ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกยักยอกเงิน & จัดการที่ดินมรดก (ฎีกา 1543/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1543/2568, แนวคำวินิจฉัยผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์, เบิกถอนเงินฝากในนามผู้จัดการมรดก, อายุความอาญา 3 เดือนตาม ป.อ. มาตรา 96, สิทธิของทายาทในมรดก, การจัดการทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดก, กรณีกรรมสิทธิ์รวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358, การจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทของผู้จัดการมรดก, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับมรดกและผู้จัดการมรดก, วิเคราะห์กฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่โดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกและโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของตน และมีการจดทะเบียนรับโอนที่ดินของกองมรดกโดยมิได้แบ่งให้แก่ทายาทอย่างเท่าเทียม เมื่อจำเลยอ้างว่าการกระทำเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยสุจริต ศาลได้วินิจฉัยว่าการแก้ฟ้องเพิ่มเติมจำนวนเงินถือเป็นข้อกล่าวหาใหม่ จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 และ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) อีกทั้งการจัดการที่ดินร่วมผู้ตายโดยผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 มิอาจทำให้ผู้จัดการมรดกมีกรรมสิทธิ์เฉพาะตนเอง จากนั้น ศาลจึงพิพากษาแก้โทษให้เหมาะสม ยืนยันความรับผิดชอบของผู้จัดการมรดกต่อทายาทอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสอง (ทายาทของผู้ตาย) ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ข. โดยกล่าวหาว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดก จำนวน 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต แต่จากการไต่สวนมูลฟ้องพบว่า เงินดังกล่าวเป็นการเบิกถอนจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยเอง มิใช่บัญชีที่อยู่ในนามผู้จัดการมรดก ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงแก้ฟ้องเพิ่มเติมอีกว่า จำเลยเบิกถอนเงินอีก 4,000,000 บาท รวมเป็น 6,000,000 บาท รวมเป็นข้อกล่าวหาใหม่ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยจากการพิมพ์ผิด

จำเลยและนาย ช. เคยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ก. เลขที่ 127-5-00xxx-x ชื่อบัญชี “นาย ช. และนางสาว ม.” ในนามผู้จัดการมรดก เพื่อฝากเงินมรดกและเงินขายที่ดินมรดก จำนวน 46,000,000 บาท เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561

ต่อมานาย ช. ถึงแก่ความตาย และจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

โจทก์ทั้งสองกล่าวหาข้อ 3.1, 3.2, 3.4, 3.5 และ 3.6 ตามคำฟ้อง โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 353, 354 บางกระทง และศาลอุทธรณ์ลดโทษให้ เหลือจำคุกรวม 6 ปี

โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ ได้แก่ อายุความ ข้อกล่าวหาใหม่ การจัดการมรดก และกรรมสิทธิ์รวม

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย 

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6): การแก้ฟ้องที่เพิ่ม “ข้อกล่าวหาใหม่” ต้องทำภายใน 3 เดือน เมื่อพ้นกำหนดย่อมขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354: ผู้จัดการมรดกเบียดบัง/ยักยอกทรัพย์มรดกเป็นความผิดอาญา โดยพิจารณาว่าใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์กองมรดกหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน

3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358: การจัดการทรัพย์ “กรรมสิทธิ์รวม” ทำได้เพื่อการใช้และรักษาทรัพย์ แต่ไม่อาจอาศัยเสียงข้างมากโอนทรัพย์ทั้งแปลงให้แก่บุคคลหนึ่งโดยไม่ยินยอมจากเจ้าของรวมผู้ข้างน้อย

4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง และมาตรา 78: ดุลพินิจลดโทษเมื่อเป็นความผิดต่อพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และเมื่อมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาปรับโทษให้เหมาะสม

5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15: ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาโดยมิได้ว่ากล่าวมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Keywords แก่นคดี (5 ข้อ) พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ข้อกล่าวหาใหม่–อายุความ 3 เดือน: การเพิ่มยอดเงินหรือเพิ่มการกระทำเป็น “ข้อกล่าวหาใหม่” ต้องแก้ฟ้องภายใน 3 เดือน มิฉะนั้นคดีส่วนนั้นขาดอายุความตาม ม.96 และ ม.39(6)

2. หน้าที่ผู้จัดการมรดก: ต้องใช้ทรัพย์เพื่อกองมรดกและทายาทโดยธรรม หากโอนทรัพย์/เงินไปใช้ส่วนตนเข้าลักษณะยักยอกตาม ม.353 ประกอบ ม.354

3. กรรมสิทธิ์รวม–โอนทั้งแปลงไม่ได้: ม.1358 อนุญาตจัดการเพื่อใช้และรักษาทรัพย์ แต่ห้ามใช้เสียงข้างมากโอนทรัพย์ร่วมทั้งแปลงเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งทายาทอื่น

4. ภาระพิสูจน์การใช้ทรัพย์: การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ทำให้มีความผิดทันที หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เพื่อประโยชน์กองมรดก ศาลยกฟ้องในส่วนนั้น แต่หากใช้เพื่อสร้างประโยชน์เฉพาะตนต้องรับผิด

5. ดุลพินิจโทษ–ไม่รอการลงโทษ: แม้เป็นคดีระหว่างพี่น้องซึ่งกฎหมายเปิดช่องลดโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยเอารัดเอาเปรียบทายาทและไม่สำนึก จึงลดโทษให้เหมาะสมแต่ไม่รอการลงโทษ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 ประเด็นอายุความ

ศาลฎีกาเห็นว่า การแก้ฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยเพิ่มเติมจำนวนเงินอีก 4,000,000 บาท ถือเป็น ข้อกล่าวหาใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขเพียงเล็กน้อยในฟ้องเดิม ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะต้องฟ้องหรือแก้ฟ้องภายใน 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96 เมื่อเกินกว่านั้น สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องก็ยุติไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถูกต้องแล้ว ดังนั้น ข้อกล่าวหาในส่วนที่เกี่ยวกับเงิน 4,000,000 บาท จึงขาดอายุความ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย. 

