
| มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกของครอบครัวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกควบคู่กับกฎหมายแพ่งของไทย โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ทรัพย์สินที่สามีได้รับจากบิดาในระหว่างที่สมรสกับภริยา จะถือเป็นทรัพย์สินของฝ่ายใด และเมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” ไว้โดยตรง จะต้องใช้กฎหมายใดมาวินิจฉัยลักษณะของทรัพย์สินดังกล่าว คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ อำนาจของเจ้ามรดกในการทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อาจมิได้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว หากทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสและต้องแบ่งเป็นส่วนของคู่สมรสก่อน การทำพินัยกรรมย่อมมีผลผูกพันได้เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น มิอาจกระทบถึงส่วนของทายาทอื่นได้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ และหากเป็นสินสมรส เมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ส่วนของภริยาจะต้องแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลามอย่างไร อีกทั้งยังต้องวินิจฉัยถึงบทบาทของดะโต๊ะยุติธรรมในการชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นกลไกเฉพาะในการบังคับใช้กฎหมายอิสลามในระบบศาลไทย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยทั้งหมดเป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดยะลา บิดามารดาของโจทก์ได้ทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลามและมีบุตรร่วมกันหลายคน ต่อมาในระหว่างชีวิตสมรส บิดาของโจทก์ได้รับที่ดินพิพาทจากบิดาของตน ภายหลังภริยาคนแรกเสียชีวิต ทรัพย์สินดังกล่าวยังไม่ได้มีการแบ่งมรดกระหว่างทายาท แต่ถูกครอบครองร่วมกันโดยสมาชิกในครอบครัว ต่อมาบิดาได้แต่งงานใหม่และมีบุตรกับภริยาคนใหม่ ภายหลังเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย ได้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน เนื่องจากจำเลยอ้างว่าบิดาได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลย ขณะที่โจทก์เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของบิดาเพียงผู้เดียว เพราะเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสกับมารดาของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายอิสลาม ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญของคดี ประเด็นสำคัญของคดีมีหลายประการ ได้แก่ 1. ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสของคู่สมรสที่เป็นมุสลิม จะถือเป็นทรัพย์สินของฝ่ายใด 2. เมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่องสินสมรส จะต้องใช้กฎหมายใดในการกำหนดสถานะของทรัพย์ 3. เจ้ามรดกมีอำนาจทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสทั้งหมดหรือไม่ 4. การแบ่งส่วนมรดกของภริยาที่เสียชีวิตก่อน ต้องใช้กฎหมายอิสลามหรือไม่ 5. ใครเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในศาลไทย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่บิดาของโจทก์ได้รับในระหว่างที่สมรสกับมารดาของโจทก์ และทั้งสองยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ แม้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกจะไม่มีบทบัญญัติเรื่องสินสมรส แต่ศาลต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น คือกฎหมายลักษณะผัวเมีย เพื่อวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สิน เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างสมรส จึงถือเป็น สินสมรส และเมื่อไม่ปรากฏว่าคู่สมรสฝ่ายใดมีสินเดิม ศาลจึงแบ่งสินสมรสออกเป็น สามส่วน 1 ส่วน เป็นของภริยา 2 ส่วน เป็นของสามี เมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ส่วนของภริยาจึงกลายเป็น มรดกของภริยา ซึ่งต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลาม ผลของพินัยกรรม ศาลวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของเจ้ามรดกย่อมมีผลผูกพันได้เฉพาะทรัพย์สินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมจึงมีผลเฉพาะ 2 ส่วนที่เป็นของเจ้ามรดก แต่ไม่มีผลผูกพัน 1 ส่วนที่เป็นของภริยา ส่วนของภริยาจึงต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามแก่ทายาท บทบาทของดะโต๊ะยุติธรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่า ทายาทจะได้รับส่วนแบ่งมรดกตามกฎหมายอิสลามเท่าใด เป็น ข้อกฎหมายอิสลาม ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 กำหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย ศาลจึงต้องส่งประเด็นดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอิสลาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ของเจ้ามรดกตามพินัยกรรม จำเลยจึงมีสิทธิครอบครองตามพินัยกรรม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนแบ่งทรัพย์สินของโจทก์ใหม่ โดยพิจารณาว่าทรัพย์ดังกล่าวอาจมิใช่ของเจ้ามรดกทั้งหมด 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส ต้องแบ่งเป็นส่วนของภริยาหนึ่งส่วน และของสามีสองส่วน พินัยกรรมมีผลเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก ส่วนของภริยาต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมวินิจฉัยส่วนแบ่งของทายาท สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาทรัพย์สินของคู่สมรสที่เป็นมุสลิมในประเทศไทย อาจต้องใช้กฎหมายหลายระบบประกอบกัน ได้แก่ กฎหมายแพ่งของไทยและกฎหมายอิสลาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของประเด็นข้อพิพาท หากกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยตรง ศาลสามารถนำกฎหมายแพ่งของไทยที่ใช้บังคับในขณะนั้นมาใช้วินิจฉัยได้ เช่น การกำหนดสถานะของทรัพย์สินว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ อีกทั้งคำพิพากษานี้ยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของผู้ทำพินัยกรรมว่า ผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถกำหนดทรัพย์สินที่ตนมิได้มีกรรมสิทธิ์ได้ทั้งหมด การทำพินัยกรรมจึงมีผลเฉพาะส่วนทรัพย์ที่เป็นของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการสำคัญของระบบกฎหมายไทยที่ให้ความเคารพต่อกฎหมายศาสนา โดยกำหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม เพื่อให้การใช้กฎหมายสอดคล้องกับหลักศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่สามีได้รับในระหว่างสมรสกับภริยาตามกฎหมายอิสลาม แต่กฎหมายอิสลามมิได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” ไว้โดยตรง จะต้องใช้กฎหมายใดกำหนดสถานะของทรัพย์สินดังกล่าว และพินัยกรรมของเจ้ามรดกสามารถมีผลครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมดได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและกฎหมายอิสลามไม่มีบทบัญญัติเรื่องสินสมรส จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้นกำหนดลักษณะของทรัพย์ก่อน จากนั้นส่วนของคู่สมรสที่เสียชีวิตต้องแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาด มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกของชาวมุสลิมต้องใช้กฎหมายอิสลาม และให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สินสมรสกับทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะเป็นชาวมุสลิม แต่เมื่อกฎหมายอิสลามมิได้บัญญัติเรื่องสินสมรสไว้ ศาลจึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้นมาวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ดังนั้นเมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวต้องแบ่งส่วนของคู่สมรสก่อน แล้วจึงนำส่วนของผู้ตายไปแบ่งเป็นมรดกต่อไป 2. พินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรม ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดทรัพย์สินได้เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น หากทรัพย์สินบางส่วนเป็นของคู่สมรสหรือทายาทอื่น พินัยกรรมย่อมไม่มีผลผูกพันในส่วนนั้น ดังนั้นพินัยกรรมของเจ้ามรดกในคดีนี้จึงมีผลเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น ส่วนของภริยาที่เสียชีวิตก่อนต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยส่วนแบ่งของทายาทตามกฎหมายศาสนา. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ทรัพย์สินที่สามีได้รับในระหว่างสมรสกับภริยาในครอบครัวมุสลิมถือเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” อย่างชัดเจนเหมือนในกฎหมายแพ่งของไทย ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สิน ศาลไทยจึงต้องพิจารณาว่ามีกฎหมายอื่นใดที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากทรัพย์สินได้มาในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากัน และกฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเกณฑ์พิจารณา เมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและไม่ปรากฏว่าสามีหรือภริยามีสินเดิม ศาลจึงถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งส่วนระหว่างคู่สมรสก่อนที่จะนำไปพิจารณาเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป คำถาม 2. เจ้ามรดกสามารถทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้หรือไม่ คำตอบ เจ้ามรดกมีสิทธิทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ แต่สิทธิดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดเฉพาะทรัพย์สินที่เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์ที่ต้องแบ่งกับบุคคลอื่น เช่น สินสมรสที่ต้องแบ่งกับคู่สมรสก่อน เจ้ามรดกย่อมไม่อาจกำหนดในพินัยกรรมให้ครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมดได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส จึงต้องแบ่งส่วนของภริยาก่อน พินัยกรรมของเจ้ามรดกจึงมีผลเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนของภริยาซึ่งเสียชีวิตก่อนต้องถือเป็นมรดกของภริยา และต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลามต่อไป คำถาม 3. เหตุใดศาลต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องการแบ่งมรดก คำตอบ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 กำหนดให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกของชาวมุสลิมในพื้นที่ดังกล่าวต้องใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก และกำหนดให้ “ดะโต๊ะยุติธรรม” เป็นผู้ชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในกระบวนการพิจารณาของศาล เมื่อคดีมีประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งส่วนมรดกตามหลักศาสนาอิสลาม ศาลจึงต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักกฎหมายอิสลาม เพื่อให้การวินิจฉัยของศาลสอดคล้องกับหลักศาสนาและกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ดังกล่าว คำถาม 4. หากทรัพย์สินเป็นสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตต้องแบ่งอย่างไร คำตอบ เมื่อทรัพย์สินถือเป็นสินสมรส ขั้นตอนแรกต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสก่อน โดยทั่วไปหากไม่ปรากฏว่ามีสินเดิมของฝ่ายใด ทรัพย์สินอาจถูกแบ่งออกเป็นส่วนของสามีและภริยา จากนั้นส่วนที่เป็นของผู้ตายจึงจะถือเป็นมรดกและนำไปแบ่งให้แก่ทายาทตามกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายอิสลามในกรณีของครอบครัวมุสลิม ดังนั้นในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นสามส่วน โดยให้ภริยาได้หนึ่งส่วน และสามีได้สองส่วน จากนั้นจึงนำส่วนของภริยามาแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลามแก่ทายาท คำถาม 5. กฎหมายอิสลามกับกฎหมายแพ่งของไทยสามารถใช้ร่วมกันในคดีเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบ ในระบบกฎหมายไทย การใช้กฎหมายอิสลามในบางพื้นที่มิได้หมายความว่าจะใช้กฎหมายอิสลามเพียงอย่างเดียวเสมอไป หากกฎหมายอิสลามไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องใด ศาลสามารถนำกฎหมายแพ่งของไทยมาใช้ประกอบการวินิจฉัยได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความสมบูรณ์และเป็นธรรม ตัวอย่างในคดีนี้คือ กฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดเรื่องสินสมรส ศาลจึงใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียของไทยในการวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สินก่อน แล้วจึงใช้กฎหมายอิสลามในการแบ่งมรดกของภริยาที่เสียชีวิต คำถาม 6. หากทายาทไม่เห็นด้วยกับพินัยกรรมสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่ คำตอบ ทายาทมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งพินัยกรรมได้ หากเห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวกระทบสิทธิของตนหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่เจ้ามรดกไม่มีสิทธิจำหน่าย ในคดีนี้โจทก์เห็นว่าทรัพย์สินที่เจ้ามรดกนำไปทำพินัยกรรมมิใช่ทรัพย์ของเจ้ามรดกเพียงผู้เดียว เพราะเป็นสินสมรสกับมารดาของโจทก์ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาสถานะของทรัพย์สินก่อน และเมื่อพบว่ามีส่วนที่เป็นของภริยา พินัยกรรมจึงไม่มีผลครอบคลุมทรัพย์ส่วนดังกล่าว ทายาทจึงยังคงมีสิทธิได้รับมรดกในส่วนของภริยา คำถาม 7. หากคู่สมรสเสียชีวิตก่อนแต่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์สิน จะเกิดปัญหาอย่างไร คำตอบ หากคู่สมรสเสียชีวิตก่อนและยังไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ทรัพย์สินดังกล่าวต้องถูกแยกออกก่อนว่า ส่วนใดเป็นของผู้ตายและส่วนใดเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นส่วนของผู้ตายจึงจะถูกนำไปแบ่งเป็นมรดกแก่ทายาท หากขั้นตอนนี้ไม่ถูกดำเนินการและมีการทำพินัยกรรมหรือโอนทรัพย์ต่อไป อาจเกิดข้อพิพาททางกฎหมายได้ เช่นเดียวกับในคดีนี้ที่ทรัพย์สินไม่ได้ถูกแบ่งเมื่อภริยาเสียชีวิต ทำให้เกิดข้อพิพาทเมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมในภายหลัง คำถาม 8. หลักคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีมรดกของครอบครัวมุสลิมอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวมุสลิมในประเทศไทย เพราะศาลฎีกาได้วางหลักว่า เมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดเรื่องใดไว้โดยชัดเจน ศาลสามารถใช้กฎหมายแพ่งของไทยมาเติมเต็มได้ เช่น การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ นอกจากนี้ยังยืนยันหลักสำคัญว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น และส่วนมรดกที่ต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีมรดกของชาวมุสลิมในประเทศไทยต่อไป ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2534 เจ้ามรดกได้รับที่พิพาทจากบิดาในระหว่างที่สมรสกับมารดาโจทก์ตามกฎหมายอิสลามก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ใช้บังคับ ตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายในขณะนั้นบังคับ ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรส ต่อมามารดาโจทก์ถึงแก่กรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งเจ้ามรดกและมารดาโจทก์มีสินเดิมหรือไม่ ที่พิพาทจึงตกเป็นของมารดาโจทก์1 ส่วนและตกเป็นของเจ้ามรดกเอง 2 ส่วน เฉพาะทรัพย์ส่วนที่เป็นของมารดาโจทก์นั้นต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก ไม่มีผลผูกพันส่วนของมารดาโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของมารดาโจทก์และส่วนของเจ้ามรดกที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ปัญหาว่าส่วนของมารดาโจทก์จะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของมารดาโจทก์เท่าใด เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามฯพ.ศ. 2489 มาตรา 3,4 จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย. ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในจังหวัดยะลา นายหะรงสมรสกับนางสาละเมาะตามกฎหมายอิสลามและมีบุตรร่วมกัน 5 คน ระหว่างสมรสมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง ต่อมานางสาละเมาะถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้แบ่งทรัพย์สิน ภายหลังนายหะรงแต่งงานใหม่ มีบุตรกับภริยาใหม่ 2 คน และมีบุตรติดอีก 1 คน ต่อมานายหะรงถึงแก่ความตาย โจทก์และจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกตามกฎหมายอิสลาม โดยอ้างว่าทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นของนางสาละเมาะ นายหะรงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้จำเลยทั้งหมด ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าทรัพย์เป็นสินเดิมของนายหะรงและได้พินัยกรรมยกให้จำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้วินิจฉัยส่วนที่โจทก์พึงได้รับใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์ที่นายหะรงได้รับระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อไม่ปรากฏว่าสินเดิมของฝ่ายใดมีอยู่ จึงต้องแบ่งทรัพย์เป็น 3 ส่วน ให้นางสาละเมาะ 1 ส่วน และนายหะรง 2 ส่วน พินัยกรรมของนายหะรงจึงมีผลเฉพาะส่วนของตน ไม่ผูกพันส่วนของนางสาละเมาะ ส่วนของนางสาละเมาะต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลาม โดยดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาด พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในเขตจังหวัดยะลา เมื่อประมาณ 50 ปีเศษมานี้ นายหะรงและนางสาละเมาะทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลามที่จังหวัดยะลา มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือโจทก์ที่ 1 นางตือเมาะ ซึ่งตายก่อนบิดามารดานายเจะและซึ่งตายหลังบิดา โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ระหว่างอยู่ร่วมกันนายหะรงและนางสาละเมาะมีทรัพย์สินหาได้ร่วมกันเป็นที่ดินสวน ที่ดินนาและที่ดินปลูกบ้านตามบัญชีท้ายฟ้องต่อมาปี 2499นางสาละเมาะถึงแก่ความตาย แต่ยังไม่มีการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวทายาทคงครอบครองร่วมกัน ต่อมานายหะรงแต่งงานใหม่กับนางตีเมาะมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรติดกับนางตีเมาะ และครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาปี 2522 นายหะรงถึงแก่ความตาย และศาลได้มีคำสั่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายหะรงและนางสาละเมาะร่วมกัน โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามกฎหมายอิสลาม จำเลยทั้งสามไม่ยอมแบ่งอ้างว่านายหะรงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม ซึ่งนายหะรงไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์สินส่วนของนางสาละเมาะไปทำพินัยกรรม ขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การว่า ทรัพย์มรดกรายนี้เป็นสินเดิมของนายหะรง และนายหะรงได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทรัพย์มรดกในส่วนที่ได้รับตามพินัยกรรมแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งตามกฎหมายอิสลาม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากทรัพย์สินพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเจ๊ะเต๊ะยกที่พิพาทให้นายหะรงบิดาโจทก์ทั้งสามในระหว่างที่นายหะรงกับนางสาละเมาะเป็นสามีภริยากันอยู่ และคนทั้งสองมิได้หย่ากันแต่อย่างใด ที่พิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติไว้ จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย และโดยที่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีสินเดิมเมื่อนางสาละเมาะถึงแก่กรรมจึงต้องแบ่งที่พิพาทอันเป็นสินสมรสออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันตกได้แก่นางสาละเมาะ 1 ส่วน นายหะรง2 ส่วน ส่วนของนางสาละเมาะนี้ย่อมเป็นมรดกที่จะต้องแบ่งแก่ทายาทต่อไปตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ดังนี้ ข้อความในพินัยกรรมของนายหะรงที่กล่าวถึงที่พิพาทจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของนายหะรงเท่านั้น หามีผลผูกพันส่วนของนางสาละเมาะไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของนางสาละเมาะและส่วนของนายหะรงที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ส่วนของนางสาละเมาะนั้นจะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของนางสาละเมาะเท่าใดนั้น เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3, 4 พิพากษายืน. |



