
| พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุเมื่อถึงแก่มรณภาพ โดยเฉพาะกรณีที่พระภิกษุนั้นไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจในวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทสำคัญว่า วัดดังกล่าวจะถือเป็น “วัดตามกฎหมายไทย” หรือไม่ และสามารถใช้เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อกำหนดสิทธิในทรัพย์มรดกได้เพียงใด ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความมาตรา 1623 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ว่าวัดในต่างประเทศที่มิได้จัดตั้งตามกฎหมายไทย แม้จะมีการบริหารจัดการเป็นองค์กรศาสนาและอยู่ภายใต้การดูแลทางคณะสงฆ์ ก็ไม่อาจมีสถานะเป็น “วัดตามกฎหมาย” อันส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าทรัพย์ของพระภิกษุจะตกแก่หน่วยงานใด และผู้ใดมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดก ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ตายเป็นพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทย อุปสมบทและสังกัดวัดในประเทศไทย ต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสที่วัดแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ของไทย เมื่อผู้ตายมรณภาพ โดยมิได้ทำพินัยกรรม ปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ ได้แก่ ที่ดินหลายแปลง จึงเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีทั้งวัดในประเทศไทย (วัดต้นสังกัด) และวัดในต่างประเทศต่างอ้างสิทธิ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า (1) วัดในต่างประเทศมีสถานะเป็น “วัดตามกฎหมายไทย” หรือไม่ (2) ที่ตั้งวัดในต่างประเทศสามารถถือเป็น “ภูมิลำเนา” ของพระภิกษุได้หรือไม่ (3) ผู้คัดค้านที่ 2 (วัดในต่างประเทศ) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกหรือไม่ (4) ทรัพย์ของพระภิกษุตกแก่บุคคลหรือหน่วยงานใดตามมาตรา 1623 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกประเด็นอย่างชัดเจน ดังนี้ (1) สถานะของวัดตามกฎหมาย ศาลเห็นว่า วัดที่จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และต้องจัดตั้งตามขั้นตอนในกฎกระทรวง ซึ่งวัดในต่างประเทศมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นวัดตามกฎหมายไทย (2) หลักเขตอำนาจกฎหมาย กฎหมายไทยไม่อาจใช้บังคับไปยังองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศในลักษณะที่ขัดกับกฎหมายของประเทศนั้นได้ วัดในสหรัฐอเมริกาจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้น ไม่ใช่กฎหมายไทย (3) ภูมิลำเนาของพระภิกษุ เมื่อวัดในต่างประเทศไม่ใช่วัดตามกฎหมายไทย ที่ตั้งดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายได้ ภูมิลำเนายังคงผูกพันกับวัดต้นสังกัดในประเทศไทย (4) การตกทอดของทรัพย์ ทรัพย์ที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ ต้องตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนา ตามมาตรา 1623 (5) สิทธิของผู้คัดค้าน เมื่อวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 1623 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดระบบทรัพย์สินของพระภิกษุให้มีความชัดเจน โดยตัดสิทธิการตกทอดตามระบบทายาททั่วไป และกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่ “วัดภูมิลำเนา” เพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ในทางศาสนา ในคดีนี้ ศาลได้ตีความคำว่า “วัด” และ “ภูมิลำเนา” อย่างเคร่งครัด โดยผูกโยงกับสถานะตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือศาสนา เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดโครงสร้างการปกครองและสถานะทางกฎหมายของวัดในประเทศไทย การจะถือว่าเป็นวัดต้องผ่านกระบวนการที่รัฐรับรอง ส่วนมาตรา 1623 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของพระภิกษุ และรักษาทรัพย์นั้นไว้เพื่อกิจการทางพระพุทธศาสนา แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกานี้สอดคล้องกับหลักการเดิมที่ว่า “สถานะนิติบุคคลต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับโดยเคร่งครัด” และ “สิทธิในมรดกต้องอาศัยฐานะทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงทางสังคม” ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ 1. การตีความสถานะนิติบุคคลต้องยึดตามกฎหมายโดยเคร่งครัด 2. หลักดินแดนเป็นหลักสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดในประเทศไทย เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 โดยเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย และไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ในต่างประเทศและจดทะเบียนตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้ทำให้มีสถานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จึงไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของผู้ตายได้ และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ทรัพย์ของผู้ตายจึงตกแก่ วัดผู้คัดค้านที่ 1 ตามมาตรา 1623 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญในทางทรัพย์มรดกของพระภิกษุและหลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับสถานะขององค์กรศาสนา โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า “สถานะนิติบุคคลของวัด” ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด มิอาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือการยอมรับทางศาสนา การที่วัดในต่างประเทศได้รับการรับรองหรืออุปถัมภ์จากองค์กรทางศาสนา เช่น มหาเถรสมาคม หรือแม้กระทั่งได้รับพระบรมราชานุญาตในทางศาสนา มิได้ก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายในเชิงนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดตั้งวัดตามกฎหมายภายในประเทศโดยครบถ้วน นอกจากนี้ ศาลยังเน้นย้ำหลัก “ดินแดนแห่งอำนาจรัฐ” (Territorial Principle) ว่ากฎหมายไทยไม่อาจมีผลบังคับใช้กับองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศในลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายของรัฐนั้นได้ ในส่วนของมาตรา 1623 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลได้ตีความอย่างเคร่งครัดว่า “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ต้องเป็นวัดที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น