ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย

ทรัพย์สินพระภิกษุเมื่อมรณภาพตกเป็นของใคร, มาตรา 1623 ใช้กับพระภิกษุอย่างไร, วัดในต่างประเทศมีสถานะตามกฎหมายไทยหรือไม่, ภูมิลำเนาของพระภิกษุพิจารณาอย่างไร, สิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระ, ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกคือใคร, วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่, กฎหมายคณะสงฆ์ใช้บังคับนอกประเทศได้หรือไม่, การจัดตั้งวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์, หลักดินแดนของกฎหมาย, ทรัพย์พระตกเป็นของวัดเดิมหรือไม่,เจ้าอาวาสมีสิทธิในมรดกหรือไม่,วัดในสหรัฐมีผลทางกฎหมายหรือไม่ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุเมื่อถึงแก่มรณภาพ โดยเฉพาะกรณีที่พระภิกษุนั้นไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจในวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทสำคัญว่า วัดดังกล่าวจะถือเป็น “วัดตามกฎหมายไทย” หรือไม่ และสามารถใช้เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อกำหนดสิทธิในทรัพย์มรดกได้เพียงใด

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความมาตรา 1623 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ว่าวัดในต่างประเทศที่มิได้จัดตั้งตามกฎหมายไทย แม้จะมีการบริหารจัดการเป็นองค์กรศาสนาและอยู่ภายใต้การดูแลทางคณะสงฆ์ ก็ไม่อาจมีสถานะเป็น “วัดตามกฎหมาย” อันส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าทรัพย์ของพระภิกษุจะตกแก่หน่วยงานใด และผู้ใดมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดก

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ตายเป็นพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทย อุปสมบทและสังกัดวัดในประเทศไทย ต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสที่วัดแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ของไทย

เมื่อผู้ตายมรณภาพ โดยมิได้ทำพินัยกรรม ปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ ได้แก่ ที่ดินหลายแปลง จึงเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีทั้งวัดในประเทศไทย (วัดต้นสังกัด) และวัดในต่างประเทศต่างอ้างสิทธิ

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า

(1) วัดในต่างประเทศมีสถานะเป็น “วัดตามกฎหมายไทย” หรือไม่

(2) ที่ตั้งวัดในต่างประเทศสามารถถือเป็น “ภูมิลำเนา” ของพระภิกษุได้หรือไม่

(3) ผู้คัดค้านที่ 2 (วัดในต่างประเทศ) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกหรือไม่

(4) ทรัพย์ของพระภิกษุตกแก่บุคคลหรือหน่วยงานใดตามมาตรา 1623

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกประเด็นอย่างชัดเจน ดังนี้

(1) สถานะของวัดตามกฎหมาย

ศาลเห็นว่า วัดที่จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และต้องจัดตั้งตามขั้นตอนในกฎกระทรวง ซึ่งวัดในต่างประเทศมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นวัดตามกฎหมายไทย

(2) หลักเขตอำนาจกฎหมาย 

กฎหมายไทยไม่อาจใช้บังคับไปยังองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศในลักษณะที่ขัดกับกฎหมายของประเทศนั้นได้ วัดในสหรัฐอเมริกาจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้น ไม่ใช่กฎหมายไทย

(3) ภูมิลำเนาของพระภิกษุ

เมื่อวัดในต่างประเทศไม่ใช่วัดตามกฎหมายไทย ที่ตั้งดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายได้ ภูมิลำเนายังคงผูกพันกับวัดต้นสังกัดในประเทศไทย

(4) การตกทอดของทรัพย์

ทรัพย์ที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ ต้องตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนา ตามมาตรา 1623

(5) สิทธิของผู้คัดค้าน

เมื่อวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1623 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดระบบทรัพย์สินของพระภิกษุให้มีความชัดเจน โดยตัดสิทธิการตกทอดตามระบบทายาททั่วไป และกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่ “วัดภูมิลำเนา” เพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ในทางศาสนา

ในคดีนี้ ศาลได้ตีความคำว่า “วัด” และ “ภูมิลำเนา” อย่างเคร่งครัด โดยผูกโยงกับสถานะตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือศาสนา

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดโครงสร้างการปกครองและสถานะทางกฎหมายของวัดในประเทศไทย การจะถือว่าเป็นวัดต้องผ่านกระบวนการที่รัฐรับรอง

ส่วนมาตรา 1623 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของพระภิกษุ และรักษาทรัพย์นั้นไว้เพื่อกิจการทางพระพุทธศาสนา

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกานี้สอดคล้องกับหลักการเดิมที่ว่า

“สถานะนิติบุคคลต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับโดยเคร่งครัด”

และ “สิทธิในมรดกต้องอาศัยฐานะทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงทางสังคม”

ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1. การตีความสถานะนิติบุคคลต้องยึดตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

2. หลักดินแดนเป็นหลักสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

มีคำสั่งตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดในประเทศไทย เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 โดยเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย และไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ในต่างประเทศและจดทะเบียนตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ทำให้มีสถานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จึงไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายได้ และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ทรัพย์ของผู้ตายจึงตกแก่ วัดผู้คัดค้านที่ 1 ตามมาตรา 1623

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญในทางทรัพย์มรดกของพระภิกษุและหลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับสถานะขององค์กรศาสนา โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า “สถานะนิติบุคคลของวัด” ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด มิอาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือการยอมรับทางศาสนา

การที่วัดในต่างประเทศได้รับการรับรองหรืออุปถัมภ์จากองค์กรทางศาสนา เช่น มหาเถรสมาคม หรือแม้กระทั่งได้รับพระบรมราชานุญาตในทางศาสนา มิได้ก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายในเชิงนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดตั้งวัดตามกฎหมายภายในประเทศโดยครบถ้วน

นอกจากนี้ ศาลยังเน้นย้ำหลัก “ดินแดนแห่งอำนาจรัฐ” (Territorial Principle) ว่ากฎหมายไทยไม่อาจมีผลบังคับใช้กับองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศในลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายของรัฐนั้นได้

ในส่วนของมาตรา 1623 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลได้ตีความอย่างเคร่งครัดว่า “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ต้องเป็นวัดที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น การตีความเช่นนี้มีผลโดยตรงในการจำกัดบุคคลหรือองค์กรที่มีสิทธิในทรัพย์ของพระภิกษุ และป้องกันการขยายสิทธิไปยังองค์กรที่ไม่มีฐานะทางกฎหมายรองรับ

จึงอาจกล่าวได้ว่า แนวคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวางหลักว่า “สิทธิในทรัพย์มรดกต้องอาศัยฐานะทางกฎหมาย มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางศาสนา หรือข้อเท็จจริงในการพำนัก”

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “วัดในต่างประเทศมีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทยหรือไม่” และ “ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อการตกทอดทรัพย์ตามมาตรา 1623 อยู่ที่ใด” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดในต่างประเทศที่มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “สถานะวัดตามกฎหมาย”

การจะถือว่าเป็น “วัด” ต้องผ่านกระบวนการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เท่านั้น แม้จะมีลักษณะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจหรือได้รับการยอมรับทางศาสนา ก็ไม่เพียงพอให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

2. “ภูมิลำเนาของพระภิกษุ (มาตรา 1623)”

ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อกำหนดการตกทอดทรัพย์ ต้องพิจารณาจากวัดที่มีสถานะตามกฎหมายไทย มิใช่สถานที่ที่ไปพำนักหรือปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-วัดในต่างประเทศถือเป็นวัดตามกฎหมายไทยหรือไม่

คำตอบ

วัดในต่างประเทศแม้จะมีลักษณะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางพระพุทธศาสนา และอาจได้รับการยอมรับหรืออุปถัมภ์จากองค์กรทางศาสนาในประเทศไทย เช่น มหาเถรสมาคม แต่หากมิได้จัดตั้งตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่อาจถือว่าเป็น “วัด” ในความหมายทางกฎหมายไทยได้ การมีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศเป็นเพียงการรับรองในเชิงกฎหมายของประเทศนั้น มิได้มีผลให้เกิดสถานะนิติบุคคลแบบวัดตามกฎหมายไทย ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และฐานะทางกฎหมายจึงต้องแยกพิจารณาตามระบบกฎหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด

2. คำถาม-พระภิกษุที่ไปจำพรรษาในต่างประเทศ ภูมิลำเนาจะเปลี่ยนหรือไม่

คำตอบ

การที่พระภิกษุไปพำนักหรือจำพรรษาในต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ภูมิลำเนาเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการกำหนดภูมิลำเนาในทางกฎหมายต้องอาศัยองค์ประกอบตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรา 1623 ซึ่งกำหนดให้ทรัพย์ของพระภิกษุตกแก่ “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” การตีความจึงต้องพิจารณาว่าวัดดังกล่าวมีสถานะตามกฎหมายไทยหรือไม่ หากวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย ก็ไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาได้ แม้พระภิกษุจะพำนักอยู่เป็นเวลานานก็ตาม

3. คำถาม-ทรัพย์ของพระภิกษุเมื่อมรณภาพตกแก่ใคร

คำตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จะไม่ตกทอดตามระบบมรดกทั่วไป แต่จะตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ในทางศาสนา และป้องกันการนำทรัพย์ดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลของทายาทหรือบุคคลอื่น ดังนั้น การกำหนดว่าวัดใดเป็นภูมิลำเนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

4. คำถาม-วัดที่พระภิกษุไปเป็นเจ้าอาวาสในต่างประเทศมีสิทธิในมรดกหรือไม่

คำตอบ

แม้พระภิกษุจะไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในวัดที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และมีบทบาทในการบริหารจัดการวัดนั้น แต่หากวัดดังกล่าวไม่ได้มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย ก็ไม่อาจมีสิทธิในทรัพย์มรดกของพระภิกษุได้ เนื่องจากมาตรา 1623 กำหนดให้ทรัพย์ตกแก่ “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ซึ่งต้องเป็นวัดที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น

5. คำถาม-ผู้ใดมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ

คำตอบ

ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย กล่าวคือ ต้องมีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวโดยตรง เช่น วัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ หากบุคคลหรือองค์กรใดไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ทำให้มีสิทธิในทรัพย์ ก็ไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้

6. คำถาม-การได้รับการรับรองจากมหาเถรสมาคมทำให้เป็นวัดตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

การได้รับการรับรองหรืออุปถัมภ์จากมหาเถรสมาคมเป็นเพียงการรับรองในเชิงศาสนา มิได้มีผลโดยตรงในการก่อให้เกิดสถานะนิติบุคคลตามกฎหมาย การจะเป็นวัดตามกฎหมายต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดตั้งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน การรับรองทางศาสนาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

7. คำถาม-กฎหมายไทยสามารถใช้บังคับกับวัดในต่างประเทศได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักทั่วไป กฎหมายของแต่ละรัฐมีผลใช้บังคับภายในดินแดนของตนตามหลักดินแดน (Territorial Principle) ดังนั้น กฎหมายไทยจึงไม่อาจนำไปใช้บังคับกับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศในลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายของประเทศนั้นได้ การตีความสถานะของวัดในต่างประเทศจึงต้องพิจารณาตามกฎหมายของประเทศที่จัดตั้งเป็นหลัก

8. คำถาม-เหตุใดศาลจึงต้องตีความสถานะวัดอย่างเคร่งครัด

คำตอบ

การตีความสถานะของวัดอย่างเคร่งครัดมีความสำคัญต่อความแน่นอนของกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดก หากเปิดโอกาสให้ตีความอย่างกว้างโดยอาศัยเพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือศาสนา อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและข้อพิพาทจำนวนมาก การยึดหลักกฎหมายเป็นเกณฑ์จึงช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน เป็นธรรม และสามารถคาดหมายได้

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2565

พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าว ที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตาย

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดในประเทศไทยเป็นผู้จัดการมรดก ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ก่อนฎีกาต่อ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จึงไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย แม้ผู้ตายจะไปเป็นเจ้าอาวาสและพำนักอยู่ที่วัดดังกล่าว ก็ไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาได้ ประกอบกับหลักดินแดนซึ่งกฎหมายไทยไม่อาจใช้บังคับนอกราชอาณาจักร เมื่อผู้ตายมรณภาพโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์ที่ได้มาในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดต้นสังกัดในประเทศไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีสิทธิขอจัดการมรดก ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งวัด ด. ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหรือพระครูปลัดจำลอง ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาซึ่งได้รับยกเว้นการเสียภาษีการบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการมีนางสาวจิตตรานนท์ เป็นประธานมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ตายอุปสมบทที่วัด ม. กรุงเทพมหานคร ผู้ตายสังกัดวัดผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2522 ผู้ตายย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดผู้คัดค้านที่ 2 จนกระทั่งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ผู้ตายอาพาธและมรณภาพ ผู้ตายมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศที่ปรากฏขณะยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ได้แก่ ที่ดิน 2 แปลง ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีผู้ร้องทั้งสองจึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกมีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป และมาตรา 32 บัญญัติว่า การสร้าง การตั้ง... วัด ... ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งตามกฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด... พ.ศ. 2559 หมวด 1 การสร้างวัด ข้อ 5 ถึง ข้อ 8 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า ที่ดินที่ใช้เป็นสถานที่สร้างวัดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าหกไร่ ผู้ประสงค์จะสร้างวัดให้ยื่นคำขอสร้างวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้สร้างวัดได้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานให้นายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคมทราบ หมวด 2 การตั้งวัด ข้อ 9 ถึงข้อ 11 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อได้สร้างเสนาสนะขึ้นพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุและประกอบศาสนกิจแล้ว ให้ผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ยื่นรายงานเพื่อขอตั้งวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินได้รับอนุญาตให้สร้างวัดนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นไปยังเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ ที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องการตั้งวัดและการใช้ชื่อวัดนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเรื่องการตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สำหรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 เดิมใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา อ. นครนิวยอร์ค" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัด อ. นิวยอร์คหรือนครนิวยอร์ค" จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาได้รับการยกเว้นการเสียภาษี การบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีประธานกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้เป็นประธานกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าการสร้างและการตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เช่นเดียวกับวัดทั่วไปที่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร นอกจากนี้กรณีของวัด ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร การจัดตั้งและการบริหารองค์กรย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศดังกล่าว ไม่อาจที่จะนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกฎหมายภายในของประเทศไทยไปใช้บังคับนอกราชอาณาจักร ในทางที่ขัดหรือแย้งกับหลักกฎหมายของประเทศนั้นได้ ตามหลักทั่วไปเรื่องการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดนที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายและใช้บังคับกฎหมายเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในดินแดนของตน การสร้างและการจัดตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าวที่ร่วมกันจัดสร้างและขออนุญาตจดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา การที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาขนานนามวัดผู้คัดค้านที่ 2 และทรงรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 ไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์นั้น คงเป็นไปเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในต่างประเทศ มิได้มุ่งหมายเพื่อที่จะสถาปนาวัดผู้คัดค้านที่ 2 ยกขึ้นเป็นวัดตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนากิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าวที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย article
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว article
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก