
| พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเดิมยังเป็นที่ดินของรัฐและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ว่าบุคคลผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจะทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ทายาทคนหนึ่งโดยตัดสิทธิทายาทอื่นได้หรือไม่ และเมื่อภายหลังมีการออกโฉนดในชื่อบุคคลนั้นแล้ว บุคคลดังกล่าวหรือผู้รับโอนต่อมาจะมีสิทธิเพียงผู้เดียวถึงขั้นฟ้องขับไล่ทายาทอีกคนหนึ่งซึ่งครอบครองทำประโยชน์อยู่เดิมได้เพียงใด ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้พินัยกรรมยกที่ดินซึ่งยังเป็นที่ดินของรัฐจะใช้บังคับไม่ได้ แต่สิทธิครอบครองที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์นั้นเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้ และหากภายหลังมีการออกเอกสารสิทธิในชื่อทายาทคนหนึ่ง ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นการถือชื่อแทนทายาทคนอื่นหรือไม่ ผู้รับโอนภายหลังย่อมได้สิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ ไม่อาจมีสิทธิดีกว่าเดิม จึงเป็นคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อคดีเกี่ยวกับที่ดินมรดก นิคมสร้างตนเอง พินัยกรรม สิทธิครอบครอง และอำนาจฟ้องขับไล่ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีลักษณะเป็นที่ดิน น.ค.3 เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เดิมนางเพียน มารดาของบุตรหลายคนในคดี เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ต่อมานางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 ภายหลังจากนั้นนายบุญเหลือ บุตรคนโต เป็นผู้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดิน จนที่ดินดังกล่าวได้รับโฉนดเลขที่ 20218 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปีตามกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ก่อนและหลังการออกโฉนด จำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่ทางด้านทิศเหนือของแปลงมาโดยตลอด เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 31 ตารางวา และต่อมาจำเลยเคยฟ้องนายบุญเหลือเพื่อขอแบ่งมรดกที่ดิน แต่ภายหลังถอนฟ้องเพราะมีความเข้าใจว่าจะมีการโอนที่ดินให้กันภายหลัง ขณะเดียวกัน นายบุญเหลือได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้นางอุไร แล้วนางอุไรจึงจดทะเบียนรับโอนมรดก ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 นางอุไรขายและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 1,000,000 บาท เมื่อโจทก์รับโอนมาแล้ว โจทก์เห็นว่าจำเลยและบริวารเข้าครอบครองที่ดินทางทิศเหนือโดยไม่มีสิทธิ จึงฟ้องขับไล่ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเรียกค่าเสียหาย ทั้งค่าเสียหายในอดีตและค่าเสียหายรายเดือนในอนาคต ส่วนจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นส่วนที่ตนครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่เดิมตามการแบ่งกันภายในครอบครัว และยื่นฟ้องแย้งขอให้พิพากษารับรองสิทธิครอบครองของจำเลย พร้อมให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลย ข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลฎีการับฟัง คือ นางเพียนเคยแบ่งการครอบครองที่ดินให้บุตรเป็นสัดส่วนตั้งแต่ยังมีชีวิต โดยจำเลยครอบครองส่วนทิศเหนือ นายวิทยาครอบครองส่วนตรงกลาง และนางอุไรครอบครองส่วนทิศใต้ พฤติการณ์เช่นนี้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์จริงในที่ดิน และสอดคล้องกับการที่จำเลยติดตามสิทธิของตนโดยการฟ้องแบ่งมรดกมาก่อน ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก พินัยกรรมของนางเพียนที่ยกที่ดินให้แก่นายบุญเหลือมีผลเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะนางเพียนทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงยังเป็นที่ดินของรัฐตามระบบกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ การทำพินัยกรรมยก “ตัวที่ดิน” ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งจึงไม่ใช่การตกทอดทางมรดกที่กฎหมายยอมรับ และเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นางเพียนไม่อาจยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินของรัฐด้วยพินัยกรรมให้ตกแก่ทายาทคนหนึ่งโดยเด็ดขาดได้ ประเด็นที่สอง แม้พินัยกรรมยกที่ดินใช้ไม่ได้ แต่สิทธิใดของนางเพียนตกเป็นมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้นางเพียนจะยังไม่มีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในตัวที่ดิน แต่การได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิด “สิทธิครอบครอง” หรือสิทธิในผลประโยชน์เกี่ยวกับที่ดิน สิทธินี้เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง และถือเป็นทรัพย์มรดกได้ เมื่อผู้มีสิทธิตาย สิทธิครอบครองดังกล่าวย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรม มิใช่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมคนเดียว ประเด็นที่สาม การออกโฉนดในชื่อนายบุญเหลือทำให้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์จากพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า ภายหลังนางเพียนตาย ทายาททั้งหลายได้ตกลงให้นายบุญเหลือเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารสิทธิ และให้มีชื่อในหนังสือแสดงการทำประโยชน์และโฉนดแทนกลุ่มทายาท การที่โฉนดออกในชื่อนายบุญเหลือจึงไม่ใช่ข้อยุติว่าที่ดินทั้งหมดตกเป็นของนายบุญเหลือโดยเด็ดขาด แต่เป็นการมีชื่อแทนทายาทคนอื่นด้วย นายบุญเหลือจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้นางอุไรแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นที่สี่ สิทธิของนางอุไรและสิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาเป็นอย่างไร เมื่อศาลเห็นว่านายบุญเหลือถือชื่อแทนทายาทคนอื่น นางอุไรซึ่งรับต่อจากนายบุญเหลือย่อมไม่มีสิทธิแต่ผู้เดียวในที่ดินทั้งแปลง และเมื่อโจทก์รับโอนมาจากนางอุไร โจทก์ก็ได้สิทธิเพียงเท่าที่นางอุไรมีอยู่ หลักกฎหมายแพ่งทั่วไปไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับโอนได้สิทธิเกินกว่าผู้โอน ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าฐานะของนางอุไร ประเด็นที่ห้า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทมากน้อยเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เดิมในทางข้อเท็จจริงนางเพียนเคยให้จำเลยครอบครองส่วนทิศเหนือประมาณ 5 ไร่ แต่เมื่อพิจารณาจำนวนทายาททั้งหมดแล้ว ที่ดินแปลงนี้ควรเป็นทรัพย์สินร่วมระหว่างพี่น้องทุกคน โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางเพียนมีบุตร 7 คน ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิในที่ดินเพียงหนึ่งในเจ็ดส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแปลงเท่านั้น ส่วนที่เกินจากนี้มิใช่สิทธิของจำเลย ประเด็นที่หก โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และรื้อถอนเพียงใด เมื่อจำเลยมีสิทธิในที่ดินทิศเหนือ 2 ไร่ 76 ตารางวา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากส่วนดังกล่าว เพราะเป็นที่ดินส่วนของจำเลยเอง แต่ในส่วนที่จำเลยครอบครองเกินกว่าสิทธิของตน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาโดยกำหนดแนวพื้นที่ให้ชัดว่า จำเลยต้องออกจากส่วนที่เกินสิทธิ และให้เหลือที่ดินทางทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลยไม่เกิน 2 ไร่ 76 ตารางวา ประเด็นที่เจ็ด ค่าเสียหายควรกำหนดอย่างไร โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยตัดต้นมะพร้าวประมาณ 100 ต้น และเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก รวมถึงค่าเช่ารายเดือน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังตามจำนวนที่กล่าวอ้างทั้งหมด ภาพถ่ายและแผนที่พิพาทยังปรากฏต้นไม้เหลืออยู่ และไม่ชัดว่าต้นมะพร้าวถูกตัดทั้งหมด อีกทั้งโจทก์ไม่นำสืบเรื่องราคาค่าเช่าที่ดินอย่างชัดเจน ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายอย่างพอสมควรเพียง 4,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือน 500 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากพื้นที่ส่วนที่เกินสิทธิ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญ คดีนี้มีคุณูปการอย่างมากในทางหลักกฎหมาย เพราะแยกให้เห็นชัดระหว่าง “ตัวที่ดิน” กับ “สิทธิครอบครองหรือสิทธิทำประโยชน์” ในที่ดินของรัฐ ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองขณะยังไม่ออกเอกสารสิทธิสมบูรณ์นั้น ผู้ครอบครองเดิมยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์แบบอสังหาริมทรัพย์เอกชนทั่วไป แต่มีฐานะเป็นผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ สิทธิที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิทธิพิเศษภายใต้กฎหมายมหาชนผสมกฎหมายแพ่ง ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยอย่างเคร่งรูปแบบเพียงว่าพินัยกรรมใช้ไม่ได้แล้วสิทธิทั้งหมดย่อมสูญสิ้น หากแต่พิจารณาต่อไปถึงสาระของสิทธิที่ผู้ตายมีอยู่จริง และรับรองว่าสิทธิดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะป้องกันมิให้ทรัพย์หรือประโยชน์ที่ผู้ตายได้สร้างสะสมไว้ในที่ดินของรัฐสูญเปล่าเพียงเพราะยังไม่ออกโฉนด ในอีกด้านหนึ่ง ศาลยังวางหลักเรื่อง “ผู้มีชื่อในโฉนดมิใช่ข้อยุติเด็ดขาดเสมอไป” หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการใส่ชื่อบุคคลหนึ่งเป็นเพียงการดำเนินการแทนทายาทคนอื่นหรือแทนผู้มีส่วนได้เสียหลายคน โดยเฉพาะในบริบทครอบครัวและที่ดินมรดกซึ่งการจัดการเอกสารมักกระทำโดยพี่น้องคนหนึ่งแทนคนอื่น หลักนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องนิติสัมพันธ์ที่แท้จริงย่อมมีน้ำหนักเหนือรูปแบบทางทะเบียนในบางกรณี นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำหลักพื้นฐานว่า ผู้รับโอนย่อมได้สิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ ผู้ซื้อแม้จะมีชื่อในโฉนดภายหลัง ก็ไม่อาจยกทะเบียนมาอ้างเพื่อตัดสิทธิของผู้มีสิทธิตามความเป็นจริงได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อผู้ครอบครองเดิมมีฐานสิทธิอยู่แล้วและได้ยึดถือเพื่อตนอย่างชัดแจ้ง เจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มีเจตนารมณ์เพื่อจัดสรรที่ดินให้ราษฎรผู้เข้าเกณฑ์ใช้เป็นฐานประกอบอาชีพและครองชีพ มิใช่เพื่อเปิดโอกาสให้มีการโอนเปลี่ยนมือหรือสะสมที่ดินอย่างเสรีในระยะเริ่มต้น กฎหมายจึงกำหนดข้อจำกัดหลายประการ รวมถึงข้อห้ามเกี่ยวกับการโอนหรือการจัดการสิทธิในที่ดินก่อนถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มาตรา 12 วรรคหนึ่งจึงมุ่งรักษาวัตถุประสงค์ทางสังคมของการปฏิรูปการเข้าถึงที่ดิน มิให้สิทธิที่รัฐจัดให้กลายเป็นวัตถุแห่งการเก็งกำไรหรือการรวบมือโดยทายาทคนใดคนหนึ่งผ่านพินัยกรรมหรือธุรกรรมที่เลี่ยงกฎหมาย ขณะเดียวกัน แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ก็สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกและกฎหมายแพ่งเรื่องความเป็นธรรมในหมู่ทายาท กล่าวคือ แม้กฎหมายเฉพาะจะห้ามการโอนตัวที่ดินในบางช่วงเวลา แต่สิทธิครอบครองและผลประโยชน์ที่ผู้ตายมีอยู่จริงยังคงเป็นทรัพย์ในทางแพ่งที่ตกทอดได้ จึงต้องแยกผลของความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการยกตัวที่ดิน ออกจากการรับรองสิทธิมรดกในฐานะสิทธิครอบครอง ในทางแนวคำพิพากษา คดีนี้สะท้อนหลักที่ศาลฎีกามักถืออย่างสม่ำเสมอในข้อพิพาทมรดกเกี่ยวกับที่ดินว่า ศาลจะไม่ดูเฉพาะชื่อในเอกสารสิทธิ แต่จะพิจารณาความเป็นมาของทรัพย์ การครอบครองทำประโยชน์จริง การตกลงกันภายในครอบครัว และเจตนาในการยึดถือทรัพย์ของแต่ละฝ่ายด้วย หากพยานหลักฐานชี้ว่าเอกสารสิทธิออกในชื่อคนหนึ่งเพียงเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ ก็อาจตีความได้ว่าเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงยังมีหลายคน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งหมด พร้อมให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 150,000 บาท กับค่าเสียหายรายเดือนเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดิน โดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินตามโฉนดและจำเลยไม่มีสิทธิยึดถือพื้นที่พิพาท 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหมด โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เป็นพับ เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับรองสิทธิของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ชัดเจนตามคำขอของทั้งสองฝ่าย 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินส่วนทิศเหนือเพียง 1 ใน 7 คิดเป็น 2 ไร่ 76 ตารางวา โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่จำเลยจากส่วนดังกล่าว แต่มีสิทธิขับไล่และให้รื้อถอนในส่วนที่จำเลยครอบครองเกินกว่าสิทธิ พร้อมให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 4,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือนเดือนละ 500 บาท จนกว่าจะออกจากพื้นที่ส่วนที่เกินสิทธิ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ในข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินนิคมสร้างตนเองหรือที่ดินซึ่งยังอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ ศาลมิได้วินิจฉัยโดยยึดติดเพียงรูปแบบเอกสารสิทธิหรือถ้อยคำในพินัยกรรม หากแต่พิจารณาถึงฐานสิทธิที่แท้จริงของคู่กรณีแต่ละฝ่ายอย่างรอบด้าน เมื่อที่ดินยังเป็นของรัฐ ผู้ได้รับอนุญาตย่อมไม่มีอำนาจโอนตัวทรัพย์เสมือนเป็นอสังหาริมทรัพย์เอกชนโดยสมบูรณ์ แต่สิทธิครอบครองและสิทธิทำประโยชน์ที่มีอยู่จริงยังเป็นทรัพย์มรดกได้ หลักนี้ทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดที่ดินกับความเป็นธรรมในทางมรดก ข้อคิดสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การมีชื่อในโฉนดหรือการได้รับโอนทางทะเบียน มิได้ตัดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียเดิมโดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้มีชื่อดังกล่าวถือสิทธิแทนผู้อื่นหรือได้สิทธิมาไม่เต็มจำนวน ผู้รับโอนภายหลังก็ย่อมมีสิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีครอบครัวและมรดก เพราะทรัพย์จำนวนมากถูกดำเนินการโดยพี่น้องคนหนึ่งแทนคนอื่นตามความไว้วางใจ มิใช่ตามเจตนายกให้เด็ดขาด นอกจากนี้ คดียังสอนว่า ผู้ฟ้องขับไล่ต้องพิสูจน์สิทธิของตนให้ถึงที่สุดเสียก่อน มิใช่อาศัยเพียงสถานะผู้รับโอนตามโฉนดแล้วเรียกร้องขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้ทั้งหมด ศาลจะตรวจสอบว่าอีกฝ่ายมีสิทธิเฉพาะส่วนอยู่หรือไม่ หากมีอยู่จริง คำขับไล่ย่อมทำได้เพียงส่วนที่เกินสิทธิเท่านั้น รวมทั้งการเรียกค่าเสียหายก็ต้องพิสูจน์จำนวนและความเสียหายจริงอย่างชัดแจ้ง ไม่อาจเรียกในลักษณะประมาณการลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานรองรับ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองซึ่งขณะทำพินัยกรรมยังเป็นที่ดินของรัฐนั้น ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จะทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ทายาทคนหนึ่งโดยตัดสิทธิทายาทอื่นได้หรือไม่ และเมื่อภายหลังมีการออกโฉนดในชื่อบุคคลหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นหรือผู้รับโอนต่อมาจะมีสิทธิฟ้องขับไล่ทายาทอีกคนซึ่งครอบครองที่ดินอยู่เดิมได้เพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยกตัวที่ดินด้วยพินัยกรรมขัดต่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แต่สิทธิครอบครองที่ผู้ตายมีอยู่เป็นทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมได้ และผู้มีชื่อในโฉนดมิได้มีสิทธิเด็ดขาดเหนือทายาทคนอื่นเสมอไป มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิครอบครองเป็นทรัพย์มรดก แม้ตัวที่ดินยังเป็นที่ดินของรัฐและยังไม่อาจโอนตกทอดด้วยพินัยกรรมได้โดยสมบูรณ์ แต่สิทธิที่ผู้ตายได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และยึดถืออยู่ เป็นสิทธิทางทรัพย์สินอย่างหนึ่งซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้ ศาลจึงแยกให้ชัดระหว่าง “กรรมสิทธิ์ในที่ดิน” กับ “สิทธิครอบครองในที่ดินของรัฐ” 2. ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เมื่อผู้มีชื่อในโฉนดถือชื่อแทนทายาทคนอื่นและไม่มีสิทธิแต่ผู้เดียว ผู้ที่รับโอนต่อมาย่อมได้สิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ ไม่อาจอาศัยการจดทะเบียนโอนมาฟ้องขับไล่ทายาทผู้มีสิทธิอยู่เดิมออกจากที่ดินส่วนของตนได้ทั้งหมด หลักนี้เป็นแก่นสำคัญของคดีในเรื่องอำนาจฟ้องและขอบเขตสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์มรดก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองซึ่งยังไม่ได้ออกโฉนด สามารถทำพินัยกรรมยกให้ทายาทคนหนึ่งได้โดยสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หากขณะทำพินัยกรรมที่ดินดังกล่าวยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎหมายเฉพาะ และยังคงมีฐานะเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ครอบครองยังไม่ได้มีกรรมสิทธิ์เต็มรูปในตัวที่ดินเช่นเดียวกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป การทำพินัยกรรมยก “ตัวที่ดิน” ให้แก่ทายาทคนหนึ่งย่อมมีปัญหาว่าขัดต่อข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่มุ่งยกตัวที่ดินดังกล่าวมิใช่การตกทอดโดยทางมรดกที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าสิทธิทุกอย่างจะสูญเปล่า เพราะสิทธิครอบครองหรือสิทธิทำประโยชน์ที่ผู้ตายมีอยู่จริงยังอาจถือเป็นทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมได้ ดังนั้น เวลาวิเคราะห์คดีลักษณะนี้ต้องแยกให้ชัดว่า พินัยกรรมยก “ตัวที่ดิน” อาจใช้ไม่ได้ แต่ “สิทธิครอบครอง” อาจยังตกทอดได้ 2. คำถาม-เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าแม้พินัยกรรมใช้ไม่ได้ แต่สิทธิครอบครองยังเป็นมรดกตกแก่ทายาทได้ คำตอบ เหตุผลสำคัญอยู่ที่กฎหมายมองสิทธิครอบครองหรือสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นประโยชน์ทางทรัพย์สินอย่างหนึ่ง แม้จะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในตัวที่ดินโดยสมบูรณ์ แต่เป็นสิทธิที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีผลในทางการครอบครองใช้ประโยชน์จริง ผู้ตายได้เข้ายึดถือ ทำกิน ปลูกต้นไม้ และสร้างฐานะการใช้ประโยชน์บนที่ดินนั้นมา สิทธิในลักษณะนี้จึงมิใช่สิทธิส่วนตัวที่ดับสูญโดยสิ้นเชิงเมื่อเจ้าของสิทธิตาย แต่สามารถเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมได้ ศาลฎีกาจึงใช้วิธีแยกองค์ประกอบทางสิทธิอย่างละเอียด กล่าวคือ ไม่รับรองการยกตัวที่ดินของรัฐโดยพินัยกรรม แต่รับรองการตกทอดของสิทธิครอบครองตามข้อเท็จจริง เพื่อให้สอดคล้องทั้งกับกฎหมายจัดที่ดินและหลักมรดกในทางแพ่ง 3. คำถาม-หากโฉนดออกในชื่อพี่น้องคนหนึ่งแล้ว จะถือว่าพี่น้องคนนั้นเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดแต่ผู้เดียวหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการมีชื่อในโฉนดแม้ก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวอาจถูกหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การมีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเพียงการถือแทนหรือดำเนินการแทนทายาทคนอื่น ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด ทั้งประวัติการเข้าครอบครองของมารดา การแบ่งใช้ประโยชน์ให้บุตรแต่ละคน การที่จำเลยครอบครองที่ดินบางส่วนมาต่อเนื่อง และการที่พี่น้องรู้กันว่าที่ดินจะต้องแบ่งกันตามส่วน จึงรับฟังได้ว่านายบุญเหลือมีชื่อในโฉนดแทนทายาทคนอื่นด้วย มิใช่เจ้าของแท้จริงแต่ผู้เดียว หลักนี้สำคัญมากในคดีมรดก เพราะเอกสารทะเบียนเป็นเพียงพยานสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาดเมื่อความจริงทางนิติสัมพันธ์ชี้ไปอีกทาง 4. คำถาม-ผู้ซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อในโฉนดภายหลังจะได้รับความคุ้มครองเต็มที่หรือมีสิทธิเหนือกว่าทายาทเดิมหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแพ่งทั่วไป ผู้รับโอนย่อมได้สิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติให้ได้รับความคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า เมื่อผู้โอนไม่มีสิทธิแต่ผู้เดียวในที่ดินทั้งแปลง ผู้รับโอนก็ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์แม้จะรับโอนจากนางอุไรซึ่งมีชื่อเกี่ยวข้องกับที่ดินในทางทะเบียน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งหมดได้ หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินบางส่วนอยู่เดิม สิทธินั้นย่อมผูกพันผู้รับโอนด้วย หลักนี้เตือนผู้ซื้อทรัพย์มรดกหรือที่ดินซึ่งมีประวัติครอบครัวซับซ้อนว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องผู้ครอบครองเดิม การแบ่งใช้ประโยชน์ และข้อพิพาทภายในทายาทให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจได้ทรัพย์มาไม่เต็มตามที่เข้าใจ 5. คำถาม-การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนมาเป็นเวลานาน มีผลอย่างไรต่อคดีขับไล่ คำตอบ การครอบครองใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องและมีลักษณะยึดถือเพื่อตนเอง เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลให้น้ำหนักอย่างมาก โดยเฉพาะในคดีมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์โดยทางทะเบียนอย่างเด็ดขาด หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเคยแบ่งให้บุตรแต่ละคนเข้าครอบครองเป็นสัดส่วน และแต่ละฝ่ายต่างใช้ประโยชน์จริงในส่วนของตน ย่อมทำให้ศาลรับฟังได้ว่าผู้ครอบครองมีฐานสิทธิอยู่ มิใช่ผู้บุกรุกโดยปราศจากสิทธิ ในคดีนี้จำเลยครอบครองที่ดินทางทิศเหนือมาตั้งแต่ก่อนออกโฉนด และยังติดตามรักษาสิทธิของตนด้วยการเคยฟ้องแบ่งมรดกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินส่วนหนึ่งจริง ส่งผลให้โจทก์ไม่อาจขับไล่จำเลยออกจากส่วนนั้นได้ทั้งหมด แต่ขับไล่ได้เฉพาะส่วนที่จำเลยครอบครองเกินสิทธิเท่านั้น 6. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงกำหนดว่าจำเลยมีสิทธิเพียงหนึ่งในเจ็ดส่วน ทั้งที่จำเลยเคยครอบครองประมาณ 5 ไร่ คำตอบ เพราะการครอบครองในทางข้อเท็จจริงกับขอบเขตสิทธิตามส่วนแบ่งมรดกมิใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด ศาลฎีกาแม้รับฟังว่าเดิมมารดาแบ่งให้บุตรบางคนเข้าไปใช้ประโยชน์เป็นสัดส่วน แต่เมื่อพิจารณาถึงจำนวนทายาททั้งหมดและพฤติการณ์โดยรวม ศาลเห็นว่าที่ดินแปลงนี้เป็นทรัพย์สินสำคัญของพี่น้องหลายคน ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน เว้นแต่มีเหตุพิเศษชัดเจนว่าจะได้ไม่เท่ากัน และในคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเหตุพิเศษถึงขั้นควรได้มากกว่าคนอื่น ศาลจึงยึดจำนวนบุตรของนางเพียนทั้งหมด 7 คน แล้วกำหนดส่วนของจำเลยเป็นหนึ่งในเจ็ด คิดเป็น 2 ไร่ 76 ตารางวา แม้จะเคยครอบครองมากกว่านั้นก็ตาม ส่วนที่เกินจึงถือว่าเกินสิทธิและต้องคืนแก่ผู้มีสิทธิส่วนที่เหลือ 7. คำถาม-การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการตัดต้นไม้และใช้ที่ดินต้องพิสูจน์มากน้อยเพียงใด คำตอบ การเรียกค่าเสียหายไม่อาจอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของผู้เสียหายโดยลำพัง แต่ต้องมีพยานหลักฐานรองรับทั้งในส่วนจำนวนความเสียหายและมูลค่าความเสียหายจริง ในคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยตัดต้นมะพร้าวประมาณ 100 ต้น และเรียกค่าเสียหายจำนวนสูง รวมทั้งค่าเช่าที่ดินรายเดือน แต่ศาลฎีกาตรวจพยานหลักฐานประกอบแล้วเห็นว่ายังปรากฏต้นไม้หลงเหลืออยู่ไม่น้อย ภาพถ่ายก็ไม่สนับสนุนจำนวนต้นไม้ตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้ชัดถึงอัตราค่าเช่าตลาดของที่ดินพิพาท ศาลจึงใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายเท่าที่พิสูจน์ได้อย่างสมเหตุสมผลเพียง 4,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือน 500 บาท หลักนี้สะท้อนว่าผู้ฟ้องต้องเตรียมพยานเอกสาร ภาพถ่าย ผู้เชี่ยวชาญ หรือข้อมูลราคาตลาดให้ครบถ้วน มิฉะนั้นศาลอาจกำหนดให้เพียงจำนวนต่ำตามที่เห็นสมควร 8. คำถาม-คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีมรดกและคดีที่ดินของครอบครัวในทางปฏิบัติ คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญในหลายมิติ กล่าวคือ ประการแรก วางหลักชัดว่าต้องแยก “กรรมสิทธิ์ในตัวที่ดิน” ออกจาก “สิทธิครอบครองทำประโยชน์” โดยเฉพาะที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองหรือที่ดินของรัฐ ประการที่สอง ชี้ให้เห็นว่าการมีชื่อในโฉนดมิใช่คำตอบสุดท้าย หากข้อเท็จจริงแสดงว่าถือชื่อแทนทายาทคนอื่น ศาลย่อมทะลุผ่านรูปแบบทะเบียนไปดูสิทธิที่แท้จริงได้ ประการที่สาม ตอกย้ำว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จึงต้องตรวจสอบข้อพิพาทครอบครัวและประวัติการครอบครองอย่างละเอียดก่อนซื้อทรัพย์ ประการที่สี่ แสดงให้เห็นแนวทางของศาลในการแบ่งเขตสิทธิอย่างยืดหยุ่นและเป็นธรรม คือไม่ถึงกับยกสิทธิให้ฝ่ายหนึ่งทั้งหมด แต่กำหนดพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายมีสิทธิจริงแล้วพิพากษาให้ขับไล่เฉพาะส่วนที่เกินสิทธิ วิธีคิดเช่นนี้มีประโยชน์มากต่อการทำคดีที่ดินมรดกในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3916/2563 แม้จะได้ความว่าก่อนตาย พ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 18/2524 ให้แก่ บ. ก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่ บ. มิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่ พ. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน พ. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมของ พ. ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าหลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ พ. ได้ตกลงให้ใส่ชื่อ บ. ในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และการที่ได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ บ. เป็นกรณีที่ทายาทของ พ. ให้ บ. ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยและบุตรของ พ. คนอื่นรวมอยู่ด้วย บ. เป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดแทนบุตรคนอื่นเท่านั้น บ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ อ. อ. จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาท สิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกัน ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 บริเวณทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าเสียหาย 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายรายเดือน 2,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งอ้างสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ขอให้แบ่งแยกที่ดินให้แก่ตน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้ชดใช้ค่าเสียหาย 150,000 บาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือน 1,500 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องทั้งฟ้องหลักและฟ้องแย้ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง มารดาของคู่ความเป็นผู้ครอบครองและได้แบ่งให้บุตรแต่ละคนเข้าครอบครองเป็นสัดส่วน แม้จะมีพินัยกรรมยกที่ดินให้บุคคลหนึ่ง แต่ขณะนั้นที่ดินยังเป็นของรัฐ การยกด้วยพินัยกรรมจึงขัดกฎหมาย อย่างไรก็ดี สิทธิครอบครองเป็นทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทโดยธรรม การออกโฉนดในชื่อบุคคลหนึ่งเป็นเพียงการถือแทนทายาทอื่น ผู้รับโอนภายหลังย่อมมีสิทธิเพียงเท่าที่ผู้โอนมี ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินเพียง 1 ใน 7 คิดเป็น 2 ไร่ 76 ตารางวา โจทก์ไม่มีอำนาจขับไล่ในส่วนดังกล่าว แต่มีสิทธิขับไล่ในส่วนที่จำเลยครอบครองเกินสิทธิ พร้อมกำหนดค่าเสียหาย 4,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือน 500 บาท โดยคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่ชำระเกิน และพิพากษาแก้ตามขอบเขตสิทธิของแต่ละฝ่าย ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ ให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลย กับห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายบุญเหลือ นายโบพัฒน์ นายพิทักษ์ นายวิทยา จำเลย และนางอุไร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมนางเพียน มารดาเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ต่อมานางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 หลังจากนั้นนายบุญเหลือได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา โดยโฉนดที่ดินดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 และมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ตั้งแต่ก่อนออกโฉนดที่ดิน และเมื่อปี 2557 จำเลยฟ้องนายบุญเหลือขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณา นายบุญเหลือถึงแก่ความตาย คดีดังกล่าวมีนางอุไรเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเหลือเข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาจำเลยขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และนางอุไรได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเป็นของนางอุไร ครั้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 นางอุไรทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่ รื้อถอน และเรียกค่าเสียหายเอาแก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือนี้ ได้ความว่าเดิมเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยปรากฏตามคำเบิกความของนางอุไร ในคดีหมายเลขดำที่ 88/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 