การตีความเช่นนี้มีผลโดยตรงในการจำกัดบุคคลหรือองค์กรที่มีสิทธิในทรัพย์ของพระภิกษุ และป้องกันการขยายสิทธิไปยังองค์กรที่ไม่มีฐานะทางกฎหมายรองรับ จึงอาจกล่าวได้ว่า แนวคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวางหลักว่า “สิทธิในทรัพย์มรดกต้องอาศัยฐานะทางกฎหมาย มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางศาสนา หรือข้อเท็จจริงในการพำนัก” ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “วัดในต่างประเทศมีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทยหรือไม่” และ “ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อการตกทอดทรัพย์ตามมาตรา 1623 อยู่ที่ใด” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดในต่างประเทศที่มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สถานะวัดตามกฎหมาย” การจะถือว่าเป็น “วัด” ต้องผ่านกระบวนการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เท่านั้น แม้จะมีลักษณะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจหรือได้รับการยอมรับทางศาสนา ก็ไม่เพียงพอให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย 2. “ภูมิลำเนาของพระภิกษุ (มาตรา 1623)” ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพื่อกำหนดการตกทอดทรัพย์ ต้องพิจารณาจากวัดที่มีสถานะตามกฎหมายไทย มิใช่สถานที่ที่ไปพำนักหรือปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-วัดในต่างประเทศถือเป็นวัดตามกฎหมายไทยหรือไม่ คำตอบ วัดในต่างประเทศแม้จะมีลักษณะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางพระพุทธศาสนา และอาจได้รับการยอมรับหรืออุปถัมภ์จากองค์กรทางศาสนาในประเทศไทย เช่น มหาเถรสมาคม แต่หากมิได้จัดตั้งตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่อาจถือว่าเป็น “วัด” ในความหมายทางกฎหมายไทยได้ การมีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศเป็นเพียงการรับรองในเชิงกฎหมายของประเทศนั้น มิได้มีผลให้เกิดสถานะนิติบุคคลแบบวัดตามกฎหมายไทย ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และฐานะทางกฎหมายจึงต้องแยกพิจารณาตามระบบกฎหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด 2. คำถาม-พระภิกษุที่ไปจำพรรษาในต่างประเทศ ภูมิลำเนาจะเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบ การที่พระภิกษุไปพำนักหรือจำพรรษาในต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ภูมิลำเนาเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการกำหนดภูมิลำเนาในทางกฎหมายต้องอาศัยองค์ประกอบตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรา 1623 ซึ่งกำหนดให้ทรัพย์ของพระภิกษุตกแก่ “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” การตีความจึงต้องพิจารณาว่าวัดดังกล่าวมีสถานะตามกฎหมายไทยหรือไม่ หากวัดในต่างประเทศไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย ก็ไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาได้ แม้พระภิกษุจะพำนักอยู่เป็นเวลานานก็ตาม 3. คำถาม-ทรัพย์ของพระภิกษุเมื่อมรณภาพตกแก่ใคร คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ จะไม่ตกทอดตามระบบมรดกทั่วไป แต่จะตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาทรัพย์สินไว้ในทางศาสนา และป้องกันการนำทรัพย์ดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลของทายาทหรือบุคคลอื่น ดังนั้น การกำหนดว่าวัดใดเป็นภูมิลำเนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 4. คำถาม-วัดที่พระภิกษุไปเป็นเจ้าอาวาสในต่างประเทศมีสิทธิในมรดกหรือไม่ คำตอบ แม้พระภิกษุจะไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในวัดที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และมีบทบาทในการบริหารจัดการวัดนั้น แต่หากวัดดังกล่าวไม่ได้มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย ก็ไม่อาจมีสิทธิในทรัพย์มรดกของพระภิกษุได้ เนื่องจากมาตรา 1623 กำหนดให้ทรัพย์ตกแก่ “วัดที่เป็นภูมิลำเนา” ซึ่งต้องเป็นวัดที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น 5. คำถาม-ผู้ใดมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ คำตอบ ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย กล่าวคือ ต้องมีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวโดยตรง เช่น วัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ หากบุคคลหรือองค์กรใดไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ทำให้มีสิทธิในทรัพย์ ก็ไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้ 6. คำถาม-การได้รับการรับรองจากมหาเถรสมาคมทำให้เป็นวัดตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การได้รับการรับรองหรืออุปถัมภ์จากมหาเถรสมาคมเป็นเพียงการรับรองในเชิงศาสนา มิได้มีผลโดยตรงในการก่อให้เกิดสถานะนิติบุคคลตามกฎหมาย การจะเป็นวัดตามกฎหมายต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดตั้งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน การรับรองทางศาสนาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ 7. คำถาม-กฎหมายไทยสามารถใช้บังคับกับวัดในต่างประเทศได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป กฎหมายของแต่ละรัฐมีผลใช้บังคับภายในดินแดนของตนตามหลักดินแดน (Territorial Principle) ดังนั้น กฎหมายไทยจึงไม่อาจนำไปใช้บังคับกับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศในลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายของประเทศนั้นได้ การตีความสถานะของวัดในต่างประเทศจึงต้องพิจารณาตามกฎหมายของประเทศที่จัดตั้งเป็นหลัก 8. คำถาม-เหตุใดศาลจึงต้องตีความสถานะวัดอย่างเคร่งครัด คำตอบ การตีความสถานะของวัดอย่างเคร่งครัดมีความสำคัญต่อความแน่นอนของกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดก หากเปิดโอกาสให้ตีความอย่างกว้างโดยอาศัยเพียงข้อเท็จจริงทางสังคมหรือศาสนา อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและข้อพิพาทจำนวนมาก การยึดหลักกฎหมายเป็นเกณฑ์จึงช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน เป็นธรรม และสามารถคาดหมายได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2565 พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าว