการประชุมให้ฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ถือว่าเป็นการจัดการโดยเสียงข้างมากตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจึงชอบด้วยอำนาจตามมาตรา 1726 และ 1736 Conclusion (ข้อสรุป) โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดิน บ้าน และเงินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • ผู้จัดการมรดกร่วมไม่จำเป็นต้องลงนามหรือดำเนินการพร้อมกันทุกครั้ง หากมีการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากก็เพียงพอ • การมอบอำนาจให้ทนายความหรือผู้แทนเข้าประชุมสามารถมีผลเช่นเดียวกับการเข้าร่วมโดยตรง • คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า การจัดการมรดกต้องคุ้มครองผลประโยชน์รวมของทายาททุกคน และป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกยึดครองทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ
English Summary The Supreme Court Decision No. 3681/2024 concerns inheritance management and the authority of co-executors. The Court held that when multiple executors exist, decisions made by a majority vote are legally binding. Therefore, the plaintiff, as a co-executor, had the authority to file a lawsuit to reclaim the disputed house, land, and funds from the defendant. This judgment affirms the principle under the Civil and Commercial Code sections 1726, 1736, and 1723 that inheritance administration can be conducted effectively through majority consensus, without requiring unanimous action.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก ซึ่งมาตรา 1726 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดก ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งมาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมาก หรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้ง บ. ซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. ผู้ตาย ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 แล้ว ต่อมา บ. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอน บ. ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง ป. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล โดยได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของ บ. ผู้ร้องโดย อ. ทนายความผู้ร้อง เป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ในคำร้องดังกล่าวในหน้าที่ 3 มีข้อความอีกว่า "...ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา.." จากข้อความดังกล่าว จึงฟังได้ว่า บ. ได้แต่งตั้งให้ ป. เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้ง อ. เป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่า บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วม อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความตามบันทึกการประชุม ระบุว่า "..ผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาว ร. (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) อ. และ ป. ตัวแทน บ." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของ บ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของ บ. ในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืน โดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า อ. ทนายความ และ ป. ผู้รับมอบอำนาจของ บ. เป็นตัวแทนของ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์และกองมรดกของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 และเงินฝากที่เหลืออยู่กับจำเลย 5,480,000 บาท และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 92/1 ให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้อง ในส่วนของกองมรดกให้โจทก์เรียกเก็บจากกองมรดกได้ และให้จำเลยชำระเงิน 5,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท และส่งมอบโฉนดและสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทคืนจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงิน 2,740,000 แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 กลับคืนให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตายคนละกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,740,000 บาท แก่โจทก์ และจำนวน 2,740,000 บาท แก่กองมรดกของผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์ และนายวีหรือนายวุฒิพล ผู้ตาย อยู่กินฉันสามีภริยาและทำมาหากินด้วยกัน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายและโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 จากบริษัท ค. ราคา 16,100,000 บาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายถือสัญชาติมาเลเซียและยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนเป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจึงถอนเงินที่ผู้ตายโอนเข้าบัญชีดังกล่าวแล้วสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสด 14,520,000 บาท ให้แก่บริษัท ค. เพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงคงเหลือเงินของโจทก์และผู้ตายอยู่ที่จำเลยอีก 5,480,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเบียว ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายร่วมกับโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพร้อมเงินสดพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและผู้จัดการมรดกแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและตอบรับ วันที่ 14 กันยายน 2562 โจทก์กับตัวแทนนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายประชุมร่วมกันและมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลย
พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวี ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องเรียกบ้านและที่ดินพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายตามฟ้องคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก เช่นนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก กรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดกในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมากหรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางเบียวซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมานางเบียวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนางเบียวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง นายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล และได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของนางเบียว ผู้ร้อง โดยนางสาวอัมพร ทนายความผู้ร้องเป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ ในคำร้องดังกล่าวในหน้า 3 มีข้อความอีกว่า "…ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีหมายเลขดำที่ พ 6969/2561 นั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา..." จึงฟังได้ว่า นางเบียวได้แต่งตั้งให้นายปรารถนา เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้งนางสาวอัมพรเป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่านางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่ง โดยโจทก์สามารถติดต่อทนายความ หรือผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ตลอดเวลา การดำเนินการเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความว่า "…ผู้จัดการมรดกของนายวี ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาวระพีพรรณ (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) คุณอัมพร และคุณปรารถนา นางเบียว..." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของนางเบียวในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาสาระสำคัญข้างต้นประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม โดยในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า นางสาวอัมพร ทนายความ และนายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวเป็นตัวแทนของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ![]() |





.jpg)