
| เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตาย เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ และขอบเขตความรับผิดของทายาทโดยธรรม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยถึงลักษณะของเงินฌาปนกิจศพว่าเป็นเงินที่มีเจตนามอบเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ มิใช่ทรัพย์มรดก และต้องนำมาหักกลบกับค่าใช้จ่ายจัดการศพก่อน หากเงินดังกล่าวเพียงพอแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดหนี้กองมรดกที่ทายาทต้องรับผิดเพิ่มเติม คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ที่ได้รับภายหลังการถึงแก่ความตาย ต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายจัดการศพก่อนหรือไม่ตามกฎหมายมรดก 2. ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายเป็นหนี้กองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 เพียงใด 3. ทายาทโดยธรรมต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายจัดการศพเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายและเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ต้องนำมาหักกลบกันหรือไม่ และความรับผิดของทายาทโดยธรรมในการชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวต้องเป็นไปตามขอบเขตใด โดยศาลฎีกาวางหลักว่า ค่าใช้จ่ายจัดการทำศพเป็นหนี้กองมรดกตามกฎหมาย แต่เงินฌาปนกิจศพที่มีเจตนาให้เพื่อช่วยเหลือการจัดงานศพต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายก่อน หากเพียงพอแล้ว ย่อมไม่เกิดหนี้กองมรดกที่ทายาทต้องรับผิดเพิ่มเติม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพ เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรแก่ฐานะของผู้ตาย ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นหนี้อันเกิดจากกองมรดก ต้องชำระจากสินทรัพย์มรดกก่อนการแบ่งให้ทายาท 2. เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ เป็นเงินที่ได้มาภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่มีเจตนามอบเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพตามประเพณี 3. การหักกลบค่าใช้จ่ายจัดการศพ เงินฌาปนกิจศพต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายที่ผู้จัดการศพได้จ่ายไปก่อน หากเงินดังกล่าวเพียงพอแล้ว จะไม่เกิดหนี้กองมรดกคงเหลือ 4. หนี้กองมรดก หมายถึงหนี้ที่ต้องชำระจากทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งในคดีนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อค่าใช้จ่ายจัดการศพสูงกว่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับ 5. ความรับผิดของทายาทโดยธรรม ทายาทต้องรับผิดเฉพาะหนี้กองมรดกที่ยังคงเหลืออยู่ และต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ เมื่อไม่มีหนี้คงค้าง ย่อมไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย โดยผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือผู้จัดการทำศพไว้ จำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายและเป็นทายาทโดยธรรมมีหน้าที่จัดการทำศพ แต่เนื่องจากยังเป็นนักศึกษาไม่มีรายได้ จึงมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โจทก์ได้จัดการทำศพผู้ตายและออกค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 180,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์จากกองทุนหมู่บ้านรวมเป็นเงิน 163,518 บาท โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เหลือ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพเป็นหนี้ที่ต้องชำระจากกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1650 แต่คำนึงถึงฐานานุรูปของผู้ตายและสถานะของจำเลย จึงกำหนดค่าใช้จ่ายไว้ที่ 100,000 บาท และให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าเงินฌาปนกิจศพที่โจทก์ได้รับเป็นเงินเพื่อจัดการทำศพ ต้องนำมาหักกลบกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว เมื่อหักแล้วไม่เหลือหนี้กองมรดก จึงยกฟ้องโจทก์ ประเด็นปัญหาทางกฎหมายในชั้นฎีกา คดีมีประเด็นสำคัญว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายเพิ่มเติมหรือไม่ และเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ที่โจทก์ได้รับถือเป็นทรัพย์มรดก หรือเป็นเงินที่ต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศพก่อน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพเป็นหนี้ที่ต้องชำระจากสินทรัพย์แห่งกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1650 อย่างไรก็ดี เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ที่โจทก์ได้รับ แม้จะไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายในขณะถึงแก่ความตาย แต่จากพฤติการณ์และระเบียบของกองทุนหมู่บ้าน เห็นได้ว่ามีเจตนามอบเงินดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพ ดังนั้น เงินฌาปนกิจศพต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปก่อน หากค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเงินสงเคราะห์ที่ได้รับ ย่อมถือว่าไม่มีหนี้กองมรดกคงเหลือให้เรียกร้องจากทายาทอีก เมื่อศาลล่างกำหนดค่าใช้จ่ายไว้ 100,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินที่โจทก์ได้รับ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพเป็นหนี้กองมรดกตามกฎหมาย แต่เงินฌาปนกิจศพหรือเงินสงเคราะห์ศพที่มีเจตนามอบเพื่อช่วยเหลือการจัดงานศพ ต้องนำมาหักกลบกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวก่อน หากเงินเพียงพอแล้ว ย่อมไม่เกิดสิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกหรือทายาท แนวคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีมรดก โดยช่วยให้เข้าใจขอบเขตความรับผิดของทายาท และป้องกันการเรียกร้องค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนอันเกินสมควรแก่เจตนาของเงินสงเคราะห์ศพตามประเพณีและหลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5043/2566 หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น จำต้องชดใช้จากสินทรัพย์แห่งกองมรดก เนื่องด้วยเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1650 ส่วนเงินฌาปนกิจศพของผู้ตายที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านนั้น ถือเป็นเงินจัดการทำศพผู้ตาย แม้จะเป็นเงินที่ได้มาตามสิทธิภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาระเบียบประกอบรายการโอนเงินที่ระบุว่าเป็นเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์บ้าง สงเคราะห์ศพบ้าง ส่งเงินศพบ้าง แสดงว่าหมู่บ้านต่าง ๆ มีเจตนามอบเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพสมาชิกตามประเพณีเพื่อลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายจัดการศพอันเป็นการสงเคราะห์ศพ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการจัดการศพผู้ตายก่อนตามเจตนาที่กองทุนหมู่บ้านมอบให้ หากมีค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดจึงเป็นหนี้กองมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 ถือเป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายมรดกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าใช้จ่ายอันเกิดขึ้นภายหลังการถึงแก่ความตายของบุคคล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพ ซึ่งเป็นเรื่องที่มักก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทหรือบุคคลใกล้ชิดของผู้ตายอยู่เสมอ มาตรานี้จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตความรับผิดและลำดับการชำระหนี้จากกองมรดกให้ชัดเจน 1. เนื้อหาของมาตรา 1650 และหลักกฎหมายสำคัญ มาตรา 1650 บัญญัติว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย ให้ชำระจากทรัพย์มรดกก่อนการแบ่งมรดกแก่ทายาท หลักกฎหมายสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การยอมรับว่าการจัดการทำศพเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานทางสังคมและศีลธรรม ไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นภาระของกองมรดกโดยตรง 2. ความหมายของ “ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพ” ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 1650 มิได้จำกัดเพียงค่าฌาปนกิจหรือค่าฝังศพเท่านั้น แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการศพ เช่น ค่าพิธีกรรมตามประเพณี ค่าโลงศพ ค่าเคลื่อนย้ายศพ ค่าอาหารเลี้ยงแขกในงานศพ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ทั้งนี้ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่สมควรแก่ฐานะของผู้ตาย มิใช่ฟุ่มเฟือยเกินสมควร 3. หลัก “สมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย” คำว่า “สมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย” เป็นหลักสำคัญที่ศาลใช้ในการพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายใดควรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1650 โดยศาลจะพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม อาชีพ และวิถีชีวิตของผู้ตายในขณะยังมีชีวิตอยู่ เพื่อป้องกันมิให้มีการอ้างค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือเกินความจำเป็นจนเป็นภาระแก่กองมรดกและทายาท 4. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 1650 กับหนี้กองมรดก ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพถือเป็นหนี้กองมรดกประเภทหนึ่ง และมีลำดับการชำระก่อนหนี้อื่นบางประเภท การชำระค่าใช้จ่ายนี้ต้องกระทำก่อนการแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาท หากกองมรดกมีทรัพย์ไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจต้องลดหย่อนลงตามความเหมาะสม 5. ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายตามมาตรา 1650 บุคคลที่เป็นผู้จัดการทำศพ ไม่ว่าจะเป็นทายาท ญาติ หรือบุคคลอื่นที่ดำเนินการด้วยความจำเป็น ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้กองมรดกชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ตนได้จ่ายไป ทั้งนี้ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรตามกฎหมาย 6. เงินช่วยเหลืองานศพและการหักกลบค่าใช้จ่าย ในทางปฏิบัติ มักมีเงินฌาปนกิจศพหรือเงินสงเคราะห์ศพจากกองทุน ชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ ศาลฎีกาได้วางแนวคำพิพากษาไว้อย่างต่อเนื่องว่า เงินดังกล่าวแม้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกโดยตรง แต่หากมีเจตนามอบเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ต้องนำมาหักกลบกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 1650 ก่อน หากเงินช่วยเหลือเพียงพอแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดหนี้กองมรดกเพิ่มเติม 7. ขอบเขตความรับผิดของทายาท ทายาทต้องรับผิดชำระหนี้กองมรดก รวมถึงค่าใช้จ่ายตามมาตรา 1650 เฉพาะเท่าที่กองมรดกยังมีทรัพย์เหลืออยู่ และต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ หลักนี้เป็นการคุ้มครองทายาทไม่ให้ต้องรับภาระเกินกว่าทรัพย์ที่ตกทอด 8. ความสำคัญของมาตรา 1650 ในทางปฏิบัติ มาตรา 1650 ช่วยสร้างความชัดเจนและความเป็นธรรมในการจัดการภาระหลังการตาย ลดข้อพิพาทในครอบครัว และสะท้อนแนวคิดว่าการจัดการทำศพเป็นหน้าที่ร่วมของกองมรดก มิใช่ภาระส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่งเพียงลำพัง บทสรุป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 เป็นบทบัญญัติที่เชื่อมโยงกฎหมายเข้ากับหลักศีลธรรมและประเพณีของสังคมไทยอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพเป็นหนี้กองมรดกที่ต้องชำระก่อนการแบ่งมรดก พร้อมทั้งวางหลักความสมควรและความพอดีเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา อันเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกหรือผู้จัดการทำศพไว้ จำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายและเป็นทายาทโดยธรรม แต่ยังเป็นนักศึกษาไม่มีรายได้ ได้มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้จัดการทำศพแทน และโจทก์ได้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดการศพไปเป็นเงินจำนวนมาก ต่อมาจำเลยปฏิเสธความรับผิดในการชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์แล้ว กรณีเช่นนี้ ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพถือเป็นหนี้ประเภทใด ใครเป็นผู้มีหน้าที่รับผิด และต้องชำระจากทรัพย์ใดตามกฎหมาย ธงคำตอบ ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายเป็นหนี้อันเกิดจากกองมรดก เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย อันกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 ว่าให้ชำระจากสินทรัพย์แห่งกองมรดกก่อนการแบ่งทรัพย์แก่ทายาท เมื่อผู้ตายมิได้แต่งตั้งผู้จัดการทำศพไว้ บุคคลที่เป็นทายาทโดยธรรมและได้รับทรัพย์มรดกมากที่สุดย่อมมีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ แม้จำเลยจะมอบหมายให้โจทก์ดำเนินการแทนก็ตาม การมอบหมายดังกล่าวไม่ทำให้ความรับผิดในฐานะทายาทสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี ความรับผิดของจำเลยย่อมจำกัดอยู่เพียงไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดมาถึงตนเท่านั้น และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยังมีหนี้กองมรดกคงเหลืออยู่ภายหลังการหักกลบตามกฎหมายแล้ว ข้อ 2. เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านภายหลังการถึงแก่ความตายของผู้ตาย ถือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์มีสิทธิได้รับในฐานะผู้รับประโยชน์โดยเฉพาะ หรือถือเป็นเงินประเภทใดตามกฎหมาย และต้องนำมาพิจารณาประกอบการคำนวณหนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพหรือไม่เพียงใด ธงคำตอบ เงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ที่ได้รับภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกตามความหมายของกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเงิน ระเบียบการจ่ายเงิน และพยานหลักฐานเกี่ยวกับเจตนาของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งระบุชัดว่าเป็นเงินสงเคราะห์ศพ เงินช่วยเหลืองานศพ หรือเงินส่งศพ แสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพของสมาชิกตามประเพณี มิใช่เพื่อให้เป็นประโยชน์ส่วนตัวแก่ผู้รับเงินโดยอิสระ ดังนั้น เงินฌาปนกิจศพจึงต้องนำมาหักกลบกับค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพที่โจทก์ได้จ่ายไปก่อนตามเจตนาที่มอบให้ หากเงินดังกล่าวเพียงพอแก่ค่าใช้จ่ายแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดหนี้กองมรดกคงเหลือที่ทายาทจะต้องรับผิดชดใช้เพิ่มเติม ข้อ 3. กรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยกลับว่าไม่มีหนี้กองมรดกเหลืออยู่ให้เรียกร้อง การวินิจฉัยที่แตกต่างกันนี้มีหลักกฎหมายและเหตุผลสำคัญอย่างไร และศาลฎีกาใช้หลักใดเป็นแก่นในการตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ธงคำตอบ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยให้ความสำคัญกับลักษณะของค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพว่าเป็นหนี้กองมรดกตามมาตรา 1650 และเห็นว่าเงินฌาปนกิจศพที่โจทก์ได้รับไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อปัดป้องความรับผิดของจำเลยได้ จึงพิพากษาให้จำเลยรับผิดในจำนวนหนึ่งตามฐานานุรูปของผู้ตายและสถานภาพของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้พิจารณาลึกลงไปถึงเจตนาของเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ โดยเห็นว่าเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ จึงต้องนำมาหักกับค่าใช้จ่ายก่อน เมื่อหักแล้วปรากฏว่าเงินสงเคราะห์ที่โจทก์ได้รับมีจำนวนมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ศาลล่างกำหนด ย่อมถือว่าโจทก์ได้รับการชำระหนี้กองมรดกครบถ้วนแล้ว ไม่เกิดสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก ศาลฎีกาจึงยึดหลักการหักกลบตามเจตนาแห่งเงินสงเคราะห์และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 |