121/2560 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ที่ 1 นายวิทยาเป็นโจทก์ที่ 2 ฟ้องนางอุไร เป็นจำเลยที่ 1 โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉล ฯลฯ นางอุไรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 เดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เป็นของนางเพียน มารดา ซึ่งซื้อมาด้วยเงินของนางเพียน ขณะนั้นนางอุไร จำเลยคดีนี้ และนายวิทยาอายุประมาณ 11 ถึง 14 ปี นางอุไรและพี่น้องรวมถึงจำเลยคดีนี้และนายวิทยาได้ร่วมกันปรับปรุงที่ดินเพื่อทำกินและปลูกต้นไม้ลงไว้ในที่ดิน จำได้ว่ามีมะพร้าว ต้นสน และกล้วย ซึ่งยังคงอยู่ในที่ดินจนถึงปัจจุบัน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า ภายหลังที่ซื้อที่ดินมา บิดามารดาจำเลยคดีนี้ นายวิทยา และนางอุไร ช่วยกันหักร้างถางพง แต่ขณะนั้นนางอุไรอายุยังน้อย คงช่วยเหลือเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่หักร้างถางพงและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นบิดามารดาและนายวิทยา จำเลยคดีนี้ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังเป็นอย่างอื่นโดยชัดเจน เมื่อคำนึงถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ขนาด สภาพของต้นมะพร้าวที่ถูกจำเลยตัดฟันในคดีนี้ คำเบิกความของนางอุไรมีส่วนให้รับฟังได้ นางอุไรเป็นน้องคนสุดท้อง ส่วนจำเลยเป็นน้องคนรองสุดท้อง อยู่ถัด ๆ กันไป หากการหักร้างถางพง นางอุไรช่วยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จำเลยก็คงช่วยได้ไม่มาก ไม่แตกต่างไปจากนางอุไรมากนัก เรื่องช่วยกันหักร้างถางพงคงเป็นเรื่องพ่อแม่และลูก ๆ ช่วยกันทำ ส่วนเงินที่ซื้อที่ดินเมื่อตอนนั้นลูกยังเป็นเด็กก็เชื่อว่าเป็นเงินของแม่และพ่อ อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินในเวลาต่อมานั้น จำเลยเบิกความได้ความว่า ขณะนางเพียนมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดิน 15 ไร่ ออกเป็น 3 ส่วน ให้จำเลย นายวิทยา และนางอุไร ครอบครองเป็นสัดส่วน โดยจำเลยครอบครองทางทิศเหนือ นายวิทยาครอบครองตรงกลาง นางอุไรครอบครองทางทิศใต้และให้แต่ละคนเก็บผลประโยชน์ในที่ดินจากการนำลูกมะพร้าวไปขาย สอดคล้องกับคำเบิกความของนางอุไร พยานโจทก์ที่เบิกความในคดีนี้ตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า แต่เดิมขณะที่บิดามารดาของพยานยังมีชีวิตอยู่ได้มีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนให้จำเลย นายวิทยาและพยานครอบครองและทำประโยชน์เป็นสัดส่วน จำเลยครอบครองบริเวณทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ นายวิทยาครอบครองตรงกลาง เนื้อที่ 5 ไร่ และพยานครอบครองบริเวณทิศใต้ เนื้อที่ 5 ไร่ คำเบิกความของจำเลยและนางอุไรสอดคล้องกัน และยังสอดคล้องกับการกระทำของจำเลยที่ได้ความว่า เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่นายบุญเหลือ พี่ชายคนโตไปขอออกโฉนดใส่ชื่อนายบุญเหลือพ้นกำหนดห้ามโอน 5 ปี แล้ว จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน จำเลยก็ฟ้องนายบุญเหลือให้แบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยคอยติดตามดูแลรักษาสิทธิในที่ดินส่วนของตนตลอดมา เชื่อว่านางเพียนได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตรของตนแล้วตั้งแต่ก่อนนางเพียนถึงแก่ความตาย แต่เนื่องจากที่ดินยังไม่อาจออกหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ จึงเป็นไปได้ว่าการมอบที่ดินให้จำเลย นายวิทยา และนางอุไรครอบครองไปก่อน เป็นการครอบครองไปตามส่วนแบ่งของแต่ละคนที่ควรจะได้ ส่วนที่ดินส่วนที่ครอบครองเกินเลยไป เป็นการครอบครองแทนพี่น้องคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นที่รู้กันในบรรดาบุตรของนางเพียนทุกคนแล้ว ดังจะเห็นได้จากการฟ้องเรียกที่ดินของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น และจากการเบิกความของจำเลยตอบทนายจำเลยถามติงในคดีนี้ปรากฏว่า ที่จำเลยยื่นฟ้องขอแบ่งมรดกจากนายบุญเหลือในคดีดังกล่าวเพียง 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา เนื่องจากขณะนั้นพี่น้องทั้งหมดทั้งหกคนตกลงกันว่าต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้เป็นเนื้อที่เท่า ๆ กัน หากพี่น้องคนใดจะยกที่ดินให้แก่อีกคนหนึ่งก็ให้ไปดำเนินการในภายหลัง ซึ่งคำฟ้องของจำเลยดังกล่าวแม้จะบอกถึงลักษณะการได้ที่ดินมาคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็คงเป็นการเรียกไปตามความเข้าใจของจำเลยเอง คดีดังกล่าวนั้นภายหลังก็ได้ความว่านางอุไรรับปากว่าจะโอนที่ดินให้แก่จำเลย พฤติการณ์แห่งคดีสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอดฟังได้ว่า เดิมนางเพียนได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ให้แก่บุตร และจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งของนางเพียนได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือ โดยเจตนายึดถือเพื่อตนแล้ว ดังนี้ แม้จะได้ความว่าก่อนตายนางเพียนทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 18/2524 ให้แก่นายบุญเหลือ ก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเหลือมิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่นางเพียนได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน นางเพียนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมของนางเพียน ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าหลังจากนางเพียนถึงแก่ความตาย ทายาทของนางเพียนได้ตกลงให้ใส่ชื่อนายบุญเหลือในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และการที่ได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของนายบุญเหลือเป็นกรณีที่ทายาทของนางเพียนให้นายบุญเหลือดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยและบุตรของนางเพียนคนอื่นรวมอยู่ด้วย นายบุญเหลือเป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดแทนบุตรคนอื่นเท่านั้น นายบุญเหลือไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่นางอุไร นางอุไรจึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาท สิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกัน ปัญหาว่าที่ดินของจำเลยมีเพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 นี้ ถือเป็นทรัพย์สินระหว่างพี่น้องชิ้นสำคัญ โดยทั่วไปพี่น้องทุกคนควรมีสิทธิเท่า ๆ กัน พี่น้องคนใดแม้ไม่ได้แสดงออกโดยชัดแจ้งว่าอยากได้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิทธิ หรือไม่อยากได้เสมอไป เพราะเขาเพียงแต่ไม่ประสงค์จะไปแก่งแย่งจนอาจนำมาซึ่งความบาดหมางกันในหมู่พี่น้องก็เป็นได้ สำหรับจำเลยไม่ปรากฏว่าได้อุปการะพ่อแม่หรือญาติเป็นพิเศษ ทั้งยังมีความน่าเชื่อว่า จำเลยได้ที่ดินจากนางเพียนแปลงอื่นไปบ้างแล้ว การจะได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ถึงหนึ่งในสามส่วนมากเกินไป โดยจำเลยเองก็เบิกความว่า พี่น้องทั้งหมดตกลงแบ่งที่ดินเนื้อที่เท่า ๆ กัน โดยที่บุตรนางเพียนนั้นนอกจากจะปรากฏตามบัญชีเครือญาติท้ายสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ว่ามี 6 คนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามถ้อยคำของจำเลยในสำนวนของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนว่า นางเพียน มีบุตร 7 คน โดยมีพี่คนรองจากนายบุญเหลืออีก 1 คน ชื่อนายธีรพงศ์ (เสียชีวิตมีบุตรชื่ออ้อย 1 คน) ดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ส่วนของจำเลยจึงเป็นหนึ่งในเจ็ดส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าว แม้เป็นที่ดินมีโฉนดที่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน และโจทก์มีชื่อในทะเบียนได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยอยู่ทางทิศเหนือ เนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิจากนางอุไร สิทธิของผู้โอนมีอยู่เพียงใดดังได้กล่าวแล้ว โจทก์ผู้รับโอนก็มีสิทธิเพียงนั้น ไม่มีสิทธิดีกว่านางอุไร และย่อมมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเอาแก่ที่ดินพิพาท ทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนของจำเลย โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์สุจริตหรือไม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงไร โจทก์ฟ้องและเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 5 ไร่ มีต้นมะพร้าวอยู่ประมาณ 100 ต้น ปัจจุบันจำเลยได้ตัดต้นมะพร้าวดังกล่าวไปทั้งหมด ได้ตรวจดูแผนที่พิพาท ประกอบภาพถ่ายบริเวณที่ดินพิพาทแล้ว ตามแผนที่พิพาทยังปรากฏว่ามีสัญลักษณ์ต้นมะพร้าว ต้นกล้วยเหลืออยู่จำนวนไม่น้อย ส่วนภาพถ่ายต้นมะพร้าวที่ถูกจำเลยตัดและนำมาวางกองอยู่ในที่ดินพิพาทก็ไม่น่าจะถึง 100 ต้น ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ตัดฟันต้นมะพร้าวทั้งหมดตามที่โจทก์เบิกความ ส่วนค่าเช่าที่ดินโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นโดยชัดเจนว่า บริเวณที่ดินพิพาทมีราคาค่าเช่าเพียงใด และเมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของจำเลยเสีย 2 ไร่ 76 ตารางวา จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวเป็นเงิน 4,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ดินเดือนละ 500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนของฟ้องแย้งมาด้วย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาในส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่ด้านทิศใต้ โดยวัดจากแนวเขตที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่ด้านทิศใต้ขึ้นไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา และให้เหลือที่ดินทางด้านทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลยไม่เกิน 2 ไร่ 76 ตารางวา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนของฟ้องแย้งทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 |