ที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตาย ฎีกาย่อ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดในประเทศไทยเป็นผู้จัดการมรดก ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ก่อนฎีกาต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรตามกฎหมายต่างประเทศ มิได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จึงไม่มีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายไทย แม้ผู้ตายจะไปเป็นเจ้าอาวาสและพำนักอยู่ที่วัดดังกล่าว ก็ไม่อาจถือเป็นภูมิลำเนาได้ ประกอบกับหลักดินแดนซึ่งกฎหมายไทยไม่อาจใช้บังคับนอกราชอาณาจักร เมื่อผู้ตายมรณภาพโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์ที่ได้มาในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดต้นสังกัดในประเทศไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีสิทธิขอจัดการมรดก ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงยินยอมให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งวัด ด. ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหรือพระครูปลัดจำลอง ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วัดผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาซึ่งได้รับยกเว้นการเสียภาษีการบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการมีนางสาวจิตตรานนท์ เป็นประธานมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ตายอุปสมบทที่วัด ม. กรุงเทพมหานคร ผู้ตายสังกัดวัดผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2522 ผู้ตายย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดผู้คัดค้านที่ 2 จนกระทั่งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ผู้ตายอาพาธและมรณภาพ ผู้ตายมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศที่ปรากฏขณะยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ได้แก่ ที่ดิน 2 แปลง ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีผู้ร้องทั้งสองจึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกมีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป และมาตรา 32 บัญญัติว่า การสร้าง การตั้ง... วัด ... ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งตามกฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด... พ.ศ. 2559 หมวด 1 การสร้างวัด ข้อ 5 ถึง ข้อ 8 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า ที่ดินที่ใช้เป็นสถานที่สร้างวัดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าหกไร่ ผู้ประสงค์จะสร้างวัดให้ยื่นคำขอสร้างวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้สร้างวัดได้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานให้นายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคมทราบ หมวด 2 การตั้งวัด ข้อ 9 ถึงข้อ 11 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อได้สร้างเสนาสนะขึ้นพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุและประกอบศาสนกิจแล้ว ให้ผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ยื่นรายงานเพื่อขอตั้งวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในจังหวัดที่ที่ดินได้รับอนุญาตให้สร้างวัดนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอความเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นไปยังเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ ที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ตั้งวัดได้ ให้เสนอรายงานพร้อมความเห็นต่อคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องการตั้งวัดและการใช้ชื่อวัดนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเรื่องการตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สำหรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 เดิมใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา อ. นครนิวยอร์ค" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัด อ. นิวยอร์คหรือนครนิวยอร์ค" จดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรประเภทสถานสักการะบูชาได้รับการยกเว้นการเสียภาษี การบริหารงานของวัดเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีประธานกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้เป็นประธานกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการแทนวัดผู้คัดค้านที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ปรากฏว่าการสร้างและการตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีการบังคับให้ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เช่นเดียวกับวัดทั่วไปที่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร นอกจากนี้กรณีของวัด ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร การจัดตั้งและการบริหารองค์กรย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศดังกล่าว ไม่อาจที่จะนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกฎหมายภายในของประเทศไทยไปใช้บังคับนอกราชอาณาจักร ในทางที่ขัดหรือแย้งกับหลักกฎหมายของประเทศนั้นได้ ตามหลักทั่วไปเรื่องการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดนที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายและใช้บังคับกฎหมายเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในดินแดนของตน การสร้างและการจัดตั้งวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าวที่ร่วมกันจัดสร้างและขออนุญาตจดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา การที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาขนานนามวัดผู้คัดค้านที่ 2 และทรงรับวัดผู้คัดค้านที่ 2 ไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์นั้น คงเป็นไปเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนในต่างประเทศ มิได้มุ่งหมายเพื่อที่จะสถาปนาวัดผู้คัดค้านที่ 2 ยกขึ้นเป็นวัดตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนากิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ 2 มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ 2 ในประเทศดังกล่าวที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