2 ประเด็นว่าการถอนเงิน 2,000,000 บาทจะเป็นความผิดหรือไม่

ในส่วนของเงิน 2,000,000 บาท ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นการถอนจากบัญชีส่วนตัวของจำเลย ไม่ได้เป็นบัญชีในนามผู้จัดการมรดก ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจถือว่าเป็นความผิดตามฟ้อง แม้จะมีข้อกล่าวว่าถูกโอนผ่านบัญชีผู้จัดการมรดกก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องในส่วนนี้ถูกต้องแล้ว. 

3 ประเด็นว่าจำเลยมีความผิดตามข้อ 3.1 หรือไม่ (เงิน 6,000,000 บาท)

ศาลเห็นว่า เมื่อเงินมรดกถูกถอนออกจากบัญชีในนามผู้จัดการมรดกและโอนมาเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยแล้ว ถามว่า จำเลยได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่ทายาทหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เงินจำนวน 6,000,000 บาทนั้น ถูกใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพย์มรดกอันเป็นประโยชน์แก่ทายาทโดยธรรม จำเลยจึงไม่ถือว่าได้ยักยอกทรัพย์มรดกในส่วนนี้ ผู้ฟ้องไม่สามารถนำสืบยืนยันได้ว่าจำเลยใช้ประโยชน์ส่วนตัวอย่างทุจริต ศาลจึงเห็นว่า การยกฟ้องในส่วนนี้ถูกต้องแล้ว. 

4 ประเด็นข้อ 3.2, 3.5 และ 3.6 (ที่ดินพิพาท/กรรมสิทธิ์รวม)

สำหรับข้อ 3.2 ศาลไม่รับพิจารณาเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกา ซึ่งไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 252 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 15 

สำหรับข้อ 3.5 และ 3.6 ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง ศาลเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 เจ้าของรวมอาจใช้คะแนนข้างมากจัดการทรัพย์สินร่วมได้ แต่ไม่ใช่เพื่อโอนทั้งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่นโดยที่เจ้าของรวมผู้มีคะแนนข้างน้อยไม่ยินยอม จึงการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงมาเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท อีกทั้งจำเลยรู้ดีว่าที่ดินมรดกดังกล่าวควรจะแบ่งให้แก่ทายาททุกคน ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 3.5 และ 3.6 เหมาะสมแล้ว. 

5 ประเด็นการลงโทษและรอการลงโทษ

ศาลพิจารณาว่า จำเลยอาศัยตำแหน่งผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้แก่ทายาทอื่น และไม่แสดงความสำนึกผิด จึงไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุก แม้โทษจะเป็นความผิดต่อพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งศาลสามารถลดโทษได้ตามดุลยพินิจ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์วางไว้ “หนักเกินไป” จึงแก้ให้ลดโทษจำคุกเหลือจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เมื่อลดโทษตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุกรวม 12 เดือน. 

วิเคราะห์กฎหมาย

1 อายุความอาญาและการแก้ฟ้อง

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 กรณีฟ้องความผิดอาญาที่มิใช่ความผิดกลุ่มหน่วงดูด หรือไม่มีบทบัญญัติพิเศษ ให้โจทก์ต้องเริ่มฟ้องภายใน 3 เดือน เมื่อรู้ตัวผู้กระทำความผิดและทราบเรื่อง ซึ่งในคดีนี้ การแก้ฟ้องโดยเพิ่มข้อกล่าวหาใหม่ถือเป็นการฟ้องใหม่ ไม่ใช่เพียงการแก้ไขเล็กน้อย ศาลจึงวินิจฉัยว่าสิทธิฟ้องขาดอายุความแล้ว นอกจากนี้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ถ้าขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป.

2 หน้าที่ผู้จัดการมรดกและการใช้บัญชีเงินฝาก

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รักษา ทะนุบำรุง และแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย โดยมิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว การนำเงินมรดกเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แม้จะมีชื่อบัญชีผู้จัดการมรดกเป็นคนกลาง ก็ตาม หากใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่แบ่งให้ทายาท ย่อมเข้าลักษณะการยักยอกทรัพย์มรดกตามกฎหมายอาญา (มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354)

3 กรรมสิทธิ์รวมและการจดทะเบียนที่ดิน

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 กรณีทรัพย์สินรวมเจ้าของหลายคน เจ้าของรวมอาจตกลงกันหรือใช้คะแนนข้างมากดูแลจัดการได้ แต่ ไม่ถึงกับ โอนให้บุคคลอื่นโดยที่เจ้าของรวมผู้มีคะแนนข้างน้อยไม่ยินยอม การจดทะเบียนรับโอนที่ดินของกองมรดกทั้ง 6 แปลงมาเป็นของผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว โดยมิได้แบ่งให้ทายาทอื่น ถือว่าผิดหน้าที่และอาจเป็นความผิดอาญาด้วย

4 ดุลพินิจโทษ

แม้จำเลยจะกระทำความผิดกับพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (ซึ่งตาม มาตรา 71 วรรคสอง สามารถให้โทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดได้) แต่พฤติการณ์คดีบ่งชี้ว่าการกระทำมีลักษณะเอารัดเอาเปรียบทายาท ใช้ตำแหน่งผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดกอย่างชัดเจน จึงไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ จำเลยต้องรับโทษจำคุก แม้ศาลเห็นว่าโทษเดิม “หนักเกินไป” จึงแก้ให้ลดโทษให้เหมาะสม

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การแก้ฟ้องเพิ่มเติมข้อกล่าวหาใหม่ถือเป็นการฟ้องใหม่ ไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงอาจทำให้สิทธินำคดีอาญาหมดอายุความตามมาตรา 96 และ มาตรา 39 (6) ได้

ผู้จัดการมรดกต้องใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอง หากนำเงินมรดกเข้าบัญชีส่วนตัวหรือโอนทรัพย์สินของกองมรดกมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว อาจเป็นความผิดอาญา

ในกรณีทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์รวม การโอนให้บุคคลหนึ่งคนโดยไม่แบ่งให้เจ้าของรวมคนอื่นไม่อาจอ้างสิทธิจากคะแนนข้างมากตาม มาตรา 1358 ได้ ต้องแบ่งให้ทายาททุกคนตามกฎหมาย

แม้จำเลยจะเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดกเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิโอนทรัพย์กองมรดกเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว หากไม่ผ่านกระบวนการแบ่งมรดกอย่างถูกต้อง

ศาลมีดุลพินิจโทษได้ตาม มาตรา 71 วรรคสอง แต่เมื่อพฤติการณ์มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบทายาทหรือใช้ตำแหน่งเบียดเบียน ท่านผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องได้รับโทษตามสมควร

1.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง “ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาหรือร่วมบิดา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้”  มาตรา 78 “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจะลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ได้”  มาตรา 96 “ภายใต้บังคับมาตรา 75 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สิทธิร้องทุกข์เป็นอันระงับไป”  มาตรา 353 “ผู้ใดซึ่งครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่โดยตนได้มาด้วยการจัดการทรัพย์สินแทนเจ้าของ หรือโดยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินนั้น หรือโดยเป็นผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินนั้น แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  มาตรา 354 “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 352 หรือมาตรา 353 ได้กระทำในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรม หรือเป็นผู้จัดการมรดก ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่จะขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต แต่จากการไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวธนาคาร ก. ชื่อบัญชี ม. โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง มิได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในนามผู้จัดการมรดกดังที่บรรยายฟ้อง การที่โจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมจำนวนที่จำเลยถอนอีก 4,000,000 บาท เพิ่มเติมเข้ามาอีกรายการหนึ่ง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์จำนวนเงินผิดพลาดตกหล่นและถือว่าเป็นข้อกล่าวหาใหม่อีกข้อกล่าวหาหนึ่งอันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ที่โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องหรือแก้ฟ้องเมื่อรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่เพิ่งมาขอแก้ฟ้องเกินกว่า 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96 คดีโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในเงิน 4,000,000 บาท จึงขาดอายุความเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 (ที่ถูก มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 15 ปี ส่วนคำฟ้องข้อ 3.3 ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ข้อ 3.2 ข้อ 3.5 และข้อ 3.6 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อ 3.1 และข้อ 3.4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกาและจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลย และนาย พ. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. และนาง ข. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 นาย ช.และนาง ข. จดทะเบียนหย่ากัน วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 นาง ข. ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ มีจำเลยและนาย ช. ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ข. ผู้ตายตามคำสั่งศาลแพ่ง ต่อมานาย ช. มีปัญหาสุขภาพจึงขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ในช่วงที่จำเลยและนาย ช.เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ก. เลขที่ 127-5-00xxx-x ชื่อบัญชีนาย ช. และนางสาว ม. เป็นบัญชีเงินฝากในนามผู้จัดการมรดกเพื่อฝากเงินที่เป็นมรดกของผู้ตายและเงินที่ได้จากการขายที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตาย วันที่ 11 ตุลาคม 2561 ผู้จัดการมรดกขายที่ดินมรดกของผู้ตายโฉนดเลขที่ 34793 ได้เงิน 46,000,000 บาท และนำมาฝากเข้าบัญชีที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกดังกล่าว วันที่ 21 ธันวาคม 2561 นาย ช. ทำพินัยกรรม และต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2562 นาย ช. ถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 3.3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องข้อ 3.1 และ 3.4 หรือไม่ ในปัญหานี้ เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าความผิดตามฟ้องข้อ 3.4 ซึ่งโจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 โดยเพิ่มเติมข้อความว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน 4,000,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดก โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต ถือว่าเป็นความผิดที่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ในข้อนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิม ข้อ 3.4 กล่าวหาว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต แต่จากการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ความว่าเงินจำนวนดังกล่าวนั้น จำเลยเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวของธนาคาร ก. เลขที่ 127-4-99xxx-x ชื่อบัญชี นางสาว ม. โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยอีกบัญชีหนึ่งคือ บัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 127-493xxx-x ชื่อบัญชี นางสาว ม. มิได้ถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากที่เปิดในนามผู้จัดการมรดกดังที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องแต่ประการใด การที่โจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมจำนวนเงินที่จำเลยถอนออกอีก 4,000,000 บาท ก็เพื่อให้ตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าเป็นการถอนจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกโอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย บัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 127-4-99xxx-x ชื่อบัญชี นางสาว ม. นั่นเอง การแก้ฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่เพิ่มการถอนเงิน 4,000,000 บาท เข้ามาอีกรายการหนึ่ง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์จำนวนเงินผิดพลาดตกหล่นตามข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาใหม่อีกข้อกล่าวหาหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงต้องฟ้องหรือแก้ฟ้องความผิดเกี่ยวกับเงิน 4,000,000 บาท อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวภายในกำหนดอายุความ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งมาขอแก้ฟ้องในวันที่ 3 ธันวาคม 2563 จึงเกินกว่า 3 เดือน คดีโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในเงิน 4,000,000 บาท จึงขาดอายุความ เป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ส่วนความผิดที่เกี่ยวกับเงิน 2,000,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเงินจำนวนนี้ถูกถอนและโอนในระหว่างบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากที่เปิดในนามผู้จัดการมรดก การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่อาจเกิดเป็นความผิดขึ้นได้ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับที่มาของเงินจำนวนนี้ว่าเกิดจากการที่จำเลยถอนเงิน 4,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย บัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 127-4-99xxx-x ชื่อบัญชี นางสาว ม. ก่อน จากนั้นจึงแบ่งถอนเงินที่รับโอนมานี้จากบัญชีเงินฝากดังกล่าว 2,000,000 บาท นำไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 127-493xxx-x ชื่อบัญชี นางสาว ม. ก็ตาม แต่การที่จำเลยถอนเงิน 4,000,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากที่เปิดในนามผู้จัดการมรดกโดยทุจริต ย่อมเกิดเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนที่จำเลยจะโอนหรือแบ่งโอนเงินจำนวนนี้ต่อไปอย่างไรหรือจะโอนไปอีกกี่ทอดก็ตาม ย่อมไม่อาจก่อให้เกิดความผิดในข้อหาเดียวกันนี้ได้อีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดตามฟ้องข้อ 3.4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดในข้อ 3.1 นั้น เห็นว่า เมื่อสาระสำคัญของการใช้เงินอยู่ที่ว่าเงินมรดกของผู้ตายซึ่งเบิกถอนออกมาจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกนั้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายให้เกิดประโยชน์แก่บรรดาทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกหรือไม่ ดังนั้น การนำบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่มีอยู่แล้วมาใช้รับโอนเงินที่ถอนออกมาย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกตราบใดที่จำเลยมิได้นำเงินที่ถอนออกมาไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และเมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าบัญชีเงินฝากส่วนตัวที่จำเลยใช้รับโอนเงินมรดกของผู้ตาย 6,000,000 บาท ถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การเบิกถอนเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการกิจการอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมของบรรดาผู้ที่เป็นทายาท ฉะนั้น ลำพังข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยเบิกถอนเงินมรดกของผู้ตายจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดก 6,000,000 บาท โอนมาเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยเพียงเท่านี้ โดยโจทก์ทั้งสองไม่อาจนำสืบยืนยันได้ว่าเงินที่จำเลยรับโอนมาจำเลยนำไปใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต มิได้ใช้สอยเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกของผู้ตายและทายาทในพฤติการณ์อย่างไร พฤติการณ์จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยยักยอกทรัพย์มรดกในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 3.1 นี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 3.2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเงิน 46,000,000 บาท ซึ่งได้จากการขายที่ดินมรดกของผู้ตายตกเป็นของนาย ช. กึ่งหนึ่งในฐานะเป็นสินสมรสสืบเนื่องจากการจดทะเบียนหย่าระหว่างนาย ช. กับผู้ตายเป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาที่มิได้มีการหยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว เมื่อจำเลยนำไปใช้ในการสร้างบ้านหลังใหม่อันเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยทายาทอื่นไม่มีส่วนได้รับประโยชน์ใด ๆ จากบ้านหลังใหม่ที่ปลูกสร้างขึ้น การจัดการมรดกของผู้ตายด้วยการใช้จ่ายเงินมรดกของผู้ตายในพฤติการณ์เช่นนี้จึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เป็นการกระทำโดยทุจริตเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย สำหรับข้อฎีกาของจำเลยเป็นทำนองว่า จำเลยถอนเงินจำนวนดังกล่าวนำไปใช้ปลูกสร้างบ้านตามความประสงค์ของนาย ช. โดยสุจริต ดังเห็นได้จากพินัยกรรมของนาย ช. ที่กำหนดให้จำเลยดำเนินการสร้างบ้านที่ปลูกขึ้นใหม่ให้แล้วเสร็จโดยให้บ้านหลังนี้ตกเป็นของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อเงินที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่เป็นเงินมรดกของผู้ตายที่ต้องนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนโดยเท่าเทียมกัน นาย ช. ซึ่งแม้เป็นบิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยก็ไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่จะสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำเงินจำนวนนี้มาใช้สร้างบ้านหลังใหม่โดยต้องการที่จะให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวได้ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาความประสงค์ของนาย ช. ขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ว่าจำเลยมีสิทธิได้รับประโยชน์จากเงินมรดกของผู้ตายส่วนนี้ลำพังแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 มีนาคม 2565 ด้วยว่า ขณะที่เจรจาไกล่เกลี่ยกันนั้น จำเลยยืนยันว่าที่ดินที่ปลูกบ้านใหม่นั้นจำเลยประสงค์ที่จะโอนเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว พฤติการณ์ของจำเลยจึงแสดงให้เห็นได้ว่าการเบิกถอนเงินมรดกของผู้ตาย 5,000,000 บาท เพื่อนำมาสร้างบ้านใหม่นั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองอันถือไม่ได้ว่าเป็นไปโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยสำหรับการกระทำในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 3.5 และ 3.6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของเจ้าของหลายคนโดยอาศัยคะแนนข้างมากตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1358 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์และดูแลรักษาทรัพย์สินว่าจะกระทำกันอย่างไร ไม่อาจใช้บังคับกับการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินอันมีกรรมสิทธิ์รวมให้แก่บุคคลอื่นไปทั้งหมดโดยที่เจ้าของรวมผู้มีคะแนนข้างน้อยไม่ยินยอมด้วยได้ เจ้าของรวมแต่ละคนยังคงมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์อยู่โดยไม่กระทบต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น ด้วยเหตุนี้นาย ช. จึงยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง เฉพาะในส่วนที่ตนเป็นเจ้าของรวมให้แก่จำเลย ไม่อาจมีคำสั่งหรือทำพินัยกรรมให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งหมดรวม 6 แปลง ดังกล่าว มาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวได้ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีหน้าที่ต้องนำมาแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม จำเลยจะอ้างว่าจำเลยสมควรที่จะได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนที่ผู้ตายเป็นเจ้าของรวมนี้ไปด้วยทั้งหมดแต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องแบ่งให้แก่ทายาทคนอื่น ๆ ย่อมไม่อาจกระทำได้ ในขณะที่ข้อเท็จจริงตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ 2130/2560 ของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นคดีตั้งผู้จัดการมรดกปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ในคดีดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกได้แถลงต่อศาลว่าได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีที่ดินมากกว่า 30 แปลงที่ต้องจัดการ โดยที่ดินนั้นจำเลยจะดำเนินการใส่ชื่อเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลย โจทก์ทั้งสองและนาย พ. ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวในคดีนี้ พฤติการณ์จึงแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยรู้ว่าที่ดินมรดกรวมทั้งที่ดินตามฟ้องในคดีนี้จะต้องแบ่งแก่ทายาททุกคนให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน พฤติการณ์ที่จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้งแปลงจำนวน 6 แปลง มาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียวจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แต่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย เห็นว่า ขณะที่มีการเปิดอ่านพินัยกรรมของนาย ช. ในเดือนพฤษภาคม 2562 โจทก์ทั้งสองและนาย พ. ย่อมทราบจากพินัยกรรมถึงความมีอยู่ของที่ดินพิพาทจำนวน 6 แปลง และทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายอย่างไรอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยอีกด้วยในอันจะต้องดำเนินการรวบรวมทรัพย์ที่เป็นของผู้ตายแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกแจ้งให้แก่ทายาททุกคนได้รับทราบ จำเลยจึงไม่อาจอ้างเอาการกระทำดังกล่าวมาแสดงความบริสุทธิ์และเป็นข้อแก้ตัวว่าตนมิได้กระทำการโดยทุจริตได้ ส่วนข้อฎีกาของจำเลยเป็นทำนองว่า แม้จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง มาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว แต่ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาทอื่นมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวได้ เพราะจำเลยยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นว่าไม่มีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นอีกต่อไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 การที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทางทะเบียนในที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาทอื่นเท่านั้นและถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จำเลยจึงยังมิได้กระทำความผิดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6429/2562 นั้น เห็นว่า ในวันที่โจทก์ที่ 1 ทราบจากบัญชีรายการทรัพย์สิน ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง ไปเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัวเนื่องจากโจทก์ที่ 1 และนาย พ. ยื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในคดีหมายเลขแดงที่ พ 2130/2560 ของศาลแพ่ง โจทก์ที่ 1 เบิกความประกอบบันทึกลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้ขอโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากจำเลยมาเก็บไว้เองเนื่องจากมีคดีความระหว่างกันและเป็นการป้องกันมิให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกของผู้ตายไปเป็นของจำเลยอีก ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านั้นโจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีการพูดคุยเจรจาเรื่องทรัพย์มรดกกันแล้วแต่ไม่อาจตกลงกันได้ จำเลยไม่ประสงค์จะโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 จึงต้องขอรับโฉนดที่ดินจากจำเลยไปเก็บรักษาไว้เอง ข้อเท็จจริงนี้จึงแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของจำเลยจากการโอนที่ดินไปเป็นของตนเอง มิใช่เป็นการครอบครองที่ดินแทนทายาทดังที่จำเลยอ้าง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างดังกล่าว ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และข้อที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เนื่องจากนาย พ. ทราบเรื่องที่จำเลยไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2562 แล้วนั้น เห็นว่า กรณีเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยว่านาย พ. รู้เรื่องการกระทำของจำเลยดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด และเกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสองอย่างไร ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยสำหรับการกระทำที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 2 ครั้ง รวม 6 แปลง ตามฟ้องข้อ 3.5 และ 3.6 เป็นความผิด 2 กรรม จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แสดงว่ากรณีที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ไม่ร้ายแรงมากนัก โดยปรากฏว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมิได้มีการวางแผนปกปิดการกระทำที่ซับซ้อน แต่เป็นการเบิกเงินและโอนที่ดินเป็นของตนเองโดยตรง โดยอาศัยคำสั่งของนาย ช. บิดาของตนและโจทก์ทั้งสองเป็นข้ออ้างเท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 3 ปี ก่อนลดโทษให้จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิด ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยอาศัยโอกาสจากการเป็นผู้จัดการมรดกเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายมาเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย ไม่นำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทอันเป็นการเอารัดเอาเปรียบทายาทคนอื่น ๆ ศาลชั้นต้นพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อให้เกิดความปรองดองกันในระหว่างพี่น้องด้วยการให้จำเลยนำทรัพย์มรดกของผู้ตายที่เบียดบังไปกลับคืนเข้าสู่กองมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนรวมทั้งจำเลยด้วย แต่จำเลยก็มิได้นำพา กลับยืนกรานต่อสู้คดีตลอดมาจนถึงชั้นฎีกา แสดงว่าจำเลยมิได้รู้สำนึกผิดชอบในการกระทำความผิดของตน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรปรานีด้วยการรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เมื่อลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

Quick Summary 1: 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6429/2562 (ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินเป็นชื่อตนเอง – ประเด็น “เปลี่ยนเจตนาครอบครอง” และผลทางกฎหมาย)

คดีนี้ศาลวินิจฉัยสถานะและพฤติการณ์ของ “ผู้จัดการมรดก” ที่ได้รับคำสั่งตั้งจากศาลแล้วไปจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกเป็นชื่อของตน โดยในวันเดียวกันมีการโอนในฐานะผู้จัดการมรดกและตามมาด้วยการโอนในฐานะส่วนตัว ประเด็นสำคัญคือ จะถือว่าผู้จัดการมรดก “เปลี่ยนเจตนาครอบครอง” จากการยึดถือแทนกองมรดก/ทายาท มาเป็นการยึดถือในฐานะเจ้าของส่วนตัวแล้วหรือยัง หากยังไม่มีการบอกกล่าวเลิกยึดถือแทนทายาท (มาตรา 1381 ป.พ.พ.) ศาลชี้ว่า การมีชื่อผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนเจตนาครอบครองโดยอัตโนมัติ และต้องพิจารณาองค์ประกอบการยักยอกทรัพย์มรดก (ป.อ. ม.353, 354) แยกต่างหากจากสถานะในทะเบียนที่ดินด้วย แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นประโยชน์ในการแยกชั้นการวินิจฉัยระหว่าง (1) การกระทำทางทะเบียน (2) การครอบครองแทนทายาท และ (3) การกระทำโดยทุจริตในฐานะผู้จัดการมรดก นอกจากนี้เอกสารวิชาการของศาลยุติธรรมยังอธิบายแนวรวมว่ากรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ ผลจะกระทบสิทธิทายาทอย่างไรและควรใช้บรรทัดฐานใดประกอบ ทำให้คดีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเชื่อมโยงประเด็นใน 1543/2568 เรื่องการโอนที่ดินเป็นของตนเองและการอ้างว่าเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาท ซึ่งศาลฎีกา 1543/2568 เห็นว่า “ข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน” และยังตอกย้ำว่าต้องพิสูจน์เจตนาทุจริตและผลเสียหายต่อสิทธิของทายาทด้วย

Quick Summary 2: 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2554 (ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดก – เกณฑ์วัด “การเบียดบังโดยทุจริต”)

คดีนี้ศาลวางหลักเรื่อง “ผู้จัดการมรดกที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์ของผู้อื่น/ทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม” หากเบียดบังทรัพย์มรดกไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตาม ป.อ. ม.353 ประกอบ ม.354 โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ว่าเงิน/ทรัพย์ที่ถอน/โอนออกไปถูกนำไปใช้ “เพื่อกองมรดกและทายาท” หรือ “เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก” หากจำเลยอาศัยตำแหน่งผู้จัดการมรดกแล้วโอนทรัพย์หรือใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์ตน โดยทายาทไม่ได้รับประโยชน์ร่วม ย่อมเป็นการผิดหน้าที่โดยทุจริต แนวคำพิพากษานี้สอดรับกับประเด็นหลักของ 1543/2568 ที่ศาลวิเคราะห์อย่างแยบคายว่า “โอนเข้าบัญชีส่วนตัว” ไม่ใช่ตัวชี้ขาดเสมอไป ต้องมีการพิสูจน์การใช้จ่ายเพื่อส่วนตัวจริงหรือไม่ หากพิสูจน์ว่าใช้เพื่อบริหารกองมรดกอย่างสุจริต ย่อมไม่เป็นความผิด แต่ถ้าถอนเงินมรดกไปสร้างบ้านเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ย่อมเป็นความผิด

Quick Summary 3: 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563 (ผู้จัดการมรดกยักยอกหลายกระทง – น้ำหนักพยานและการลงโทษ)

คดีนี้เกี่ยวกับผู้จัดการมรดกที่นำทรัพย์มรดกหลายรายการไปเป็นประโยชน์ของตน ศาลพิจารณาเป็น “หลายกรรมต่างกัน” แต่ละกรรมต้องพิจารณาพยานและเส้นทางทรัพย์เป็นรายกระทง บางกระทงศาลลงโทษ บางกระทงยกประโยชน์แห่งความสงสัย หลักสำคัญที่น่าสนใจและเชื่อมกับ 1543/2568 คือ (1) การชี้ “เส้นทางทรัพย์” ให้ชัดว่าถอนจากบัญชี/ทรัพย์กองมรดก แล้วถูกใช้เพื่อ “กองมรดก” หรือ “ประโยชน์ส่วนตัว” (2) การแยกพิจารณาแต่ละรายการถอน/โอนว่าเข้าองค์ประกอบยักยอก (ป.อ. ม.353, 354) หรือไม่ และ (3) การกำหนดโทษกระทงละเท่าใด พร้อมเหตุบรรเทา/ลดโทษ (เช่น ม.78) แนวนี้สอดรับตรรกะของ 1543/2568 ที่ศาลจำแนกแต่ละข้อฟ้อง อย่างกรณีเงิน 2,000,000 บาท ศาลเห็นว่าเป็นการเคลื่อนย้ายภายในบัญชีส่วนตัว ไม่เกี่ยวบัญชีผู้จัดการมรดกจึงไม่เป็นความผิด แต่กรณีถอนเงินมรดก 5,000,000 บาทไปสร้างบ้านเพื่อประโยชน์ส่วนตัวถือเป็นความผิด ส่วนอีกหลายกระทงเกี่ยวกับการโอนที่ดินให้เป็นชื่อส่วนตัว ศาลลงโทษชัดเจน สรุปคือ 416/2563 ช่วยตอกย้ำกับผู้อ่านว่า ในทางปฏิบัติ “ต้องพิสูจน์เป็นรายการ ๆ” 

IRAC

Issue (ประเด็นปัญหา)

1. จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้แก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมจำนวนเงิน 4,000,000 บาท เป็นข้อกล่าวหาใหม่หรือไม่ และหากเป็นข้อกล่าวหาใหม่ จะขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 และ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) หรือไม่?

2. การเบิกถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีส่วนตัวของจำเลยแม้มีข้อกล่าวหาว่าเป็นบัญชีของผู้จัดการมรดก จะถือเป็นความผิดอาญาหรือไม่?

3. จำเลยได้โอนเงินมรดก 6,000,000 บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ของทายาทหรือไม่ จนเข้าลักษณะ ยักยอกทรัพย์มรดกตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 หรือไม่?

4. การจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง มาเป็นชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว โดยที่ดินเป็นทรัพย์มรดกร่วมของผู้ตายและทายาทอื่น ถือเป็นการกระทำชอบหรือไม่ ภายใต้ ป.พ.พ. มาตรา 1358?

5. มีเหตุสมควรแก่การรอการลงโทษจำคุกหรือไม่?

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

ป.อ. มาตรา 96: กำหนดอายุความฟ้องความผิดอาญา ถ้าโจทก์ทราบตัวผู้กระทำผิดและทราบเรื่องแล้ว ต้องฟ้องภายใน 3 เดือน

ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6): เมื่ออายุความขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป

ป.พ.พ. มาตรา 1358: กำหนดหลักกรรมสิทธิ์รวมของเจ้าของหลายคน และการจัดการทรัพย์สินร่วม

ป.อ. มาตรา 353: ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้สืบรับตามกฎหมาย แล้วเบียดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยทุจริตด้วยประการใด ๆ ย่อมระวางโทษจำคุก

ป.อ. มาตรา 354: ให้ถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง: เมื่อความผิดกระทำแก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ศาลอาจใช้โทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

ป.อ. มาตรา 78: ให้ลดโทษได้หนึ่งในสามถ้าจำเลยให้การหรือมีเหตุบรรเทาโทษ

Application (การวิเคราะห์ในคดีนี้)

1. ในกรณีนี้ โจทก์ทั้งสองเริ่มฟ้องข้อ 3.4 โดยกล่าวว่าเบิกถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีที่เปิดในนามผู้จัดการมรดก จากนั้นได้แก้ฟ้องเมื่อวัน 3 ธันวาคม 2563 โดยเพิ่มเติมจำนวนเงินอีก 4,000,000 บาท ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขเล็กน้อย ดังนั้น ข้อกล่าวหาเพิ่มจำนวนเงินถือเป็นการฟ้องใหม่ และการฟ้องที่เกิน 3 เดือนหลังทราบเรื่องย่อมขาดอายุความตามมาตรา 96 และ 39 (6) ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนเงิน 4,000,000 บาทระงับไป

2. สำหรับเงิน 2,000,000 บาท เมื่อไต่สวนมูลฟ้องทราบว่าเงินนั้นมาจากบัญชีส่วนตัวของจำเลย มิได้ถอนจากบัญชีที่เปิดในนามผู้จัดการมรดก ดังนั้น การฟ้องในส่วนนี้ไม่มีมูลความผิด จึงยกฟ้อง

3. ในส่วนเงิน 6,000,000 บาท (รวม 2 + 4 ล้าน) ศาลเห็นว่า แม้จำเลยได้โอนเงินมารับในบัญชีส่วนตัว แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินนั้นถูกใช้เพื่อจัดการทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม จึงไม่เข้าลักษณะยักยอกทรัพย์มรดก

4. สำหรับที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนรับโอนมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว โดยไม่แบ่งให้ทายาทคนอื่น ซึ่งขัดต่อหลักกรรมสิทธิ์รวมตาม มาตรา 1358 และเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดก ทายาทจึงได้รับความเสียหาย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 353 ประกอบ 354

5. แม้จำเลยจะเป็นทายาทร่วม ผู้จัดการมรดก และผู้กระทำความผิดกับพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ศาลเห็นว่า พฤติการณ์มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบทายาท ทุจริตโดยใช้ตำแหน่ง จึงไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุก ตามที่ศาลอุทธรณ์วางไว้โดยลดโทษให้เหมาะสม

Conclusion (บทสรุป)

ศาลฎีกาสรุปว่า ข้อกล่าวหาในส่วนเงิน 4,000,000 บาทขาดอายุความแล้ว ข้อกล่าวหาในส่วนเงิน 2,000,000 บาทไม่มีมูล และข้อกล่าวหาในส่วนเงิน 6,000,000 บาทไม่เป็นโทษอาญา ในขณะที่การจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงนั้นเป็นความผิดอาญาของผู้จัดการมรดกจริง จำเลยไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ ศาลลดโทษจำคุกให้เหมาะสม แต่ยังคงให้จำคุกรวม 12 เดือน สะท้อนหลักการว่า ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต และทายาทมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการจัดการมรดกอย่างเป็นธรรม

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

คำถามที่ 1:

ในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองได้แก้ฟ้องเพิ่มเติมโดยกล่าวหาว่าจำเลยเบิกถอนเงินเพิ่มอีก 4,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดก การกระทำดังกล่าวถือเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์ผิดตกหล่น หรือถือเป็น “ข้อกล่าวหาใหม่” ที่ต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หรือไม่ และหากฟ้องเกินกำหนดจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องเพิ่มเติมจำนวนเงินที่จำเลยเบิกถอนอีก 4,000,000 บาทนั้น ไม่ใช่การแก้ไขเล็กน้อยหรือการพิมพ์ผิด แต่ถือเป็น “ข้อกล่าวหาใหม่” ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดอาญาแยกต่างหากจากฟ้องเดิม และเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่ต้องฟ้องภายในสามเดือนนับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เมื่อโจทก์ทั้งสองเพิ่งมาขอแก้ฟ้องเกินสามเดือน จึงถือว่าคดีในส่วนนี้ขาดอายุความ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) การฟ้องเพิ่มเติมในส่วนนี้จึงตกไปโดยผลแห่งอายุความ

คำถามที่ 2:

ในส่วนของเงิน 2,000,000 บาท ที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าเบิกถอนจากบัญชีผู้จัดการมรดกแล้วโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินดังกล่าวถอนจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยเอง จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 หรือไม่

คำตอบ:

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องรับฟังได้ว่าเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่จำเลยเบิกถอนมานั้น มิได้มาจากบัญชีเงินฝากในนามผู้จัดการมรดก แต่เป็นการถอนจากบัญชีส่วนตัวของจำเลยเอง การกระทำจึงไม่เป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือของทายาท การที่จำเลยโอนเงินระหว่างบัญชีส่วนตัวของตนไม่อาจถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์มรดกได้ ดังนั้น การฟ้องในส่วนนี้จึงไม่มีมูลความผิด และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่ 3:

จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้เบิกถอนเงินมรดกของผู้ตายจำนวน 5,000,000 บาท นำไปใช้ในการสร้างบ้านใหม่โดยอ้างว่าเป็นไปตามความประสงค์ของบิดาซึ่งเป็นทายาทร่วมคนหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ถือว่าจำเลยกระทำโดยสุจริตหรือเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 หรือไม่

คำตอบ:

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้นายช. บิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลย จะมีพินัยกรรมระบุให้จำเลยสร้างบ้านหลังใหม่และบ้านดังกล่าวจะตกเป็นของจำเลย แต่เงินที่นำมาใช้ในการก่อสร้างเป็นเงินมรดกของผู้ตายที่ต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคนโดยเท่าเทียมกัน การที่จำเลยนำเงินมรดกไปสร้างบ้านเพื่อให้ตกเป็นของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทอื่น จึงถือเป็นการกระทำโดยทุจริต ไม่อาจอ้างเจตนาของบิดาเป็นข้อแก้ตัวได้ เพราะบิดามิได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดให้จำเลยได้ทรัพย์มรดกนั้นแต่เพียงผู้เดียว การกระทำดังกล่าวเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกโดยทุจริต เข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องในส่วนนี้

คำถามที่ 4:

ในส่วนที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดกของผู้ตายจำนวน 6 แปลงมาเป็นชื่อของตนเองเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่ามีสิทธิดำเนินการได้เพราะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและมีเสียงข้างมาก การกระทำของจำเลยเช่นนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 หรือไม่ และถือเป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่

คำตอบ:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดการทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 เจ้าของรวมสามารถใช้คะแนนข้างมากจัดการได้เฉพาะการใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาทรัพย์สินเท่านั้น แต่ไม่อาจใช้คะแนนข้างมากในการโอนทรัพย์สินทั้งแปลงให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยที่เจ้าของรวมผู้มีคะแนนข้างน้อยไม่ยินยอม การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดกทั้ง 6 แปลงมาเป็นชื่อของตนเองเพียงผู้เดียว ถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบและไม่สุจริต อีกทั้งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคน การกระทำเช่นนี้เป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกโดยทุจริต ทำให้ทายาทคนอื่นเสียสิทธิในทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์มรดก ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องในส่วนนี้ และเห็นว่าการขอรอการลงโทษไม่มีเหตุสมควร เนื่องจากจำเลยไม่สำนึกผิดและไม่คืนทรัพย์มรดกให้กองมรดกตามคำไกล่เกลี่ยของศาล 




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
วิเคราะห์ผู้จัดการมรดกจำนองที่ดิน ทุจริต,กองมรดก, ทายาท,(ฎีกา 5902/2567)
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
คดีมรดก อายุความมรดก 10 ปี, สิทธิทายาท, แบ่งมรดก, (ฎีกา 9992/2560)
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
(ฎีกาที่ 2656/2567) ภาษีการรับมรดก & คำนวณมูลค่าทรัพย์สิน
(ฎีกาที่ 3681/2567) : อำนาจผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนสู่กองมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567: พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ความสมบูรณ์และผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2567: มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของแผ่นดิน และสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งเงินฝาก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567: การเพิกถอนพินัยกรรมและหลักเกณฑ์ความชอบด้วยกฎหมายของอุทธรณ์
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับยังสมบูรณ์ได้ หากครบเงื่อนไขพินัยกรรมธรรมดา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2538
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกและความรับผิดตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 416/2563)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563: การโอนมรดกและอำนาจผู้จัดการมรดก
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
สิทธิรับมรดก ทายาทโดยธรรม & สินสมรส(ฎีกา 755/2565)
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ทายาทฟ้องทายาทให้แบ่งทรัพย์มรดก สิทธิฟ้องแบ่งมรดกเมื่อพ้นอายุความ
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
พินัยกรรมยกมรดกให้พี่น้องร่วมบิดามารดา, สิทธิของผู้สืบสันดานในการรับมรดกแทนที่, การฟ้องเรียกค่าเช่าจากทรัพย์สินมรดก
การกำจัดทายาทมิให้รับมรดก, สิทธิรับมรดกของผู้สืบสันดานเมื่อทายาทถูกกำจัด, การเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดก
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ผู้จัดการมรดกและการโอนทรัพย์มรดก, พินัยกรรมด้วยวาจา ป.พ.พ. มาตรา 1663, การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 1 ปี
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
คดีของโจทก์ขาดอายุความการจัดการมรดก
บุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกร่วมนำทรัพย์มรดกหาประโยชน์แก่ตน
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
(ฎีกา 2150/2561) – สิทธิร้องถอนผู้จัดการมรดกก่อนปันมรดก(ฎีกา 2150/2561)
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก
อำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย
ทายาททุกคนมอบหมายให้ครอบครองที่ดินแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วม
ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา 1300
ทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกตามส่วนที่จะพึงได้
สิทธิรับมรดกที่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาห้ามยกเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริต
ผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก
ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความแล้ว
ผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการขอจัดการมรดก
ทายาทมีส่วนเท่ากันออกค่าใช้จ่ายจัดการทำศพ
ความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น
สิทธิของบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายในการรับมรดกของบุตรนอกกฎหมาย
หนังสือสัญญาแบ่งมรดกตกเป็นโมฆะหรือไม่?
อำนาจและหน้าที่ในการจัดการทำศพและลำดับก่อนหลัง
พินัยกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อน
ผู้จัดการมรดกฟ้องแทนทายาทโดยธรรมอื่น
คู่สมรสที่จดทะเบียนหย่าแล้วเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
การสละมรดกมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายจึงขาดความเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
แม้กองมรดกมีผู้จัดการมรดกแล้วทายาทก็ยังมีสิทธิฟ้อง
พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไม่ได้ทำต่อหน้าพยานตกเป็นโมฆะ
บุตรนอกสมรสและบิดานอกกฎหมายมีสิทธิรับมรดกต่อกันอย่างไร
ผู้จัดการมรดก | ทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก
ผู้จัดการมรดกเรียกให้เจ้าของรวมส่งมอบโฉนดที่ดิน
การจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลงอายุความ 5 ปียังไม่เริ่มนับ
สิทธิรับมรดกก่อนหลัง
คำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ
อายุความฟ้องคดีแพ่งอันเนื่องจากคดียักยอกทรัพย์มรดก
เมื่อแบ่งมรดกเสร็จแล้วความเป็นทายาทสิ้นสุดลง-อายุความมรดก
การแบ่งมรดกที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ
คดีมรดกต้องเป็นคดีที่ทายาทด้วยกันพิพาทกันเรื่องสิทธิในส่วนแบ่งมรดก
ขอให้ศาลสั่งถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดก