ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร

มรดกตามกฎหมายอิสลามในประเทศไทย, ข้อพิพาทมรดกของครอบครัวมุสลิมในประเทศไทย, การแบ่งมรดกตามกฎหมายครอบครัวอิสลาม, ทรัพย์สินระหว่างสมรสของคู่สมรสมุสลิม, พินัยกรรมกับมรดกตามกฎหมายอิสลาม, การแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายอิสลาม, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีมรดกมุสลิม, ข้อพิพาทมรดกครอบครัวมุสลิมจังหวัดยะลา, หลักการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายอิสลาม, ข้อพิพาททรัพย์สินครอบครัวมุสลิมในประเทศไทย, ทรัพย์สินสมรสตามกฎหมายครอบครัวอิสลาม 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกของครอบครัวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกควบคู่กับกฎหมายแพ่งของไทย โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ทรัพย์สินที่สามีได้รับจากบิดาในระหว่างที่สมรสกับภริยา จะถือเป็นทรัพย์สินของฝ่ายใด และเมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” ไว้โดยตรง จะต้องใช้กฎหมายใดมาวินิจฉัยลักษณะของทรัพย์สินดังกล่าว

คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ อำนาจของเจ้ามรดกในการทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อาจมิได้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว หากทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสและต้องแบ่งเป็นส่วนของคู่สมรสก่อน การทำพินัยกรรมย่อมมีผลผูกพันได้เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น มิอาจกระทบถึงส่วนของทายาทอื่นได้

ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ และหากเป็นสินสมรส เมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ส่วนของภริยาจะต้องแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลามอย่างไร อีกทั้งยังต้องวินิจฉัยถึงบทบาทของดะโต๊ะยุติธรรมในการชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นกลไกเฉพาะในการบังคับใช้กฎหมายอิสลามในระบบศาลไทย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยทั้งหมดเป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดยะลา บิดามารดาของโจทก์ได้ทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลามและมีบุตรร่วมกันหลายคน ต่อมาในระหว่างชีวิตสมรส บิดาของโจทก์ได้รับที่ดินพิพาทจากบิดาของตน

ภายหลังภริยาคนแรกเสียชีวิต ทรัพย์สินดังกล่าวยังไม่ได้มีการแบ่งมรดกระหว่างทายาท แต่ถูกครอบครองร่วมกันโดยสมาชิกในครอบครัว ต่อมาบิดาได้แต่งงานใหม่และมีบุตรกับภริยาคนใหม่

ภายหลังเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย ได้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน เนื่องจากจำเลยอ้างว่าบิดาได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลย ขณะที่โจทก์เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของบิดาเพียงผู้เดียว เพราะเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสกับมารดาของโจทก์

โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายอิสลาม

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญของคดี

ประเด็นสำคัญของคดีมีหลายประการ ได้แก่

1. ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสของคู่สมรสที่เป็นมุสลิม จะถือเป็นทรัพย์สินของฝ่ายใด

2. เมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่องสินสมรส จะต้องใช้กฎหมายใดในการกำหนดสถานะของทรัพย์

3. เจ้ามรดกมีอำนาจทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสทั้งหมดหรือไม่

4. การแบ่งส่วนมรดกของภริยาที่เสียชีวิตก่อน ต้องใช้กฎหมายอิสลามหรือไม่

5. ใครเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในศาลไทย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่บิดาของโจทก์ได้รับในระหว่างที่สมรสกับมารดาของโจทก์ และทั้งสองยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่

แม้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกจะไม่มีบทบัญญัติเรื่องสินสมรส แต่ศาลต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น คือกฎหมายลักษณะผัวเมีย เพื่อวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สิน

เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างสมรส จึงถือเป็น สินสมรส

และเมื่อไม่ปรากฏว่าคู่สมรสฝ่ายใดมีสินเดิม ศาลจึงแบ่งสินสมรสออกเป็น สามส่วน

1 ส่วน เป็นของภริยา

2 ส่วน เป็นของสามี

เมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ส่วนของภริยาจึงกลายเป็น มรดกของภริยา ซึ่งต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลาม

ผลของพินัยกรรม

ศาลวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของเจ้ามรดกย่อมมีผลผูกพันได้เฉพาะทรัพย์สินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกเท่านั้น

ดังนั้นพินัยกรรมจึงมีผลเฉพาะ 2 ส่วนที่เป็นของเจ้ามรดก

แต่ไม่มีผลผูกพัน 1 ส่วนที่เป็นของภริยา

ส่วนของภริยาจึงต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามแก่ทายาท

บทบาทของดะโต๊ะยุติธรรม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่า

ทายาทจะได้รับส่วนแบ่งมรดกตามกฎหมายอิสลามเท่าใด

เป็น ข้อกฎหมายอิสลาม

ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489

กำหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย

ศาลจึงต้องส่งประเด็นดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอิสลาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ของเจ้ามรดกตามพินัยกรรม จำเลยจึงมีสิทธิครอบครองตามพินัยกรรม

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนแบ่งทรัพย์สินของโจทก์ใหม่ โดยพิจารณาว่าทรัพย์ดังกล่าวอาจมิใช่ของเจ้ามรดกทั้งหมด

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส ต้องแบ่งเป็นส่วนของภริยาหนึ่งส่วน และของสามีสองส่วน พินัยกรรมมีผลเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก ส่วนของภริยาต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมวินิจฉัยส่วนแบ่งของทายาท

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาทรัพย์สินของคู่สมรสที่เป็นมุสลิมในประเทศไทย อาจต้องใช้กฎหมายหลายระบบประกอบกัน ได้แก่ กฎหมายแพ่งของไทยและกฎหมายอิสลาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของประเด็นข้อพิพาท

หากกฎหมายอิสลามไม่ได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยตรง ศาลสามารถนำกฎหมายแพ่งของไทยที่ใช้บังคับในขณะนั้นมาใช้วินิจฉัยได้ เช่น การกำหนดสถานะของทรัพย์สินว่าเป็นสินสมรสหรือไม่

อีกทั้งคำพิพากษานี้ยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของผู้ทำพินัยกรรมว่า ผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถกำหนดทรัพย์สินที่ตนมิได้มีกรรมสิทธิ์ได้ทั้งหมด การทำพินัยกรรมจึงมีผลเฉพาะส่วนทรัพย์ที่เป็นของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการสำคัญของระบบกฎหมายไทยที่ให้ความเคารพต่อกฎหมายศาสนา โดยกำหนดให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม เพื่อให้การใช้กฎหมายสอดคล้องกับหลักศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่สามีได้รับในระหว่างสมรสกับภริยาตามกฎหมายอิสลาม แต่กฎหมายอิสลามมิได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” ไว้โดยตรง จะต้องใช้กฎหมายใดกำหนดสถานะของทรัพย์สินดังกล่าว และพินัยกรรมของเจ้ามรดกสามารถมีผลครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมดได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและกฎหมายอิสลามไม่มีบทบัญญัติเรื่องสินสมรส จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้นกำหนดลักษณะของทรัพย์ก่อน จากนั้นส่วนของคู่สมรสที่เสียชีวิตต้องแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาด

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกของชาวมุสลิมต้องใช้กฎหมายอิสลาม และให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สินสมรสกับทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรส

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะเป็นชาวมุสลิม แต่เมื่อกฎหมายอิสลามมิได้บัญญัติเรื่องสินสมรสไว้ ศาลจึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้นมาวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ดังนั้นเมื่อภริยาถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวต้องแบ่งส่วนของคู่สมรสก่อน แล้วจึงนำส่วนของผู้ตายไปแบ่งเป็นมรดกต่อไป

2. พินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรม

ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดทรัพย์สินได้เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น หากทรัพย์สินบางส่วนเป็นของคู่สมรสหรือทายาทอื่น พินัยกรรมย่อมไม่มีผลผูกพันในส่วนนั้น ดังนั้นพินัยกรรมของเจ้ามรดกในคดีนี้จึงมีผลเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น ส่วนของภริยาที่เสียชีวิตก่อนต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยส่วนแบ่งของทายาทตามกฎหมายศาสนา.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ทรัพย์สินที่สามีได้รับในระหว่างสมรสกับภริยาในครอบครัวมุสลิมถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้บัญญัติเรื่อง “สินสมรส” อย่างชัดเจนเหมือนในกฎหมายแพ่งของไทย ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สิน ศาลไทยจึงต้องพิจารณาว่ามีกฎหมายอื่นใดที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากทรัพย์สินได้มาในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากัน และกฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเกณฑ์พิจารณา เมื่อทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและไม่ปรากฏว่าสามีหรือภริยามีสินเดิม ศาลจึงถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งส่วนระหว่างคู่สมรสก่อนที่จะนำไปพิจารณาเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป

คำถาม

2. เจ้ามรดกสามารถทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้หรือไม่

คำตอบ

เจ้ามรดกมีสิทธิทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ แต่สิทธิดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดเฉพาะทรัพย์สินที่เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์ที่ต้องแบ่งกับบุคคลอื่น เช่น สินสมรสที่ต้องแบ่งกับคู่สมรสก่อน เจ้ามรดกย่อมไม่อาจกำหนดในพินัยกรรมให้ครอบคลุมทรัพย์ทั้งหมดได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส จึงต้องแบ่งส่วนของภริยาก่อน พินัยกรรมของเจ้ามรดกจึงมีผลเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนของภริยาซึ่งเสียชีวิตก่อนต้องถือเป็นมรดกของภริยา และต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลามต่อไป

คำถาม

3. เหตุใดศาลต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องการแบ่งมรดก

คำตอบ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 กำหนดให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกของชาวมุสลิมในพื้นที่ดังกล่าวต้องใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก และกำหนดให้ “ดะโต๊ะยุติธรรม” เป็นผู้ชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในกระบวนการพิจารณาของศาล เมื่อคดีมีประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งส่วนมรดกตามหลักศาสนาอิสลาม ศาลจึงต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักกฎหมายอิสลาม เพื่อให้การวินิจฉัยของศาลสอดคล้องกับหลักศาสนาและกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ดังกล่าว

คำถาม

4. หากทรัพย์สินเป็นสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตต้องแบ่งอย่างไร

คำตอบ

เมื่อทรัพย์สินถือเป็นสินสมรส ขั้นตอนแรกต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสก่อน โดยทั่วไปหากไม่ปรากฏว่ามีสินเดิมของฝ่ายใด ทรัพย์สินอาจถูกแบ่งออกเป็นส่วนของสามีและภริยา จากนั้นส่วนที่เป็นของผู้ตายจึงจะถือเป็นมรดกและนำไปแบ่งให้แก่ทายาทตามกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายอิสลามในกรณีของครอบครัวมุสลิม ดังนั้นในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นสามส่วน โดยให้ภริยาได้หนึ่งส่วน และสามีได้สองส่วน จากนั้นจึงนำส่วนของภริยามาแบ่งเป็นมรดกตามกฎหมายอิสลามแก่ทายาท

คำถาม

5. กฎหมายอิสลามกับกฎหมายแพ่งของไทยสามารถใช้ร่วมกันในคดีเดียวกันได้หรือไม่

คำตอบ

ในระบบกฎหมายไทย การใช้กฎหมายอิสลามในบางพื้นที่มิได้หมายความว่าจะใช้กฎหมายอิสลามเพียงอย่างเดียวเสมอไป หากกฎหมายอิสลามไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องใด ศาลสามารถนำกฎหมายแพ่งของไทยมาใช้ประกอบการวินิจฉัยได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความสมบูรณ์และเป็นธรรม ตัวอย่างในคดีนี้คือ กฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดเรื่องสินสมรส ศาลจึงใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียของไทยในการวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สินก่อน แล้วจึงใช้กฎหมายอิสลามในการแบ่งมรดกของภริยาที่เสียชีวิต

คำถาม

6. หากทายาทไม่เห็นด้วยกับพินัยกรรมสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

คำตอบ

ทายาทมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งพินัยกรรมได้ หากเห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวกระทบสิทธิของตนหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่เจ้ามรดกไม่มีสิทธิจำหน่าย ในคดีนี้โจทก์เห็นว่าทรัพย์สินที่เจ้ามรดกนำไปทำพินัยกรรมมิใช่ทรัพย์ของเจ้ามรดกเพียงผู้เดียว เพราะเป็นสินสมรสกับมารดาของโจทก์ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาสถานะของทรัพย์สินก่อน และเมื่อพบว่ามีส่วนที่เป็นของภริยา พินัยกรรมจึงไม่มีผลครอบคลุมทรัพย์ส่วนดังกล่าว ทายาทจึงยังคงมีสิทธิได้รับมรดกในส่วนของภริยา

คำถาม

7. หากคู่สมรสเสียชีวิตก่อนแต่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์สิน จะเกิดปัญหาอย่างไร

คำตอบ

หากคู่สมรสเสียชีวิตก่อนและยังไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ทรัพย์สินดังกล่าวต้องถูกแยกออกก่อนว่า ส่วนใดเป็นของผู้ตายและส่วนใดเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นส่วนของผู้ตายจึงจะถูกนำไปแบ่งเป็นมรดกแก่ทายาท หากขั้นตอนนี้ไม่ถูกดำเนินการและมีการทำพินัยกรรมหรือโอนทรัพย์ต่อไป อาจเกิดข้อพิพาททางกฎหมายได้ เช่นเดียวกับในคดีนี้ที่ทรัพย์สินไม่ได้ถูกแบ่งเมื่อภริยาเสียชีวิต ทำให้เกิดข้อพิพาทเมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมในภายหลัง

คำถาม

8. หลักคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีมรดกของครอบครัวมุสลิมอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวมุสลิมในประเทศไทย เพราะศาลฎีกาได้วางหลักว่า เมื่อกฎหมายอิสลามไม่ได้กำหนดเรื่องใดไว้โดยชัดเจน ศาลสามารถใช้กฎหมายแพ่งของไทยมาเติมเต็มได้ เช่น การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ นอกจากนี้ยังยืนยันหลักสำคัญว่าพินัยกรรมมีผลเฉพาะทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น และส่วนมรดกที่ต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามต้องให้ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีมรดกของชาวมุสลิมในประเทศไทยต่อไป

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2534

เจ้ามรดกได้รับที่พิพาทจากบิดาในระหว่างที่สมรสกับมารดาโจทก์ตามกฎหมายอิสลามก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ใช้บังคับ ตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายในขณะนั้นบังคับ ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรส ต่อมามารดาโจทก์ถึงแก่กรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งเจ้ามรดกและมารดาโจทก์มีสินเดิมหรือไม่ ที่พิพาทจึงตกเป็นของมารดาโจทก์1 ส่วนและตกเป็นของเจ้ามรดกเอง 2 ส่วน เฉพาะทรัพย์ส่วนที่เป็นของมารดาโจทก์นั้นต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก ไม่มีผลผูกพันส่วนของมารดาโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของมารดาโจทก์และส่วนของเจ้ามรดกที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ปัญหาว่าส่วนของมารดาโจทก์จะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของมารดาโจทก์เท่าใด เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามฯพ.ศ. 2489 มาตรา 3,4 จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย.

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในจังหวัดยะลา นายหะรงสมรสกับนางสาละเมาะตามกฎหมายอิสลามและมีบุตรร่วมกัน 5 คน ระหว่างสมรสมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง ต่อมานางสาละเมาะถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้แบ่งทรัพย์สิน ภายหลังนายหะรงแต่งงานใหม่ มีบุตรกับภริยาใหม่ 2 คน และมีบุตรติดอีก 1 คน ต่อมานายหะรงถึงแก่ความตาย โจทก์และจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน

โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกตามกฎหมายอิสลาม โดยอ้างว่าทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นของนางสาละเมาะ นายหะรงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้จำเลยทั้งหมด ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าทรัพย์เป็นสินเดิมของนายหะรงและได้พินัยกรรมยกให้จำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้วินิจฉัยส่วนที่โจทก์พึงได้รับใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์ที่นายหะรงได้รับระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อไม่ปรากฏว่าสินเดิมของฝ่ายใดมีอยู่ จึงต้องแบ่งทรัพย์เป็น 3 ส่วน ให้นางสาละเมาะ 1 ส่วน และนายหะรง 2 ส่วน พินัยกรรมของนายหะรงจึงมีผลเฉพาะส่วนของตน ไม่ผูกพันส่วนของนางสาละเมาะ ส่วนของนางสาละเมาะต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลาม โดยดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาด พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในเขตจังหวัดยะลา เมื่อประมาณ 50 ปีเศษมานี้ นายหะรงและนางสาละเมาะทำการสมรสกันตามกฎหมายอิสลามที่จังหวัดยะลา มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือโจทก์ที่ 1 นางตือเมาะ ซึ่งตายก่อนบิดามารดานายเจะและซึ่งตายหลังบิดา โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ระหว่างอยู่ร่วมกันนายหะรงและนางสาละเมาะมีทรัพย์สินหาได้ร่วมกันเป็นที่ดินสวน ที่ดินนาและที่ดินปลูกบ้านตามบัญชีท้ายฟ้องต่อมาปี 2499นางสาละเมาะถึงแก่ความตาย แต่ยังไม่มีการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวทายาทคงครอบครองร่วมกัน ต่อมานายหะรงแต่งงานใหม่กับนางตีเมาะมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรติดกับนางตีเมาะ และครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาปี 2522 นายหะรงถึงแก่ความตาย และศาลได้มีคำสั่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายหะรงและนางสาละเมาะร่วมกัน โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสามแบ่งมรดกให้โจทก์ทั้งสามตามกฎหมายอิสลาม จำเลยทั้งสามไม่ยอมแบ่งอ้างว่านายหะรงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม ซึ่งนายหะรงไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์สินส่วนของนางสาละเมาะไปทำพินัยกรรม ขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า ทรัพย์มรดกรายนี้เป็นสินเดิมของนายหะรง และนายหะรงได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทรัพย์มรดกในส่วนที่ได้รับตามพินัยกรรมแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งตามกฎหมายอิสลาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากทรัพย์สินพิพาทแล้วพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเจ๊ะเต๊ะยกที่พิพาทให้นายหะรงบิดาโจทก์ทั้งสามในระหว่างที่นายหะรงกับนางสาละเมาะเป็นสามีภริยากันอยู่ และคนทั้งสองมิได้หย่ากันแต่อย่างใด ที่พิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติไว้ จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย และโดยที่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีสินเดิมเมื่อนางสาละเมาะถึงแก่กรรมจึงต้องแบ่งที่พิพาทอันเป็นสินสมรสออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กันตกได้แก่นางสาละเมาะ 1 ส่วน นายหะรง2 ส่วน ส่วนของนางสาละเมาะนี้ย่อมเป็นมรดกที่จะต้องแบ่งแก่ทายาทต่อไปตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ดังนี้ ข้อความในพินัยกรรมของนายหะรงที่กล่าวถึงที่พิพาทจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของนายหะรงเท่านั้น หามีผลผูกพันส่วนของนางสาละเมาะไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของนางสาละเมาะและส่วนของนายหะรงที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ส่วนของนางสาละเมาะนั้นจะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของนางสาละเมาะเท่าใดนั้น เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 3, 4

พิพากษายืน.




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย article
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว article
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก