
| พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายมรดก คือ ความสมบูรณ์ของพินัยกรรมในกรณีที่เจ้ามรดกอยู่ในภาวะชราภาพและเจ็บป่วยจนไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของการกระทำของตนได้ รวมถึงประเด็นสิทธิของบุคคลในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและการมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก ศาลได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า หากพินัยกรรมเกิดขึ้นโดยเจ้ามรดกขาดสติสัมปชัญญะ ย่อมเป็นโมฆะ และบุคคลที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวย่อมไม่มีสถานะเป็นทายาท อีกทั้งไม่มีสิทธิคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกด้วย คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความเรื่อง “สติสัมปชัญญะของผู้ทำพินัยกรรม” และ “สถานะของผู้มีสิทธิในคดีมรดก” ข้อเท็จจริงของคดี เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่มีบุตร บิดามารดาเสียชีวิตไปก่อน เหลือเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรมและขอให้ตั้งบุคคลเป็นผู้จัดการมรดก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิเป็นทายาทตามพินัยกรรม โดยกล่าวว่าเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ตน ข้อพิพาทสำคัญคือ พินัยกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่ เนื่องจากมีพยานหลักฐานจำนวนมากแสดงว่าเจ้ามรดกมีอายุถึง 89 ปี ป่วยหนักหลายโรค มีอาการหลงลืม ไม่สามารถสื่อสารหรือรับรู้ได้ตามปกติ และอยู่ในภาวะวิกฤติทางการแพทย์ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา (1) พินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลเห็นว่าเจ้ามรดกไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอในการรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรม การพิมพ์ลายนิ้วมือจึงไม่ใช่การแสดงเจตนาโดยแท้จริง พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ (2) ผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาท เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านซึ่งอ้างสิทธิตามพินัยกรรมจึงไม่มีสถานะเป็นทายาท (3) ไม่มีสิทธิเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิร้องขอหรือคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 (4) ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรม ศาลรับฟังพยานหลักฐานว่าผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก จึงเป็นทายาทโดยธรรม (5) การตั้งผู้จัดการมรดกชอบด้วยกฎหมาย บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 จึงสามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้คือ “การแสดงเจตนาโดยรู้สำนึก” ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของนิติกรรมทุกประเภท โดยเฉพาะพินัยกรรมที่ต้องสะท้อนเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดก หากเจ้ามรดกขาดสติสัมปชัญญะ การแสดงเจตนาย่อมไม่สมบูรณ์ และนิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะโดยไม่ต้องเพิกถอน เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 1713 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลที่มีสิทธิแท้จริงสามารถเข้าจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรา 1718 มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาจัดการทรัพย์สิน ส่วน ป.วิ.พ. มาตรา 55 กำหนดให้เฉพาะผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องหรือคัดค้าน แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกานี้สอดคล้องกับหลักคำพิพากษาเดิมที่ว่า • พินัยกรรมต้องเกิดจากเจตนาโดยเสรี • ผู้ไร้สติไม่อาจทำพินัยกรรมได้ • ผู้ไม่มีสิทธิในทรัพย์ไม่มีสิทธิคัดค้าน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ และตั้งบุคคลตามคำร้องเป็นผู้จัดการมรดก ยกคำร้องของผู้คัดค้าน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย และผู้ร้องมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยชอบ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “ความสมบูรณ์ของเจตนา” เป็นหัวใจของพินัยกรรม หากปราศจากสติสัมปชัญญะ นิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า “สถานะทางกฎหมายต้องเกิดจากสิทธิที่แท้จริง” บุคคลที่อ้างสิทธิโดยอาศัยพินัยกรรมที่ไม่ชอบ ย่อมไม่มีฐานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย และไม่อาจใช้กระบวนการศาลเพื่อแทรกแซงการจัดการมรดกได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรมและสถานะของผู้มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกป่วยหนัก ชราภาพมาก และไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมได้ พินัยกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะ ผู้ที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่ใช่ทายาทและไม่มีสิทธิร้องขอหรือคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกได้ ส่วนผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 เรื่องผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก, มาตรา 1718 เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้จัดการมรดก และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เรื่องผู้มีอำนาจฟ้องหรือคัดค้านต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. พินัยกรรมเป็นโมฆะ แก่นสำคัญข้อแรกของคดีนี้คือ แม้จะมีเอกสารพินัยกรรมและมีพยานลงลายมือชื่อครบถ้วน แต่หากเจ้ามรดกไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จนไม่อาจเข้าใจหรือรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมได้ การแสดงเจตนานั้นย่อมไม่สมบูรณ์ พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ ไม่ก่อสิทธิแก่ผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม 2. ทายาทโดยธรรมมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดก แก่นสำคัญอีกข้อคือ เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้ที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมย่อมหมดฐานะทางกฎหมายทันที คงเหลือแต่การพิจารณาว่าใครเป็นทายาทโดยธรรมที่แท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ก็ย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 และหากบุคคลที่เสนอให้ศาลแต่งตั้งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 ศาลก็ย่อมตั้งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-พินัยกรรมที่ทำในขณะเจ้ามรดกป่วยหนักจะเป็นโมฆะเสมอหรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมที่เจ้ามรดกทำในขณะป่วยหนักไม่ได้เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือเจ้ามรดกต้องมีสติสัมปชัญญะและสามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมได้ หากยังมีความสามารถในการเข้าใจและตัดสินใจ พินัยกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ แต่หากปรากฏว่ามีอาการหลงลืม ไม่สามารถสื่อสารหรือเข้าใจเนื้อหาได้ ศาลอาจวินิจฉัยว่าการแสดงเจตนาไม่สมบูรณ์และพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ โดยต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน เช่น ประวัติการรักษา ความเห็นแพทย์ และพฤติการณ์โดยรวมของเจ้ามรดกในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม 2. คำถาม-หากพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้ที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมยังมีสิทธิในมรดกหรือไม่ คำตอบ เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เคยมีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น บุคคลที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นทายาท และไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก การแบ่งมรดกจะกลับไปใช้หลักทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดลำดับทายาทไว้อย่างชัดเจน การอ้างพินัยกรรมที่ไม่ชอบไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ได้ 3. คำถาม-ใครมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ คำตอบ ผู้ที่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทโดยธรรม ทายาทตามพินัยกรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก หากบุคคลใดไม่มีสถานะดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการจัดการทรัพย์มรดกโดยไม่มีสิทธิ 4. คำถาม-ผู้ที่ไม่ใช่ทายาทสามารถคัดค้านผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ศาลจะรับฟังเฉพาะบุคคลที่มีสิทธิหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น การคัดค้านโดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิย่อมไม่อาจรับฟังได้ 5. คำถาม-การพิสูจน์ว่าเจ้ามรดกไม่มีสติทำอย่างไร คำตอบ ต้องอาศัยพยานหลักฐานหลายประเภท เช่น ใบรับรองแพทย์ ประวัติการรักษา พยานบุคคลที่ใกล้ชิด และพฤติการณ์แวดล้อม ศาลจะพิจารณาโดยรวมว่าขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกมีความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจหรือไม่ มิใช่พิจารณาเพียงหลักฐานใดหลักฐานหนึ่ง 6. คำถาม-พินัยกรรมที่มีพยานครบถ้วนจะสมบูรณ์เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป แม้จะมีพยานครบตามรูปแบบ แต่หากเจ้ามรดกขาดสติสัมปชัญญะ การแสดงเจตนาย่อมไม่สมบูรณ์ ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะได้ รูปแบบเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีเจตนาแท้จริงประกอบด้วย 7. คำถาม-ผู้จัดการมรดกต้องมีคุณสมบัติอย่างไร คำตอบ ผู้จัดการมรดกต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 เช่น ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น และต้องสามารถจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างสุจริตและมีประสิทธิภาพ ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมโดยรวมก่อนมีคำสั่งแต่งตั้ง 8. คำถาม-คดีมรดกที่มีข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรมควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ ควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะหลักฐานทางการแพทย์และพยานบุคคล เพื่อพิสูจน์สภาพของเจ้ามรดกในขณะทำพินัยกรรม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยความถูกต้อง และดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างเหมาะสม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574 - 575/2567 ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกป่วยหนักและชราภาพมากจนไม่อาจขัดขืนและไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านกับพวกที่จัดทำมาให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ทั้งไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะมาคัดค้านการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก และเมื่อผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดกผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก มีอำนาจที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ทั้งไม่ปรากฎว่า พ. ผู้รับมอบอำนาจและบุตรของผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้ง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจึงชอบแล้ว ฎีกาย่อ คดีนี้เป็นคดีคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก 2 สำนวนที่ศาลชั้นต้นรวมพิจารณา โดยผู้ร้องขอให้ตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. เจ้าของมรดก ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่าตนเป็นทายาทตามพินัยกรรมและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน พร้อมยืนยันว่าพินัยกรรมลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 มีผลสมบูรณ์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ และตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านจึงฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้คัดค้านจะอ้างว่าพินัยกรรมทำโดยถูกต้อง แต่พยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง โดยเฉพาะประวัติการรักษาและพยานแพทย์ รับฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกมีอายุ 89 ปี ชราภาพมาก ป่วยหนักหลายโรค หลงลืม ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และไม่อาจรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมได้ จึงถือว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิร้องขอหรือคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องมีพยานเอกสารและพยานบุคคลยืนยันได้มั่นคงว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก จึงเป็นทายาทโดยธรรม มีอำนาจร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ และไม่ปรากฏว่านาง พ. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งหมด ฎีกาฉบับเต็ม คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก นาง ล. ผู้ร้อง ในสำนวนแรก ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกนางสาว อ. ผู้คัดค้านในสำนวนแรก ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้เพิกถอนพินัยกรรมของนาง ช. ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ให้เป็นโมฆะ และมีคำสั่งตั้งนาง พ. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 20,000 บาท ยกคำร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 นาง ช. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุการติดเชื้อในกระแสเลือด ณ โรงพยาบาล ร. เจ้ามรดกมีสามีชื่อ พันเอก ภ. ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีบุตร บิดามารดาของเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เงินฝากบัญชีธนาคาร ธ. และทรัพย์สินอื่น ๆ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรม โดยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ขอให้ตั้งนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจและเป็นบุตรสาวของผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยพินัยกรรมที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ผู้คัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก คดีมีปัญหาที่ควรวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้ผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านมีพยานปากนางสาว ก. นาย ส. และร้อยโท จ. เบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้ามรดกทำพินัยกรรมที่บ้านพักข้าราชการ ทนายความผู้ทำพินัยกรรมได้อ่านข้อความในพินัยกรรมให้ฟังต่อหน้าเจ้ามรดก นาย ส. และร้อยโท จ. แล้วให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ นาย ส. กับร้อยโท จ.ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ส่วนพยานผู้ร้องมีนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อ พ.ศ. 2559 ถึง 2560 เจ้ามรดกป่วยหนักด้วยอาการของคนชรา พยานจึงพาเจ้ามรดกไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยพยานเป็นเจ้าของไข้ เจ้ามรดกมีอาการเพ้อ หลงลืม จำความไม่ได้ สายตาไม่ดี มองเห็นไม่ชัด หูฟังไม่ค่อยได้ยิน เนื่องจากมีอายุมากถึง 89 ปีเศษ และมีพยานปากนาย ธ. แพทย์โรงพยาบาล ซ. เบิกความประกอบเอกสารประวัติการตรวจรักษาเจ้ามรดกว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2566 เจ้ามรดกเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย เซื่องซึม หูไม่ได้ยินและนอนหลับตลอด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่า น้ำท่วมปอด เส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะหายใจล้มเหลว ต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤติใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นท่อสอดเข้าปาก พอรู้สึกตัวบ้างแต่ไม่สามารถพูดจาโต้ตอบ และเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มีเลือดออกจากช่องคลอดและทวารหนักจำนวนมาก เจ้ามรดกชราภาพมีอายุมากถึง 89 ปี ป่วยเป็น 5 โรค มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไม่รู้สึกตัว ซึ่งก่อนทำพินัยกรรม นาง พ. ก็ได้พาเจ้ามรดกเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและดูแลเป็นเจ้าของไข้ จนเมื่อพาเจ้ามรดกกลับไปส่งบ้านในวันที่ 11 ธันวาคม 2560 และในวันเดียวกันนั้นผู้คัดค้านก็เข้ามาพาตัวเจ้ามรดกไปอยู่ที่บ้านพักข้าราชการ ซึ่งเป็นบ้านพักของพันเอกหญิง ร. ซึ่งพันเอกหญิง ร. นางสาว ก. และผู้คัดค้านเป็นพี่น้องกันและอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ทั้งที่เจ้ามรดกกับพันเอกหญิง ร. มีเรื่องพิพาทฟ้องร้องกันมาก่อนเกี่ยวกับการตายของพันเอก ภ. สามีของเจ้ามรดก เนื่องจากเจ้ามรดกอ่านหนังสือไม่ออก คงเขียนได้เฉพาะลงลายมือชื่อ พันเอกหญิง ร. จึงอาสาเป็นคนไปรับเงินณาปนกิจสงเคราะห์จำนวน 180,000 บาท แทนเจ้ามรดก แต่พันเอกหญิง ร. กลับเบิกเงินดังกล่าวไปเป็นของตัวเอง โดยมิได้นำเงินมามอบคืนให้เจ้ามรดก จนเจ้ามรดกไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และเมื่อเจ้ามรดกไปขอเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. และศาลมีคำสั่งตั้งเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. แล้ว พันเอกหญิง ร. ก็ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า เจ้ามรดกเป็นคนเสเพลดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่มีอาชีพ ขอให้ถอนเจ้ามรดกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. และขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าพันเอก ภ. ทำพินัยกรรมยกมรดกให้ตน เจ้ามรดกจึงฟ้องพันเอกหญิง ร. ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าพินัยกรรรมของพันเอก ภ. เป็นพินัยกรรมปลอม กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อแล้วมีความเห็นว่า เป็นพินัยกรรมปลอมเพราะไม่ใช่ลายมือชื่อของพันเอก ภ. ซึ่งระหว่างเจ้ามรดกกับพันเอกหญิง ร. เป็นคดีความกันที่ศาล ผู้คัดค้านกับพันเอกหญิง ร. ก็ได้เดินทางไปศาลด้วยกัน ก่อนหน้านี้ที่เจ้ามรดกไม่ได้ป่วยชราภาพถึงขนาดหลง ๆ ลืม ๆ จนช่วยตัวเองไม่ได้ เจ้ามรดกก็ไม่เคยไปพักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่บ้านพักราชการของพันเอกหญิง ร. จึงไม่น่าเชื่อว่า เจ้ามรดกสมัครใจไปอยู่บ้านเดียวกับพันเอกหญิง ร. และผู้คัดค้าน เชื่อว่าผู้คัดค้านกับพวกไปพาเจ้ามรดกที่อยู่ในสภาพชรามากและป่วยหนักจนไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์มาที่บ้านพักราชการ เพื่อเตรียมการทำพินัยกรรม หลังจากผู้คัดค้านพาเจ้ามรดกมาอยู่ที่บ้านพักราชการของพันเอกหญิง ร. ได้เพียง 4 วัน ก็จัดให้เจ้ามรดกทำพินัยกรรมในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 โดยนัดทนายความ นาย ส. และร้อยโท จ. ให้มาลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ยังได้ความจากร้อยโท จ. ว่าหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและมีการเปิดพินัยกรรมแล้ว ผู้คัดค้านซื้อบ้านพร้อมที่ดินใส่ชื่อบุตรสาวของร้อยโท จ. โดยที่ผู้คัดค้านกับร้อยโท จ. และครอบครัวไม่เคยมีหนี้สินต่อกัน พฤติการณ์อาจจะเป็นไปตามข้อตกลงตอบแทนที่ร้อยโท จ.มาลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ซึ่งหากการทำพินัยกรรมมีความโปร่งใสด้วยเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกขณะสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็ไม่น่าที่ผู้คัดค้านจะต้องตอบแทนแก่พยานที่มาลงลายมือชื่อในพินัยกรรมให้มากถึงขนาดนี้ ผู้ร้องมีพยานหลักฐานทั้งพยานแพทย์และพยานเอกสารที่ยืนยันได้ว่า ตั้งแต่ก่อนทำพินัยกรรมในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 จนถึงหลังวันทำพินัยกรรม เจ้ามรดกมีอายุมากถึง 89 ปี มีสภาพร่างกายชราภาพและป่วยหนักหลายโรค สอดคล้องกับเหตุที่ผู้คัดค้านไปยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังทำพินัยกรรมไปไม่นาน อาการป่วยของเจ้ามรดกอันเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไปขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นคนไร้ความสามารถคงจะมีมานานแล้ว มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังทำพินัยกรรม ทั้งผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานทางการแพทย์มายืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกมีสุขภาพแข็งแรง สติสัมปชัญญะปกติสมบูรณ์ คงมีแต่นางสาว ก. กับพยานที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมซึ่งมีพิรุธหลายประการ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกป่วยหนักและชราภาพมากจนไม่อาจขัดขืนและไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านกับพวกที่จัดทำมาให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ทั้งไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะมาคัดค้านการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ของเจ้ามรดกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกหรือไม่ ผู้ร้องมีนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจและเป็นบุตรสาวของผู้ร้อง เบิกความว่า ผู้ร้องกับเจ้ามรดกเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนาง ร. และนาย ย. มีพี่น้อง 4 คน คือ 1.นาย ต. 2.นางสาว ม. 3.นาง ล. (ผู้ร้อง) 4.นางสาวอุ้ยหรือนาง ช. (เจ้ามรดก) เมื่อ พ.ศ. 2532 นาย ต. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องและเจ้ามรดกกับนางสาว ม. ได้ร่วมกันจัดงานศพของนาย ต. ต่อมา พ.ศ. 2554 พันเอก ภ. สามีของเจ้ามรดก ป่วยหนัก นาง พ. ก็เป็นคนพาพันเอก ภ. ไปรักษาที่โรงพยาบาลและเป็นเจ้าของไข้ ต่อมา พ.ศ. 2555 พันเอก ภ. และนางสาว ม. ถึงแก่ความตายในปีเดียวกัน ผู้ร้องกับเจ้ามรดกก็ร่วมกันจัดงานศพทั้งสอง เห็นว่า ผู้ร้องมีพยานเอกสารและภาพถ่ายต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบเครือญาติระหว่างผู้ร้องกับเจ้ามรดก ส่วนสำเนาทะเบียนการสมรสระหว่างเจ้ามรดกกับร้อยตรี ภ. ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2497 ที่ระบุว่า นางสาว ช. เป็นบุตรของนาย ฉ. กับนาง ก. นั้น ผู้ร้องมีพยานปากนาย น. นักวิชาการที่ดินปฏิบัติการ มาเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2482 นาย ต. นางสาว ม. นางสาว ล. และนางสาวอุ้ย ร่วมกันขอรับมรดกนาง ร. มารดา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6141 อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2524 นาย ต. นางสาว ม. นาง ล. และนาง ช. ซึ่งเป็นบุตรของนาย ย. กับนาง ร. ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินเดิมชำรุด และในการขอออกใบแทนดังกล่าวนาง ช. ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ตามโฉนดที่ดินเดิมที่มีชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ว่า "อุ้ย" นั้น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ช." โดยเปลี่ยนชื่อเองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการแต่อย่างใด เมื่อถึงเวลาสำรวจทะเบียนบ้านก็ใช้ชื่อใหม่ว่า "ช." ซึ่งนาง ช. ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำไว้ โดยมีนาย ง. เทศมนตรีเมืองพนัสนิคม ในฐานะผู้ทำการแทนนายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม ได้ทำบันทึกรับรองว่านางอุ้ย กับ นาง ช. เป็นบุคคลคนเดียวกัน ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2555 นาง ช. ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนให้แก่นาง พ. บุตรของผู้ร้อง ซึ่งการยกให้ดังกล่าวมีการระบุในโฉนดที่ดินว่า นางสาวอุ้ย กับ นาง ช. เป็นบุคคลคนเดียวกัน ตามหนังสือรับรองของเทศบาลเมืองชลบุรี ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2555 และตามสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เจ้ามรดกให้ถ้อยคำยอมรับกับเจ้าพนักงานตำแหน่งนักวิชาการที่ดินปฏิบัติการ โดยมีเทศมนตรีเมืองพนัสนิคมรับรองว่า เจ้ามรดกเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวอุ้ย พยานผู้ร้องมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ทั้งเมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกและไม่มีอำนาจคัดค้านการที่ผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก มีอำนาจที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ทั้งไม่ปรากฎว่านาง พ. มีลักษณะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. เจ้ามรดกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีสำนวนละ 5,000 บาท |



